2023 Suzuki V-STROM

ถึงคราวขยับบ้างแล้วสำหรับค่าย Suzuki ที่เริ่มรุกตลาดรถในกลุ่มบังโคลนลอยในแบบออลเทอเรนหรือดูอัลเพอร์โพส ด้วยรถในรหัสรุ่นอย่าง V-Strom ซึ่งบอกได้ว่าแทบครบทุกขนาดความต้องการของผู้ขับขี่ ทั้งขนาดมิดเดิ้ลเวท และเฮฟวี่เวท สำหรับฉบับนี้ไรดิ้งหยิบเจ้ามิดเดิ้ลเวทเครื่องยนต์ระดับ 650 ซีซี ที่มาสองเวอร์ชั่น คือ V-Strom 650XT กับ V-Strom 650 XT Adventure อาจจะกล่าวได้ว่า V-Strom 650 XT ก็คือโมเดลพื้นฐาน ซึ่งมีตัวเลือกโทนสีใหม่เพิ่มขึ้นมาเป็นโทนสีขาว หรือที่เรียกว่า Pearl Brilliant White

สำหรับมิติตัวรถนั้นได้มีการอิงสไตล์การออกแบบให้มีมิติที่ใกล้เคียงกับรถในซีรี่ส์ DR ที่กล่าวได้ว่าเป็นรถในแบบแอดเวนเจอร์ขนานแท้ของ Suzuki ที่สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ขับขี่สายแอดเวนเจอร์ ซึ่งพวกเขาก็ระบุว่า V-Strom ใหม่นี่มีรูปแบบของ DR-Big styling ที่พร้อมลุยทุกเส้นทางนั่นเอง ด้วยเครื่องยนต์ V-twin สูบเอียง 90 องศา ระบายความร้อนด้วยน้ำออกแบบมาให้มีการส่งกำลังที่นุ่มนวล ให้แรงบิดที่แข็งแกร่งทุก รอบความเร็ว ซึ่งปรับจูนให้แมทซ์กับระบบหัวฉีด electronic fuel injection ที่ป้อนเชื้อเพลิงได้แม่นยำมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เครื่องยนต์มีค่ามลภาวะที่ต่ำเพราะประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันช่วยให้มีค่าประหยัดเชื้อเพลิงสูงขึ้นอีกด้วย และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในระดับ Advanced electronics ที่ทางโรงงานได้ปรับเซ็ทคุณสมบัติที่ดีในรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ต่ำ หรือ Low RPM Assist ที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการขับขี่ในรอบต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไฮไลท์อีกอย่างก็คือวงล้อแบบ tubeless ที่เป็นวงล้อซี่ลวด gold-anodized spoke-style wheels พร้อมทั้งติดตั้ง การ์ดแฮนด์ และที่ครอบเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มการป้องกันการกระแทกหรือการปะทะที่ไม่คาดคิดขณะขับขี่ในเส้นทางทุรกันดารเนื่องจากฐานผู้ใช้ V-Strom 650 โดยมากจะเป็นการขับขี่ในแนวทัวริ่ง ดังนั้นการออกแบบจึงพยายามรักษาสมดุลให้รถอยู่ในจุดที่เหมาะสมพร้อมรองรับการขับขี่ในทุกๆวันทุกๆช่วงเวลาเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายผ่อนคลายขณะขับขี่ ไม่ตึงเครียดกับการขับที่ทางไกล ขณะเดียวกันก็ขับขี่ได้บนเส้นทางที่สมบุกสมบัน ดังนั้นรถรุ่นนี้ จึงได้รับการออกแบบมาให้ไร้ความตึงเครียดในการใช้งานประจำวัน ขณะเดียวกันก็สบายๆกับการเดินทางไกลกับทุกสภาพเส้นทาง นี่คือรถเพื่อตอบสนองความสนุกสนานในการขับขี่อย่างแท้จริง

องค์ประกอบอีกอย่างที่ต้องพูดถึงก็คือระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่ติดตั้งมาที่เสริมให้รถรุ่นนี้เป็นเป็นรถพิกัดมิดเดิลเวทที่น่ามหัศจรรย์ อย่าง Suzuki Advanced Traction Control System  Easy Start System , Low RPM Assist รวมทั้ง ABS ซึ่งข้อมูลการใช้ การปรับเซ็ทระบบต่างๆเหล่านี้ จึงสามารถดูได้จากจอแสดงผลหรือเรือนไมล์ Multifunction illumination-adjustable instrument panel

ขณะที่ในส่วนของเครื่องยนต์นั้น ใช้แหล่งขุมพลังมาจากพื้นฐานเครื่องยนต์ของ SV650 ซึ่งมีการนำมาพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในการขับขี่แบบทัวริ่งเป็นระยาทางไกล โดยการปรับชิ้นส่วน อย่าง Low-friction resin coated pistons และ SCEM coated cylinders

ซึ่งเครื่องยนต์มาพร้อมกับระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของSuzuki นั่นคือ fuel injection system ที่เป็นแบบ SDTV – Suzuki Dual Throttle Valve ที่มีเรือนลิ้นเร่งขนาด 39 มม. โดยที่ the secondary throttle valve หรือวาล์วตัวที่สองนั้นควบคุมการเปิดปิดด้วย servo motorซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เครื่องยนต์มีการ
ส่งผ่านกำลังออกมาได้อย่างนุ่มนวล ขณะที่หัวใจสำคัญในการจัดการการทำงานระบบการจัดการเครื่องยนต์ ECM-Engine Control Moduke ได้รับการปรับเซ็ทใหม่ให้มีความเหมาะสมกับเครื่องยนต์ของ V-Strom 650 ที่ได้รับการอัพเดทในส่วนของระบบไอดีไอเสียมา intake และ exhaust system ใหม่  ที่น่าสนใจก็คือ ยังมีอีกเวอร์ชั่นที่แยกย่อยออกไปด้วยวัตถุประสงค์คือ dressed for real adventure หรือแต่งหน้าเสริมตาเล็กน้อย เพื่อให้ได้ฟิลของความเป็นรถในแบบแอดเวนเจอร์ที่แท้จริง ดังนั้นสีของเวอร์ชั่นนี้ จึงมาพร้อมกับโทนดำ ที่เรียกว่า Grass Sparkle Black paint with blue graphics ขณะที่วงล้อซี่ลวดจะเป็น spoke-style wheels with blue anodized aluminium rims แปลง่ายๆก็คือล้อมิเนียมอะโนไดซ์สีน้ำเงิน  มีการ์ดมือ และกันแคร๊งค์ติดตั้งมาให้จากโรงงาน อีกทั้งยังติดตั้งบังลม หรือ windshield แบบปรับระดับได้มาให้ และยังติดตั้งกล่องอลูมิเนียม ขนาด 37 ลิตร มาให้อีกด้วย

75 ปี Lambretta เปิดตัวใหม่สองโมเดล

สำหรับปีนี้เป็นวาระครบรอบ 75 ปี ของ Lambretta ที่มีความเป็นมาในแวดวงรถจักรยานยนต์ในช่วง 1947-2022 ก็รวมเบ็ดเสร็จเป็นตัวเลขดังกล่าว ดังนั้นทาง Lambretta จึงทยอยจัดกิจกรรมในวาระพิเรศษรวมทั้งเปิดตัวสองโมเดลใหม่ อย่าง G350 SPECIAL กับ X300 ซึ่งในรุ่น GT350 นั้นจะเป็นเรือธงของค่าย

ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาได้ส่ง G-SPECIAL ออกมาจัดแสดงในงาน 2019 EICMA โดยในตอนนั้นได้ใช้ชื่อว่า G325Special ก่อนจะพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด G350 ในปัจจุบัน และเนื่องจากช่วงเวลานี้เป้นวาระครบรอบ 75 ปี ของค่าย พวกเขาจึงส่ง G350 Special นี้ออมาเผยโฉม พร้อมจัดวางตำแหน่งให้เป็นเรือธงของค่ายอีกด้วย ซึ่งจะมีราคาเริ่มต้นที่ 7,200 ยูโร สำหรับตัวรถนั้นยังคงความคลาสสิคแบบดั้งเดิม ด้วย steel full monocoque frame โดยเน้นความเป็น High quality หรือชิ้นส่วนคุณภาพสูงรวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต ให้สมกับความเป็นรถระดับเรือธงของค่าย

ขณะที่ X300 นั้นจะเป็น high-end innovative design คือออกแบบให้มีความทันสมัยว่ากันว่า นี่คือการเปิดตัวที่ค่อนข้างสร้างความเซอร์ไพรส์ เพราะนี่คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไลน์อัพใหม่ของ Lambretta กับ X-series โดยกระบวนการออกแบบและขั้นตอนการผลิตอยู่ภายใต้ความสนใจอย่างใกลชิดของประธานอย่าง Walter Scheffrahn ที่เป็น Presdent of Lambretta
สำหรับ X300 กล่าวได้ว่าเป็น new generation ของ Lambretta ที่ต้องารรถในซีรี่ส์ใหม่ออมาสู่ตลาด ด้วยความทันสมัย ความเป็นสปอร์ตที่มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็น Lambretta ควบคู่กันไป

SYM Jet X

กล่าวได้ว่า Jet series คือหนึ่งในไลน์อัพรถสกู๊ตเตอร์ที่สร้างชื่อให้กับ SYM มาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าสิบปีในตลาดยุโรป ที่ริเริ่มส่ง Jet14 ออกไปทำตลาดและยังคงขายได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ก่อนที่ล่าสุดทาง SYM ได้อัพเกรดเวอร์ชั่นล่าสุดของ Jet Series ออกมา ก็คือ Jet X TCS ที่ถือว่าเป็นตัวท็อปของซีรีส์ ที่เคลมว่า นี่คือ high-end specs ที่จัดเต็มไม่เพียงแค่ภาพลักษณ์ดุดันในสไตล์รถแข่ง แต่ยังเพียบพร้อมด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ทั้งเพื่อตอบสนองความสะดวกสบาย ความหรูหราดูดี และความปลอดภัย ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่ครบเครื่องของสกู๊ตเตอร์ระดับสุดยอดของค่าย

หัวข้อสำคัญของการอัพเกรดตัวท็อปของ Jet Series อย่าง Jet X TCS นั่นก็ชัดเจนจากรหัสย่อท้ายรุ่น ก็คือ TCS ที่มาจาก Traction Control System ที่จะช่วยลดแรงเสียดทานที่เกิดกับพื้นถนน ลดความเสี่ยงในการสูญเสียการควบคุมขณะขับขี่ด้วยความเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะกำลังเร่งความเร็ว โดย TCS จะป้องกันล้อหลังไม่ให้มีอาการสไลด์ขณะเริ่มเร่งความเร็ว หรือขณะกำลังออกตัว รวมทั้งขณะขับขี่ในโค้ง

แม้รูปโฉมจะออกแบบให้มีความดุดันโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับของสกู๊ตเตอร์พันธ์แรง ทว่ามิติการขับขี่ ท่าทางการนั่งนั้นล้วนออกแบบเพื่อตอบสนองความรู้สึกที่สะดวกสบาย ให้การควบคุมที่ผู้ขับขับขี่ได้อย่างสบายๆสนุกสนานกับการขับขี่ นอกจากนี้ก็ยังคงมีองค์ประกอบที่ดูเหมือนว่าจะเป็นพิมพ์นิยมของรถในโมเดลปีล่าสุดนี้ของ SYM ก็คือ LED Lighting และ LCD Instrument รวมทั้ง Keyless System 2.0 และ Quick Charge 2.0

สำหรับพื้นฐานเครื่องยนต์นั้น จะเป็นแบบ 4valve Liquid Cooled Engine ซึ่งจะมีสองขนาดความจุเครื่องยนต์ให้เลือก คือ 125 และ 150 ซีซี โดยรายละเอียดตัวรถมีข้อมูลดังนี้

Keeway E-Zi Mini

Keeway ส่งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ในรูปแบบสกู๊ตเตอร์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในเมืองออกมาสู่ตลาดที่พวกเขาบอกว่า นี่คือสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าที่ทันสมัย และเป็นยานยนต์ไฟฟ้าที่มีความฉลาดด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการช่วยจัดการด้านต่างๆ

ช่วยให้มีระยะการขับขี่ที่เพิ่มขึ้น ควบคุมง่ายขับขี่สะดวก ชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว โดยในซีรีส์รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าของ Keeway ในกลุ่มที่ใช้ชื่อ E-Zi นั้นจะมีสามโมเดล แต่ที่เรานำมาแนะนำกันนี้ คือ E-Zi Mini ที่มีน้ำหนักเบาควบคุมง่ายคล่องตัว มาพร้อมกับมอเตอร์ขนาด 1,000 วัตต์ ใช้แหล่งพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ขนาด 48 โวลท์ 20 แอมป์ โดยมีระยะทำการมากถึง 60 กม. ซึ่งตัวรถ E-Zi Mini จะมีโหมดการขับขี่มาให้เลือกใช้สองโหมด คือ Power กับ Eco

MALAGUTI MADISON 150

MALAGUTI MADISON 150 โมเดลใหม่ล่าสุดรถสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมี่ยม ในคลาส 150 ซีซี ที่ถ่ายทอดDNA อิตาเลียนดีไซน์ ในรูปโฉมสุดโฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าอารมณ์ โดย MALAGUTI (มาลากูติ) คือ แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์สัญชาติอิตาเลี่ยนในประวัติศาสตร์ ถือกำเนิดขึ้น ณ เมืองโบโลญญ่า ประเทศอิตาลี ซึ่งถือเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่ และมีชื่อเสียงว่าเป็นเมืองต้นกำเนิดของแบรนด์ดังในแวดวงยนตกรรมระดับโลกมากมาย

 

 

โดยผู้ก่อตั้งแบรนด์ MALAGUTI คือ ANTONIO MALAGUTI (อันโตนิโอ มาลากูติ) ที่ย้อนกลับจากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ในปี 1930 ได้เริ่มทดลองติดตั้งเครื่องยนต์เข้ากับรถจักรยาน จนภายหลังได้พัฒนามาสู่รถมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์แบรนด์ MALAGUTI ในเวลาต่อมา ซึ่งหากนับระยะเวลาจากจุดเริ่มต้นเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน ก็เรียกได้ว่า เป็นแบรนด์ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานเกือบ 100 ปี

และแม้ในช่วงที่ผ่านมาแบรนด์ MALAGUTI จะเน้นทำตลาดในประเทศทางฝั่งยุโรปเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ในประเทศ อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน เนเธอร์แลนด์ และ สวิตเซอร์แลนด์ เป็นต้น จึงทำให้การมาบุกตลาดในบ้านเราในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าแบรนด์ MALAGUTI พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าลุยตลาดทางฝั่งเอเชีย โดยผนึกกำลังจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง MALAGUTI อิตาลี กับ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายในภูมิภาคนี้ และยุโรป สำหรับการเปิดตัวครั้งแรกในไทย! ประเดิมด้วยโมเดลใหม่ล่าสุด MALAGUTI MADISON 150 รถสกู๊ตเตอร์สปอร์ตพรีเมียม ที่ถ่ายทอด DNA อิตาเลียนดีไซน์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว สปอร์ต เร้าใจ มาพร้อมเครื่องยนต์ พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ สูบเดี่ยว 4 วาล์ว เทคโนโลยีหัวฉีด (Bosch EFI) พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Liquid cool)

โดดเด่นด้วยดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้าย ในมิติล้ำสมัย เทคโนโลยี FULL LED หน้าจอเรือนไมล์แบบ LCD DISPLAY DYNAMIC MOTION ที่มาเติมสีสันให้ชีวิตตั้งแต่เริ่มบิดสตาร์ท พร้อมความพรีเมียมที่มาในดีไซน์ของรีโมทกุญแจ กับประโยชน์ด้านความปลอดภัย ที่เสริมการปลดล็อคอีกขั้นก่อนบิดสตาร์ทออกตัว เสริมความมั่นใจในทุกการเบรก ด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรกแบบ CBS ถังน้ำมันขนาดใหญ่ จุได้ถึง 10 ลิตร ตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และให้ความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตยุคใหม่ ด้วยฟังก์ชั่น USB CHARGING SOCKET สำหรับชาร์จอุปกรณ์สื่อสาร

\

MALAGUTI MADISON 150 มีให้เลือกถึง 4 สีด้วยกัน ได้แก่ VIBRAN MATT RED SATIN (สีแดง), VENGEANCE NIGHT BLACK (สีดำ), EMPTINESS FORCE WHITE (สีขาว), และ MAMBAS MATT GREEN SATIN (สีเขียว) ที่มาพร้อมราคาค่าตัวสุดเซอร์ไพรส์ในราคาแนะนำ ที่ 79,800 บาท

All New Click160 “นำหน้า…อย่างจ่าฝูง” The Alpha Of Speed

แรงกว่าเดิม! All New Click160 รถสปอร์ต เอ.ที. รุ่นใหม่ล่าสุด เทคโนโลยี eSP+ ดีไซน์ใหม่รอบคัน สปอร์ตเร้าใจแบบเต็มขั้น ขี่มัน เร้าใจหลังจากที่ ฮอนด้า ได้เปิดตัวโมเดลใหม่ All New Click160 รถสปอร์ต เอ.ที. สปอร์ตเต็มขั้น มาพร้อมสมรรถนะขั้นสุด ดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ผสานความแรงและความโฉบเฉี่ยวไว้ด้วยกัน โดยมี เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์ ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวไทยในเจลีกเป็นพรีเซนเตอร์ผู้ถ่ายทอด DNA ของความเป็นผู้นำจ่าฝูง จนเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

All New Click160 รถสปอร์ต เอ.ที. รุ่นใหม่ล่าสุด คอนเซ็ปต์ “นำหน้า…อย่างจ่าฝูง” The Alpha Of Speed โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่รอบคัน เส้นสายตัวรถให้อารมณ์ความสปอร์ตแบบเต็มขั้น ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ แบบ Dual LED Headlight เส้นสายเฉียบคมยิ่งขึ้น พร้อมไฟท้ายดีไซน์เท่ไม่เหมือนใคร และระบบไฟ LED รอบคัน ขี่ไปไหนก็สว่างชัดเจนทุกเส้นทาง ในรุ่น ABS มาพร้อมโลโก้ Click160 สีทองใหม่ สะท้อนความสปอร์ตพรีเมียม โดดเด่นที่สุดบนท้องถนนAll New Click160 มาพร้อมเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในรถสปอร์ต เอ.ที. ให้ความคล่องตัวด้วยชุดเฟรมใหม่ eSAF มาพร้อมน้ำหนักที่เบาขึ้น แข็งแรงทนทาน โดยการอัดขึ้นรูป และเชื่อมด้วยระบบเลเซอร์ ช่วยให้การขับขี่คล่องตัวทุกเส้นทาง แรงด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ใหม่ eSP+ สูบเดี่ยว 4 จังหวะ SOHC 4 วาล์ว ขนาด 156.93 ซีซี จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยระบบสายพาน V-Matic ส่งกำลังแรงต่อเนื่องเต็มสมรรถนะ สมูท ลื่นไหล ควบคู่ความประหยัดเต็มขั้น แรงม้า ดีไม่มีตก ด้วยระบบการฉีดพ่นละอองน้ำมันให้ลูกสูบ Piston Oil jet เพื่อระบายความร้อน และลดการเสียดทานของกระบอกสูบ

แผงหน้าปัดของ Honda Click160 เป็นแบบดิจิตอล ใช้งานง่าย แสดงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ครบถ้วนทุกฟังก์ชัน ที่ชาร์จไฟสำรอง USB Type A บริเวณที่เก็บของคอนโซลหน้า เบาะนั่งที่กว้างขึ้น พื้นเหยียบเพิ่มให้สามารถขยับเท้าได้สบาย ให้ทุกการขับขี่ไม่มีสะดุด ตอบโจทย์ทุกการเดินทางAll New Click160 มีให้เลือก 2 รุ่น ในราคาแนะนำ เริ่มจากรุ่น Standard มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ, สีขาว-ดำ และ สีแดง-ดำ ราคา 63,500 บาท และรุ่น ABS มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ และ สีขาว-ดำ ราคา 69,900 บาท

ความรู้สึกหลังการทดสอบขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์
กอล์ฟ ไรดิ้ง
ได้จัดเต็มๆ กับการใช้งานจริงๆ บนท้องถนน 3 วัน ความรู้สึกแรกที่ได้นั่ง คือ รถดูมีมิติที่ล่ำมากกว่าเดิม ที่วางเท้ากว้างขึ้น แต่ยังรู้สึกเล็ก และกระชับดี เบาะไม่สูงมากความสูงของผม 168 ยืดได้เกือบเต็มเท้าเหลืออีกนิดเดียวออพชั่นเหมาะใช้งาน Click 160 ให้ที่ชาร์จ USB-A มาที่ช่องเก็บของบนคอนโซลด้านซ้าย ตำแหน่งเหมาะที่จะเสียบชาร์จมือถือที่ติดตั้งบนแฮนด์ ช่องเก็บของใต้เบาะมีขนาด 18 ลิตร ใหญ่กว่าเดิม ฮอนด้าบอกว่าสามารถใส่หมวกครึ่งใบได้ 1 ใบ กุญแจรีโมท สมาร์ทคีย์ กดที่ปุ่ม(เตาแก๊ส) เพียงทีเดียวก็พร้อมสตาร์ท ง่าย และสะดวก
สำหรับ การขับขี่ ต้องอึ้ง และทึ่ง แบบไม่ได้อวยจริง กับอัตราเร่ง ดีงามพระรามแผงศร มันชัดเจนกว่ารุ่น 150 มากๆ พุ่งออกตัวได้เร็ว และยังสามารถบิดต่อแบบไม่ต้องรอ กระแทกคันเร่งส่งไปได้เลย ระดับความเร็วต้น และกลาง จากความเร็ว 30-60-90 กม./ชม. มีความต่อเนื่อง แต่พอขึ้นถึงร้อยมาแบบเรื่อยๆ ไม่ได้จี๊ด แต่แช่ได้ยาวๆ โดยที่เครื่องยนต์ไม่มีอาการสะท้าน แบบนี้ คงพร้อมสำหรับการโมฯ ชุดข้าง เพิ่มเติมน่าจะดันและไหลได้อีกนิดหน่อยตัวรถที่ไม่กว้าง และไม่ได้ใหญ่จนเกินไป ทำให้มีความคล่องตัว ด้วยวงเลี้ยวที่แคบด้วย ซอกเล็กๆ ก็เข้าไปได้ เรื่องของรถติดไม่ต้องห่วง ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่รถไหลๆ ซิกแซกนี่พลิ้วเลย ท่านั่งก็สบายๆ ด้วยเบาะที่มันกว้างขยับได้สะดวกดี แม็กหน้ากว้างยางใหญ่อัพไซส์ ก็ลองสาดเข้าโค้งกว้างๆ ดู อืมมม..มั่นใจได้ แต่ก็ต้องระวังด้วยถ้าถนนมันลื่นก็ เบาๆ หน่อยแล้วกันระบบเบรก ดิสก์หน้า-หลัง ใช้งานแล้วรู้สึกมั่นใจ ข้างหน้า ABS ซะด้วย แต่ที่แปลกก็คือ รางวงแหวนเซ็นเซอร์จะเจาะที่จานดิสก์ ระยะที่ไม่ถี่เหมือนรางแยก และไม่สามารถเอาจานแต่งมาใส่ได้เพราะ ไม่มีรางเซ็นเซอร์นั่นเอง ระยะทำการของการเบรกสั้นกว่าเดิมเพราะขนาดจานที่ใหญ่กว่าเดิมด้วย ดิสก์เบรกหลัง กับรถออโตเมติกขนาดเล็กๆ ลองใช้หนักแล้วท้ายปัดเหมือนกันนะ แต่มีแล้วอุ่นใจ เพราะมันสามารถช่วยให้เราชะลอแล้วเสี้ยวเข้าโค้งได้ง่ายขึ้น เหมือนเป็นเอนจิ้นช่วย ถ้ากดเบรกหน้าคงพับรับแรงปะทะกับพื้นแน่นอน
สรุปโดยรวมๆ ส่วนผมชอบอัตราเร่งของเครื่องยนต์ เร่งออกตัวหรือเร่งออกจากจุดเลี้ยวดีมากเลย ยางใหญ่ใส่โค้งได้ไม่กลัวเลย รูปลักษณ์ขนาดของรถดีไซน์สปอร์ตน้ำหนักเบา ทำให้คล่องตัว ใครที่อยากได้รถขี่สนุกใช้ในเมือง ก็นี่ไง Click160 มันขี่มันจริงๆ

 

Keeway Versilia 150 New Icon of Style : สนุกทุกความท้าทาย…เป็นใครก็มันส์ได้

คีเวย์ ประเทศไทย เดินหน้ารุกตลาด ตอกย้ำการเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 10 ปี ในประเทศไทย สร้างความมั่นใจ ด้วยตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ และที่สำคัญในการก้าวสู่ปีที่ 11 นั้น ทางบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการบริการ โดยได้ผนึกกำลังกับ Benelli Servizio ที่พร้อมจัดจำหน่าย และให้บริการกับรถจักรยานยนต์คีเวย์ทุกคัน เพื่อขยายการบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญศูนย์บริการทุกแห่งจะได้รับการอบรมด้วยมาตรฐานเดียวกับทางเบเนลลี่

Versilia 150 มาพร้อมความสนุก ในสไตล์ของอิตาเลี่ยนสกู๊ตเตอร์ ในคลาส 150 ซีซี ออโตเมติกพรีเมี่ยม โดดเด่นด้วยการออกแบบ แฝงด้วยกลิ่นอายของความคลาสสิก และยังให้ความสำคัญกับสมรรถนะและการใช้งานของผู้ขับขี่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ 149.6 ซีซี 1 สูบ 4 จังหวะ พร้อมจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบ EFI ให้กำลังสูงสุด 7.2 กิโลวัตต์ ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 10.5 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบ/นาที

Versilia 150 ตอบโจทย์การใช้งานด้วยกุญแจแบบ Keyless พร้อมเสียงสัญญาณป้องกันการโจรกรรม โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบ Full LED ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ดูหรูหราทันสมัย ​​โดยไม่ทำให้ทัศนวิสัยลดลง พร้อมแถบไฟ LED DRL daytime running light สุดล้ำพาดผ่านด้านหน้า ครอบคลุมสัญญาณไฟเลี้ยวที่เพรียวบาง เรือนไมล์ได้รับการออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่มีสไตล์ มีพร้อมพอร์ตชาร์จไฟสำรองแบบ USB ที่อยู่ภายในกล่องหน้ารถ และที่เก็บของใต้เบาะ U Box ขนาด 23 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน๊อคเต็มใบได้ ถังน้ำมันขนาด 5.6 ลิตร นั่งสบายด้วยเบาะสไตล์วินเทจแบบ 2 ตอน ระบบกันสะเทือนหน้าและหลังแบบเทเลสโคปิก วงล้ออัลลอยด์สีดำขนาด 12 นิ้ว ยางหน้า 120/70 และหลัง 120/70 เน้นความคล่องตัว ด้วยวงเลี้ยวที่แคบ เหมาะกับการใช้งานในเมือง เพิ่มความทันสมัยและความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้าขนาด 185 มม.

Versilia 150 มีให้เลือก 2 เวอร์ชั่น ได้แก่ Versilia 150 Standard สี ROSSO CORSA RED (แดง) ราคาแนะนำ 61,200 บาท และ Versilia 150 Special Keyless สี SUPER WHITE (ขาว) และ สี LAVA GREY (เทา) ราคาแนะนำ 63,500 บาทพร้อมการรับประกัน 3 ปี 30,000 กิโลเมตร


ความคิดเห็นหลังการทดสอบขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ (กอล์ฟ ไรดิ้ง)
ป๊าดดดด…ดีเกินคาด ถ้ากล้าเปิดใจรับจะได้สิ่งใหม่ๆ Keeway Versilia 150 รถจักรยานยนต์ สไตล์สกู๊ตเตอร์ ดีไซน์คลาสสิค ผสมผสานความโมเดิร์นให้เข้ากับยุคสมัย งานประกอบชิ้นส่วนไม่ก๊อกแก๊ก ขนาดกำลังดี และน้ำหนักตัวไม่เยอะมาก ทำให้การคอนโทรลเบาแรง มีหวิวๆ ในช่วงแรกๆ พอเริ่มคุ้นเคยก็ควบคุมง่ายขึ้น เบาะใหญ่นั่งสบาย ที่วางเท้ากว้าง ขยับขาได้สะดวก เบาะสูงไปหน่อยสำหรับรถสกู๊ตเตอร์ ผมสูง 168ต้องเขย่งเล็กน้อยเครื่องยนต์แบบสูบเดี่ยว ที่ให้มา 150ซีซี เสียงนุ่มๆ มีอัตราเร่งดี ออกตัวพุ่งเร็วไม่น่าเชื่อและมีความต่อเนื่องของรอบเครื่องยนต์โดยที่ไม่มีจังหวะกระตุก คันเร่งเบาไม่หนักบิดได้ลื่นๆ การเร่งแซงก็ทำได้ดีแต่ต้องอยู่ในความเร็วระดับ 60-70 กม./ชม. จะพุ่งขึ้นได้เร็ว ถ้าเกิน 80 กม./ชม. จะขึ้นช้าไปหน่อย แต่สำหรับช่วงปลายๆ ความเร็วก็คงที่อยู่ประมาณ 100-115 กม./ชม.มาที่ช่วงล่าง มันยังมีความกระด้างอยู่ สำหรับโช้คอัพหลัง ทำให้การเข้าโค้งแล้วมันรู้สึกขืนๆ เล้กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งเกินไป ใช้งานได้ปกติแต่ถ้ามีการซ้อนหรือบรรทุกก็จะช่วยได้ โช้คอัพหน้าอันนี้ผ่านได้เลย เพราะตอนที่ขับขี่ไปตกหลุมเต็มๆ มันซับได้ดีเลย ส่วนดิสก์เบรกหน้าถึงจานขนาดเล็ก แต่ทำงานได้ดีนะ และชุดปั๊มบนไม่แข็งกำได้นิ่มๆ ดรัมเบรกหลังเอาอยู่สบายๆ

SYM : 4MICA

ค่ายรถจากไต้หวัน ที่ก้าวไปสร้างชื่อในกลุ่มประเทศยุโรป โดยเฉพาะความโดดเด่นในเรื่องของรถประเภมสกู๊ตเตอร์ ซึ่งในไลน์อัพปี 2022 นี้ก็มีเปิดตัวสู่ตลาดยุโรปด้วยกันหลากหลายรุ่น และที่จะนำมาแนะนำกันก็คือรุ่น 4MICA ซึ่งชื่อรุ่นแปลง พ้องมาจากคำว่า Formica ในภาษาอิตาลีที่หมายถึง มด

ในการออกแบบของ 4MICA นั้น ทางSYM มีความต้องการที่จะผลิตรถที่ตอบสนองความต้องการใช้งานในชีวิตประจำวัน ในการใช้เดินทาง ใช้ไปจ่ายตลาด ท่องเที่ยว รวมทั้งไปทำธุระ กล่าวง่ายๆก็คงต้องเปรียบเทียบกับรถยนต์แล้วก็จะเข้าใจว่า 4MICA นี้ก็จะเป็นรถยนต์ในประเภท SUV นั่นเอง

สำหรับการออกแบบตัวรถนั้นไฮไลท์หนึ่งนั่นก็คือส่วนของพื้นที่คนซ้อน ที่ออกแบบให้เบาะคนซ้อนสามารถปรับเป็นพื้นที่บรรทุกของได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ โดยพื้นที่ดังกล่าวสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ไม่ต่ำกว่า 40 ก.ก. ขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆนั้นก็เป็นไปตามาตรฐานของรถสกู๊ตเตอร์หรือรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กควรจะมี ไม่ว่าเรือนไมล์แบบจอแอลซีดี ไฟหน้าหน้าแบบ LED

หรือแม้แต่ชาร์จโทรศัพท์แบบ Quick Charge3.0 เป็นต้น โดยรถรุ่นนี้จะมี ให่เลือกขนาดความจุเครื่องยนต์ 125 และ 150 ซี.ซี. โดยทั้งสองขนาดก็จะมีแบ่งสองเวอร์ชั่น คือแบบมาตรฐานกับแบบที่ติดตั้งระบบ ABS

VESPA ELECTRICA

สัญลักษณ์ที่แสดงถึงความยอดเยี่ยมจากค่ายรถอิตาลีอย่างแบรนด์  VESPA ที่เปิดไลน์การผลิตล่าสุด ที่บ่งถึงความเป็น Italian technology ที่ดีรวบรวมความโดดเด่น ทั้งคุณสมบัติด้าน การเชื่อต่อที่ก้าวหน้า กลไกการทำงานที่เงียบมีประสิทธิภาพ การตกแต่งที่หลากหลาย และ อุปกรณ์เสริมที่พร้อมตอบสนองความต้องการ ที่สำคัญคือ คำนึงถึงสภาพแวดล้อม

โดยที่ยังคงความโดดเด่นเป็นตัวเองในรูปแบบของ Vespa ที่กล่าวมานั้น คือสิ่งที่ผสมผสานกันจนสมบูรณ์แบบ และพัฒนาออกมาเป็น Veapa Electrica ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากกลุ่มธุรกิจยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่าง Piaggio ที่เน้นให้ Electrica เป็นรถที่ใช้งานง่าย ขับขี่สบายเป็นไปตามธรรมชาติของสกูตเตอร์ แม้ว่านี่จะเป็นรถไฟฟ้าก็ตาม ว่ากันว่าทาง Piaggio มีเป้าหมายในการพัฒนาให้ Vespa Electrica ให้เป็นที่สุดของผลิตภัณฑ์ที่จะรุกเข้าสู่ตลาด electric mobility หรือตลาดรถจักรยานยนต์ไฟฟ้านั่นเอง

สำหรับ Vespa Electrica นั้น เปิดตัวกันไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วในระหว่างงาน 2021EICMA ที่อิตาลี เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ที่หันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมกันมากขึ้น รวมทั้งกระแสเติบโตอย่างต่อเนื่องของยานยนต์ไฟฟ้าในตลาดยุโรปที่เพิ่มจำนวนผู้ใช้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้งานในพื้นที่เขตเมือง

แต่ในไรดิ้งฉบับนี้เราได้นำอีกหนึ่งเวอร์ชั่น ก็คือ Vespa Electrica “RED” มาฝากกัน เพราะนี่คือความร่วมมืออีกครั้งระหว่าง Piaggio Group กับ RED ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ ที่ดำเนินกิจกรรมด้านสาธารณะกุศลมากมาย โดยองค์กรหรือมูลนิธิ ที่ใช้ชื่อว่า RED นี้ ก่อตั้งโดย นักร้องชื่อดังจากวง U2 อย่าง Bono และอีกคนก็คือ Boby Shriver ที่เป็นนักกฏหมาย นักเคลื่อนไหว รวมทั้งยังเป็นผู้มีบทบาทด้านสื่อสารมวลชนของอเมริกา ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กร RED นี้ขึ้นมา

ชื่อของ RED นี้ก็หมายถึง สีแดง ที่สื่อถึง เหตุการณ์ฉุกเฉิน เหตุด่วนอะไรทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อองค์กรดังกล่าว ที่เริ่มก่อตั้งครั้งแรกในปี 2006 ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเยียวยาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในเวลานั้น ปัจจุบันเป้าหมายหลักของ RED นั้นก็อยู่ที่การช่วยเหลือแก้ไขสถานการการระบาดของไวรัส COVID นับตั้งแต่ก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน RED นั้นสามารถระดมทุนได้เกือบ 700ล้านเหรียญ เพื่อสนับสนุนกองทุนต่างๆทั่วโลก ว่ากันว่า พวกเขาสามารถช่วยผู้คนได้มากกว่า 220ล้านคน ให้ที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ลำบากจากโรคภัยต่างๆ

เอาเป็นว่า RED ก็คือ องค์กรเพื่อการกศล และรถแบรนด์ Vespa ก็มีส่วนร่วมสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ ทาง Piaggio Group ได้ออกรถรุ่นพิเศษ ที่ใช้สีแดง อย่าง Vepa946 RED.ในปี 2017และ Vespa Primavera RED  ในปี 2020 ล่าสุดก็คือ Vespa ELECTRICA RED ที่จัดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ในแบบ Exclusive product  หากผู้อ่านคนใดที่ใช้ผลิตภัณฑ์มือถือไอโฟน ก็น่าจะเคยได้ยินว่า มีรุ่นสีพิเศษที่ใช้ชื่อว่า RED ด้วยเช่นกัน และนั่นหมายความว่า ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ในเวอรืชั่น RED นี้ ก็จะมีส่วนกับการทำบุญหรือบริจาคเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัยต่อมนุษยชาติผ่านองค์กรดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับ ผู้ขับขี่ที่เลือกครอบครอง Vespa Electrica RED ในทุกๆคันที่ขายได้นั้นก็จะ บริจาคสมทบทุนเข้ากองทุนดังกล่าวเป็นจำนวน 100 เหรียญสหรัฐ เพื่อนำไปใช้ต่อต้านการแพร่ระบาดของเชื่อCOVID

MotoMorini : X-CAPE

รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดจากค่าย Moto Morini ที่ทางค่ายบอกว่า นี่คือ a new way of motorcycling ซึ่งก็คงจะเป็นกลุ่มหรือประเภทรถใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่พัฒนาออกมาสู่ตลาด ขณะที่ผู้ขับขี่ทั่วไปคงจะมองว่า นี่ก็คือรถในสายแอดเวนเจอร์อีกรุ่นหนึ่งที่ออกสู่ตลาด

อย่างไรก็ตามทางค่ายระบุชัดเจนว่า นี่คือรถที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ ด้วยความเป็นรถในแบบ made in italy ที่จะคงความเป็นรถสายอิตาลี ด้วยการออกแบบที่น่าจับตามอง ด้วยความการออกแบบที่สวยงาม สมรรถนะที่ลงตัว พร้อมให้ความสนุกและสะดวกสบายในขณะขับขี่ ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ ที่ออกแบบเฟรมแบบ robust steel trellis พร้อมฟอร์คหน้าแบบอลูมิเนียม ที่ติดตั้งมาพร้อมกับวงล้อหน้า 19 นิ้ว และ วงล้อหลัง 17 นิ้ว โดยในส่วนของฟอร์คหน้านั้น มีขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับเซทได้ตามความเหมาะสมกับการขับขี่ทั้งขึ้นทางลาดชัน เข้าเส้นทางออฟโรด ซึ่งในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นทาง MotoMorini ได้จับมือกับผู้ผลิตระบบกันสะเทือนอย่าง Marzocchi โดยเฉพาะฟอร์คหน้านั้นเป็นแบบปรับตั้งค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่เบาะนั่งนั้นมีขนาดใหญ่ นุ่มนวล มีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้ซ้อน โดยตำแหน่งนั่งของผู้ซ้อนนั้นสูงจากพื้นเพียง 845 ม.ม. ขณะที่ตำแหน่งผู้ขับนั้นเบาะนั่งมีความสูงจากพื้นเพียง 820 ม.ม.คำแหน่งแฮนเดิลบาร์ ออกแบบมาให้มีความพอดี ไม่กว้างเกินไปและไม่อยู่ชิดกับผู้ขับขี่มากเกินไป ขณะเดียวกันได้ออกแบบให้มีการจัดวางตำแหน่งแฮนเดิลบาร์ไว้ทั้งสิ้น 6 ตำแหน่งที่แตกต่างกันไป ทั้งความสูงและระยะจากตัวผู้ขับขี่ เพื่อให้ได้รับความรู้สึกสะดวกสบายกับตำแหน่งท่าทางการขี่ที่เหมาะสมที่สุดหน้าจอแสดงผลหรือเรือนไมล์ ที่ติดตั้งมามีขนาด 7นิ้ว เป็นจอสีแบบ TFT ซึ่งถือว่าเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถแบบเดียวกันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด นั่นหมายความว่า ด้วยขนาดจอที่กว้างนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นข้อมูลต่างๆบนจอแสดงผลได้สะดวกง่ายดายมากกว่า

สำหรับระบบเบรกของรถนั้น แม้ว่าโดยพื้นฐานจะติดตั้ง ABS มาให้ แต่ก็สามารถที่จะยกเลิกการใช้งานได้ ขณะที่จะขับขี่บนเส้นทางวิบาก เพียงแค่การกดสวิทซ์ที่ติดตั้งอยู่บนแฮนเดิลบาร์ เมื่อคำสั่งบล็อกการทำงานของ ABS ทำงาน ก็จะมีสัญลักษณ์แสดงให้เห็นบนจอแสดงผล สำหรับในส่วนของระบบเบรกนั้นทาง MotoMorini ได้เลือกใช้เบรกจากค่าย Brembo เข้ามาเป็นผู้ดูแลชิ้นส่วนต่างๆในเรื่องของความปลอดภัยของระบบเบรกให้กับ X-CAPE

นอกจากนี้ทางฝั่งซ้ายของแฮนเดิลบาร์ก็จะมีสวิทซ์หรือปุ่ม สำหรับใช้สั่งการทำงานบนเมนูต่างๆของจอแสดงผล นอกจากการทำงานพื้นฐานทั่วไปแล้ว ทาง Motomorini ยังได้ติดตั้งระบบ wireless system มาให้ X-CAPE เพื่อช่วยในการแสดงขอมูลเกี่ยวกับแรงดันปัจจุบันของยางอีกด้วย ในส่วนของหน้าจอแสดงผลนั้นสามารถปรับเลือกแคกราวด์ได้สี่แบบ พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมารทโฟนผ่านบลูทูธ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการสื่อสารต่างๆได้โดยสะดวกอีกด้วย

ข้อมูลรายละเอียดของสเปคเบื้องต้นมีดังนี้

TECHNICAL SPECIFICATIONS

GENERAL MEASURES

Length x width x height: : 2190x905x1390

Wheelbase: 1470 mm

Dry weight: 213 kg

Seat height: 820mm/845mm

Fuel tank: 18L

Ground clearance: 175mm

CHASSIS:

Steel: trellis

Swingarm: alluminium

BRAKING SYSTEM:

Front brake: 298mm double discs,flfloating caliper, 2 pistons

Rear brake: 255mm single disc, 2 pistons

ABS: BOSCH ABS 9.1 Mb (switchable ABS)

RIMS: Tubeless Spoked rims

TYRES:

Front tyre: 110/80-19M/C

Rear tyre: 150/70-17M/C

ENGINE:

Engine type: L 2, 4 Strokes

Engine capacity: 649 cc

Bore x stroke: 83mm x 60mm

Compression: 11.3:1

Max torque: 56Nm/7000rpm

Max power: 44kW/60CV/8250rpm

Injection system: BOSCH EFI injection system

Max speed: 175 Km/h

Cooling system: liquid

Fuel distribution: DOHC twin cylinders 8 valves

Emission: euro 5

COLOURS:

Red, Red Passion

Grey, Smoky Anthracite

White, Carrara White

MOTO GUZZI V85TT GUARDIA D’ONORE

ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 MOTO GUZZI ได้รับเลือกเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ให้เข้ามาผลิตรถสำหรับใช้ในการรักษาความปลอดภัย หรือกล่าวง่ายๆคือ เป็นกลุ่มรถนำขบวนให้กับผู้นำประเทศ หรือประธานาธิบดีของอิตาลีในเวลานั้น และจากจุดนี้จึงมีส่วนทำให้แบรนด์นกอินทรีย์ของ MOTO GUZZI นี้ เป็นที่รู้จักและชื่นชอบในฐานะรถจักรยานยนต์ของชาวอิตาเลี่ยน

ล่าสุดจากงาน EICMA 2021 ปลายปีที่ผ่านมา นับเป็นวาระครบรอบ 75 ปี ของการร่วมมือระหว่างโรงงานผลิตแบรนด์ MOTO GUZZI กับกองทัพในส่วนของขบวนรถอารักขา จึงได้ทำการเปิดเผยรถรุ่นพิเศษเนื่องในวะระดังกล่าว ที่จะผลิตในแบบลิมิตเต็ดอิดิชั่น ภายใต้ชื่อ V85 TT Guardia d’Onore ซึ่งจะผลิตจำกัดจำนวนที่ 1946 คัน โดยแต่ละคันจะระบุหมายเลขที่ผลิตตั้งแต่ 1-1946 ไว้บนแฮนเดิ้ลบาร์แม้จะเป็นรุ่นพิเศษทว่าพื้นฐานสเปคนั้นยังคงเป็นไปตามรุ่นปกติอย่าง V85TT กับ V85TT Travel ที่มาพร้อมค่าไอเสีย Euro5 ขณะที่สมรรถนะของรถนั้นเน้นแรงบิดที่มากขึ้นในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ต่ำและกลาง รวมถึงมีการติดตั้งโหมดการขับขี่มา 5 โหมดเช่นเดียวกัน

โดยมี 2 โหมดขับขี่ใหม่ เพิ่มขึ้นจาก 3 โหมดขับขี่เดิม เพื่อช่วยให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีในการจัดการเกี่ยวกับ traction control ABS และ ride-by-Wire throttle รวมถึง cruise control กล่าวได้ว่า MOTO GUZZI พัฒนาเน้นมาทางส่วนของระบบอิเล็คทรอนิคส์มากขึ้นกับรถในกลุ่ม V85 โมเดลใหม่นี้ไม่น้อย โดยเฉพาะการออกแบบแพล็ตฟอร์มการทำงานด้านมัลติมีเดีย ที่เรียกว่า MOTO GUZZI MIA ที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนกับรถ พร้อมทั้งแสดงผลและทำงานร่วมกับจอแสดงผลต่างๆผ่านฟังก์ชั่นบนแผงเรือนไมล์ TFT จอสีที่อัพเกรดมาใหม่

ส่วนพืนฐานเครื่องยนต์ก็ยังคงเป็นไปตามมาตรฐานของMOTO GUZZI ที่เป็นเครื่องยนต์ 90องศา transverse V-twin ระบายความร้อนด้วยอากาศ อย่างไรก็ตาม2022 MOTO GUZZI V85TT Guardia d’ Onore ได้รับการเสริมแต่งให้มีความพิเศษในบางจุด เพื่อสร้างกลิ่นอายของความเป๋นรถนำขบวน ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ผู้นำประเทศเช่นช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่2 ตามที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นจึงมีองค์ประกอบบางอย่างที่ต่างจาก V85TT และ V85TT Travel ที่ออกมาก่อนอยู่บ้าง

รายละเอียดตัวรถมีดังนี้
Engine ; Transversal 90° V-twin, two valves per cylinder (titanium intake).
Cooling ; air
Displacement ; 853 cc
Bore and stroke ; 84 x 77 mm
Maximum power ; 76 CV (56 kW) – 7.500 rpm (Also available at 35 kW, A2 driver license).
Maximum torque ; 82 Nm – 5.000 rpm.
Compliance Meets European Directive ; Euro 5
Emissions ; 119 g/km (CO2)
Consumption ; 4,9 l/100 km
Gearbox ; 6 speed
Fuel tank ; 23 l (5 reserve).
Seat height ; 830 mm.
Dry weight ; 209 kg.
Kerb weight ; 230 kg
Front suspension ; Upside-down hydraulic telescopic fork Ø 41 mm, with adjustable extension and spring preload.
Rear suspension ; Swingarm Twin-sided with lateral mono shock absorber, adjustable extension and spring preload.
Front wheel ; Cross spoked tubeless wheel, 19” 110/80.
Rear wheel ; Cross spoked tubeless wheel, 17”150/70.
Front brake ; Double stainless steel floating disk Ø 320 mm, radial Brembo calipers with 4 opposed pistons.
Rear brake ; Stainless steel disk Ø 260 mm, floating 2 pistons caliper.
Features ; Display TFT, full LED lights, Ride by Wire, 5 Riding Mode (Street, Rain, Offroad, Sport, Custom), Cruise Control, Handguard, Aluminium sump guard, MGCT
Moto Guzzi Controllo di Trazione, Standard double channel ABS.

2022 Royal Enfield SG650 Concept

แฟนๆ ของ Continental GT และ Interceptor 650 ของ Royal Enfield ที่ลงทุนไปกับก่อนหน้านี้ และการได้เห็นโฉมของ SG650 Concept Bike การตีได้ถึงความนีโอเรโทร ทำให้มองหันกลับไปมองถึง Eicher Motors ซึ่งเป็นเจ้าของ RE ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อ “Royal Enfield Shotgun” ซึ่งมันอาจจะเป็นบทสรุปได้ว่าจะใช้เป็นการผลิตสำหรับแนวคิด SG650 ในอนาคต

ถึงแม้ว่า SG650 ยังคงเป็นคอนเซ็ปต์ไบค์ แต่การออกแบบดูแล้วมันอาจจะเป็นจริงได้แบบไม่ยาก เมนเฟรมจะไม่มีช่วงท้ายใช้บังโคลนหลังยึดติดแบบบ๊อบเบิ้ลที่มีเบาะนั่งแบบเดี่ยวซึ่ แผงด้านข้างที่ปิดช่องแอร์บ็อกซ์ รูปลักษณ์ที่ต่ำด้านหน้าและด้านหลังถูกเน้นด้วยยางขนาดใหญ่เนื้อแน่นๆ ดิสก์เบรกหน้าคู่จานแบบทึบ เพื่อเน้นสไตล์ที่เคร่งขรึมยิ่งขึ้น พร้อมกับระบบ ABS

ถังน้ำมันไปจนถึงกระจังหน้าไฟหน้าที่ดูเหมือนจะรวมเข้ากับแคลมป์ได้รับการแกะสลักเพื่อสร้างความประทับใจในความเร็ว ด้านบนประกอบด้วยชุดมาตรวัดรอบ/มาตรวัดความเร็วแบบ LED ทางด้านซ้าย และระบบนำทาง Tripper ใหม่ (เพิ่งเปิดตัวในรุ่น 2022 Royal Enfield Himalayan) ทางด้านขวา โครงร่างสีแบบโมโนโครมสีเงินถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนสมรรถนะใดๆ ได้ แต่ตัวเครื่องยนต์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบด้วยกระบอกสูบคู่ที่ปิดทึบ ท่อไอเสียแบบ dual peashooter สีดำยังคงเน้นไปที่แสงและความเข้มโดยใช้ตัวยึดท่อไอเสียอลูมินั่ม

วงล้อแม็กครอบทึบ โช้คอัพหน้าปรับรูปลักษณ์ดูทันสมัยขึ้นแบบหัวกลับ ในขณะที่โช้คอัพหลังคู่ตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์ของ รอยัล เอนฟิลด์ ไฟส่องสว่างด้านหน้ายังคงเป็นหลอดฮาโลเจน ในขณะที่ไฟที่เหลือเป็น LED