SYM : 4MICA

ค่ายรถจากไต้หวัน ที่ก้าวไปสร้างชื่อในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะความโดดเด่นในเรื่องของรถประเภมสกู๊ตเตอร์ ซึ่งในไลน์อัพปี 2022 นี้ก็มีเปิดตัวสู่ตลาดยุโรปด้วยกันหลากหลายรุ่น และที่จะนำมาแนะนำกันก็คือรุ่น 4MICA ซึ่งชื่อรุ่นแปลง พ้องมาจากคำว่า Formica ในภาษาอิตาลีที่หมายถึง มด

ในการออกแบบของ 4MICA นั้น ทางSYM มีความต้องการที่จะผลิตรถที่ตอบสนองความต้องการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในการใช้เดินทาง ใช้ไปจ่ายตลาด ท่องเที่ยว รวมทั้งไปทำธุระ กล่าวง่ายๆก็คงต้องเปรียบเทียบกับรถยนต์แล้วก็จะเข้าใจว่า 4MICA นี้ก็จะเป็นรถยนต์ในประเภท SUV นั่นเอง

สำหรับการออกแบบตัวรถนั้นไฮไลท์หนึ่งนั่นก็คือส่วนของพื้นที่คนซ้อน ที่ออกแบบให้เบาะคนซ้อนสามารถปรับเป็นพื้นที่บรรทุกของได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ โดยพื้นที่ดังกล่าวสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่ต่ำกว่า 40 ก.ก. ขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆนั้นก็เป็นไปตามาตรฐานของรถสกู๊ตเตอร์หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กควรจะมี ไม่ว่าเรือนไมล์แบบจอแอลซีดี ไฟหน้าหน้าแบบ LED

หรือแม้แต่ชาร์จโทรศัพท์แบบ Quick Charge3.0 เป็นต้น โดยรถรุ่นนี้จะมี ให่เลือกขนาดความจุเครื่องยนต์ 125 และ 150 ซี.ซี. โดยทั้งสองขนาดก็จะมีแบ่งสองเวอร์ชั่น คือแบบมาตรฐานกับแบบที่ติดตั้งระบบ ABS

VESPA ELECTRICA

สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยอดเยี่ยมจากค่ายรถอิตาลีอย่างแบรนด์  VESPA ที่เปิดไลน์การผลิตล่าสุด ที่บ่งถึงความเป็น Italian technology ที่ดีรวบรวมความโดดเด่น ทั้งคุณสมบัติด้าน การเชื่อต่อที่ก้าวหน้า กลไกการทำงานที่เงียบมีประสิทธิภาพ การตกแต่งที่หลากหลาย และ อุปกรณ์เสริมที่พร้อมตอบสนองความต้องการ ที่สำคัญคือ คำนึงถึงสภาพแวดล้อม

โดยที่ยังคงความโดดเด่นเป็นตัวเองในรูปแบบของ Vespa ที่กล่าวมานั้น คือสิ่งที่ผสมผสานกันจนสมบูรณ์แบบ และพัฒนาออกมาเป็น Veapa Electrica ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากกลุ่มธุรกิจยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่าง Piaggio ที่เน้นให้ Electrica เป็นรถที่ใช้งานง่าย ขับขี่สบายเป็นไปตามธรรมชาติของสกูตเตอร์ แม้ว่านี่จะเป็นรถไฟฟ้าก็ตาม ว่ากันว่าทาง Piaggio มีเป้าหมายในการพัฒนาให้ Vespa Electrica ให้เป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์ที่จะรุกเข้าสู่ตลาด electric mobility หรือตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

สำหรับ Vespa Electrica นั้น เปิดตัวกันไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วในระหว่างงาน 2021EICMA ที่อิตาลี เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่หันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมกันมากขึ้น รวมทั้งกระแสเติบโตอย่างต่อเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดยุโรปที่เพิ่มจำนวนผู้ใช้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้งานในพื้นที่เขตเมือง

แต่ในไรดิ้งฉบับนี้เราได้นำอีกหนึ่งเวอร์ชั่น ก็คือ Vespa Electrica “RED” มาฝากกัน เพราะนี่คือความร่วมมืออีกครั้งระหว่าง Piaggio Group กับ RED ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ ที่ดำเนินกิจกรรมด้านสาธารณะกุศลมากมาย โดยองค์กรหรือมูลนิธิ ที่ใช้ชื่อว่า RED นี้ ก่อตั้งโดย นักร้องชื่อดังจากวง U2 อย่าง Bono และอีกคนก็คือ Boby Shriver ที่เป็นนักกฏหมาย นักเคลื่อนไหว รวมทั้งยังเป็นผู้มีบทบาทด้านสื่อสารมวลชนของอเมริกา ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กร RED นี้ขึ้นมา

ชื่อของ RED นี้ก็หมายถึง สีแดง ที่สื่อถึง เหตุการณ์ฉุกเฉิน เหตุด่วนอะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อองค์กรดังกล่าว ที่เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในปี 2006 ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในเวลานั้น ปัจจุบันเป้าหมายหลักของ RED นั้นก็อยู่ที่การช่วยเหลือแก้ไขสถานการการระบาดของไวรัส COVID นับตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน RED นั้นสามารถระดมทุนได้เกือบ 700ล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุนกองทุนต่างๆทั่วโลก ว่ากันว่า พวกเขาสามารถช่วยผู้คนได้มากกว่า 220ล้านคน ให้ที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ลำบากจากโรคภัยต่างๆ

เอาเป็นว่า RED ก็คือ องค์กรเพื่อการกศล และรถแบรนด์ Vespa ก็มีส่วนร่วมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ทาง Piaggio Group ได้ออกรถรุ่นพิเศษ ที่ใช้สีแดง อย่าง Vepa946 RED.ในปี 2017และ Vespa Primavera RED  ในปี 2020 ล่าสุดก็คือ Vespa ELECTRICA RED ที่จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ในแบบ Exclusive product  หากผู้อ่านคนใดที่ใช้ผลิตภัณฑ์มือถือไอโฟน ก็น่าจะเคยได้ยินว่า มีรุ่นสีพิเศษที่ใช้ชื่อว่า RED ด้วยเช่นกัน และนั่นหมายความว่า ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ในเวอรืชั่น RED นี้ ก็จะมีส่วนกับการทำบุญหรือบริจาคเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัยต่อมนุษยชาติผ่านองค์กรดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับ ผู้ขับขี่ที่เลือกครอบครอง Vespa Electrica RED ในทุกๆคันที่ขายได้นั้นก็จะ บริจาคสมทบทุนเข้ากองทุนดังกล่าวเป็นจำนวน 100 เหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปใช้ต่อต้านการแพร่ระบาดของเชื่อCOVID

MotoMorini : X-CAPE

รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดจากค่าย Moto Morini ที่ทางค่ายบอกว่า นี่คือ a new way of motorcycling ซึ่งก็คงจะเป็นกลุ่มหรือประเภทรถใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่พัฒนาออกมาสู่ตลาด ขณะที่ผู้ขับขี่ทั่วไปคงจะมองว่า นี่ก็คือรถในสายแอดเวนเจอร์อีกรุ่นหนึ่งที่ออกสู่ตลาด

อย่างไรก็ตามทางค่ายระบุชัดเจนว่า นี่คือรถที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ ด้วยความเป็นรถในแบบ made in italy ที่จะคงความเป็นรถสายอิตาลี ด้วยการออกแบบที่น่าจับตามอง ด้วยความการออกแบบที่สวยงาม สมรรถนะที่ลงตัว พร้อมให้ความสนุกและสะดวกสบายในขณะขับขี่ ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ ที่ออกแบบเฟรมแบบ robust steel trellis พร้อมฟอร์คหน้าแบบอลูมิเนียม ที่ติดตั้งมาพร้อมกับวงล้อหน้า 19 นิ้ว และ วงล้อหลัง 17 นิ้ว โดยในส่วนของฟอร์คหน้านั้น มีขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับเซทได้ตามความเหมาะสมกับการขับขี่ทั้งขึ้นทางลาดชัน เข้าเส้นทางออฟโรด ซึ่งในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นทาง MotoMorini ได้จับมือกับผู้ผลิตระบบกันสะเทือนอย่าง Marzocchi โดยเฉพาะฟอร์คหน้านั้นเป็นแบบปรับตั้งค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่เบาะนั่งนั้นมีขนาดใหญ่ นุ่มนวล มีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้ซ้อน โดยตำแหน่งนั่งของผู้ซ้อนนั้นสูงจากพื้นเพียง 845 ม.ม. ขณะที่ตำแหน่งผู้ขับนั้นเบาะนั่งมีความสูงจากพื้นเพียง 820 ม.ม.คำแหน่งแฮนเดิลบาร์ ออกแบบมาให้มีความพอดี ไม่กว้างเกินไปและไม่อยู่ชิดกับผู้ขับขี่มากเกินไป ขณะเดียวกันได้ออกแบบให้มีการจัดวางตำแหน่งแฮนเดิลบาร์ไว้ทั้งสิ้น 6 ตำแหน่งที่แตกต่างกันไป ทั้งความสูงและระยะจากตัวผู้ขับขี่ เพื่อให้ได้รับความรู้สึกสะดวกสบายกับตำแหน่งท่าทางการขี่ที่เหมาะสมที่สุดหน้าจอแสดงผลหรือเรือนไมล์ ที่ติดตั้งมามีขนาด 7นิ้ว เป็นจอสีแบบ TFT ซึ่งถือว่าเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถแบบเดียวกันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด นั่นหมายความว่า ด้วยขนาดจอที่กว้างนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นข้อมูลต่างๆบนจอแสดงผลได้สะดวกง่ายดายมากกว่า

สำหรับระบบเบรกของรถนั้น แม้ว่าโดยพื้นฐานจะติดตั้ง ABS มาให้ แต่ก็สามารถที่จะยกเลิกการใช้งานได้ ขณะที่จะขับขี่บนเส้นทางวิบาก เพียงแค่การกดสวิทซ์ที่ติดตั้งอยู่บนแฮนเดิลบาร์ เมื่อคำสั่งบล็อกการทำงานของ ABS ทำงาน ก็จะมีสัญลักษณ์แสดงให้เห็นบนจอแสดงผล สำหรับในส่วนของระบบเบรกนั้นทาง MotoMorini ได้เลือกใช้เบรกจากค่าย Brembo เข้ามาเป็นผู้ดูแลชิ้นส่วนต่างๆในเรื่องของความปลอดภัยของระบบเบรกให้กับ X-CAPE

นอกจากนี้ทางฝั่งซ้ายของแฮนเดิลบาร์ก็จะมีสวิทซ์หรือปุ่ม สำหรับใช้สั่งการทำงานบนเมนูต่างๆของจอแสดงผล นอกจากการทำงานพื้นฐานทั่วไปแล้ว ทาง Motomorini ยังได้ติดตั้งระบบ wireless system มาให้ X-CAPE เพื่อช่วยในการแสดงขอมูลเกี่ยวกับแรงดันปัจจุบันของยางอีกด้วย ในส่วนของหน้าจอแสดงผลนั้นสามารถปรับเลือกแคกราวด์ได้สี่แบบ พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมารทโฟนผ่านบลูทูธ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการสื่อสารต่างๆได้โดยสะดวกอีกด้วย

ข้อมูลรายละเอียดของสเปคเบื้องต้นมีดังนี้

TECHNICAL SPECIFICATIONS

GENERAL MEASURES

Length x width x height: : 2190x905x1390

Wheelbase: 1470 mm

Dry weight: 213 kg

Seat height: 820mm/845mm

Fuel tank: 18L

Ground clearance: 175mm

CHASSIS:

Steel: trellis

Swingarm: alluminium

BRAKING SYSTEM:

Front brake: 298mm double discs,flfloating caliper, 2 pistons

Rear brake: 255mm single disc, 2 pistons

ABS: BOSCH ABS 9.1 Mb (switchable ABS)

RIMS: Tubeless Spoked rims

TYRES:

Front tyre: 110/80-19M/C

Rear tyre: 150/70-17M/C

ENGINE:

Engine type: L 2, 4 Strokes

Engine capacity: 649 cc

Bore x stroke: 83mm x 60mm

Compression: 11.3:1

Max torque: 56Nm/7000rpm

Max power: 44kW/60CV/8250rpm

Injection system: BOSCH EFI injection system

Max speed: 175 Km/h

Cooling system: liquid

Fuel distribution: DOHC twin cylinders 8 valves

Emission: euro 5

COLOURS:

Red, Red Passion

Grey, Smoky Anthracite

White, Carrara White

KTM 250SXF DIGA Procross team

บังเอิญว่าได้ไฟล์ภาพลูกชายของแชมป์โมโตครอสโลก 10 สมัย อย่าง Stefan Everts ที่เปิดตัวเป็นนักแข่งของ KTM อย่างเป็นทางการ โดยจะลงแข่งครั้งแรกในสังเวียนระดับโลกอย่าง FIM Motocross World Championship รุ่น MX2 ด้วยวัย 17 ปี(เกิด06/08/2004) ที่ค่อยๆตามรอยพ่อด้วยการเริ่มแข่งขันในประเทศเบลเยี่ยมครั้งแรกช่วงปี 2011 จากนั้นค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาในระดับยุโรปและเริ่มได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เมื่อเข้าสู่การแข่งขันในระดับ จูเนียร์เวิลด์โมโตครอส ที่เป็นการแข่งขันปีละครั้งสำหรับนักแข่งเยาวชนจากทั่วโลกที่จะมาชิงชัยกัน จากนั้นก็ขยับเข้าสู่การแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลในเกมระดับชิงแชมป์ยุโรป ที่ค่อยๆไต่เต้าในระดับ 68-85-125 ซีซี จนกระทั่งในปี 2018 ขณะอายุ 14 ปี ก็ได้รับการติดต่อให้เซ็นสัญญากับ KTM ในการสนับให้ลงชิงชัยระดับชิงแชมป์ยุโรป

โดย Liam Everts ลงแข่งในรุ่น EMX125 ก่อนที่ในปีที่แล้วจะขยับขึ้นไปแข่งในรุ่น EMX250 และในปีนี้เขาได้ก้าวเข้ามาแข่งในเวทีระดับเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ รุ่น MX2 กับทีมระดับฟูลแฟคทอรี่ซัพพอร์ทอย่าง KTM DIGA Procross team กับรถแข่ง SX-F 250 โมเดลล่าสุด ที่นำมาปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยชิ้นส่วนอะไหล่จากแคตตาล็อก power parts ที่เป็นชุดคิทเพิ่มสมรรถนะต่างๆอย่างเป็นทางการของ KTM แน่นอนว่ารถแข่งนั้นเป็นโมเดลล่าสุด 2022 KTM SX-F250 ที่ในปีนี้มาพร้อมกับนิยามในการพัฒนาโมเดลใหม่นี้ว่า The Battle for Glory ที่พื้นฐานเดิมนั้นยังคงสเปคและยืนยันที่จะใช้ตามแนวทางเดิมในโมเดลก่อนหน้านี้ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้อยู่นี้ผ่านการอัพเดทครั้งสำคัญในปี 2020 ที่ว่ากันว่า เครื่องยนต์รถโมดตครอส 250Fนี้ ได้รับการอัพเดทครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเครื่องยนต์จากเดิมให้มีความกระทัดรัดและมีสมดุลมากยิ่งขึ้น จนสามารถสร้างศูนย์รวมน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม อีกทั้งยังลดน้ำหนักชิ้นส่วนของเครื่องยนต์จากเดิม

นับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องยนต์ได้ดีมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถ 250F ด้วยกัน สรุปคือ การอัพเดทเครื่องยนต์ในปี 2020 นั้นยังสามารถใช้กับรถแข่งในโมเดลล่าสุดนี้ได้อย่างมั่นใจ ดังนั้นในส่วนของเครื่องยนต์ของ 2022 SX-F จึงไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก แต่สำหรับทีมแข่งนั้นสามารถปรับเปลี่ยนและมีทางเลือกตามกล่าวไปนั่นก็คือ racin kits ที่มีจำหน่ายในลิสต์ชิ้นส่วนของ power parts ของ KTM นั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีการปรับเปลี่ยนมากนักสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์รวมทั้งส่วนอื่นๆของตัวรถ แต่ SX-F250 ได้รับการพัฒนาในส่วนของระบบกันสะเทือน โดยติดตั้ง WP XACT suspension ที่ได้รับการอัพเดทมาล่าสุด ขณะที่ระบบอิเล็คทรอนิคส์นั้น ได้พัฒนาเพิ่มความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แม่นยำมากกว่าเดิม ด้วยระบบ traction control launch control variable engine mapping และ reliable starters ซึ่งทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็คทรอนิคส์นี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับการทำงานในส่วนของ engine management system นี้ ควบคุมโดย KEIHIN Engine Management system นอกจากนี้ยยังครอบคลุมถึงการสั่งงาน electronic fuel injection อีกด้วย ซึ่งในการทำงานเกี่ยวกับการจ่ายเชื้อเพลิงนี้ จะจัดการร่วมกับเรือนลิ้นเร่งขนาด 44 มม.ซึ่งระบบควบคุมนี้พัฒนาให้มีการตอบสนองต่อการเปิดปิดคันเร่งได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

นอกจากนี้ในส่วนของ ECU นั้น ได้รับการออกแบบซอพแวร์ที่มีประสิทธิภาพประกอบค่า map ที่เที่ยงตรงแม่นยำเหมาะสมกับระบบไอเสียและการออกแบบฝาสูบอีกด้วย อย่างไรก็ตามในการแข่งขันในระดับ MX2 บนสังเวียนกรังด์ปรีซ์แล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สมรรถนะต่างๆของรถแข่งอย่างเต็มประสิทธิภาพเหนือกว่ารถแข่งมาตรฐาน ดังนั้น ตัวแข่งของ Liam Everts ย่อมแตกต่างไปจากรถ SX-F250 เวอร์ชั่นสแตนดาร์ต โดยเฉพาะการใช้ชิ้นส่วนพิเศษ power parts อย่างไรก็ตามพื้นฐานของรถแข่งโดยรวมนั้นถือว่ามาจาก 2022 SX-F250

สเปคเบื้องต้นดังนี้
ENGINE
TRANSMISSION 5-speed
STARTER Electric starter
STROKE 52.3 mm
BORE 78 mm
CLUTCH Wet multi-disc DS clutch, Brembo hydraulics
DISPLACEMENT 249.9 cm³
EMS Keihin EMS
DESIGN 1-cylinder, 4-stroke engine
CHASSIS
WEIGHT (WITHOUT FUEL) 99 kg
TANK CAPACITY (APPROX.) 7.5 l
FRONT BRAKE DISC DIAMETER 260 mm
REAR BRAKE DISC DIAMETER 220 mm
FRONT BRAKE Disc brake
REAR BRAKE Disc brake
CHAIN 5/8 x 1/4”
FRAME DESIGN Central double-cradle-type 25CrMo4 steel
FRONT SUSPENSION WP XACT-USD, Ø 48 mm
GROUND CLEARANCE 375 mm
REAR SUSPENSION WP XACT Monoshock with linkage
SEAT HEIGHT 950 mm
STEERING HEAD ANGLE 63.9 °
SUSPENSION TRAVEL (FRONT) 310 mm
SUSPENSION TRAVEL (REAR) 300 mm

 

MOTO GUZZI V85TT GUARDIA D’ONORE

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 MOTO GUZZI ได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ให้เข้ามาผลิตรถสำหรับใช้ในการรักษาความปลอดภัย หรือกล่าวง่ายๆคือ เป็นกลุ่มรถนำขบวนให้กับผู้นำประเทศ หรือประธานาธิบดีของอิตาลีในเวลานั้น และจากจุดนี้จึงมีส่วนทำให้แบรนด์นกอินทรีย์ของ MOTO GUZZI นี้ เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในฐานะรถจักรยานยนต์ของชาวอิตาเลี่ยน

ล่าสุดจากงาน EICMA 2021 ปลายปีที่ผ่านมา นับเป็นวาระครบรอบ 75 ปี ของการร่วมมือระหว่างโรงงานผลิตแบรนด์ MOTO GUZZI กับกองทัพในส่วนของขบวนรถอารักขา จึงได้ทำการเปิดเผยรถรุ่นพิเศษเนื่องในวะระดังกล่าว ที่จะผลิตในแบบลิมิตเต็ดอิดิชั่น ภายใต้ชื่อ V85 TT Guardia d’Onore ซึ่งจะผลิตจำกัดจำนวนที่ 1946 คัน โดยแต่ละคันจะระบุหมายเลขที่ผลิตตั้งแต่ 1-1946 ไว้บนแฮนเดิ้ลบาร์แม้จะเป็นรุ่นพิเศษทว่าพื้นฐานสเปคนั้นยังคงเป็นไปตามรุ่นปกติอย่าง V85TT กับ V85TT Travel ที่มาพร้อมค่าไอเสีย Euro5 ขณะที่สมรรถนะของรถนั้นเน้นแรงบิดที่มากขึ้นในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ต่ำและกลาง รวมถึงมีการติดตั้งโหมดการขับขี่มา 5 โหมดเช่นเดียวกัน

โดยมี 2 โหมดขับขี่ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 3 โหมดขับขี่เดิม เพื่อช่วยให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีในการจัดการเกี่ยวกับ traction control ABS และ ride-by-Wire throttle รวมถึง cruise control กล่าวได้ว่า MOTO GUZZI พัฒนาเน้นมาทางส่วนของระบบอิเล็คทรอนิคส์มากขึ้นกับรถในกลุ่ม V85 โมเดลใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะการออกแบบแพล็ตฟอร์มการทำงานด้านมัลติมีเดีย ที่เรียกว่า MOTO GUZZI MIA ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนกับรถ พร้อมทั้งแสดงผลและทำงานร่วมกับจอแสดงผลต่างๆผ่านฟังก์ชั่นบนแผงเรือนไมล์ TFT จอสีที่อัพเกรดมาใหม่

ส่วนพืนฐานเครื่องยนต์ก็ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของMOTO GUZZI ที่เป็นเครื่องยนต์ 90องศา transverse V-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ อย่างไรก็ตาม2022 MOTO GUZZI V85TT Guardia d’ Onore ได้รับการเสริมแต่งให้มีความพิเศษในบางจุด เพื่อสร้างกลิ่นอายของความเป๋นรถนำขบวน ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำประเทศเช่นช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่2 ตามที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงมีองค์ประกอบบางอย่างที่ต่างจาก V85TT และ V85TT Travel ที่ออกมาก่อนอยู่บ้าง

รายละเอียดตัวรถมีดังนี้
Engine ; Transversal 90° V-twin, two valves per cylinder (titanium intake).
Cooling ; air
Displacement ; 853 cc
Bore and stroke ; 84 x 77 mm
Maximum power ; 76 CV (56 kW) – 7.500 rpm (Also available at 35 kW, A2 driver license).
Maximum torque ; 82 Nm – 5.000 rpm.
Compliance Meets European Directive ; Euro 5
Emissions ; 119 g/km (CO2)
Consumption ; 4,9 l/100 km
Gearbox ; 6 speed
Fuel tank ; 23 l (5 reserve).
Seat height ; 830 mm.
Dry weight ; 209 kg.
Kerb weight ; 230 kg
Front suspension ; Upside-down hydraulic telescopic fork Ø 41 mm, with adjustable extension and spring preload.
Rear suspension ; Swingarm Twin-sided with lateral mono shock absorber, adjustable extension and spring preload.
Front wheel ; Cross spoked tubeless wheel, 19” 110/80.
Rear wheel ; Cross spoked tubeless wheel, 17”150/70.
Front brake ; Double stainless steel floating disk Ø 320 mm, radial Brembo calipers with 4 opposed pistons.
Rear brake ; Stainless steel disk Ø 260 mm, floating 2 pistons caliper.
Features ; Display TFT, full LED lights, Ride by Wire, 5 Riding Mode (Street, Rain, Offroad, Sport, Custom), Cruise Control, Handguard, Aluminium sump guard, MGCT
Moto Guzzi Controllo di Trazione, Standard double channel ABS.

2022 Royal Enfield SG650 Concept

แฟนๆ ของ Continental GT และ Interceptor 650 ของ Royal Enfield ที่ลงทุนไปกับก่อนหน้านี้ และการได้เห็นโฉมของ SG650 Concept Bike การตีได้ถึงความนีโอเรโทร ทำให้มองหันกลับไปมองถึง Eicher Motors ซึ่งเป็นเจ้าของ RE ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อ “Royal Enfield Shotgun” ซึ่งมันอาจจะเป็นบทสรุปได้ว่าจะใช้เป็นการผลิตสำหรับแนวคิด SG650 ในอนาคต

ถึงแม้ว่า SG650 ยังคงเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่การออกแบบดูแล้วมันอาจจะเป็นจริงได้แบบไม่ยาก เมนเฟรมจะไม่มีช่วงท้ายใช้บังโคลนหลังยึดติดแบบบ๊อบเบิ้ลที่มีเบาะนั่งแบบเดี่ยวซึ่ แผงด้านข้างที่ปิดช่องแอร์บ็อกซ์ รูปลักษณ์ที่ต่ำด้านหน้าและด้านหลังถูกเน้นด้วยยางขนาดใหญ่เนื้อแน่นๆ ดิสก์เบรกหน้าคู่จานแบบทึบ เพื่อเน้นสไตล์ที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น พร้อมกับระบบ ABS

ถังน้ำมันไปจนถึงกระจังหน้าไฟหน้าที่ดูเหมือนจะรวมเข้ากับแคลมป์ได้รับการแกะสลักเพื่อสร้างความประทับใจในความเร็ว ด้านบนประกอบด้วยชุดมาตรวัดรอบ/มาตรวัดความเร็วแบบ LED ทางด้านซ้าย และระบบนำทาง Tripper ใหม่ (เพิ่งเปิดตัวในรุ่น 2022 Royal Enfield Himalayan) ทางด้านขวา โครงร่างสีแบบโมโนโครมสีเงินถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนสมรรถนะใดๆ ได้ แต่ตัวเครื่องยนต์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบด้วยกระบอกสูบคู่ที่ปิดทึบ ท่อไอเสียแบบ dual peashooter สีดำยังคงเน้นไปที่แสงและความเข้มโดยใช้ตัวยึดท่อไอเสียอลูมินั่ม

วงล้อแม็กครอบทึบ โช้คอัพหน้าปรับรูปลักษณ์ดูทันสมัยขึ้นแบบหัวกลับ ในขณะที่โช้คอัพหลังคู่ตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์ของ รอยัล เอนฟิลด์ ไฟส่องสว่างด้านหน้ายังคงเป็นหลอดฮาโลเจน ในขณะที่ไฟที่เหลือเป็น LED

BMW R18 Custom Bikes R18M & R18 Aurora

ยังคงเดินหน้าต่อเนื่องสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนการทำตลาดของ BMW Motorrad ในการเดินหน้าผลักดันรถครุยเซอร์ในรหัส R18 โดยล่าสุดในระหว่างงาน Verona Motor Bikes Expo ได้นำเสนอรถแต่งจากสำนักแต่งชั้นนำของอิตาลีออกมาสองเวอร์ชั่น คือ R18M ที่จัดทำโดยทีมงานนิตยสารของอิตาลีที่ชื่อ LowRide จับมือกับทีมออกแบบในนาม American Dreams และอีกเวอร์ชั่นคือ R18Aurora ที่จัดทำโดย Garage221 ร่วมกับตัวแทนจำหน่าย BMW Motorrad Roma

สำหรับตัวแรก R18M นั้น เป็นแนวคิดที่เชื่อมโยงกับ รหัส M ของรถยนต์ BMW ที่หมายถึงรถในกลุ่มสปอร์ตสมรรถนะสูง เพราะฉะนั้นทีมงานของ LowRide จึงมีความต้องการที่จะออกแบบให้รถครุยเซอร์อย่าง R18 นี้ ได้รับการออกแบบให้มีความเป็นสปอร์ตมากกว่าเดิมที่มีเอกลักษณ์ของกลิ่นอายความเป็นเรโทร ของเจ้าครุยเซอร์เครื่องยนต์ Boxer 1800 ซีซี จึงถูกจับโยงถึงความเป็นสปอร์ตของรถยนต์ BMW และนั่นก็คือที่มาของ BMW R18 M Project

สมรรถนะของเครื่องยนต์และระบบอิเล็คทรอนิคส์ต่างๆจะไม่ถูกแตะต้องใดใด สเปคเดิมๆจะถูกคงไว้ เพียงแต่สีสันรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยวกระทัดรัดมากขึ้นและตำแหน่งท่าทางการขับขี่เล็กน้อยเท่านั้นที่จะถูกปรับ เพื่อให้สามารถสัมผัสถึงความเป็นสปอร์ต จากภาพร่างที่ถ่ายทอดแนวคิดของ LowRide ที่จะปรับโฉม R18 ใหม่ ได้ถูกส่งต่อ American Dreams ผู้ที่จะรับช่วงสร้างชิ้นงานออกมาตามคอนเซ็ปท์ดังกล่าว ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากช่างฝีมือจำนวนหนึ่งในการสร้างชิ้นงานต่างๆ ขึ้นมาจากวัสดุไฟเบอร์กลาส และคาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อปรับในส่วนบอดี้พาร์ทให้มีความเป็นสปอร์ต รวมทั้งการออกแบบชุดท่อไอเสียที่มีส่วนเพิ่มความกะทัดรัดคล่องตัวให้กับโครงสร้างตัวรถเดิม ที่สำคัญช่วยให้ตัวรถมีองศาการเลี้ยวที่ดีขึ้นอีกด้วย แม้กระทั่งชุดสี หนังหุ้มเบาะ มือจับ แม้กระทั่งกระจกข้าง ล้วนถูกสร้างขึ้นมาหรือจัดหามาเพื่อให้ได้ตรงตามแนวคิดการออกแบบของ R18M Project ซึ่งก็มีรายละเอียดตามภาพที่เรานำมาฝากกัน

และเวอร์ชั่นถัดมาก็คือ R18Aurora ที่จัดทำโดย Garage221 ซึ่งมีแนวคิดที่ค่อนข้างต่างกับเวอร์ชั่น M โดยทางหัวหน้าโปรเจ็คจาก Garage221 มีความต้องการที่จะเชื่อนโยงแนวคิดการออกแบบไปที่การเปิดตัวครั้งแรกของ BMW Motorrad ที่เผยไลน์อัพรถในกลุ่มครุยเซอร์ออกมาครั้งแรก นั่นก็ต้องย้อนหลังไปใน 2019 EICMA ที่มีการประกาศว่าจะเปิดไลน์ผลิตรถครุยเซอร์อย่าง R18 เป็นครั้งแรก เริ่มด้วยกระบวนการเริ่มต้นของการออกแบบ จนถึงการผลิตออกมาเป็นคัน เป้าหมายการออกแบบ Garage221 ก็คือนำแนวคิดดั้งเดิมของ R18 มาเชื่อนต่อกับสิ่งใหม่ๆในโลกปัจจุบัน เพราะพื้นฐานของ R18 นั้นมีพื้นเพความเป็นมาของแนวคิดการพัฒนารถแนวครุยเซอร์ย้อนหลังไปถึงช่วงยุค 1970 ก่อนจะค่อยๆตกผลึกและพัฒนาแนวทางออกมาเป็น R18 ในปัจจุบัน ดังนั้น R18 Aurora จะเป็นการผสมผสานระหว่างวิถีดั้งเดิมกับสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าการแต่งแต้มสีสันให้กับชิ้นส่วนบังโคลน การนำเบาะนั่งของ BMW 1200C จากปี 2005 มาประยุกต์ใช้กับ R18 หรือแม้แต่การสร้างชิ้นส่วนที่เรียกว่า Batwing ที่ดัดแปลงมาจากรถ BMW R100 จากปี 1982 รวมทั้งมีการนำชิ้นส่วนเฟรมท้ายของ BMW RT100 จากปี 1983 มาปรับแต่งพื่อติดตั้งในโปรเจ็คนี้ รวมทั้งการจับมือกับผู้ผลิตท่อไอเสียอย่าง Leo Vince ที่ออกแบบท่อมาเพื่อใช้กับ R18 Aurora เป็นการเฉพาะ

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงโปรเจ็คแต่งโชว์ Custom bikes ของ BMW Motorrad ที่ออกแบบมาเพื่อจัดแสดงในงาน Verona Motor Expo แต่ก็มีส่วนสำคัญในการเปิดมุมมองใหม่ๆในการที่กลุ่มลูกค้าจะเกินแนวคิดที่จะทำการปรับแต่ง R18 ของตนเองให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งที่ BMW Motorrad นำมาใช้กับการเคลื่อนไหวกิจกรรมเพื่อการทำตลาดให้กับรถในกลุ่มครุยเซอร์ของตนเอง อย่างเจ้า R18 ที่แม้จะมีความเป็นรถในแนวเฮอริเทจ มีวิถีทางที่ค่อนข้างอนุรักษณ์นิยมตามแบบฉบับเครื่องยนต์Boxer แต่ก็มีขีดความสามารถอันหลากหลายที่จะสามารถนำไปตกแต่งเพิ่มเติมได้อย่างหลากหลายสไตล์เช่นกัน

2022 BENELLI TRK800

ช่วงก่อนปีใหม่ทาง Benelli ได้เปิดตัว รถแอดเวนเจอร์ ที่พวกเขาระบุว่าเป็น the brand new adventure bike จากฐานการผลิตที่โรงงานใน Pisaro ของอิตาลี ที่ออกแบบมาภายใต้แนวคิดเพื่อรองรับการเดินทางที่หลากหลายรูปแบบ ด้วยการตอบสนองการขับขี่ที่สนุกสนานสะดวกสบาย ทั้งในแบบออฟโรดและออนโรด

ด้วยการออกแบบและพัฒนาจากแผนกวิจัยและพัฒนาที่สำนักงานใหญ่ ของ Benelli ที่อิตาลี ดังนั้นรถรุ่นนี้จึงคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของรถอีกหนึ่งรุ่นในสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ออกมาก่อนหน้านี้อย่าง TRK502X ที่ได้รับการตอบสนองที่ค่อนข้างดีจากผู้ใช้หน้าใหม่ที่ต้องการเปิดโลกใหม่ๆกับการขับขี่ในแนวแอดเวนเจอร์ และเนื่องด้วยกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาครบรอบ 110 ปีของการถือกำเนินแบรนด์ Benelli จึงถือโอกาสนี้เริ่มต้นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ Benelli ด้วยการอัพเกรด เสริมสมรรถนะของรุ่นก่อนหน้านี้อย่าง TRK502X ให้มีสมรรถนะที่สูงขึ้น ดุดันขึ้น ด้วยความสดใหม่ของเครื่องยนต์ขนาด 754 ซีซี ที่จะใช่วยยกระดับรถแอดเวนเจอร์ของ Benelli ให้มีสามารถยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

ดังนั้นการออกแบบ TRK800 จึงมีการผสมผสานในด้านต่างๆให้มีความลงตัวยิ่งขึ้น ทั้งด้านอารมณ์ ภาพลักษณ์ ความรู้สึก ที่ผู้ขับขี่จะสัมผัสถึงคำว่าแอดเวนเจอร์ได้ดียิ่งขึ้นนอกจากการแต่งเสริมชิ้นส่วนอย่าง การ์ด ชิ้นส่วนป้องกัน รวมทั้งบังโคลนและชิ้นส่วนอื่นๆที่จะเข้ามาช่วยปรับภาพลักษณ์ที่ดุดันโฉบเฉี่ยวให้กับ TRK800 แล้ว ยังติดตั้งชุดไฟหน้า ที่เป็นแบบ full LED ที่เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมรูปโฉมที่ดุดันยิ่งขึ้น

ขณะที่เครื่องยนตืนั้นเป็นขนาดความขจุ 754 ซีซี twin cylinder 4จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งก็มีพื้นฐานเดียวกับเครื่องยนต์ Leoncino800 ที่มีกำลังสูงสุด 76.2แรงม้า ที่ 8500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดขนาด 67 นิวตัน-เมตร ที่ 6500 รอบต่อนาที นับได้ว่ามีสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ที่เพียงพอกับทุกสภาพแวดล้อม ที่ได้ขุมพลังมาจาก
ฟอร์แมทเครื่องยนต์แบบ double overhead camshaft timing with 4valves per cylinder ที่มาพร้อมกับเรือนลิ้นเร่งแบบ dual throttle body ขนาด 43 มม. ที่มีชุดเกียร์ 6 speed gearbox ซึ่งเครื่องยนต์นี้ติดตั้งอยู่บนโครงสร้างแชสซีส์ที่เป็นเฟรมแบบ tubular trellis frame rith a high-strength steel plate ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความคล่องแคล่วในการขับขี่ทุกสถานการณ์ อีกทั้งยังต้องให้ความรู้สึกที่สบายในทุกจังหวะการขี่ ไม่ก่อให้เกิดความเมื่อยล้าขณะขับขี่ โดยเน้นการออกแบบให้ได้ตำแหน่งท่าทางการควบคุมที่ลงตัวที่สุดสำหรับผู้ขี่

เช่นเดียวกับในส่วนของระบบกันสะเทือนที่ Benelli คำนึงถึงความสบายสูงสุดของการขับขี่ทั้งแบบออนและออฟโรด ดังนั้นระบบกันสะเทือนหน้า จึงเลือกที่จะใช้ Marzoccho upside-down fork ที่สามารถปรับ rebound,compression และ spring preload ซึ่งฟอร์คหน้านี้มาพร้อมกับช่วงยุบตัว 170 มม. ส่วนระบบกันสะเทือนหลังนั้นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง aluminium swing arm กับ central monoshock ที่ปรับได้ทั้ง spring preload และ hydraulic rebound damping ที่มาพร้อมช่วงยุบตัว 53 มม. โดยรวมแล้วนี่คือรถแอดเวนเจอร์จากโรงงานใน Pesaro ที่พัฒนาเพื่อตอบสนองการใช้งานในสไตล์แอดเวนเจอร์ ที่อัพเกรดเพิ่มเติมจากสมรรถนะที่มีของ TRK502X มาเป็น TRK800 ที่มีพละกำลังเพิ่มขึ้นพร้อมกับรูปโฉมที่ดุดัน

2022 Yamaha Tenere700 Raid Prototype

นับตั้งแต่ Tenere700 ถูกผลิตขึ้นมา ก็ได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในตลาดยุโรป นี่คือรถที่มีความต้องการในตลาดสูงรุ่นหนึ่งเท่าที่ Yamaha เคยส่งออกมาจำหน่าย ด้วยการเป็นที่ยอมรับของสมรรถนะในเครื่องยนต์ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีระดับตำนานของ Yamaha อย่าง CP2 engine ที่โดดเด่นในเรื่องของแรงบิดอันเป็นเอกลักษณ์ high-torque คือซิกเนเจอร์ของเครื่องยนต์ตัวนี้ ขณะที่โครงสร้างแชสซีส์นั้นออกแบบมาให้มีความกะทัดรัด ตามเป้าหมายในการออกแบบ คือ compact chassis แลมาพร้อมด้วยระบบกันสะเทือนที่มีช่วงยุบตัวที่ยาว ในแต่ละโมเดลแต่ละปีผู้ขับขี่จำนวนมากต่างเฝ้ารอการพัฒนาการอัพเกรดของรถรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นความยอดเยี่ยมของการต่ยอดพัฒนาสายพานการผลิตมาอย่างยาวนานนับจากการที่ Yamaha ริเริ่มเปิดสายพานการผลิตรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ครั้งแรกของตนเองในช่วงปี 1980

ous off-road คือเป็นรถในระดับจริงจังสำหรับการใช้งานในรูปแบบแอดเวนเจอร์ ไม่ว่า การเดินทางไกล การบุกตลุยเส้นทางที่ท้าทาย การใช้งานครอบคลุมทั้งแบบแรลลี่และแอดเวนเจอร์
ในช่วง 2-3 ปีมานี้ Yamaha มีกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องสำหรับ Tenere700 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดทำก่อนที่จะวางตลาดโมเดลล่าสุดของ Tenere700 ในแต่ละปี ซึ่งในแต่ละโมเดลนั้น Tenere700 จะได้รับการอัพเกรดพัฒนาในส่วนต่างๆเพิ่มเติมเสมอ

และล่าสุดได้เคลื่อนไหวเพื่อเรียนรู้และศึกษาแนวทางการพัฒนาของ Tenere700 ให้เข้าสู่นิยามที่ว่า the next level โดยการเปิดตัวรถต้นแบบของ Tenere700 ที่คาดว่าน่าจะเป็นสเปคอัพเดทล่าสุดที่จะผลิดออกมาเป้นไลน์อัพล่าสุด ซึ่ง Tenere700 Raid Prototype ได้เปิดเผยว่าทำการอัพเกรดด้วยการนำชิ้นส่วนและชุดคิด GYTR หรือ Genuine Yamaha Technology Racing มาติดตั้งให้กับตัวรถ พร้อมทั้งวางเส้นทางที่จะย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ซึ่งโปรเจ็คพัฒนารถในตระกูล Tenere ได้กำเนิดขึ้นมา บนสังเวียนทะเลทรายของแอฟริกาดังนั้น Yamaha Europe จังได้พัฒนา High specification Raid bike เพื่อให้ Tenere700 มีสมรรถนะสูงสุดในแบบฉบับของรถ full Raid potential พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ Alessandro Botturi กับ Pol Tarres

นำรถต้นแบบโมเดลนี้ ฝ่าไปบนเส้นทางของทะเลทราย moroccan desert และนี่น่าจะเป็นเพียงโปรเจ็คแรกของกิจกกรม ที่เรียกว่า The next horizon ที่Yamaha มักจะวางเส้นทางสองสามแห่งสำหรับอดีตนักแข่งและแบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่จะขี่ Tenere ต้นแบบ เพื่อเรียนรู้และศึกษา การยกระดับ Tenere700 ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงนั่นเอง สำหรับข้อมูลของเจ้าต้นแบบหรือโปรโตไทพ์นี้ ตามที่กล่าวไปแล้วว่า ปรับเสริมด้วยชิ้นส่วนจาก GYTR เป็นหลัก เพราะฉะนั้นรายละเอียดของตัวรถจึงมิใช่ข้อมูลของเวอรืชั่นที่วางขายแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ไม่นาน โมเดลล่าสุดของ Tenere700 ก็จะค่อยๆทยอยเปิดตัวออกมาในโอกาสถัดไป

ข้อมูลสเปคตัวรถ 2022 Yamaha
Ténéré 700 Raid Prototype
Full titanium Akrapovic race exhaust
GYTR ECU
High performance airbox and fi lter
48 teeth fi nal drive sprocket
Oversize radiator
Dual cooling fans
New water pump cover
New oil cooler
Rekluse heavy duty clutch
Two-piece clutch cover
New clutch lever
Suspension
48 mm long travel front forks – 270 mm
CNC triple clamps
New long travel rear shock – 260 mm
New rear suspension linkage
Brakes
High specifi cation single front disc – 300 mm
Racing brake pads
Upgraded front brake master cylinder
New front brake lever
Oversize 267 mm diameter rear disc
New caliper mounting bracket
Steel braided front and rear brake hoses

All NEW Honda Click 160i เปิดตัวแล้วที่ อินโดนีเซีย ราคาสุดปัง เริ่ม 59000 บาท

รูปทรงดีไซน์ใหม่ สปอร์ตยิ่งขึ้นภายนอกของ Honda Click 160 โดดเด่นด้วยความเป็นรถออโตเมติกดีไซน์สปอร์ต ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดูมีความโฉบเฉี่ยวมากกว่ารุ่นเดิม แฟริ่งด้านหน้ามีการออกแบบใหม่ ดูแตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างชัดเจน ตัวไฟหน้าใช้เป็นไฟหน้า LED เต็มระบบทั้งไฟสูงและไฟต่ำ มาพร้อมไฟ DRL ที่เสริมเป็นคิ้วให้กับหน้ารถ จอแสดงผลแบบฟูลดิจิตอล LCD ยังไม่ลืมที่จะเสริมความสะดวกสบายที่ด้านซ้าย มีช่องเก็บของมาให้ พร้อมช่องจ่ายไฟฟ้าผ่านพอร์ท USB-A 1 จุด เบาะนั่งของ Honda Click 160 มีความสูงจากพื้นอยู่ที่ 778 มม. สูงกว่ารุ่นเดิม 9 มม.

สำหรับเรื่องของสเปคตัวรถ ประสิทธิภาพข้อมูลชิ้นส่วนอุปกรณ์ แม้จังยังไม่ได้มีรายละเอียดที่แน่ชัดมากนัก แต่โดยคร่าวๆ ตัวรถจะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ขนาดความจุพิกัด 157 ซีซี. แบบ 1 สูบ eSP+ ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ SOHC แบบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว แรงม้าสูงสุด 15.4 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 13.8 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที อัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.0 : 1 จ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ระบบสตาร์ทมือไฟฟ้า ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ

วงล้อรถจะเป็นล้ออัลลอยขนาด 14 นิ้ว ทั้งล้อหน้า และ ล้อหลังหลัง ขนาดยางด้านหน้า 100/80 ขนาดยางด้านหลัง 120/70 ระบบเบรก หรือ ระบบห้ามล้อแบบ ABS นั้น แบบดิสก์เบรกทั้ง ด้านหน้า และ ด้านหลัง ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบเทเลสโคปิก ระบบกันสะเทือนด้านหลังจะเป็นแบบเดี่ยว ทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม

ราคาวางจำหน่ายที่ประเทศอินโดนีเซีย มี 2 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่รุ่น Combine brake อยู่ที่ 59,000 บาท และรุ่น ABS อยู่ที่ 65,000 บาท น้ำหนักตัวของรุ่น ABS จะอยู่ที่ 117 กก. น้ำหนักตัวของรุ่น CBS จะอยู่ที่ 115 กก.

BMW Motorrad Concept CE0

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ระหว่างปิดต้นฉบับนี้ ทาง BMW Motorrad ได้แจกข่าวสาร เกี่ยวกับรถ”ต้นแบบ” หรือ Concept โมเดลล่าสุดให้กับสื่อทั่วโลก ซึ่งเป็น รถไฟฟ้า สำหรับ การใช้งานในเมือง ที่ระบุชัดเจนว่าคือ urban electric mobility แน่นอนว่ามันน่าจะถูกผลิตออกมาจำหน่ายในเวลาไม่นานนัก เนื่องจากว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ทาง BMW Motorrad มักจะทำการแนะนำรถ concept ออกมานำร่องให้คนติดตาม จากนั้นไม่นานนักก็จะทำการเปิดตัวเวอร์ชั่นโปรดักชั่นตามมาในทันที

ขณะที่หลายฝ่ายต่างคาดเดาว่า BMW Motorrad จะจัดวางเซ็คชั่นไหนในตลาดรถ จะอยู่ในกลุ่มรถจักรยานยนต์มาตรฐาน หรืออยู่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ เนื่องจากว่าเนื้อหาในเอกสารนั้นใช้คำว่า vehicle มากกว่า motorcycle หรือ scooter ซึ่งที่สุดแล้วหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Motorrad อย่าง Edgar Heinrich ก็พูดทำนองว่า นี่คือการออกแบบใหม่ทั้งหมด จนหล่อหลอมออกมาเป็น CE02 นี่เป็นการผสมผสานของจินตนาการออกแบบกับความเชี่ยวชาญความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ซึ่งเขาก็พยายามจะสื่อถึงองค์ความรู้มากมายจากการคิดค้นวิวัฒนาการต่างๆจากโปรเจ็คมากมาย หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆในอดีต ที่ล้วนประสบความสำเร็จด้วยดีนั้นได้ถูกนำมาใช้กับการพัฒนา CE02 ที่บอกว่า มันคือสไตล์ใหม่ รูปแบบใหม่กับ single-track mobility ที่พร้อมตอบสนองสภาพการใช้งานในเมืองที่สำคัญคือมันให้ความสนุกจากการขับขี่อีกด้วย

นอกจากนี้ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายกำหนดไว้ที่กลุ่มผู้ใช้ อายุ 16 ปี ขึ้นไป ที่ไม่เคยขี่รถจักรยานยนต์ แต่จะสามารถสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ในการขับขี่กับเทคโนโลยีของโลกยานยนต์เท่ๆกับ lightweight e-vehicle ยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบา ที่มีน้ำหนัก 120 กก.โดยประมาณ ซึ่งเจ้า BMW Motorrad Concept CE02 นี้ เน้นสมรรถนะและประสิทธิภาพหลักเพื่อการใช้งานในเมือง เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ ความมีสไตล์เฉพาะตัว ด้วยพลังขับเคลื่อนขนาด 11kW ที่ให้แรงบิดและอัตราเร่งที่เพียงพอด้วยความเร็วสูงสุดในระดับ 90 กม./ชม. กับระยะทำการไกลถึง 90 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไปกลับในเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นในเมืองด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายดูมีสไตล์ ดึงดูดความสนใจ ช่วยเพิ่มความรู้สึกที่ต้องการขับขี่ บวกกับการออกแบบองค์ประกอบด้วยวงล้อขนาดใหญ่ที่มีสไตล์ไปทาง fun bike นับว่าสื่อให้เห็นถึงเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ขณะที่ภาพรวมของตัวรถนั้นก็เสริมด้วยสุนทรียภาพชวนให้ติดตาม ด้วยการจัดวางตำแหน่งองค์ประกอบของตัวรถให้น่าสนใจ มีสเน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการออกแบบที่นำเรื่องของแสงเงามาเสริม ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ส่วนบริเวณของแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นจะใช้โทนสีที่ทำให้เกิดความโดดเด่นของตัวรถ ที่มีความกะทัดรัด รวมกับการออกแบบโครงสร้างตัวรถที่ทำให้แคบ และการกำหนดจุดศูนย์ถ่วงรถที่ต่ำ ทำให้ได้รับถึงความรู้สึกของพลังการขับเคลื่อนของรถที่มีนั้น ขณะที่แนวทางการจัดวางองค์ประกอบอื่นๆของตัวรถนั้น ต้องบอกว่าฉีกแนวความคิดของความเป็นรถจักรยานยนต์แบบมาตรฐานไปพอสมควร ตามที่ทางผู้ผลิตพยายามสื่อออกมาว่า นี่คือสไตล์ใหม่รูปแบบใหม่ของ e-vehicle สำหรับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปที่ไม่มีประสบการณ์การขี่จักรยานยนต์ จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่นี้

การออกแบบที่เน้นรายละเอียดชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูง มีการปรับใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับแต่ละองค์ประกอบ ซึ่งทุกๆจุดล้วนได้รับการเอาใจใส่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดทุกรายละเอียด อย่างไฟหน้าที่เป็นกรอบเหลี่ยมนั้นก็จัดวางหลอดไฟแบบ LED เข้าไปในชุดไฟหน้า ที่ดูมีเอกลัษณ์ เช่นเดียวกับไฟท้ายชนาดเล็กที่ติดตั้งด้านข้างของเบาะนั่ง มีจอสีขนาดเล็กที่จัดวางตำแหน่งไว้บนแฮนเดิ้ลบาร์ซึ่งเป็นจอแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ความลงตัวของการจัดวางตำแหน่งของวงล้อกับสวิงอาร์มเดี่ยว และชุดสายพานขับเคลื่อนทำได้อย่างดี หรือแม้แต่แฮนเดิ้ลบาร์กับชุดฟอร์คหน้าก็ออกแบบมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ สำหรับยานพาหนะรูปแบบใหม่ ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองการใช้งานในเมืองโดยเฉพาะ กับรูปแบบล่าสุดของยานยนต์พลังไฟฟ้าของ BMW motorrad ภาพรวมของโทนสีคุมเฉดหลักของ BMW Motorrad Concept CE02 นี้ไว้ด้วยโทน ดำ/เงิน black/silver เป็นหลักนี่น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างการออกแบบกับเทคโนโลยีอย่างมีสไตล์เฉพาะตัว ก็น่าสนใจว่าหลังจากนี้หากมีการเปิดไลน์เป็นรถโปรดักชั่นขึ้นมา จะมีความแตกต่างมากน้อยไปจากเวอร์ชั่น concept มากน้อยเพียงใด สำหรับ CE02 ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานกับแฟชั่น สำหรับการตอบสนองในการใช้งานประจำวันได้อย่างมีสไตล์

สำหรับข้อมูลของตัวรถยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดออกมา โดยเฉพาะแบตเตอรี่นั้นยังไม่ได้บอกว่าใช้แบบใด ขนาดเท่าไร เชื่อว่าเมื่อผลิตจำหน่ายน่าจะมีการระบุสเปคที่ชัดเจนออกมา ขณะที่กำลังขับเคลื่อนของเจ้าต้นแบบที่ทำออกมาโยนหินถามทางตัวนี้ ระบุว่า มีกำลังขนาด 11kW ตามที่กล่าวไปแล้ว โดยกำลังขับเคลื่อนขนาดนี้ เพียงพอสำหรับผู้ที่มีใบอนุญาติในระดับ A1 ขึ้นไป ส่วนความเร็วกับระยะทางการใช้งานนั้นก็ตามที่กล่าวไปแล้ว คือ ท็อปสปีดอยู่ 90 กม./ชม. ใช้งานได้ระยะทาง 90 กม. โดยวงล้อหน้าและหลังมีขนาด 15 นิ้ว ความสูงเบาะนั่งอยู่ที่ 730 มม. และมีน้ำหนักโดยประมาณ 120 กก. เอาเป็นว่าไรดิ้งเราเชื่อว่าน่าจะอีกไม่นานเจ้า urban e-vehicle ตัวนี้ น่าจะถูกนำขึ้นไลน์การผลิตแบบรถโปรดักชั่นอย่างแน่นอน

HONDA CB500F & CBR500R คู่แฝดสองสูบเรียง ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของบิ๊กไบค์

เอาเป็นว่าหลังจากที่ได้ไปสัมผัสกับการขับขี่ในสนามแข่งระดับโลกมาแล้วกับ CBR500R ซึ่งเค้นสมรรถนะความเป็นสปอร์ตออกมาได้อย่างเต็มที่แล้ว แต่สำหรับ CB500F เน็กเก็ดสปอร์ตที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน ตอบสนองการขับขี่ในเมืองที่คล่องตัว ยังไม่ได้ลองขี่จริงๆ สักที คราวนี้มีโอกาสได้ลองขี่ก็เลยเอาคู่แฝด CBR500R มาร่วมด้วยเพื่อจะได้ให้รู้ว่ามันใช้งานในเมืองจะเป็นอย่างไร

เอาตัวพระเอกของคอนเท้นท์นี้ก่อนเลยสำหรับ CB500R เน็กเก็ดสปอร์ต รูปทรงที่ปรับโฉมใหม่เสริมออพชั่นมาให้ใช้งานได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญมีความสวยมากยิ่งขึ้นด้วย ไฟหน้า LED ส่องสว่าง เชฟใหม่คมเข้าสวยสปอร์ต แรงด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และออพชั่นที่ดีที่สุดในคลาส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ ส่งมอบประสบการณ์ขับขี่เต็มรูปแบบ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ Parallel Twin DOHC ขนาด 500 ซีซี 47 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด เสริมด้วยระบบ Assist Slipper Clutch เพิ่มความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์

วงล้อแม็กหน้า-หลัง ลายใหม่ และ วงล้อแม็กลาย Y-Spoke 5 ก้านคู่ ขนาด 17 นิ้ว ติดตั้งโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ 41 มม. แบรนด์ SHOWA รองรับแรงกระแทกได้มากกว่า ให้การควบคุมที่เหนือชั้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมด้วยคาลิเปอร์แบบ Radial Mount 4 Pots ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS ให้ประสิทธิภาพการเบรกเหมือนบิ๊กไบค์ระดับท็อป และสวิงอาร์มที่ใหญ่ขึ้นแต่น้ำหนักเบาลงเสริมความแข็งแรงสำหรับช่วงล่าง

ได้เวลาของการขับขี่บนถนนในเมืองหลวงยานค่ำคืนในช่วงอากาศเย็นๆ สภาพการจราจรช่วงเย็นของวันธรรมดาที่เต็มไปด้วยรถที่สัญจรไปมา กับ CB500R เน็กเก็ดไบค์ ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย ก็ไม่ได้มีอุปสรรคในการซอกแซก เป็นรถที่ออกแบบท่านั่งสบายเบาะไม่สูงสำหรับตัวผมเองด้วย วางได้เต็มเท้าเลยทำให้มั่นใจในการพยุงตัว และการเว้าเบาะให้หน้าขาแนบกับตัวรถเพิ่มความมั่นคง และน้ำหนักของรถที่ลดลงด้วย

เครื่องยนต์มีการอัพเกรดใหม่ ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการจ่ายน้ำมันเพื่อให้มีแรงบิดที่เพิ่มขึ้น ทำให้การออกตัวที่เร็วขึ้น และการเร่งบิดแซงเรียกแรงม้าได้ฉับไวมากขึ้น ออพชั่นเสริมระบบ แอสซิสสลิปเปอร์คลัชท์ ขี่ในเมืองสภาพของรถติดๆ แถบไม่ได้ใช้ แต่มันไว้เพื่อสำหรับช่วงเวลาเร่งด่วนและการใช้ความเร็วที่สูงๆ น่าจะช่วยให้ความปลอดภัยและขี่สนุกมากขึ้นแฮนด์บาร์ระดับกลางกว้างพอประมาณ จับกระชับมือระยะไม่ไกลจากตำแหน่งท่านั่งเลี้ยวแล้วเบา แต่มันเป็นระดับที่พออดีกับกระจกมองข้างของรถยนต์ ทำให้เมื่อเจอช่องแคบๆ อาจไปไม่ได้ หรือต้องใช้การบิดแฮนด์และโยกรถช่วย ไม่งั้นได้รูดกระจกกระจายแน่นอน

ระบบเบรกหน้าที่ให้มาเป็นดิสก์คู่ อันนี้ทำงานได้ดีกว่าของเดิมแน่นอน แต่ขี่ในเมืองด้วยความเร็วไม่มากมันอาจจะได้ไม่รู้สึกอะไรมาก แต่มันกดแล้วชะงักดีเลยล่ะ ส่วนดิสก์เบรกก็ทำงานได้ดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับอัพเกรดมาให้ทั้งสวยและทำงานได้ดี ระยะยุบถูกเซ็ทใหม่ โช้คอัพหลังทำงานรับสวิงอาร์มใหม่ลดการสั่นและอาการย้วยเมื่อพลิกรถแบบกระทันหัน วงล้อที่เปลี่ยนใหม่น้ำหนักเบาลงแต่มันก็ไม่รู้สึกกับการขับขี่เท่าไหร่ แต่มันดูสวยเพิ่มขึ้นนั่นเอง

มาที่ CBR 500R ในตระกูล 500 Series กันบ้าง ได้ทำการยกระดับให้เทียบเท่าซูเปอร์ไบค์ระดับท็อปคลาส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและตอบโจทย์นักบิดตัวจริง ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไป เพื่อให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่โลกของบิ๊กไบค์ มีความแตกต่างกันที่ภายนอกเท่านั้น แต่มันก็ให้ความแตกต่างของการขับขี่ด้วย กับท่านั่งต่างๆ

อารมณ์ในสนามแข่งกับการขับขี่บนท้องถนนมันต่างกัน ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตทำให้ท่านั่งมันถูกบังคับให้ก้มลง แต่สำหรับ CBR500R นั้นท่านั่งจะกึ่งๆ ทัวร์ริ่ง ถึงจะก้มแต่ก็ไม่มาก ทำให้รู้สึกไม่เมื่อยมากเมื่อขี่นานๆ องศาในการเลี้ยวแคบทำให้การซิกแซกทำได้ง่าย แฟริ่งที่ครอบด้านข้างไม่มีปัญหาสำหรับการช่องการจราจรแคบๆ ระดับแฮนด์ที่ถูกวางตำแหน่งอยู่ใต้แผงคอ อันนี้ทำให้ง่ายต่อการวิ่งผ่านช่องระหว่างรถที่ติดๆ แฮนด์กดลงต่ำกว่ากระจกมองข้างรูดไปได้แบบสบายๆ หายห่วง สำหรับเครื่องยนต์ ออพชั่นการอัพเกรดช่วงล่าง และระบบเบรกต่างๆ ทั้งสองตัวเป็นเทคโนโลยีเดียว จึงไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าไหร่