Honda Europe CB650Rs Custom

สำหรับรถทั้งสิบคันที่จะนำมาฝากกันนี้ เป็น CB650R ที่ได้รับการตกแต่งจากดีลเลอร์ต่างๆในยุโรป ที่ทาง Honda Europe ยกให้เป็น TOP10 โดยรถทั้งหมดนี้ได้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกมาจากผลงานของดีลเลลอร์ฮอนด้า จากสเปน ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส จากนั้นก็จะนำมาจัดแสดงในงาน Wheels&Waves และทั้งสิบคันนี้ได้นำเสนอบนเว็บไซต์ hondacustoms.com ซึ่งรถทั้งสิบคันนี้

CB650R HEDICION : จาก Motorsport Madrid, Spain ที่บอกว่า “รถ CB650R ของเรานั้นได้ออกแบบมาเพื่อนำเสนอถึงการก้าวผ่านข้อจำกัดระหว่างจิตวิญญาณของ Honda ในการที่จะทลายเส้นแบ่งระหว่างรถจักรยานยนต์กับ รถยนต์…..” เอาเป็นว่าสรุปสั้นๆจากคำกล่าวเวิ่นเว้อนี้ก็คือ พวกเขาเอาสีสันลวดลายของรถแข่ง 1966 Brabham Honda BT18 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันน่าจะมีชื่อเสียงพอสมควรในยุโรปนั่นแหละ ก็เลยตกแต่งเจ้า inline4 cylinder engine อย่าง CB650R ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ เน้นสีชิ้นส่วนดำและเหลือง พร้อมท่อเพิ่มสมรรถนะจาก Full Titanium Akrapovic เป็นต้น

CB650R AKIRA : จาก Hakuba Motor Santander,Spain ไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กน้อยบนตัวรถในแต่ละเจเนอเรชั่นของรถตระกูล CB ที่ผลิตออกมาถือได้ว่านี่คือการพัฒนา อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น คอนเซ็ปต์ของการออกแบบนี้จึงอยู่ที่คำว่า Kaizen ตามความหมายในภาษาญี่ปุ่นก็คือ การพัฒนา ดังนั้นจึงมีการนำชิ้นส่วนที่ทันสมัยมาช่วยเสริมคุณค่าให้กับตัวรถและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ และได้เสริมสมรรถนะด้วยปลายท่อ Titanium Arrrow CB650R CAFE RACER : จาก Blanmoto Honda Girona Spain ด้วยพื้นฐานของ CB650R ได้ถูกนำมาตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการผสมผสานกลิ่นอายของ Strem Punk กับ Cafe Racer จนทำให้ภาพลักษณ์เดิมๆสแตนดาร์ดนั้นแตกต่างจากเดิมมีสีสันมากขึ้นด้วยชิ่นส่วนจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Puig PSR , Rizoma บวกกับการตกแต่งเสริมด้วยงานฝีมือ และการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยในแต่ละส่วน และปิดท้ายด้วยปลายท่อจาก Arrow

CB650R FENIX : จาก Mototrofa Honda Trofa ,Portugal หลังจากไฟไหม้ในปี 2019 พวกเขาก็ค่อยๆฟื้นตัวกลับมา และทีมงานก็ได้รับโจทย์งานชิ้นนี้มาทำน่าจะเป็นชิ้นงานแรกของดีเลอร์ที่ชื่อ Mototrofa Honda ดังนั้นเมื่อนึกถึงความเสียหายของบริษัทที่เกิดขึ้นพวกเขาจึงให้คำจำกัดความของชิ้นงานนี้ว่า การฟื้นคืน นั่นก็พ้องกับนกฟินิกซ์ ที่กลับคืนชีวิตหลังเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน ด้วยชิ้นส่วนที่มีในฐานะดีลเลอร์พวกเขามุ่งเน้นที่จะตอบสองคำจำกัดความที่ว่านี้ ด้วยพื้นฐานเดิมของ CB650R จึงได้ผสมผสานกับชิ้นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะการนำ สวิงอาร์มเดี่ยวพร้อมล้อหลังจาก VFR750 และล้อหน้าจาก CBR900RR FireBlade ซึ่งมาจากรถรุ่นเก่าระดับตำนานหน้าหนึ่งของ Honda มาผสานกับรถสมัยใหม่อย่าง CB650R โมเดลล่าสุด เมื่อเสริมแต่งด้วยรายละเอียดต่างๆและเก็บงานด้วยโทนสีตามที่กำหนดไว้ จึงได้งานตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้ CB650R FOUR : จาก Sagaz Honda Toulouse,France เป็นคอนเซ็ปต์ง่ายๆในการออกแบบนั่นก็คือ การระลึกถึงความสำเร็จในการแข่งขัน EndurancE24Hours ของ Honda โดยเฉพาะ รถแข่ง RCB1000 ในปี 1976 เสียดายที่ไม่มีไฟล์ส่งมาพร้อมกับเอกสารชุดนี้ แต่ถ้าสนใจก็ลองเสิร์ชไปตามเว็บไซต์ที่เราพูดถึงไปก่อนหน้านี้ได้เช่นกัน

CB650R WHITE EDITION :จาก 3C Motos,Anglet,France ง่ายๆสำหรับรถคันนี้ก็คือ การอาศัยรูปแบบมาจาก CB1000R Black Edition ที่ออกมาในยุโรปเมื่อปี 2019 ดังนั้นทางดีลเลอร์รายนี้ จึงอยากจะทำภาพสะท้อน ของ CB1000R Black Edition ออกมาภายใต้รูปลักษณ์ของ CB650R แต่ เปลี่ยนจากความมืดมน มาเป็นความสว่างสดใสในแบบ WHITE EDITION แทน
CB650R BMX :จากWerther,Nice,France สนุกสนานและมีสไตล์ คล้ายกับการปั่นจักรยาน BMX เอาเป็นว่าสรุปสั้นๆก็คือคอนเซ็ปต์นี้ถอดมาจากความสนุกสนานความเท่เหมือนวัยเด็กที่กำลังสนุกสนานกับจักรยาน BMX และการที่ CB650R นี้จะสนุกสนานในแบบเดียวกับการขี่ BMX ได้นั้น พวกเขาก็ตีโจทย์ไปที่การออกแบบตกแต่งให้ออกมาเป็นรถสำหรับสตั๊นท์ จนในที่สุดก็ได้ CB650R BMX คันนี้

CB650R KarbOne Edition :จาก AZ Moto Rouen,France รถจักรยานยนต์รุ่นหนึ่งที่พวกเขามองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ก็คือ 1969CB750Four หรือ K0 ดังนั้นโปรเจ็คของพวกเขาจึงเรียกว่า CB650R KarbOne Edition ด้วยการเลือกใช้โทนสี metalic gold ผสานกับการใช้ชิ้นส่วนวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ขณะที่วงล้อได้รับการสนับสนุนจาก Evo-X Racing ที่มาพร้อมกับยาง Dunlop ขณะเดียวกันก็เลือกใช้ชิ้นส่วนพิเศษสำหรับตกแต่งจาก Puig ผสมกับชิ้นงานบางส่วนที่ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ CB650R FLAT TRACKER :จาก AND Motos ,Cognac,France คงไม่ต้องขยายความอะไรมากกับผลงานชิ้นนี้ที่มีความตั้งใจจะตกแต่งออกมาให้มีความเป็นรถในแบบ flat track โดยจบงานด้วยการเสริมสมรรถนะด้วยชุดท่อเสีย twin-muffler titanium Arrow full exhaust system

CB650R FOUR Limited Edition :จาก Espace Motos,Angers,France นี่ก็ความพยายามที่จะเติมกลิ่นอายความคลาสสิคของรถระดับตำนานอย่าง CB750Four มาสู่รถสมัยใหม่ในสไตล์ Neo Sports Cafe จนกลั่นกรองออกมาเป็น CB650R Four Limited Edition คันนี้ ก็ผ่านกันไปกับการตกแต่งจากดีลเลอร์ Honda ในยุโรป ที่ทั้งลงมือเองและจับมือกับสำนักแต่ง สำหรับรายละเอียดปลีกย่อยแต่ละคันก็สามารถตามเข้าไปดูตามเว็บที่เราลงชื่อตั้งแต่ต้นนั่นแหละ

Ducati Desert Sled Fasthouse

จำกัดการผลิตในแบบ limited edition ไว้ที่ 800 คัน สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดของครอบครัว Scrambler ที่ได้แตกแขนงย่อยออกมาเป็นรุ่น Scrambler Desert Sled ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ออกจำหน่ายไปตามปกติ ทีนี้ก็มีเหตุให้ต้องออกเป็นเวอร์ชั่นพิเศษลงไปอีกเมื่อปีที่แล้ว

เจ้า Ducati Scrambler ชนะในการแข่งขันประเภทออฟโรดในสหรัฐอเมริกา 2020 America Off Road Race ที่ชื่อรายการว่า Mont400 ในรุ่น Hooligan class ว่ากันว่าเป็นรายการเก่าแก่ต่อเนื่องของคนอเมริกันนั่นแหละ ดังนั้นไหนๆก็ลุยตลาดอเมริกาอย่างเต็มตัวก็เลนถือโอกาสนำเจ้า Ducati Scrambler ผลิตเวอร์ชั่นพิเศษออกมาซะเลย และนี่ก็คือที่มาของ Ducati Scrambler Desert Sled Fasthouse ที่จำกัดจำนวน 800 คัน เงื่อนไขการผลิตรุ่นนี้คือ “ทุกอย่าง” ต้องเป็นไปตามสเปคเดียวกับตัวที่ใช้แข่ง ดังนั้น CEO ของ Ducati ก็เลยเจรจาให้ Kenney Alexander ผู้ก่อตั้งและประธานของแบรนด์หรือค่าย Fasthoust จัดการภาระกิจนี้ ดังนั้น Ducati Scrambler Desert Sled จึงถูกมอบหมายโดยตรงให้สำนักงานใหญ่ของ Fasthouse ในแคลิฟอร์เนีย จัดหา
อุปกรณชิ้นส่วนสำคัญเพื่อนำมาใช้ในการปรับแต่งเสริมเติมให้เป็นรถรุ่นพิเศษดังกล่าวนี้

เริ่มต้นด้วยพื้นฐานของ Ducati Scambler Desert Sled ก็ได้รับการปรับเสริมเพื่อทำให้ออกมาเป็น Fasthouse Edition ที่มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นที่ใช้ในสังเวียนการแข่งขันมากที่สุด แม้กระทั่งลวดลายกราฟฟิคแทบทุกจุดก็ถอดแบบมาจากตัวแข่งที่ใช้ใน Mont400 ด้วยโทนสีดำเทาเป็นหลัก ขณะที่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆนั้นล้วนเก็บรายละเอียดแบบเดียวกับรถแข่งดังกล่าว น่าจะเรียกได้ว่าเป็นงานในแบบเรพลิก้า ส่วนบนถังน้ำมันได้มีการติดโลโก้ Fasthouse คู่กับ Ducati Scrambler ในแต่ละคันจะมีเพลทอลูมิเนียมรันจำนวนหมายเลขการผลิตติดไว้

Ducati Scrambler Desert Sled Fasthouse มีขุมพลังจากเครื่องยนต์ขนาด 803 ซีซี ที่ยังคงสเปคเดียวกับ โมเดล Desert Sled จะมีปรับเปลี่ยนที่แตกต่างไปนั้นก็คงจะเป็นในส่วนของ สวิงอาร์ม ชุดแผงคอ Triple clamps และระบบกันสะเทือน ที่มีการเก็บรายละเอียดและอัพเกรดสเปคเพื่อให้เมาะสมกับการแข่งขัน เงื่อนไขสเปคดังกล่าวจึงถูกนำมาบรรจุไว้ในโมเดลที่จะผลิตขายทั้ง 800 คันนี้ ดังนั้นตำแหน่งท่านั่งขณะขับขี่จึงอาจจะแตกต่างไปบ้างกับรถเดิมของ Scrambler Desert Sled เบาะนั่งที่ปรับเปลี่ยนไป มีควมสูงของตำแหน่งนั่งขับขี่อยู่ที่ 860 มม. ขณะที่ระบบกันสะเทือน adjustable Kayaba suspension นั้น มีระยะยุบตัวที่ 200 มม. พักเท้าได้ถอดแผ่นยางออกเพื่อให้รองรับกับความต้องการการขับขี่ในแบบออฟโรด วงล้อเป็นสีดำ ขนาด 19 นิ้ว กับ 17 นิ้ว สำหรับล้อหน้าและหลัง ตามลำดับ ถูกจับคู่กับยาง Pirelli Scorpion Rally Tyres ขนาด 120/70 R19 M/C 60V M+S TL และ 170/60 R17 M/C 72V M+S TL

พร้อมกันนี้ยังมีคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าจาก Fasthouse ออกมาจำหน่ายควบคู่กันอีกด้วย รายละเอียดมีไม่มากนักจากไฟล์ที่ได้รับก็เอาเป็นว่า นี่คือ Desert Sled Fasthouse เวอร์ชั่นพิเศษที่ผลิตจำนวนจำกัด จากตระกูล Ducati Scrambler ซึ่งสเปคพื้นฐานที่จะลงต่อไปนี้เป็นสเปคของ Ducati Scrambler Desert Sled ซึ่งเป็นตัวตั้งเริ่มต้นที่ใช้ในการนำไปปรับแต่งเป็นโมเดลพิเศษนี้

ENGINE
TYPE L-Twin, Desmodromic distribution,
2 valves per cylinder, air cooled
DISPLACEMENT 803 cc
BORE X STROKE 88 x 66 mm
COMPRESSION RATIO 11:1
POWER 73 hp (53,6 kW) 8250 rpm/min
TORQUE 48,8 lb-ft (66,2 Nm) @ 5750 rpm
FUEL INJECTION Electronic fuel injection,
50 mm throttle body
EXHAUST Stainless steel muffler with catalytic converter and 2 lambda probes,
aluminium tail pipes

TRANSMISSION
GEARBOX 6 speed
RATIO 1=32/13  2=30/18  3=28/21  4=26/23  5=22/22  6=24/26
PRIMARY DRIVE Straight cut gears, Ratio 1,85:1
FINAL DRIVE Chain, front spocket 15,
rear sprocket 46
CLUTCH Hydraulically controlled slipper and self-servo wet multiplate clutch

CHASSIS
FRAME Tubular steel Trellis frame
FRONT SUSPENSION 46mm fully adjustable usd forks
FRONT WHEEL Spoked aluminium wheel 3,00″ x 19″
FRONT TYRE Pirelli SCORPION™ RALLY STR 120/70 R19
REAR SUSPENSION Kayaba rear shock, pre-load and rebound adjustable. Aluminium double-sided swingarm
REAR WHEEL 200 mm
REAR TYRE Spoked aluminium wheel 4,50″ x 17″
WHEEL TRAVEL (FRONT/REAR) Pirelli SCORPION™ RALLY STR 170/60 R17
FRONT BRAKE Ø330 mm disc, radial 4-pistoncalliper with Bosch Cornering ABS as standard equipment
REAR BRAKE Ø245 mm disc, 1-piston floating calliper
with Bosch Cornering ABS as standard equipment
INSTRUMENTATION LCD
DIMENSIONS AND WEIGHTS
DRY WEIGHT 193 kg (425,5 lb)
KERB WEIGHT* 209 kg (460,8 lb)
SEAT HEIGHT 860 mm (33,9 in) – low seat 840 mm (33,0 in) available as accessory
WHEELBASE 1.505 mm (59,3 in)
RAKE 24°
TRAIL 112 mm (4,4 in)
FUEL TANK CAPACITY 13,5 l – 3,57 gallon (US)

 

NEW Yamaha MT-03 DARK BLAST สปอร์ตเน็กเก็ดที่สุดในคลาส 300… สีใหม่ สุดเร้าใจ!!!

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ปลุกกระแสความเร้าใจครั้งใหม่!!! ด้วยสปอร์ตเน็กเก็ดที่สุดในคลาส 300 พร้อมปล่อย “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ 2 สี 2 สไตล์ สุดเร้าใจ!!! มาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่ตามสไตล์ MT-Series ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดล้ำสมัย และเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มอารมณ์ตามแบบฉบับ The Dark Side of Japan

สำหรับ “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” ยังคงโดดเด่น สะดุดตา เท่ ดุดัน ตามสไตล์ MT-Series ด้วยชุดไฟหน้า FULL LED แบบ TWIN-EYES และเทคโนโลยี MONO FOCUS LED ที่ใช้ในรถ Big Bike ให้ความสว่างชัดทุกระยะการขับขี่, ถังน้ำมันรูปทรงใหม่ ดีไซน์เพิ่มความเท่ ดุดัน สไตล์ Big Bike สะท้อนเอกลักษณ์ MT-Series ที่ให้ความกระชับในการขับขี่ยิ่งขึ้น และเพิ่มภาพลักษณ์สุดหรูที่มาพร้อมกับความเร้าใจด้วยโช้คหน้า TELESCOPIC แบบ UPSIDE DOWN ที่ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่ การทรงตัว การซับแรงสั่นสะเทือนที่ดีขึ้นทั้งในช่วงทางตรงและทางโค้ง พร้อมหยุดรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ด้วยระบบเบรก ABS

นอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สุดล้ำสมัย ด้วยเรือนไมล์หน้าจอใหม่แบบ Full LCD โดดเด่น เห็นชัดครบทุกฟังก์ชัน, ไฟเลี้ยวแบบ LED ดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยว คมชัด แบบเดียวกับที่ใช้ในรถ Big Bike อีกทั้งยังคงตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างสนุกสุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์แบบ DOHC 2 สูบ 8 วาล์ว ขนาด 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่พร้อมตอบสนองในทุกจังหวะการบิดคันเร่งให้ความเร้าใจในทุกเส้นทางการขับขี่

สำหรับ NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST มาพร้อมกับสีสันใหม่ 2 สี 2 สไตล์ดาร์คสุดเท่ นั่นคือ “สีเทา – Pastel Dark Grey” ที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกด้วยถังน้ำมันสีเทาพาสเทลที่ตัดกับวงล้อสีส้มสุดเร้าใจ และ “สีน้ำเงิน – เทา Deep Purplish Blue Metallic” ที่บ่งบอกความเป็นสปอร์ตเนคเก็ตได้อย่างแท้จริงด้วยโทนสีน้ำเงินทั้งถังน้ำมันและล้อแม็ก พร้อมราคาแนะนำที่ 187,700 บาท

โดยสามารถเป็นเจ้าของ “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” สปอร์ตเน็คเก็ดที่สุดในคลาส 300…สีใหม่ สุดเร้าใจ!!! ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th

MV AGUSTA RUSH

ข้อความสั้นๆที่ MV AGUSTA ให้ความจำกัดความถึง RUSH ก็คือ The most extreme naked of all time นั่นหมายความว่า MV AGUSTA Rush คือรถที่น่าตื่นเต้นเร้าใจทุกๆการขับขี่ แน่นอนว่าทุกๆองค์ประกอบที่จะทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่สุดในรถพิกัดเดียวกัน ประเภทเดียวกัน คือต้องไม่ธรรมดา

ไฮไลท์สำคัญของการออกแบบรถรุ่นนี้ คือเน้นความโดดเด่น ความแข็งแกร่ง ดังนั้นรถรุ่นนี้จึงเป็นรถของคนที่ต้องการความโดดเด่น สะดุดตาเหนือผู้อื่น และไม่แคร์สายตาใคร
Feel the power of sound คือไฮไลต์หนึ่งของรถรุ่นนี้ ด้วยเสียงที่ทรงพลังที่แผดออกมาคือส่วนหนึ่งของการแสดงถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ inline-four cylinder engine ที่ต่อยอดมาจาก Brutal1000RR ที่มีอานิสงค์มาจากเทคโนโลยีของรถแข่ง F1 นำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบรถจักรยานยนต์ ดังนั้นสมรรถนะพื้นฐานของ MV AGUSTA RUSH จึงอยู่ที่ 208 แรงม้า และสามารถอัพเป็น 212 แรงม้า ด้วยชุดคิทสำหรับการขับขี่ในสนามปิด ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ได้รับการอัพเกรดพื้นฐานเพิ่มเติมจากเดิม ด้วย new sintered valve guides และ DLC coated tappets เพื่อลดค่าความเสียดทาน new cam profiles timing เพื่อที่จะเน้นในส่วนของการให้ค่าแรงบิดที่ดีในบางช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ และยังคงมีการปรับแต่งท่อไอสียในส่วนของ exhaust collector ขณะที่วัสดุไททาเนียมนั้นยังคงเดิม สำหรับชิ้นส่วนของ 16 radial titanium valves titanium connecting rods นอกจากสมรรถนะที่ดีขึ้นแล้ว เครื่องยนต์ยังอยู่ภายใต้มาตรฐานไอเสีย Euro5 อีกด้วย

หัวใจของความสมบูรณ์แบบน่าจะมีส่วนสำคัญมาจากระบบอิเล็คทรอนิคส์ ที่คอยจัดการและควบคุมระบบต่างๆของตัวรถ ซึ่งใน MV AGUSTA RUSH สามารถนิยามถึงระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่มีนี้ว่า More complete electronics ด้วยการอัพเกรดทุกๆระบบอิเล็คทรอนิคส์ยกระดับไปในขั้นที่สูงขึ้นกว่าที่เคยใช้มาในตลาดของ MV AGUSTA และใน RUSH ยังได้รับการติดตั้ง New IMU inertial platform ที่จะคอยตรวจวัดค่าต่างๆ ตามตำแหน่งการเคลื่อนไหวจริงในแต่ละช่วงเวลาขณะนั้นของตัวรถ พร้อมส่งข้อมูลที่ตรวจวัดได้เข้าสู่ ECU แม่นยำ หากลิสต์รายละเอียดของระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับส่วนของระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่มีใน RUSH ก็จะได้แก่ NEW ABS MK100 CONTINENTAL MODULE WITH CORNERING FUNCTION FOR CONSTANT SAFETY EVEN IN CURVES NEW INERTIAL PLATFORM NEW COLOUR 5.5” TFT DASHBOARD MOBISAT TRACKER , GPS AND BLUETOOTH MV RIDE APP NAVIGATOR INTEGRATED IN THE DASHBOARD FULL LED LIGHTING FRONT LIFT CONTROL LAUNCH CONTROL CRUISE CONTROL NEW EAS 3.0 ELECTRONIC GEAR SENSOR

โดยทั่วไประบบอิเล็คทรอนิคส์ที่ควบคุมการหมุนของล้อจะตัดเมื่อกำลังเครื่องยนต์ส่งออกมามากจนเกินควรเพื่อป้องกันความปลอดภัยขณะขับขี่ แต่สำหรับ FLV wheelie control นั้น จะควบคุมความเหมาะสมให้ผู้ขับขี่สามารถรับประสบการณ์อย่างเต็มที่ ไม่ว่ากำลังเครื่องยนต์ที่ถูกส่งออกมานั้นจะมากเพียงใดจากการเปิดคันเร่งจนล้อหมุนฟรีมากเกินไป ระบบนี้จะยังคงปล่อยให้กำลังที่มีมากนั้นทำงานต่อไป เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถรับความตื่นเต้น ความท้าทายได้อย่างสุดขีด โดยระบบจะช่วยควบคุมความเหมาะสมของกำลังที่ถูกส่งออกมา แต่จะไม่ตัดกำลังที่มีมากเกินไปนั้นแต่อย่างใด เช่นเดียวกับระบบเบรก ABS จะมีส่วนช่วยในจังหวะการเบรกขณะเข้าโค้ง โดยระบบจำคำนวณตามองศาการเอียงของรถขณะอยู่ในโค้งเพื่อช่วยให้ ABSทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของจอเรือนไมล์ TFT จะบอกข้อมูลที่จำเป็นอย่างเมาะสมผ่านหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วได้เป็นอย่างดีแล้ว ผู้ขับขี่สามารถเชื่อต่อ MV RIDE app อีกทั้งยังควบคุม ต่อเชื่อมกับสมาร์ทโฟน ที่สามารถทำงานผ่านหน้าจอนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สำหรับสเปคพื้นฐานของตัวรถมีดังนี้
ENGINEType: Four cylinder, 4 stroke, 16 valve ,D.O.H.C
Total displacement : 998 cm3 (60.9 cu. in.)
Compression ratio : 13.4:1
Starting : Electric
Bore x stroke : 79 mm x 50.9 mm (3.1 in. x 2.0 in.)
Max. power – r.p.m. (at the crankshaft) : 153,0 kW (208 hp) at 13.000 r.p.m.
Max. torque – r.p.m. : 116,5 Nm (11,9 kgm) at 11.000 r.p.m.
Cooling system : Cooling with separated liquid and oil radiators
Clutch Wet : multi-disc with back torque limiting device and Brembo radial pump/lever assembly
Transmission : Cassette style; six speed, constant mesh
Primary drive : 48/82
Final drive ratio : 15/41
Voltage : 12 V
Alternator : 350 W at 5.000 r.p.m.
Battery : Li-ion 12 V – 4.0 Ah
Wheelbase : 1.415 mm (55.71 in.)
Overall length : 2.080 mm (81.89 in.)
Overall width : 805 mm (31.69 in.)
Saddle height : 845 mm (33.27 in.)
Min. ground clearance : 141 mm (5.55 in.)
Trail : 97 mm (3.82 in.)
Dry weight : 186 kg (410.06 lbs.)
Fuel tank capacity : 16 l (4.23 U.S. gal.)
Maximum speed* : over 300 km/h (186 mph)
FRAMEType : CrMo Steel tubular trellis
FRONT SUSPENSION : Öhlins Nix EC hydraulic “upside down” front forks with TiN superficial treatment.Completely adjustable with electronically controlled compression and rebound damping with manually controlled spring preload.
Fork dia.: 43 mm (1.69 in.)
Fork travel: 120 mm (4.72 in.)

REAR SUSPENSION : Progressive, single shock absorber Öhlins EC TTX completely adjustable with electronically controlled compression and rebound damping and spring preload
Front brake : Double floating disc with Ø 320 mm (Ø 12.6 in.) diameter, with steel braking disc and aluminium flange – Brembo radial pump/level assembly
Front brake caliper : Brembo Stylema radial-type, single-piece with 4 pistons Ø 30 mm (Ø 1.18 in.)
Rear brake : Single steel disc with Ø 220 mm (Ø 8.66 in.) dia. Brembo PS13 brake pump
Rear brake caliper : Brembo with 2 pistons Ø 34 mm (Ø 1.34 in.)
ABS System : Continental MK100 with RLM (Rear Wheel Lift-up Mitigation) and with cornering function
Front : Material/size With aluminium alloy spokes 3,50 ” x 17 ”
Rear : Material/size Forged alluminium alloy 6,00 ” x 17 ” with carbon fiber cover
Front Tyre : 120/70 – ZR 17 M/C (58 W)
Rear Tyre : 200/55 – ZR 17 M/C (78 W)
Environmental Standard : Euro 5
Combined fuel consumption : 6.8 l/100 km

 

2022 CFMOTO 700CL-X Heritage

สำหรับ 2022 CFMOTO 700CL-X Heritage นับเป็นโมเดลแรกจากสามโมเดล ของตระกูล 700CL-X ที่จะส่งออกมาสู่ตลาด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นอกจาก 700 CL-X Heritage ที่เผยโฉมออกมานี้แล้ว ก็จะตามมาด้วย 700 CL-X Sport และ 700 CL-X Adventure ตามลำดับ

เชื่อกันว่า นี่จะเป็นโมเดล ที่ทางผู้ผลิตแบรนด์ดังจากจีนนี้ ตั้งใจจะให้เป็น รถในระดับสร้างชื่อ สร้างศรัทธา ในฐานะรถจักรยานยนต์ แบบ full power ขนานแท้ พัฒนาขึ้นมาอย่างตั้งใจตั้งแต่หัวจรดท้ายจริงๆ นอกจากการเน้นทำตลาดในออสเตรเลียด้วยรถ ATV , UTV , SSV รวมทั้ง สกู๊ตเตอร์บางรุ่น ก็ยังรุกสู่ยุโรปต่อเนื่อง โดยรวมแล้วปัจจุบันแบรนด์ผู้ผลิตจากจีนค่ายนี้ สามารถส่งขายไปมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คอนเน็คชั่นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์ดังจากออสเตรีย อย่าง KTM เพราะฉะนั้นในบางประเทศ CFMOTO อาจจะไปใช้พื้นที่ทำตลาดหรือแหล่งจำหน่ายร่วมกับ KTM

CFMOTO 700CL-X Heritage ว่ากันว่าเป็นรถในแบบ all-new ที่พัฒนาด้วยภาพลักษณ์ของความเป็นรถ neo-retro ที่ใช้เครื่องยนต์ 693ซี.ซี. parallel-twin ซึ่งมีช่วงชักที่ยาวขึ้นประมาณ 3ม.ม.เมื่อเทียบกับสเปคเครื่องยนต์ขนาด 650 ซีซี จากโมเดลอื่นๆนี้อย่าง 650GT จากขนาดความจุเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นมานี้ ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้กับ CFMOTO 700CL-X มีกำลังเครื่องยนต์ในระดับ 73 แรงม้า ที่ 8500 รอบ ต่อ นาที พร้อมแรงบิดขนาด 68 นิวตันเมตร ที่ 6500 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์ขนาด650ซี.ซี. ประมาณ 18 แรงม้า ซึ่งเครื่องยนต์ติดตั้งยึดไว้กับโครงสร้างเฟรมของตัวรถที่เป็นแบบ chromoly tubular steel frame ที่มาพร้อมกับ aluminium swingarm ในภาคของเครื่องยนต์นี้ได้ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิง Bosch electronic fuel injection นอกจากนี้รถยังเป็นการใช้คันเร่งแบบ ride-by-wire throttle อีกทั้งยังมีสองโหมดขับขี่ให้เลือก คือ Eco และ Sport ride modes

ระบบกันสะเทือนมาแบบ fully adjustable ซึ่งกันสะเทือนหน้าเป็น ฟอร์คแบบหัวกลับ 41 ม.ม. KYB inverted fork กับกันสะเทือนหลัง KYB monoshock ที่สามารถปรับทั้งค่า preload และ rebound สำหรับเบรกนั้นมาด้วยจานดิสก์เดี่ยว single-disc brake ทั้งหน้าและหลัง หากดูที่ คาลิเปอร์เบรก จะพบตรา J.Juan อาจจะโนเนมในความรู้สึก แต่ข้อมูลแล้ว แบรนด์นี้เป็นคาลิเปอร์เบรกจากสเปน ที่ถูกซื้อกิจการโดย Brembo ก็น่าจะพอเชื่อได้ในมาตรฐานความปลอดภัย เชื่อว่าด้วยเงื่อนไขในการทำตลาดด้วยราคาประหยัด ไปทั่วโลกของ CFMOTO แต่ก็คงไม่สามารถละเลยมาตรฐานของแต่ละประเทศได้ โดยเฉพาะในอิตาลี และหลายประเทศในยุโรป ที่มีการควบคุมมาตรฐานที่ไม่ธรรมดาสำหรับรถจักรยานยนต์แต่ละชนิดที่จะจำหน่ายนั่นเอง

จากการเช็คราคาโดยประมาณที่จำหน่ายในออสเตรเลีย กำหนดไว้ที่ 9490 เหรียญ เทียบกับคู่แข่งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้แก่ Benelli Leoncino500 ที่ตั้งราคาอยู่ 9390 เหรียญ Benelli 502C ราคา 9990 เหรียญ และ Yamaha XSR700 ที่มีราคา 13,299 เหรียญ กับรถในกลุ่ม middleweight roadster ด้วยกัน ก็ต้องวัดใจกันว่า CFMOTO 700CL-X Heritage นี้พอจะแทรกเข้ามาเป็นตัวเลือกของสิงห์นักบิดได้ดีแค่ไหน สำหรับสเปคของรถนั้น ตามไฟล์ที่ได้รับเป็นภาษาอิตาลี

 

 

Husqvarna FE450

สำหรับ ปี 2022 ทุกโมเดลในกลุ่มรุ่นเอ็นดูโร่จาก Husqvarna ได้มีการแจ้งว่า จะติดตั้งยางระดับพรีเมี่ยมแบรนด์ michelin จากโรงงานกันเลย ด้วยเหตุผลว่าเป็นการเพิ่มสมรรถนะให้กับประสิทธิภาพในการยึดเกาะ หรือเพิ่มความหนึบให้กับรถนั่นแหละ ซึ่งระบบกันสะเทือนที่ปรับเซ็ทมาใหม่นั้น “ลงตัว” กับยางแบรนด์นี้

หลังจากการเซ็ทอัพทั้งในส่วนของ fork และ shock แล้ว สามารถตอบสนองความรู้สึกในแต่ละจังหวะการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน new Blaktec hydraulics ก็ให้พลังการหยุดรถที่ดี เช่นเดียวกับชุดคลัทช์ก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ กล่าวได้ว่าเป็นการอัพเดทไปในทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับโมเดลล่าสุดของรถเอ็นดูโร่ สำหรับ Husqvarna FE450 นี้ มาพร้อมกับ นิยามว่า Limitless Enduro หรือเอ็นดูโร่ที่ไร้ขีดจำกัดและเจ้ารหัส FE450 นี้ก็คือ หนึ่งในเจ็ดไลน์อัพของรถเอ็นดูโร่ที่ส่งออกสู่ตลาดพร้อมๆกันสำหรับปี 2022 ทั้งในกลุ่มเครื่องยนต์สองจังหวะและสี่จังหวะ ก็คือซีรีส์ TE และ FE

เครื่องยนต์ของ FE450 มีน้ำหนักเพียง 29.2 กก. ซึ่งไม่เพียงแค่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับรถเอ็นดูโร่ ที่ช่วยให้มีสมรรถนะอันทรงพลัง สั่งได้ดังใจ มีคุณสมบัติในการตอบสนองการขับขี่ ให้พลังที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถระดับเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์เน้นการพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานตามแบบฉบับของรถเอ็นดูโร่โดยตรง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสตาร์ทไฟฟ้า electric start และยังปรับเซ็ทอัตราทดเกียร์ให้มีย่านการใช้งานที่กว้าง ด้วย 6 speed wide ratio gearbox

ด้วย SOHC cylinder head มีส่วนช่วยให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด รวมทั้งการออกแบบตำแหน่งจัดวางแคมชาพท์ภายในเครื่องยนต์ ที่ช่วยให้มีศูนย์รวมน้ำหนักที่ได้สมดุล ชิ้นส่วนภายในมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล จึงช่วยให้สามารถเค้นพลังขับเคลื่อนได้เต็มประสิทธิภาพและให้การตอบสนองที่นุ่มนวล สำหรับเครื่องยนต์ของ FE450 นี้ได้ใช้ 40 มม. titanium intake vales กับ มม.steel exhaust valves ขณะที่ชิ้นส่วนอื่นๆภายในเครื่องยนต์ล้วนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นอย่าง Rocker arm แบบ low-friction DLC coating และ chain guides แบบ low-friction ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการลดแรงเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนเช่นเดียวกับเสื้อสูบและลูกสูบ ที่เป็น lightweight aluminium cylinder ขนากกระบอกสูบ 95 มม. และ lightweight Konig forged bridge-box-type piston ที่ต่างก็ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานภายใต้ควากดดันสูงภายของห้องเผาไหม้ ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์มีอัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.75:1 อีกทั้งยังลดแรงสั่นขณะเครื่องยนต์ทำงาน และยังช่วยลดอาการน็อคของเครื่องยนต์การออกแบบโครงสร้างแชสซีส์นั้น ก็เป็นเอกลัษณ์ของผู้ผลิตสัญชาติสวีเดน ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้ชายคาการจัดการของ KTM สัญชาติออสเตรียไปแล้ว ดังนั้น “การแชร์” เทคโนโลยี จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลก ด้วยเหตุนี้ เฟรมจึงเป็น chromium molybdenum steel frame พร้อมด้วย hydro-forme tubes ที่มีประสิทธิภาพสูงแบบเดียวกับรถระดับพรีเมี่ยมจาก KTM โดยที่ทาง Husqvarna ได้เลือกที่จะใช้ชิ้นส่วนซับเฟรมเป็น carbon composite subframe ซึ่งมีส่วนผสม 70% polyamide กับ 30% carbon fibre ที่สามารถเซฟน้ำหนักได้มากกว่าหนึ่งกิโลกรัม

ข้อมูลสเปคของ 2022 Husqvarna FE450 มีรายละเอียดดังนี้

Engine
• Transmission 6-speed
• Starter Electric starter
• Stroke 63.4mm
• Bore 95mm
• Clutch DDS wet multi-disc clutch, Braktec hydraulics
• Displacement 449.9cm³
• EMS Keihin EMS
• Design 1-cylinder, 4-stroke engine

Chassis
• Weight (without fuel) 108.3kg
• Tank capacity (approx.) 9l
• Front brake disc diameter 260mm
• Rear brake disc diameter 220mm
• Front brake Disc brake
• Rear brake Disc brake
• Chain X-Ring 5/8 x 1/4″
• Frame design Central double-cradle- type 25CrMo4 steel
• Front suspension WP XACT-USD, Ø
48 mm
• Ground clearance 360mm
• Rear suspension WP XACT Monoshock
with linkage
• Seat height 950mm
• Steering head angle 63.5°
• Suspension travel (front) 300mm
• Suspension travel (rear) 300mm

Ducati Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Annivesary

ชื่อยาวพอสมควรกับ รถรุ่นพิเศษล่าสุดจากอิตาลีของค่าย Ducati เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นรุ่น ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ Troy Bayliss ได้แชมป์ครั้งแรกนั่นเอง และแน่นอนผลิตแบบรันหมายเลขแม้ไม่ได้แจ้งว่าจะมียอดผลิตกี่คัน แต่ว่ามีกำหนดระยะเวลาสั่งจองสำหรับรุ่นนี้ไว้ ซึ่งจะอยู่ในไลน์ผลิตสำหรับโมเดลปี 2022

ซึ่งแฟนๆก็น่าจะแฮปปี้กันกับโมเดลพิเศษนี้ แต่สำหรับแฟนๆรุ่นหลังของ WorldSBK ก็น่าจะมีบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร เพราะกาลเวลาผ่านมาแล้วถึงยี่สิบปี ต้องบอกว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในตำนานของนักแข่งออสเตรเลียที่ครองแชมป์ WorldSBK ได้สามสมัย ซึ่งในยุคนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพราะเกมฝั่ง WorldSBK นั้นยากที่จะหานักแข่งเหนือชั้นทิ้งห่างคู่แข่งแบบขาดลอย และแชมป์ครั้งแรกจากสามครั้งที่เขาทำได้ก็คือการก้าวสู่บัลลังก์แชมป์ในปี 2001 ด้วยรถแข่ง 996R จากนั้นทำได้อีกสองครั้งคือ ปี 2006 กับรถแข่ง 999R และ ปี 2008 กับรถแข่ง 1098R ไม่ซ้ำรุ่นรถกันเลยทั้งสามครั้ง รวมในช่วงชีวิตนักแข่งที่ทำผลงานร่วมกับ Ducati Corse ใน WorldSBK คว้าชัยชนะได้ 52 ครั้ง ยืนโพเดี้ยม 94 ครั้ง ครองแชมป์โลกสามสมัย ที่สำคัญด้วยสิทธิไวลด์การ์ดทำให้เขากลายเป็นนักแข่งคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถชนะการแข่งขันได้ทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในปีเดียวกันซึ่งเขาลงแข่งในปี 2006 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในนักแข่งตำนานของ Ducati Corse ด้วยเหตุนี้รถรุ่นพิเศษในวาระครบรอบยี่สิบปีของการครองแชมป์โลกครั้งแรก จึงเกิดขึ้นมาและลวดลายพิเศษก็คือการเรียกโทนกราฟฟิคและสีของรถนี้ว่า Baylissticจากพื่นฐานของรถ Panigale V2 นอกจากการปรับโทนสีและกราฟฟิคเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Troy Bayliss และระลึกถึงรถแข่ง 996R ที่ครองแชมป์ในปี 2001 ด้วยการเน้นสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ducati แล้วยังนำโทนสีเขียวกับขาวที่มีความเกี่ยวพันธ์ถึงจิตวิญญาณของโรงงานผลิตในโบโลญญ่าที่กล่าวว่าเป็นฐานใหญ่ของ Ducati ขณะที่มีการนำหมายเลข 21 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวของ Troy Bayliss รวมทั้งโลโก้น้ำมันแบรนด์หลักที่เป็นพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกับค่ายรถอิตาลีนี้ ขณะเดียวกันก็มีลายเซ็นของนักแข่งบนถังเชื้อเพลิง ขณะที่บริเวณแผงคอก็จะมีเพลทระบุชื่อรุ่นและหมายเลขการผลิตประจำรถระบุไว้ด้วย

สำหรับ Panigale V2 นั้น เริ่มทยอยส่งสู่ดีลเลอร์ต่างๆ ปลายปี 2020 สำหรับโมเดล 2021 ดังนั้น เจ้าเวอร์ชั่นพิเศษ Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary จึงได้รับการปรับเสริมองค์ประกอบเพื่อยกระดับให้เหนือกว่ารถเวอร์ชั่นมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นโมเดลแรกที่อยู่ในไลน์อัพของรถปี 2022 อีกด้วยจากเวอร์ชั่นมาตรฐานของ Panigale V2 ได้รับการเสริมประสิทธิภาพต่างๆ เพื่อการตอบสนองการขับขี่ในแทร็คหรือในสนามแข่งได้อย่างเต็มสมรรถนะมากขึ้น ดังนั้นไฮไลท์หรือองค์ประกอบสำคัญที่ถูกนำมาติดตั้งใน Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary ก็คือ อุปกรณ์ชั้นยอดจาก Ohlins ด้วยฟอร์คหน้า NX0 และโช้คอัพหลัง TTX36 ที่สามารถการันตีได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการซับแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยเป็นระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป้าหมายสูงสุดในการใช้งานบนสนามปิด หรือขับขี่ในแทร็คที่พร้อมให้ความนุ่มนวลสูงสุดไม่เพียงแค่นำมาติดตั้งเท่านี้ แต่ยังได้รับการเซ็ทอัพปรับแต่งให้มีความแม่นยำเที่ยงตรงสูงสุดเพื่อความมั่นใจของผู้ขับขี่ที่จะได้รับความรู้สึกอันยอดเยี่ยมจากประสิทธิภาพที่ได้รับจากระบบกันสะเทือนชุดที่เสริมเข้าไปใหม่นี้

เทียบกับเวอร์ชั่นมาตรฐานหรือเวอร์ชั่นสแตนดาร์ตแล้วจะพบว่า Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary นี้ มีน้ำหนักเบากว่า 3 กก. ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการปรับมาใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion battery อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนเป็นแบบเบาะนั่งเดี่ยวแบบเดียวกับรถแข่งนั่นหมายความว่าเบาะคนซ้อนกับพักหลังถูกถอดออกไป จึงมีส่วนช่วยให้น้ำหนักหายไปจากเดิมนั่นเอง แต่ถ้าต้องการเบาะซ้อนก็สามารถติดตั้งได้เช่นกัน เพียงแต่จุดประสงค์ของรถเวอร์ชั่นนี้ก็ชัดเจนว่าเน้นไปที่การนำมาขับขี่ในแทร็ค สำหรับ Panigale V2 นั้น จัดว่าเป็น Super-mid of Ducati sports bikes หรือจัดอยู่ในรถสปอร์ตขนาดกลางของ Ducati ที่ถูกจัดวางไว้ในกลุ่มรถตระกูล Panigale โดยพื้นฐานเครื่องยนต์ของเจ้า V2 นี้ มาจากแหล่งพลังขนาด 955 ซีซี Superquadro twin-cylinder ที่ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 10,750 รอบ ต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดระดับ 104Nm ที่ 9,000 รอบต่อนาที โดยใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบ monocoque frame ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Panigale V4ในฐานะของรถระดับบนจึงไม่แปลกที่ electronic package หรือระบบอิเล็คทรอนิคส์จึงถูกจัดสรรมาแบบเต็มๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสมรรถนะสูงสุด เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมสูงสุด ของรถในทุกๆจังหวะการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการเข้าโค้ง การขับขี่ในโค้ง cornering function ได้รับการปรับ ต่อยอดร่วมกับ Bosch ABS electronic quick shift gearbox ที่ทำงานผสานกันระหว่างการ downshifting กับ traction กล่าวคือ ความสัมพันธ์ในจังหวะการลดเกียร์กับแรงฉุดดึงของรถนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมหรือขี่ได้“เนียน”

นอกจากนี้ในส่วนของ engine brake , wheelie control หรือการควบคุมแรงเอ็นจิ้นเบรกกับการหมุนของล้อนั้น ล้วนเกี่ยวเนื่องกับระบบอย่าง Ducati Quick Shift Ducati Traction Control Ducati Wheelie Control Engine Brake Control ล้วนได้รับการ อัพเกรด และยกระดับ ให้มีความเหมาะสม สัมพันธ์กับการเลือกใช้โหมดการขับขี่ต่างๆ ซึ่ง จะมีมาให้สามไรดิ้งโหมด Riding Modes ทั้งสาม ก็คือ Race – Sport – Street เอาเป็นว่าในเวลานี้ นี่คือตัวท็อปของเครื่องยนต์ 955 ซีซี Superquadro อย่าง Borgo Panigale twin-cylinders ที่อัพเกรดมาใช้กับ Panigale V2 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตออกมาแทนที่ 959 Panigale และแน่นอนว่าในเวอร์ชั่นพิเศษนี้ย่อมได้รับการอัพเกรดเพิ่มความไม่ธรรมดามากไปกว่าเดิมอีกเช่นกัน ซึ่งราคาเริ่มต้นเปิดมา ที่ 21,000 เหรียญ สำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาที่จะทยอย ขาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับ สเปคของตัวรถมีดังนี้
Engine : Superquadro L-twin cylinder, 4 valve per cylinder, Desmodromic, liquid cooled
Displacement : 955 cc
Bore x Stroke : 100 x 60,8 mm
Compression Ratio : 12.5:1
Power : 155 hp (114 kW) @ 10.750 rpm
Torque : 76,7 lb-ft (104 Nm) @ 9.000 rpm
Fuel injection : Electronic fuel injection system. Twin injectors per cylinder. Full ride-by-wire elliptical throttle bodies.
Exhaust : 2-1-2-1 system, with 2 catalytic converters and 2 lambda probes
Gearbox : 6 speed with Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2
Primary Drive : Straight cut gears; Ratio 1.77:1
Ratio : 1=37/15 2=30/16 3=27/18 4=25/20 5=24/22 6=23/24
Final Drive : Chain; Front sprocket 15; Rear sprocket 43
Clutch : Hydraulically controlled slipper and self-servo wet multiplate clutch. Self bleeding master cylinder
Frame : Monocoque Aluminum
Front Suspension : Öhlins NIX30 43mm with TiN treatment, fully adjustable usd fork
Front Wheel : 5-spokes light alloy 3.50” x 17”
Front Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 120/70 ZR17
Rear Suspension : Fully adjustable Öhlins TTX36 monoshock. Aluminum single-sided swingarm
Rear Wheel : 5-spokes light alloy 5,50” x 17”
Rear Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 180/60 ZR17
Wheel travel (front/rear) : 120 mm (4.72 in) – 130 mm (5.12 in)
Front Brake : 2 x 320 mm semi-floating discs, radially mounted Brembo Monobloc M4.32 4-piston calipers with Bosch Cornering ABS EVO. Self bleeding master cylinder.
Rear Brake : 245 mm disc, 2-piston caliper with Cornering ABS EVO
Instrumentation : Digital unit with 4,3” TFT color display
Dry weight : 385 lb (174,5 kg)
Curb weight : 434 lb (197 kg)
Seat Height : 32,9 in (835 mm)
Wheelbase : 56,6 in (1.438 mm)
Rake : 24°
Front wheel trail : 3.90 in (99 mm)
Fuel tank capacity : 17 l – 4.5 gallon (US)
Safety Equipment : Riding Modes, Power Modes, Bosch Cornering ABS EVO, Ducati Traction Control (DTC) EVO 2, Ducati Wheelie Control (DWC) EVO, Engine Brake Control (EBC) EVO, Auto tire calibration
Standard equipment : Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2, Full LED lighting with Daytime Running Light (DRL), Öhlins steering damper, Auto-off indicators, Lithium-ion battery, Silencer outlet cover in carbon fiber and titanium

 

 

2022 CRF Family

นอกจาก CRF250R ที่เป็นพระเอกนำร่องออกมาแล้ว ทาง Honda ยังส่งสมารชิกตระกูล CRF ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าสายออฟโรดน่าจะแฮปปี้กันในระดับหนึ่ง นอกจากรถสูตรหรือโมโตครอสอย่าง CRF250R ก็จะมี CRF250RX และรถในพิกัดเล็กลงมาอย่าง CRF150R CRF125F , CRF110F และ CRF50F ตามออกมาสู่ตลาดสำหรับ2022โมเดล อีกด้วย

เริ่มด้วยออฟโรดในพิกัด 250F อย่าง CRF250RX ก็คงไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดมากนัก เพราะพื้นฐานโดยรวมนั้น ก็แตกไลน์มาจากรถสูตรอย่าง CRF250R ด้วยการปรับเสริมบางจุดเพื่อการใช้งานในแบบออฟโรดไบค์ ซึ่งจะเน้นกำลังในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ดังนั้น จึงมีการปรับในส่วนของ ECU ด้วยการเซ็ทให้ค่าแมปปิ้ง รวมทั้ง อัตราส่วนผสมของ อากาศกับเชื้อเพลิง และจังหวะการจุดระเบิดนั้น มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไปจากสเปคเดิมในรถสูตรหรือรถโมโตครอส ซึ่งสเปคตัวรถมีดังนี้
Engine
Type : Liquidcooled 4stroke single DOHC
Displacement : 249.4cc
Bore x Stroke : 79mm x 50.9mm
Compression Ratio : 13.9:1
Oil Capacity : 1.35L
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 8 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Electric
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Constant mesh
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 2,176 x 839 x 1,281mm
Wheelbase : 1,477mm
Caster Angle : 27.15°
Trail : 114mm
Seat Height : 964mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 108kg
SUSPENSION
Type Front : 49mm Showa (Hitachi Astemo, Ltd)
coilspring USD fork
Type Rear : Showa (Hitachi Astemo, Ltd.) Mono
shock with Honda ProLink
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 90/9021 Dunlop AT81
Tyres Rear : 110/10018 Dunlop AT81
BRAKES
Front : 260mm hydraulic wave disc
Rear : 240mm hydraulic wave disc
INSTRUMENTS
Additional Features : HRC Launch Control

โมเดลถัดมาก็คือ CRF150R นี่เป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม รถที่ใช้สำหรับแข่งขัน เช่นเดียวกับ CRF250R และ CRF450R นี่คือรถโมโตครอสที่เล็กที่สุดในซีรี่ส์รถสูตรหรือรถแข่งของ Honda ที่ใช้เครื่องยนต์ 4-stroke UnicamEngine ที่มีทั้งกำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับสนามแข่งขันโดยรวมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลก่อนหน้านี้น้อยมาก นอกจากชุดสีแล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางเดียวกับ CRF250R นั่นคือองค์ประกอบของระบบกันสะเทือน Showa suspension ที่เป็น Showa inverted fork ขนาด 7 มม. และ Showa Shock ที่ทำงานร่วมกับ Pro-Link rear-swing arm ซึ่งทำงานร่วมกับ เฟรม high-tensile steel frame ที่มีน้ำหนักเบา ด้วยโครงสร้างแชสซีส์นี้ ได้ติดตั้งวงล้อหน้าขนาด 19นิ้ว กับวงล้อหลังขนาด 16นิ้ว ซึ่งข้อมูลตัวรถมี่รายละเอียดดังนี้
ENGINE
Type : Water cooled, four valve,
four stroke Unicam single
Displacement : 149.7cc
Bore x Stroke : 66.0 x 43.7mm
Compression Ratio : 11.7:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Keihin 32mm flatslide carburetor
Fuel Tank Capacity : 4.2L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kick
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Close ratio Manual 5speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1899 x 769 x 1170mm
Wheelbase : 1285mm
Caster Angle : 27°48’
Trail : 96mm
Seat Height : 866mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 84.8 kg
SUSPENSION
Type Front : 37mm fullyadjustable leadingaxle
inverted conventional Showa cartridge fork. 27.4cm
of travel
Type Rear : Prolink fully adjustable Showa single
shock. 27.1cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10019
Tyres Rear : 90/10016
BRAKES
Front : Single 220mm disc
Rear : Single 190mm disc

และถัดมาเป็นรถในกลุ่มออฟโรด ขนาดเล็ก แต่ก็ยังคงจัดอยู่ในตระกูล CRF เป็นรถที่เน้นสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถแข่งในรหัส CRF ที่นำมาด้วย CRF125F เป็นรถสำหรับวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมาจากการขี่ CRF50F และ CRF110F ที่ต่างก็ จัดอยู่ในกลุ่มรถ fun performance โดยรวมแล้วต่างก็ได้รับการปรับในเรื่องของชุดสี โดยเฉพาะลวดลาย
กราฟฟิค ขณะที่ดีเทลอื่นๆนั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมน้อยมาก
โดยในส่วนของ 125F จะแบ่งย่อยลงไปเป็นสองเวอร์ชั่น คือ CRF125F กับ CRF125F Big Wheels ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Technical Specifications :
CRF125F / CRF125F ‘BIG WHEEL’
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke SOHC 25º
single cylinder
Displacement : 124.9cc
Bore x Stroke : 52.4.0 x 57.9mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain 13T/46T / Chain 13T/49T
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1770 x 739 x 1000mm /
1857 x 769 x 1069mm
Wheelbase : 1219mm / 1255mm
Caster Angle : 27°30’
Trail : 81mm / 94mm
Seat Height : 739mm / 785mm
Ground Clearance : 211mm / 267mm
Kerb Weight : 87.99kg / 90.27kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork.13.2cm of travel
/ Inverted telescopic fork.16.8cm of travel
Type Rear : Single shock.13.97cm of travel /
Single shock.16.8cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/100-17 w/tube / 10/100-19 w/tube
Tyres Rear : 90/100-14 w/tube / 90/100-16 w/tube
BRAKES
Front : Hydraulic, single 220mm disc
Rear : Drum

เล็กลงไปอีกหน่อยกับ CRF110F ที่ออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานและใช้สำหรับฝึกทักษะ ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 109 ซีซี ขับขี่ง่ายสำหรับเด็กๆ ซึ่ง CRF110F นี้ก็ผลิตออกมาแทนที่ รถในอดีตอย่าง XR75 นั่นเอง โดยตัวรถมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke
SOHC 80º single cylinder
Displacement : 109.2cc
Bore x Stroke : 50.0 x 55.6mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1541 x 678 x 922mm
Wheelbase : 1064mm
Caster Angle : 25°10’
Trail : 53mm
Seat Height : 657mm
Ground Clearance : 170mm
Kerb Weight : 76.66 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.9cm of travel
Type Rear : Single shock. 9.65cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10014 w/tube
Tyres Rear : 80/10012 w/tube
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum
และมาปิดท้ายกับ CRF50F ที่เป็นน้องเล็กสุดในตระกูล CRF ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับก้าวแรกของยุวชนตัวน้อยๆที่จะเริ่มต้นฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยเครื่องยนต์สี่จังหวะขนาด 49 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่มาพร้อมกับคลัทซ์ออโต Automatic clutch และด้วยตัวรถที่ใช้วงล้อขนาด 10 นิ้ว จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่เป็นยุวชนไม่ต้องกังวลกับความสูงของตำแหน่งขับขี่ อีกทั้งยังสามารถปรับเซ็ทคันเร่ง Adjustable throttle limiter ให้มีขีดจำกัดที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่ได้อีกด้วย ซึ่งรายละเอียดสเปคของตัวรถมีดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve,
four stroke SOHC single cylinder
Displacement : 49cc
Bore x Stroke : 39.0 x 41.4mm
Compression Ratio : 10.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : 11 piston valve carburettor
Fuel Tank Capacity : 4.1L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 3speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1298 x 581 x 775mm
Wheelbase : 912mm
Caster Angle : 25°
Trail : 32mm
Seat Height : 548mm
Ground Clearance : 152mm
Kerb Weight : 50.34 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.4cm of travel
Type Rear : Single shock. 6.9cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 2.5 x 10
Tyres Rear : 2.5 x 10
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum

“โฟลท – รัฐพงษ์” ควบ R6 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่!

“โฟลท – รัฐพงษ์” ควบ R6 สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่!ครอง 2 บัลลังก์แชมป์ รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต “บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์” และ “แชมป์ประเทศไทย”“อนุภาพ” ควบ R1 คว้าชัยส่งท้ายปีให้ “ยามาฮ่า”
“โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 ยอดนักบิดดีกรีแชมป์เอเชียจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ผงาดครอง “แชมป์ประจำปี” ในศึก โออาร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 พร้อมควบ “แชมป์ประเทศไทย” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี หลังจบฤดูกาลสุดเข้มข้น ขณะที่ “ตี” อนุภาพ ซามูล #500 เข้าวินส่งท้ายปีในรุ่นใหญ่ ควงทีมเมท “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 ขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์
ศึก โออาร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2021 ที่ทำการชิงชัยเรซสุดท้ายของปีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยที่ทางทีม “ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม” อยู่ในสถานการณ์ที่ยอดเยี่ยมด้วยการลุ้นแชมป์ประจำปีของสองรุ่นไฮไลต์อย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี และ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี
โดยนับเป็นปีแห่งความสำเร็จของ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เมื่อ “โฟลท” รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 ควบรถแข่ง YZF-R6 คว้าอันดับที่ 2 ในเรซสุดท้าย ซึ่งส่งผลให้ก้าวผงาดขึ้นคว้า “แชมป์ประจำปี” ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับควบตำแหน่ง “แชมป์ประเทศไทย” ประจำฤดูกาลนี้ไปครองด้วย ส่วนทีมเมทอย่าง “ซุป” อนุชา นาคเจริญศรี #10 ที่ออกสตาร์ทในอันดับสุดท้ายบิด R6 ทะยานคว้าอันดับ 3 ส่งท้ายปีนี้
ด้านเกมในรุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี คู่หูจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม อย่าง “ตี” อนุภาพ ซามูล #500 และ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ #24 ก็สร้างผลงานสุดร้อนแรง โดยสามารถออกนำได้ตั้งแต่ช่วงต้นเรซ จบการแข่งขัน 12 รอบสนาม อนุภาพ บิดนำม้วนเดียวจบคว้าแชมป์เรซสุดท้ายไปครองอย่างสุดมันส์ ส่วน อภิวัฒน์ มีปัญหาด้านเทคนิคของรถแข่งช่วงกลางเรซ แต่ยังสามารถเข้าป้ายในอันดับ 3 ได้สำเร็จ ภายหลังผ่านฤดูกาลสุดเข้มข้น อนุภาพ ที่คว้าชัยชนะ 2 ครั้งในฤดูกาลนี้ ครองตำแหน่งรองแชมป์ประจำปีในรุ่น ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ส่วนทีมเมทอย่าง อภิวัฒน์ จบปีนี้ด้วยอันดับ 3 บนตารางคะแนนสะสม ร่วมติดตามและให้กำลังใจนักแข่งและทีมงานในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ได้ที่ Facebook : Yamaha Thailand Racing Team และ Yamaha Society Thailand

ยามาฮ่าปิดจ๊อบปลายปีสุดปังในงานมหกรรมยานยนต์ด้วยยอดจอง 1,119 คัน

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร นางสาวจินตนา อุดมทรัพย์ ที่ปรึกษาคณะบริหาร และนายภาณุพล กิตติคำรณ รองผู้จัดการใหญ่ด้านการขายและการตลาด บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับคณะผู้บริหารระดับสูงบริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ในโอกาสฉลองปิดบูธYAMAHA SENSE OF CONNECTION อย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 ในระหว่างวันที่ 1-12 ธันวาคม 2564

โดยในการเข้าร่วมงานในครั้งนี้ ยามาฮ่าจัดรูปแบบการจองรถใหม่ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อตอบสนองมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัดท่ามกลางลูกค้ามากมายที่ให้ความสนใจลงชื่อจองรถจักรยานยนต์ยามาฮ่ากันอย่างคึกคักรวมทั้งสิ้น 1,119 คัน โดยแบ่งเป็นรถ Big Bike จำนวน 109 คัน และรถ Standard Bike จำนวน 1,010 คัน ปิดท้ายปลายปีอย่างสุดปัง โดยการฉลองปิดบูธ YAMAHA SENSE OF CONNECTION ในครั้งนี้มีขึ้น ณ บูธยามาฮ่า G03 อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

Honda CB150R Neo Sport Scrambler

ความโดดเด่นของรถแนวคลาสสิคเรโทรกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ทั้งรถเล็กรถใหญ่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ฮอนด้า ก็คือหนึ่งในผู้ออกแบบและผลิตรถจักรยานยนต์แนวคลาสสิคจากยุคอดีตจนมาถึงยุคดิจิตอลนี้ แต่เพิ่มความน่าสนใจและรายละเอียดเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อความสะดวกสบาย

CB150R คันนี้มาพร้อมกับนิยามของคำว่า Neo Sport Scrambler เป็นอีกรูปลักษณ์ที่โดดเด่นการผสมผสานของชิ้นส่วน และดีไซน์ที่ดูคลาสสิค ไฟหน้าทรงกลม ครอบปิดด้วยตระแกรงของ H2C สีสันเข้มดุดัน โดดเด่น เพราะว่าเป็นชิ้นงานเคฟล่าร์ทั้งคัน ครอบถังน้ำมัน ปีกข้างหม้อน้ำ บังโคลนหน้า แฮนด์บาร์ค้ำอลูมินัม ปลายแฮนด์ติดกระจกมองหลัง ก้านเบรกปรับระดับ เบาะนั่งทรงกระดานปรับให้สั้นด้วยการตัดแต่งซับเฟรมท้ายใหม่ พักเท้าอลูมินัมขยับวางตำแหน่งกึ่งสปอร์ต

วงล้อซี่ลวด 17 ขนาดนิ้ว กับยางที่มีดอกยางใหญ่สามารถขับขี่ได้ทั้งทางเรียบและทางดิน ขับขี่ได้ทุกพื้นผิวมันได้เต็มอารมณ์ โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ที่เห็นเป็นออพชั่นจากรุ่นพี่ X-ADV 750 ของรถบิ๊กไบค์ มีแกนขนาด 41 มม. ให้มาเกินตัวประสิทธิภาพเยี่ยม ดิสก์เบรกหน้าจานเดี่ยวแต่ไม่ธรรมดาเพราะว่า คาลิเปอร์ ดีกรีระดับรุ่นใหญ่เรเดียลเม้าท์ 4 พอร์ท หน้าตาคุ้น เพราะว่าเป็นตัวเดียวกับ CBR1000RR ซูเปอร์ไบค์ระดับท็อปของฮอนด้านั่นเอง สวิงอาร์มหลังใหม่เพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นเป็นอลูมินัมงาน CNC และทำงานควบคู่กับโช้คอัพแก๊สระดับชั้นนำของรถแต่ง Gazi สีสันโดดเด่นและการทำงานที่นิ่มนวล สามารถที่จะปรับพรีโหลดได้

เครื่องยนต์ถูกอัพเกรดเล็กน้อยด้านนอกกันสไลด์ฝาครอบแคร้ง และเพิ่มสมรรถนะด้วยการเสริมท่อไอเสียเพื่อช่วยในการรีดแรงม้าออกมาได้อย่างราบรื่น สวมด้วยปลายแบบซูปอร์แทป แต่ปรับการเดินออกด้านข้างของตัวรถเสริมกันความร้อนเพื่อความปลอดภัย และใช้หม้อน้ำอลูมินัมเพื่อช่วยระบายความร้อน การ์ดกันแคร้งด้านล่าง KITACO สำหรับสายลุยทางวิบาก

2022 Limited Production KTM RC 8C

จัดหนักสำหรับสาวก Orange Bull กับโมเดลใหม่ล่าสุด KTM RC 8C ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดติ่งจากสนามแข่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของเค้าแรงจริงๆ สำหรับเจ้ากระทิงส้ม ด้วยผลงานที่คว้าทั้งวินเนอร์ และขึ้นยืนบนโพเดี้ยมได้อย่างยอดเยี่ยมบนสังเวียน Moto GP สำหรับ ค่าย KTM สัญชาติออสเตรีย

โมเดลล่าสุด กับรหัส RC 8C ที่ใช้เทคโนโลยีในสนามแข่งสู่รถโปรดักชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเพื่อให้ได้สัมผัสถึงอารมณ์ความเร็ว ความแรง และความเร้าใจ ระดับเวิลด์คลาส โดย RC 8C จะใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก Duke 890 R ความจุ 889 ซีซี พาเรลเลียล สองสูบเรียง ชุดเกียร์ 6 สปีด มาพัฒนาใหม่ทั้งหมด ทำให้มันสามารถปลดปล่อยแรงม้าได้ถึง 128 ตัว
ตัวรถดีไซน์ทรงสปอร์ตครอบด้วยแฟริ่งรอบคัน พร้อมกับจัดวิงเล็ตคู่หน้าคาร์บอนเคฟล่าร์มาให้ด้วย แชสซีแบบ Bespoke Tubular ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในตัวแข่ง RC16 ใน Moto GP มีน้ำหนักเพียง 140 กก. เท่านั้น ไม่รู้ว่าอยู่ในโค้งด้วยความเร็วเกิน 120 กม./ชม. จะหวิวขนาดไหน เพราะฉะนั้นช่วงล่างการเกาะพื้นถนนหรือแทร็คก็ต้องอยู่ในพื้นฐานระดับเดียวกัน KTM ยังคงใช้บริการของแบรนด์ออฟฟิเชียล WP APEX PRO – Full Adjust ที่สามารถปรับได้อย่างละเอียด กันสะบัดก็เช่นกัน พักเท้าอลูมินั่มรองรับสีสระและปรับได้ 3 ตำแหน่ง

แฮนด์ปรับระยะระหว่าง 26-28 องศา ดิสก์เบรกหน้า คาลิเปอร์ Brembo Stylema จับคู่กับจานขนาด 290 มม. ส่วนดิสก์เบรกหลัง 230 มม. และคาลิเปอร์ Brembo สองลูกสูบ การควบคุมเบรกหน้าคือ Brembo 19RCS Corsa Corta radial master-cylinder โดยมันมีความพิเศษที่สามารถเซ็ทติ้งได้ 3 โหมด คือ ธรรมดา สปอร์ต และเรซ วงล้อแม็กอลูมินั่มฟอร์จหล่อขึ้นรูป Dymag UP7X ล้อหน้า 3.50 x 17 และด้านหลัง 6.00 x 17 หุ้มด้วยยาง Pirelli Superbike Racing ยางหน้า 120/70 – 17 และยางหลัง 180/60 – 17 หรือจะอัพเพิ่มเป็น 200/55-17 ก็ได้ ขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ D.I.D ขนาด 520 แต่ข้อมูลได้บอกอัตราทดสเตอร์มาให้

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการออกแบบให้ถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร ไปอยู่ใต้เบาะนั่งที่ซับเฟรมด้านหลัง ท่อจาก Akapovic Titanium ที่จะมีตัวเก็บเสียงเป็นออพชั่นเสริมสำหรับกฎหมายเรื่องของเสียงเกินกำหนด จอแสงดผล TFT โดยใช้แดชบอร์ด AIM Mxs 1.2 ขนาด 5 นิ้ว บันทึกข้อมูลและตั้งโปรแกรมในแต่ละโหมด รวมไปถึงการตั้งค่า ECU ได้อีกด้วย พร้อมยังมีระบบ Engine Brake ที่ปรับได้ถึง 2 ระดับ สำหรับใครที่อยากได้เป็นเจ้าของก็คงต้องลุ้นว่า VROOM THAILAND จะนำเข้ามาได้หรือไม่ เพราะมันไม่ใช่รถโปรดัก
ชั่นทั่วไป Track Only เท่านั้น