MotoMorini : X-CAPE

รถจักรยานยนต์รุ่นล่าสุดจากค่าย Moto Morini ที่ทางค่ายบอกว่า นี่คือ a new way of motorcycling ซึ่งก็คงจะเป็นกลุ่มหรือประเภทรถใหม่ล่าสุดของทางค่ายที่พัฒนาออกมาสู่ตลาด ขณะที่ผู้ขับขี่ทั่วไปคงจะมองว่า นี่ก็คือรถในสายแอดเวนเจอร์อีกรุ่นหนึ่งที่ออกสู่ตลาด

อย่างไรก็ตามทางค่ายระบุชัดเจนว่า นี่คือรถที่พวกเขาภูมิใจนำเสนอ ด้วยความเป็นรถในแบบ made in italy ที่จะคงความเป็นรถสายอิตาลี ด้วยการออกแบบที่น่าจับตามอง ด้วยความการออกแบบที่สวยงาม สมรรถนะที่ลงตัว พร้อมให้ความสนุกและสะดวกสบายในขณะขับขี่ ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ ที่ออกแบบเฟรมแบบ robust steel trellis พร้อมฟอร์คหน้าแบบอลูมิเนียม ที่ติดตั้งมาพร้อมกับวงล้อหน้า 19 นิ้ว และ วงล้อหลัง 17 นิ้ว โดยในส่วนของฟอร์คหน้านั้น มีขนาด 50 ม.ม. สามารถปรับเซทได้ตามความเหมาะสมกับการขับขี่ทั้งขึ้นทางลาดชัน เข้าเส้นทางออฟโรด ซึ่งในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้นทาง MotoMorini ได้จับมือกับผู้ผลิตระบบกันสะเทือนอย่าง Marzocchi โดยเฉพาะฟอร์คหน้านั้นเป็นแบบปรับตั้งค่าได้อย่างเต็มรูปแบบ

ขณะที่เบาะนั่งนั้นมีขนาดใหญ่ นุ่มนวล มีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้ขับขี่และผู้ซ้อน โดยตำแหน่งนั่งของผู้ซ้อนนั้นสูงจากพื้นเพียง 845 ม.ม. ขณะที่ตำแหน่งผู้ขับนั้นเบาะนั่งมีความสูงจากพื้นเพียง 820 ม.ม.คำแหน่งแฮนเดิลบาร์ ออกแบบมาให้มีความพอดี ไม่กว้างเกินไปและไม่อยู่ชิดกับผู้ขับขี่มากเกินไป ขณะเดียวกันได้ออกแบบให้มีการจัดวางตำแหน่งแฮนเดิลบาร์ไว้ทั้งสิ้น 6 ตำแหน่งที่แตกต่างกันไป ทั้งความสูงและระยะจากตัวผู้ขับขี่ เพื่อให้ได้รับความรู้สึกสะดวกสบายกับตำแหน่งท่าทางการขี่ที่เหมาะสมที่สุดหน้าจอแสดงผลหรือเรือนไมล์ ที่ติดตั้งมามีขนาด 7นิ้ว เป็นจอสีแบบ TFT ซึ่งถือว่าเป็นหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มรถแบบเดียวกันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาด นั่นหมายความว่า ด้วยขนาดจอที่กว้างนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นข้อมูลต่างๆบนจอแสดงผลได้สะดวกง่ายดายมากกว่า

สำหรับระบบเบรกของรถนั้น แม้ว่าโดยพื้นฐานจะติดตั้ง ABS มาให้ แต่ก็สามารถที่จะยกเลิกการใช้งานได้ ขณะที่จะขับขี่บนเส้นทางวิบาก เพียงแค่การกดสวิทซ์ที่ติดตั้งอยู่บนแฮนเดิลบาร์ เมื่อคำสั่งบล็อกการทำงานของ ABS ทำงาน ก็จะมีสัญลักษณ์แสดงให้เห็นบนจอแสดงผล สำหรับในส่วนของระบบเบรกนั้นทาง MotoMorini ได้เลือกใช้เบรกจากค่าย Brembo เข้ามาเป็นผู้ดูแลชิ้นส่วนต่างๆในเรื่องของความปลอดภัยของระบบเบรกให้กับ X-CAPE

นอกจากนี้ทางฝั่งซ้ายของแฮนเดิลบาร์ก็จะมีสวิทซ์หรือปุ่ม สำหรับใช้สั่งการทำงานบนเมนูต่างๆของจอแสดงผล นอกจากการทำงานพื้นฐานทั่วไปแล้ว ทาง Motomorini ยังได้ติดตั้งระบบ wireless system มาให้ X-CAPE เพื่อช่วยในการแสดงขอมูลเกี่ยวกับแรงดันปัจจุบันของยางอีกด้วย ในส่วนของหน้าจอแสดงผลนั้นสามารถปรับเลือกแคกราวด์ได้สี่แบบ พร้อมกันนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสมารทโฟนผ่านบลูทูธ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการสื่อสารต่างๆได้โดยสะดวกอีกด้วย

ข้อมูลรายละเอียดของสเปคเบื้องต้นมีดังนี้

TECHNICAL SPECIFICATIONS

GENERAL MEASURES

Length x width x height: : 2190x905x1390

Wheelbase: 1470 mm

Dry weight: 213 kg

Seat height: 820mm/845mm

Fuel tank: 18L

Ground clearance: 175mm

CHASSIS:

Steel: trellis

Swingarm: alluminium

BRAKING SYSTEM:

Front brake: 298mm double discs,flfloating caliper, 2 pistons

Rear brake: 255mm single disc, 2 pistons

ABS: BOSCH ABS 9.1 Mb (switchable ABS)

RIMS: Tubeless Spoked rims

TYRES:

Front tyre: 110/80-19M/C

Rear tyre: 150/70-17M/C

ENGINE:

Engine type: L 2, 4 Strokes

Engine capacity: 649 cc

Bore x stroke: 83mm x 60mm

Compression: 11.3:1

Max torque: 56Nm/7000rpm

Max power: 44kW/60CV/8250rpm

Injection system: BOSCH EFI injection system

Max speed: 175 Km/h

Cooling system: liquid

Fuel distribution: DOHC twin cylinders 8 valves

Emission: euro 5

COLOURS:

Red, Red Passion

Grey, Smoky Anthracite

White, Carrara White

KTM 250SXF DIGA Procross team

บังเอิญว่าได้ไฟล์ภาพลูกชายของแชมป์โมโตครอสโลก 10 สมัย อย่าง Stefan Everts ที่เปิดตัวเป็นนักแข่งของ KTM อย่างเป็นทางการ โดยจะลงแข่งครั้งแรกในสังเวียนระดับโลกอย่าง FIM Motocross World Championship รุ่น MX2 ด้วยวัย 17 ปี(เกิด06/08/2004) ที่ค่อยๆตามรอยพ่อด้วยการเริ่มแข่งขันในประเทศเบลเยี่ยมครั้งแรกช่วงปี 2011 จากนั้นค่อยๆไต่เต้าขึ้นมาในระดับยุโรปและเริ่มได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน เมื่อเข้าสู่การแข่งขันในระดับ จูเนียร์เวิลด์โมโตครอส ที่เป็นการแข่งขันปีละครั้งสำหรับนักแข่งเยาวชนจากทั่วโลกที่จะมาชิงชัยกัน จากนั้นก็ขยับเข้าสู่การแข่งขันแบบเต็มฤดูกาลในเกมระดับชิงแชมป์ยุโรป ที่ค่อยๆไต่เต้าในระดับ 68-85-125 ซีซี จนกระทั่งในปี 2018 ขณะอายุ 14 ปี ก็ได้รับการติดต่อให้เซ็นสัญญากับ KTM ในการสนับให้ลงชิงชัยระดับชิงแชมป์ยุโรป

โดย Liam Everts ลงแข่งในรุ่น EMX125 ก่อนที่ในปีที่แล้วจะขยับขึ้นไปแข่งในรุ่น EMX250 และในปีนี้เขาได้ก้าวเข้ามาแข่งในเวทีระดับเวิลด์แชมเปี้ยนชิพ รุ่น MX2 กับทีมระดับฟูลแฟคทอรี่ซัพพอร์ทอย่าง KTM DIGA Procross team กับรถแข่ง SX-F 250 โมเดลล่าสุด ที่นำมาปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยชิ้นส่วนอะไหล่จากแคตตาล็อก power parts ที่เป็นชุดคิทเพิ่มสมรรถนะต่างๆอย่างเป็นทางการของ KTM แน่นอนว่ารถแข่งนั้นเป็นโมเดลล่าสุด 2022 KTM SX-F250 ที่ในปีนี้มาพร้อมกับนิยามในการพัฒนาโมเดลใหม่นี้ว่า The Battle for Glory ที่พื้นฐานเดิมนั้นยังคงสเปคและยืนยันที่จะใช้ตามแนวทางเดิมในโมเดลก่อนหน้านี้ โดยเครื่องยนต์ที่ใช้อยู่นี้ผ่านการอัพเดทครั้งสำคัญในปี 2020 ที่ว่ากันว่า เครื่องยนต์รถโมดตครอส 250Fนี้ ได้รับการอัพเดทครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเครื่องยนต์จากเดิมให้มีความกระทัดรัดและมีสมดุลมากยิ่งขึ้น จนสามารถสร้างศูนย์รวมน้ำหนักที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม อีกทั้งยังลดน้ำหนักชิ้นส่วนของเครื่องยนต์จากเดิม

นับว่าเป็นเครื่องยนต์ที่ให้อัตราส่วนน้ำหนักต่อกำลังเครื่องยนต์ได้ดีมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถ 250F ด้วยกัน สรุปคือ การอัพเดทเครื่องยนต์ในปี 2020 นั้นยังสามารถใช้กับรถแข่งในโมเดลล่าสุดนี้ได้อย่างมั่นใจ ดังนั้นในส่วนของเครื่องยนต์ของ 2022 SX-F จึงไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก แต่สำหรับทีมแข่งนั้นสามารถปรับเปลี่ยนและมีทางเลือกตามกล่าวไปนั่นก็คือ racin kits ที่มีจำหน่ายในลิสต์ชิ้นส่วนของ power parts ของ KTM นั่นเอง อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีการปรับเปลี่ยนมากนักสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์รวมทั้งส่วนอื่นๆของตัวรถ แต่ SX-F250 ได้รับการพัฒนาในส่วนของระบบกันสะเทือน โดยติดตั้ง WP XACT suspension ที่ได้รับการอัพเดทมาล่าสุด ขณะที่ระบบอิเล็คทรอนิคส์นั้น ได้พัฒนาเพิ่มความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แม่นยำมากกว่าเดิม ด้วยระบบ traction control launch control variable engine mapping และ reliable starters ซึ่งทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็คทรอนิคส์นี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับการทำงานในส่วนของ engine management system นี้ ควบคุมโดย KEIHIN Engine Management system นอกจากนี้ยยังครอบคลุมถึงการสั่งงาน electronic fuel injection อีกด้วย ซึ่งในการทำงานเกี่ยวกับการจ่ายเชื้อเพลิงนี้ จะจัดการร่วมกับเรือนลิ้นเร่งขนาด 44 มม.ซึ่งระบบควบคุมนี้พัฒนาให้มีการตอบสนองต่อการเปิดปิดคันเร่งได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ

นอกจากนี้ในส่วนของ ECU นั้น ได้รับการออกแบบซอพแวร์ที่มีประสิทธิภาพประกอบค่า map ที่เที่ยงตรงแม่นยำเหมาะสมกับระบบไอเสียและการออกแบบฝาสูบอีกด้วย อย่างไรก็ตามในการแข่งขันในระดับ MX2 บนสังเวียนกรังด์ปรีซ์แล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สมรรถนะต่างๆของรถแข่งอย่างเต็มประสิทธิภาพเหนือกว่ารถแข่งมาตรฐาน ดังนั้น ตัวแข่งของ Liam Everts ย่อมแตกต่างไปจากรถ SX-F250 เวอร์ชั่นสแตนดาร์ต โดยเฉพาะการใช้ชิ้นส่วนพิเศษ power parts อย่างไรก็ตามพื้นฐานของรถแข่งโดยรวมนั้นถือว่ามาจาก 2022 SX-F250

สเปคเบื้องต้นดังนี้
ENGINE
TRANSMISSION 5-speed
STARTER Electric starter
STROKE 52.3 mm
BORE 78 mm
CLUTCH Wet multi-disc DS clutch, Brembo hydraulics
DISPLACEMENT 249.9 cm³
EMS Keihin EMS
DESIGN 1-cylinder, 4-stroke engine
CHASSIS
WEIGHT (WITHOUT FUEL) 99 kg
TANK CAPACITY (APPROX.) 7.5 l
FRONT BRAKE DISC DIAMETER 260 mm
REAR BRAKE DISC DIAMETER 220 mm
FRONT BRAKE Disc brake
REAR BRAKE Disc brake
CHAIN 5/8 x 1/4”
FRAME DESIGN Central double-cradle-type 25CrMo4 steel
FRONT SUSPENSION WP XACT-USD, Ø 48 mm
GROUND CLEARANCE 375 mm
REAR SUSPENSION WP XACT Monoshock with linkage
SEAT HEIGHT 950 mm
STEERING HEAD ANGLE 63.9 °
SUSPENSION TRAVEL (FRONT) 310 mm
SUSPENSION TRAVEL (REAR) 300 mm

 

2022 Yamaha Tenere700 Raid Prototype

นับตั้งแต่ Tenere700 ถูกผลิตขึ้นมา ก็ได้รับการตอบรับที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะในตลาดยุโรป นี่คือรถที่มีความต้องการในตลาดสูงรุ่นหนึ่งเท่าที่ Yamaha เคยส่งออกมาจำหน่าย ด้วยการเป็นที่ยอมรับของสมรรถนะในเครื่องยนต์ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีระดับตำนานของ Yamaha อย่าง CP2 engine ที่โดดเด่นในเรื่องของแรงบิดอันเป็นเอกลักษณ์ high-torque คือซิกเนเจอร์ของเครื่องยนต์ตัวนี้ ขณะที่โครงสร้างแชสซีส์นั้นออกแบบมาให้มีความกะทัดรัด ตามเป้าหมายในการออกแบบ คือ compact chassis แลมาพร้อมด้วยระบบกันสะเทือนที่มีช่วงยุบตัวที่ยาว ในแต่ละโมเดลแต่ละปีผู้ขับขี่จำนวนมากต่างเฝ้ารอการพัฒนาการอัพเกรดของรถรุ่นนี้อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นความยอดเยี่ยมของการต่ยอดพัฒนาสายพานการผลิตมาอย่างยาวนานนับจากการที่ Yamaha ริเริ่มเปิดสายพานการผลิตรถในกลุ่มแอดเวนเจอร์ครั้งแรกของตนเองในช่วงปี 1980

ous off-road คือเป็นรถในระดับจริงจังสำหรับการใช้งานในรูปแบบแอดเวนเจอร์ ไม่ว่า การเดินทางไกล การบุกตลุยเส้นทางที่ท้าทาย การใช้งานครอบคลุมทั้งแบบแรลลี่และแอดเวนเจอร์
ในช่วง 2-3 ปีมานี้ Yamaha มีกิจกรรมพิเศษต่อเนื่องสำหรับ Tenere700 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการจัดทำก่อนที่จะวางตลาดโมเดลล่าสุดของ Tenere700 ในแต่ละปี ซึ่งในแต่ละโมเดลนั้น Tenere700 จะได้รับการอัพเกรดพัฒนาในส่วนต่างๆเพิ่มเติมเสมอ

และล่าสุดได้เคลื่อนไหวเพื่อเรียนรู้และศึกษาแนวทางการพัฒนาของ Tenere700 ให้เข้าสู่นิยามที่ว่า the next level โดยการเปิดตัวรถต้นแบบของ Tenere700 ที่คาดว่าน่าจะเป็นสเปคอัพเดทล่าสุดที่จะผลิดออกมาเป้นไลน์อัพล่าสุด ซึ่ง Tenere700 Raid Prototype ได้เปิดเผยว่าทำการอัพเกรดด้วยการนำชิ้นส่วนและชุดคิด GYTR หรือ Genuine Yamaha Technology Racing มาติดตั้งให้กับตัวรถ พร้อมทั้งวางเส้นทางที่จะย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ที่ซึ่งโปรเจ็คพัฒนารถในตระกูล Tenere ได้กำเนิดขึ้นมา บนสังเวียนทะเลทรายของแอฟริกาดังนั้น Yamaha Europe จังได้พัฒนา High specification Raid bike เพื่อให้ Tenere700 มีสมรรถนะสูงสุดในแบบฉบับของรถ full Raid potential พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ Alessandro Botturi กับ Pol Tarres

นำรถต้นแบบโมเดลนี้ ฝ่าไปบนเส้นทางของทะเลทราย moroccan desert และนี่น่าจะเป็นเพียงโปรเจ็คแรกของกิจกกรม ที่เรียกว่า The next horizon ที่Yamaha มักจะวางเส้นทางสองสามแห่งสำหรับอดีตนักแข่งและแบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่จะขี่ Tenere ต้นแบบ เพื่อเรียนรู้และศึกษา การยกระดับ Tenere700 ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงนั่นเอง สำหรับข้อมูลของเจ้าต้นแบบหรือโปรโตไทพ์นี้ ตามที่กล่าวไปแล้วว่า ปรับเสริมด้วยชิ้นส่วนจาก GYTR เป็นหลัก เพราะฉะนั้นรายละเอียดของตัวรถจึงมิใช่ข้อมูลของเวอรืชั่นที่วางขายแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้ไม่นาน โมเดลล่าสุดของ Tenere700 ก็จะค่อยๆทยอยเปิดตัวออกมาในโอกาสถัดไป

ข้อมูลสเปคตัวรถ 2022 Yamaha
Ténéré 700 Raid Prototype
Full titanium Akrapovic race exhaust
GYTR ECU
High performance airbox and fi lter
48 teeth fi nal drive sprocket
Oversize radiator
Dual cooling fans
New water pump cover
New oil cooler
Rekluse heavy duty clutch
Two-piece clutch cover
New clutch lever
Suspension
48 mm long travel front forks – 270 mm
CNC triple clamps
New long travel rear shock – 260 mm
New rear suspension linkage
Brakes
High specifi cation single front disc – 300 mm
Racing brake pads
Upgraded front brake master cylinder
New front brake lever
Oversize 267 mm diameter rear disc
New caliper mounting bracket
Steel braided front and rear brake hoses

“เคร็ก” ควบ YZ250F คว้าชัย 2 สนามติด ครองจ่าฝูง 250SX ฝั่งตะวันตก

คริสเตียน เคร็ก #28 ยังคงร้อนแรงภายใต้รถแข่งยามาฮ่า YZ250F บิดคว้าชัยรุ่น250SX เป็นสนามที่ 2 ติดต่อกัน จากเกมในสนาม 2 ศึกเอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส เก็บแต้มรั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิดฝั่งตะวันตก ด้านเพื่อนร่วมสังกัดเดินหน้าเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง

ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ดวลความเร็วในวันเสาร์ที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ณ ริงเซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับการแข่งขันรุ่น250SX ยังคงเป็นการชิงชัยในฝั่งตะวันตก และเป็นทางด้าน คริสเตียน เคร็ก #28 ดาวบิดสังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า ที่ยังคงอยู่ในผลงานอันยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นเป็นผู้นำในรอบที่ 2 ก่อนจะรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น คว้าแชมป์เป็นสนามที่ 2 ติดต่อกัน ส่วน เนต แทรชเชอร์ #49 ตามเข้าเส้นชัยในอันดับ 5
ด้าน อีไล โทแมค #3 และ ดีแลน เฟอร์รานดิส #14 คู่หูนักบิดจากมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า เดินหน้าเก็บแต้มในเกมรุ่นใหญ่อย่างต่อเนื่อง แท็กทีมซิ่งรถแข่งยามาฮ่า YZ450F จบการแข่งขันด้วยอันดับ 4 และ 6 ตามลำดับ จากการชิงชัยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากผลงานระดับท็อปส่งผลให้ เคร็ก รั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิดรุ่น 250SX ฝั่งตะวันตก มีทั้งสิ้น 52 คะแนน ส่วน แทรชเชอร์ มี 29 คะแนนรั้งอันดับ 8 ขณะที่ โทแมค และ เฟอร์รานดิส รั้งอันดับ 6 และ 11 บนตารางแชมเปี้ยนชิพรุ่น 450SX เก็บไปได้ 36 และ 24 คะแนน ตามลำดับ
สำหรับการแข่งขันในสนามที่ 3 ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 มีคิวดวลความเร็วในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม นี้ ณ เพตโก้ พาร์ค เมืองซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย

“เคร็ก” คว้าชัย อานาไฮม์ เปิดหัว AMA Supercross “โทแม็ค” ประเดิมแต้ม ยามาฮ่า

“เคร็ก” คว้าชัย อานาไฮม์ เปิดหัว AMA Supercross “โทแม็ค” ประเดิมแต้ม ยามาฮ่า คริสเตียน เคร็ก #28 รีดฟอร์มเก่งควบ YZ250F คว้าชัย รุ่น250SX ในเกมนัดเปิดฤดูกาล ศึกเอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส 2022 ที่ อานาไฮม์ ด้าน อีไล โทแม็ค #3 ประเดิมสวยบิดคว้าแต้มรุ่นใหญ่ภายใต้สีเสื้อยามาฮ่า
ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 เปิดฉากดวลความเร็วนัดเปิดฤดูกาลในวันเสาร์ที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ณ แองเจิ้ล สเตเดี้ยม เมืองอานาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในรายการอานาไฮม์ วัน โดยเป็นการชิงชัยฝั่งตะวันตก
สำหรับเกมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลงานระดับท็อปของ คริสเตียน เคร็ก #28 ดาวบิดเจ้าถิ่น สังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า ที่ไต่จากกริดที่ 3 ทะยานขึ้นเป็นผู้นำในรอบที่ 3 ก่อนจะควบรถแข่งยามาฮ่า YZ250F เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก คว้าแชมป์รุ่น 250SX ไปครอง ส่วน เนท แทรชเชอร์ #49 ทีมเมทบิดจบเกมในอันดับ 12
ด้าน อีไล โทแม็ค #3 ประเดิมคว้าชัยภายใต้สีเสื้อค่ายยามาฮ่าในเกม รุ่น 450SX หลังบิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 6 ในเกมที่ อานาไฮม์ ขณะที่ ดีแลน เฟอร์รานดิส #14 ตามเพื่อนร่วมสังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า เข้าเส้นชัยในอันดับ 16
ศึกมอนสแตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็วที่ ริง เซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 15 มกราคม นี้

Husqvarna FE450

สำหรับ ปี 2022 ทุกโมเดลในกลุ่มรุ่นเอ็นดูโร่จาก Husqvarna ได้มีการแจ้งว่า จะติดตั้งยางระดับพรีเมี่ยมแบรนด์ michelin จากโรงงานกันเลย ด้วยเหตุผลว่าเป็นการเพิ่มสมรรถนะให้กับประสิทธิภาพในการยึดเกาะ หรือเพิ่มความหนึบให้กับรถนั่นแหละ ซึ่งระบบกันสะเทือนที่ปรับเซ็ทมาใหม่นั้น “ลงตัว” กับยางแบรนด์นี้

หลังจากการเซ็ทอัพทั้งในส่วนของ fork และ shock แล้ว สามารถตอบสนองความรู้สึกในแต่ละจังหวะการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน new Blaktec hydraulics ก็ให้พลังการหยุดรถที่ดี เช่นเดียวกับชุดคลัทช์ก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกสภาพการขับขี่ กล่าวได้ว่าเป็นการอัพเดทไปในทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับโมเดลล่าสุดของรถเอ็นดูโร่ สำหรับ Husqvarna FE450 นี้ มาพร้อมกับ นิยามว่า Limitless Enduro หรือเอ็นดูโร่ที่ไร้ขีดจำกัดและเจ้ารหัส FE450 นี้ก็คือ หนึ่งในเจ็ดไลน์อัพของรถเอ็นดูโร่ที่ส่งออกสู่ตลาดพร้อมๆกันสำหรับปี 2022 ทั้งในกลุ่มเครื่องยนต์สองจังหวะและสี่จังหวะ ก็คือซีรีส์ TE และ FE

เครื่องยนต์ของ FE450 มีน้ำหนักเพียง 29.2 กก. ซึ่งไม่เพียงแค่ออกแบบมาให้มีน้ำหนักเบาเท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับรถเอ็นดูโร่ ที่ช่วยให้มีสมรรถนะอันทรงพลัง สั่งได้ดังใจ มีคุณสมบัติในการตอบสนองการขับขี่ ให้พลังที่ยอดเยี่ยมมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถระดับเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์เน้นการพัฒนามาเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานตามแบบฉบับของรถเอ็นดูโร่โดยตรง นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสตาร์ทไฟฟ้า electric start และยังปรับเซ็ทอัตราทดเกียร์ให้มีย่านการใช้งานที่กว้าง ด้วย 6 speed wide ratio gearbox

ด้วย SOHC cylinder head มีส่วนช่วยให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัด รวมทั้งการออกแบบตำแหน่งจัดวางแคมชาพท์ภายในเครื่องยนต์ ที่ช่วยให้มีศูนย์รวมน้ำหนักที่ได้สมดุล ชิ้นส่วนภายในมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล จึงช่วยให้สามารถเค้นพลังขับเคลื่อนได้เต็มประสิทธิภาพและให้การตอบสนองที่นุ่มนวล สำหรับเครื่องยนต์ของ FE450 นี้ได้ใช้ 40 มม. titanium intake vales กับ มม.steel exhaust valves ขณะที่ชิ้นส่วนอื่นๆภายในเครื่องยนต์ล้วนได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาให้ดีขึ้นอย่าง Rocker arm แบบ low-friction DLC coating และ chain guides แบบ low-friction ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการลดแรงเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนเช่นเดียวกับเสื้อสูบและลูกสูบ ที่เป็น lightweight aluminium cylinder ขนากกระบอกสูบ 95 มม. และ lightweight Konig forged bridge-box-type piston ที่ต่างก็ออกแบบมาเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานภายใต้ควากดดันสูงภายของห้องเผาไหม้ ซึ่งช่วยให้เครื่องยนต์มีอัตราส่วนกำลังอัดอยู่ที่ 12.75:1 อีกทั้งยังลดแรงสั่นขณะเครื่องยนต์ทำงาน และยังช่วยลดอาการน็อคของเครื่องยนต์การออกแบบโครงสร้างแชสซีส์นั้น ก็เป็นเอกลัษณ์ของผู้ผลิตสัญชาติสวีเดน ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้ชายคาการจัดการของ KTM สัญชาติออสเตรียไปแล้ว ดังนั้น “การแชร์” เทคโนโลยี จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลก ด้วยเหตุนี้ เฟรมจึงเป็น chromium molybdenum steel frame พร้อมด้วย hydro-forme tubes ที่มีประสิทธิภาพสูงแบบเดียวกับรถระดับพรีเมี่ยมจาก KTM โดยที่ทาง Husqvarna ได้เลือกที่จะใช้ชิ้นส่วนซับเฟรมเป็น carbon composite subframe ซึ่งมีส่วนผสม 70% polyamide กับ 30% carbon fibre ที่สามารถเซฟน้ำหนักได้มากกว่าหนึ่งกิโลกรัม

ข้อมูลสเปคของ 2022 Husqvarna FE450 มีรายละเอียดดังนี้

Engine
• Transmission 6-speed
• Starter Electric starter
• Stroke 63.4mm
• Bore 95mm
• Clutch DDS wet multi-disc clutch, Braktec hydraulics
• Displacement 449.9cm³
• EMS Keihin EMS
• Design 1-cylinder, 4-stroke engine

Chassis
• Weight (without fuel) 108.3kg
• Tank capacity (approx.) 9l
• Front brake disc diameter 260mm
• Rear brake disc diameter 220mm
• Front brake Disc brake
• Rear brake Disc brake
• Chain X-Ring 5/8 x 1/4″
• Frame design Central double-cradle- type 25CrMo4 steel
• Front suspension WP XACT-USD, Ø
48 mm
• Ground clearance 360mm
• Rear suspension WP XACT Monoshock
with linkage
• Seat height 950mm
• Steering head angle 63.5°
• Suspension travel (front) 300mm
• Suspension travel (rear) 300mm

2022 CRF Family

นอกจาก CRF250R ที่เป็นพระเอกนำร่องออกมาแล้ว ทาง Honda ยังส่งสมารชิกตระกูล CRF ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าสายออฟโรดน่าจะแฮปปี้กันในระดับหนึ่ง นอกจากรถสูตรหรือโมโตครอสอย่าง CRF250R ก็จะมี CRF250RX และรถในพิกัดเล็กลงมาอย่าง CRF150R CRF125F , CRF110F และ CRF50F ตามออกมาสู่ตลาดสำหรับ2022โมเดล อีกด้วย

เริ่มด้วยออฟโรดในพิกัด 250F อย่าง CRF250RX ก็คงไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดมากนัก เพราะพื้นฐานโดยรวมนั้น ก็แตกไลน์มาจากรถสูตรอย่าง CRF250R ด้วยการปรับเสริมบางจุดเพื่อการใช้งานในแบบออฟโรดไบค์ ซึ่งจะเน้นกำลังในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ดังนั้น จึงมีการปรับในส่วนของ ECU ด้วยการเซ็ทให้ค่าแมปปิ้ง รวมทั้ง อัตราส่วนผสมของ อากาศกับเชื้อเพลิง และจังหวะการจุดระเบิดนั้น มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไปจากสเปคเดิมในรถสูตรหรือรถโมโตครอส ซึ่งสเปคตัวรถมีดังนี้
Engine
Type : Liquidcooled 4stroke single DOHC
Displacement : 249.4cc
Bore x Stroke : 79mm x 50.9mm
Compression Ratio : 13.9:1
Oil Capacity : 1.35L
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 8 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Electric
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Constant mesh
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 2,176 x 839 x 1,281mm
Wheelbase : 1,477mm
Caster Angle : 27.15°
Trail : 114mm
Seat Height : 964mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 108kg
SUSPENSION
Type Front : 49mm Showa (Hitachi Astemo, Ltd)
coilspring USD fork
Type Rear : Showa (Hitachi Astemo, Ltd.) Mono
shock with Honda ProLink
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 90/9021 Dunlop AT81
Tyres Rear : 110/10018 Dunlop AT81
BRAKES
Front : 260mm hydraulic wave disc
Rear : 240mm hydraulic wave disc
INSTRUMENTS
Additional Features : HRC Launch Control

โมเดลถัดมาก็คือ CRF150R นี่เป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม รถที่ใช้สำหรับแข่งขัน เช่นเดียวกับ CRF250R และ CRF450R นี่คือรถโมโตครอสที่เล็กที่สุดในซีรี่ส์รถสูตรหรือรถแข่งของ Honda ที่ใช้เครื่องยนต์ 4-stroke UnicamEngine ที่มีทั้งกำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับสนามแข่งขันโดยรวมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลก่อนหน้านี้น้อยมาก นอกจากชุดสีแล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางเดียวกับ CRF250R นั่นคือองค์ประกอบของระบบกันสะเทือน Showa suspension ที่เป็น Showa inverted fork ขนาด 7 มม. และ Showa Shock ที่ทำงานร่วมกับ Pro-Link rear-swing arm ซึ่งทำงานร่วมกับ เฟรม high-tensile steel frame ที่มีน้ำหนักเบา ด้วยโครงสร้างแชสซีส์นี้ ได้ติดตั้งวงล้อหน้าขนาด 19นิ้ว กับวงล้อหลังขนาด 16นิ้ว ซึ่งข้อมูลตัวรถมี่รายละเอียดดังนี้
ENGINE
Type : Water cooled, four valve,
four stroke Unicam single
Displacement : 149.7cc
Bore x Stroke : 66.0 x 43.7mm
Compression Ratio : 11.7:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Keihin 32mm flatslide carburetor
Fuel Tank Capacity : 4.2L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kick
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Close ratio Manual 5speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1899 x 769 x 1170mm
Wheelbase : 1285mm
Caster Angle : 27°48’
Trail : 96mm
Seat Height : 866mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 84.8 kg
SUSPENSION
Type Front : 37mm fullyadjustable leadingaxle
inverted conventional Showa cartridge fork. 27.4cm
of travel
Type Rear : Prolink fully adjustable Showa single
shock. 27.1cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10019
Tyres Rear : 90/10016
BRAKES
Front : Single 220mm disc
Rear : Single 190mm disc

และถัดมาเป็นรถในกลุ่มออฟโรด ขนาดเล็ก แต่ก็ยังคงจัดอยู่ในตระกูล CRF เป็นรถที่เน้นสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถแข่งในรหัส CRF ที่นำมาด้วย CRF125F เป็นรถสำหรับวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมาจากการขี่ CRF50F และ CRF110F ที่ต่างก็ จัดอยู่ในกลุ่มรถ fun performance โดยรวมแล้วต่างก็ได้รับการปรับในเรื่องของชุดสี โดยเฉพาะลวดลาย
กราฟฟิค ขณะที่ดีเทลอื่นๆนั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมน้อยมาก
โดยในส่วนของ 125F จะแบ่งย่อยลงไปเป็นสองเวอร์ชั่น คือ CRF125F กับ CRF125F Big Wheels ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Technical Specifications :
CRF125F / CRF125F ‘BIG WHEEL’
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke SOHC 25º
single cylinder
Displacement : 124.9cc
Bore x Stroke : 52.4.0 x 57.9mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain 13T/46T / Chain 13T/49T
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1770 x 739 x 1000mm /
1857 x 769 x 1069mm
Wheelbase : 1219mm / 1255mm
Caster Angle : 27°30’
Trail : 81mm / 94mm
Seat Height : 739mm / 785mm
Ground Clearance : 211mm / 267mm
Kerb Weight : 87.99kg / 90.27kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork.13.2cm of travel
/ Inverted telescopic fork.16.8cm of travel
Type Rear : Single shock.13.97cm of travel /
Single shock.16.8cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/100-17 w/tube / 10/100-19 w/tube
Tyres Rear : 90/100-14 w/tube / 90/100-16 w/tube
BRAKES
Front : Hydraulic, single 220mm disc
Rear : Drum

เล็กลงไปอีกหน่อยกับ CRF110F ที่ออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานและใช้สำหรับฝึกทักษะ ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 109 ซีซี ขับขี่ง่ายสำหรับเด็กๆ ซึ่ง CRF110F นี้ก็ผลิตออกมาแทนที่ รถในอดีตอย่าง XR75 นั่นเอง โดยตัวรถมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke
SOHC 80º single cylinder
Displacement : 109.2cc
Bore x Stroke : 50.0 x 55.6mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1541 x 678 x 922mm
Wheelbase : 1064mm
Caster Angle : 25°10’
Trail : 53mm
Seat Height : 657mm
Ground Clearance : 170mm
Kerb Weight : 76.66 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.9cm of travel
Type Rear : Single shock. 9.65cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10014 w/tube
Tyres Rear : 80/10012 w/tube
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum
และมาปิดท้ายกับ CRF50F ที่เป็นน้องเล็กสุดในตระกูล CRF ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับก้าวแรกของยุวชนตัวน้อยๆที่จะเริ่มต้นฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยเครื่องยนต์สี่จังหวะขนาด 49 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่มาพร้อมกับคลัทซ์ออโต Automatic clutch และด้วยตัวรถที่ใช้วงล้อขนาด 10 นิ้ว จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่เป็นยุวชนไม่ต้องกังวลกับความสูงของตำแหน่งขับขี่ อีกทั้งยังสามารถปรับเซ็ทคันเร่ง Adjustable throttle limiter ให้มีขีดจำกัดที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่ได้อีกด้วย ซึ่งรายละเอียดสเปคของตัวรถมีดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve,
four stroke SOHC single cylinder
Displacement : 49cc
Bore x Stroke : 39.0 x 41.4mm
Compression Ratio : 10.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : 11 piston valve carburettor
Fuel Tank Capacity : 4.1L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 3speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1298 x 581 x 775mm
Wheelbase : 912mm
Caster Angle : 25°
Trail : 32mm
Seat Height : 548mm
Ground Clearance : 152mm
Kerb Weight : 50.34 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.4cm of travel
Type Rear : Single shock. 6.9cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 2.5 x 10
Tyres Rear : 2.5 x 10
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum

2022 Honda CRF250R

โมเดลล่าสุดของรถสูตรในพิกัด 250F จากค่าย Honda มาพร้อมกับการอัพเดท ที่ในเอกสารระบุว่าเป็น model updates นั้น สรุปง่ายๆเบื้องต้นคือ เจ้า new CRF250R คันนี้ เป็นโมเดลที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าที่ผ่านมา โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนของแชสซีส์มาจาก 2022 CRF450R ที่ใช้แข่งใน MXGP ผสานกับฝาสูบที่พัฒนาให้ได้แรงบิดที่มากขึ้นในช่วงรอบต่ำ รวมทั้งหม้อน้ำใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งคลัทซ์ได้เปลี่ยนมาเป็นแบบ 9 แผ่น และได้มีการปรับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุดเกียร์บ๊อกซ์ที่มีการปรับเสริมใหม่ในส่วนของอัตราทดที่เหมาะสมลงตัวมากกว่าเดิม

นั่นคือข้อความจั่วหัวในพรารากราฟแรกที่ถอดมาจากเอกสารเกี่ยวกับ 2022 CRF250R ที่กล่าวได้ว่าแม้จะเป็นรุ่นรองจากเรือธงอย่าง 450R แต่ทางค่ายก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อย้อนไปปี 2018 ที่ได้ริเริ่มการออกแบบเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับ CRF250R มากขึ้นด้วยแนวทางการพัฒนาที่เรียกว่า Absolute Holeshot อันสืบเนื่องมาจากผลพวงการพัฒนาที่ต่อยอดจาก 2017 โมเดล ที่ได้พัฒนาเฟรม ซึ่งนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรก ก่อนจะมีการปรับมิติและเสริมในส่วนของระบบกันสะเทือน จนทำให้ 2018 โมเดล มีความลงตัวมากขึ้น ทว่าด้วยแนวคิดที่มากไปกว่านั้น ทางวิศวกรจึงได้พยายามที่จะโฟกัสไปที่ระบบอิเล็คทรอนิคส์ โดยเฉพาะการปรับค่าแมปปิ้งของเครื่องยนต์ ให้สามารถเลือกปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ที่สำคัญต้องเอื้อประโยชน์ในส่วนของการออกตัว และนั่นจึงเป็นนิยามของการพัฒนาสู่คำว่า Absolute Holeshot จากนั้นในปีถัดมากับ 2019 โมเดล ก็ได้มีการพัฒนาต่อมาในแบบไมเนอร์เช็นจ์ ปรับในส่วนของช่องทางของพอร์ทไอดีและไอเสีย เพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดที่ดีในรอบต่ำ รวมทั้งปรับเสริมตำแหน่งท่าทางการขับขี่และ เพิ่มประสิทธิภาพของ HRC launch control รวมถึงการปรับในส่วนของระบบเบรก จากนั้นใน 2020 โมเดล ก็ยังคงพัฒนาต่อเนื่องด้วยการตัดสินใจเปลี่ยนสวิงอาร์มใหม่ รวมทั้งปรับในส่วนของเฟรมด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนนี้ มาจากเรือธงอย่าง 2019 CRF450R มาใช้กับ 2020 CRF250R ควบคู่กับแนวทางในการพัฒนาที่โฟกัสเครื่องยนต์ให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้นในช่วงรอบกลาง ขณะที่ในปีที่ผ่านมากับ 2020 โมเดลนั้น ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแบบไมเนอร์เช็นจ์ โดยโฟกัสไปที่เรื่องของ “ช่วง” เล็กน้อย ก่อนจะมาสู่โมเดลล่าสุด ตามที่กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงพารากราฟแรกนั่นเอง

แม้ว่า 2022 CRF250R จะใช้พื้นฐานแชสซีส์เดียวกับ 2021 CRF450R แต่ก็มีการ”ปรับ” จนสามารถเซฟน้ำหนักเมื่อรวมกับเครื่องยนต์ลงได้รวม 3 กก. มีการเปลี่ยนแปลงมิติตัวรถบางจุดให้มีความเหมาะสม รวมทั้งอัพเกรดในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้วยการออกแบบและปรับเปลี่ยน ทำให้เฉพาะในส่วนของเฟรมสามารถลดน้ำหนักลงได้ 700 กรัม เมื่อเทียบกับเฟรมก่อนหน้านี้ ขณะที่ในส่วนของซับเฟรมนั้นสามารถลดน้ำหนักลงได้ 320 กรัม เนื่องจากการ”ปรับ”รายละเอียดโดยรวมของแชสซีส์ มีส่วนช่วยให้แรงบิดแรงเค้นที่เกิดขึ้นขณะขับขี่เมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่า ลดลง 20% นั่นหมายความว่า การปรับในส่วนของแชสซีส์ นี้จะช่วยให้”ช่วงของรถ”ดีขึ้น มีผลให้สามารถทำความเร็วในโค้งได้ดียิ่งขึ้น และจากการปรับในส่วนของแชสซีส์นี้ช่วยให้รถมีการให้ตัวที่ดีในแต่ละจุด ดังนั้นความคล่องตัว ความเฉียบคม และ สมดุล ของตัวรถมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบกันสะเทือน fully adjustable จาก Showa แบบอัพไซด์ดาวน์ Showa USD coil spring fork ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น Showa Factory ที่ซัพพอร์ททีมแข่งในรายการออลเจแปน ที่ได้นำมาทำการปรับแต่งวาล์ว เพื่อเน้นความนุ่มนวลในโค้ง ขณะที่กันสะเทือนหลัง Showa rear shock มีการปรับ main piston valving เพื่อให้มีการตอบสนองที่ดี และเพิ่มการซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังใช้สปริงน้ำหนักเบาแบบ lightweight steel ซึ่งช่วยเซฟน้ำหนักไปได้ 120 กรัม

.มาที่ส่วนของเครื่องยนต์นั้นมีการปรับในส่วนของช่องทางเข้าของไอดี และฝาสูบ ที่พยายามออกแบบให้อากาศไหลเวียนผ่านเข้าไปได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาท่อไอเสียแบบปลายเดี่ยวที่ช่วยให้ได้กำลังเพิ่มขึ้น 10% เช่นเดียวกับแรงบิดที่มากขึ้น 15% สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 249.4 ซีซี DOHC เป็นการต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีกำลังเครื่องยนต์ที่จัดจ้านจาก 2020 โมเดล ที่เน้นกำลังสูงสุดและเพิ่นแรงบิดในช่วงรอบกลาง จนมาสู่ new CRF250R นี้ ทำให้ภาพรวมของกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม กล่าวคือ ในเกียร์เดียวกันการขับขี่แบบโค้งต่อโค้งนั้นจะได้อัตราเร่งที่เหนือกว่าจากโมเดลที่ผ่านมา และที่ขาดไม่ได้ก็คือระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับรถจักรยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่ง HRC Launch Control ได้มาพร้อมกับการออกสตาร์ทมาให้สามแบบ คือ Level 3 – 8,250rpm, muddy conditions/novice ; Level 2 – 8,500rpm, dry conditions/standard ; Level 1 – 9,500rpm, dry conditions/expert และเช่นเดียวกับ EMSB-Engine ModesSelect Button จะมีการติดตั้งค่าแมปปิ้งมาให้สามแมปด้วยกัน

ENGINE
Type : Liquid­cooled 4­stroke single DOHC
Displacement : 249.4cc
Bore & Stroke : 79mm x 50.9mm
Compression Ratio : 13.9:1
Oil Capacity : 1.35L
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 6.3 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Electric
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Constant mesh
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 2,177 x 827 x 1,265mm
Wheelbase : 1,477mm
Caster Angle : 27.32 degrees
Trail : 115mm
Seat Height : 961mm
Ground Clearance : 333mm
Kerb Weight : 104kg
SUSPENSION
Type Front : 49mm Showa (Hitachi Astemo, Ltd) coil­spring USD fork
Type Rear : Showa (Hitachi Astemo, Ltd.) Mono shock with Honda ProLink
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 80/100­21 PIRELLI MX32 MIDSOFT
Tyres Rear : 100/90­19 PIRELLI MX32 MIDSOFT
BRAKES
Front : 260mm hydraulic wave disc
Rear : 240mm hydraulic wave disc

2022 Honda CRF450R

กล่าวได้ว่านี่คือการ redesigned หรือปรับปรุงจากโมเดล 2021 CRF450R แต่ได้เสริมแนวคิดในการออกแบบ ด้วยนิยามสั้นๆว่า Razor-Sharp Cornering ซึ่งระบุชัดเจนว่า 2022 CRF450R พัฒนาคุณสมบัติเพิ่มเติมในการขับขี่การเคลื่อนไหวการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในโค้งเป็นสำคัญ

ไม่เพียงเท่านี้ในการปรับปรุง 2022 CRF450R ยังระบุว่าได้มีการเน้นที่ส่วนของแรงบิดให้กับรอบการทำงานเครื่องยนต์ในช่วงต่ำและกลางอีกด้วย ขณะที่น้ำหนักของเฟรมและสวิงอาร์มนั้นสามารถพัฒนาจนมีน้ำหนักเบากว่าเดิมสองกิโลกรัม เมื่อเทียบกับโมเดล 2020 CRF450R กล่าวได้ว่า แนวคิดทั้งหมดของการพัฒนา 2022 CRF450R ล้วนต่อยอดมาจาก 2021 CRF450R นั่นเอง
ความเร็วคือเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเพื่อผลที่ยอดเยี่ยมในสังเวียน MXGP ดังนั้นด้วยประสบการณ์ของ HRC จึงเป็นส่วนสำคัญที่พวกเขาจะเข้าใจดีว่าจะต้องจัดการอย่างไรเพื่อให้รถแข่งสามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการอัพแดทสู่ความสมบูรณ์แบบที่เพิ่มขึ้นจาก 2021 CRF450R มาสู่ 2022 CRF450R ทั้งในส่วนเฟรมสวิงอาร์ม และเครื่องยนต์ในแบบของการ redesigned แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมีการอัพเดทควบคู่ไปด้วยก็คือ ECU ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ รวมไปถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือน โดยการ re-valve ของ Showa suspension ทั้งในส่วนกันสะเทือนหน้า และกันสะเทือนหลัง เพื่อเสริมสมรรถนะในการซับแรงสั่นสะเทือนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพียงพอที่จะรองรับพละกำลังเครื่องยนต์ที่เค้นมาอย่างเต็มที่ในขณะแข่งขันด้วยความเร็วสูง

เมื่อกล่าวถึง ECU ก็ต้องพูดถึงระบบอิเล็คทรอนิคส์ ที่ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นหัวใจสำหรับรถจักรยานยนต์ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถแข่งถือได้ว่าระบบอิเล็คทรอนิคส์เข้ามามีส่วนช่วยในการควบคุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกันใน 2022 CRF450R ก็มีการอัพเดท Honda Selectable Torqque Control-HSTC ที่มาพร้อมกับ 3 riding modes (รวม off) HRC Launch Control มาพร้อมด้วยออพชั่นออกตัวสามรูปแบบ 3 start options คือ Level3 ที่ 8,250 rpm สำหรับการออกตัวในสภาพโคลน muddy codition-Level2 ที่ 8,500 rpm สำหรับการออกตัวในสภาพแห้ง dry condition หรือโหมดมาตรฐาน Level1 ที่ 9,500 rpm เป็นการออกตัวในสภาพ dry conditions แต่เป็นระดับมืออาชีพที่เหนือกว่าเลเวล 2 Engine Mode Select Button-EMSB มาพร้อมกับ 3 maps ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม HRC Setting tool สามารถปรับแต่ง Aggressive และ Smooth modes หากกล่าวโดยภาพรวมแล้ว 2022 CRF450R ก็คือการ”เก็บงาน” ที่อัพเดทเพิ่มเติมจาก 2021 CRF450R ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายไปก่อนหน้านี้ หัวใจสำคัญของ 2022 CRF450R นั่นก็คือการอัพเดท ECU เพื่อให้ได้การส่งกำลังที่นุ่มนวลมากกว่าเดิม อีกจุดหนึ่ง็คือการ re-valce สำหรับ Showa suspenrion ตามที่กล่าวไป

สเปคของตัวรถมีดังนี้
ENGINE
Type Liquid-cooled 4-stroke single cylinder uni-cam
Displacement 449.7cc
Bore ´ Stroke 96.0mm x 62.1mm
Compression Ratio 13.5 : 1
FUEL SYSTEM
Carburation Fuel injection
Fuel Tank Capacity 6.3 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Ignition Digital CDI
Starter Self-Starter
DRIVETRAIN
Clutch Type Wet type multi-plate
Transmission Type Constant mesh, 5-speed,manual
Final Drive Chain
FRAME
Type Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) 2,182 x 827 x 1,267mm
Wheelbase 1,481mm
Caster Angle 27.1°
Trail 114mm
Seat Height 965mm
Ground Clearance 336mm
Weight Dry 105.8kg – wet 110.6kg
SUSPENSION
Type Front Showa 49mm USD fork
Type Rear Showa monoshock using Honda Pro-Link
WHEELS
Type Front Aluminium, spoke
Type Rear Aluminium,  spoke
Tyres Front 80/100-21-51M Dunlop MX33F
Tyres Rear 120/80-19-63M Dunlop MX33
BRAKES
Front Single 260mm disk
Rear Single 240mm disk

2021 KTM 125SX

สเต็ปแรกสำหรับการก้าวสู่ระดับอาชีพในฐานะนักแข่งวิบาก KTM เขาว่ามาอย่างนั้น สำหรับคำจำกัดความของ KTM 125SX ที่จั่วหัวว่า Kickstart your MX racing career

นี่คือรถโมโตครอสที่มีขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถ full-size bike ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ที่มีน้ำหนักเบามากเมื่อผสานกับเครื่องยนต์พร้อมแข่งขนาด 125 ซีซี แบบสองจังหวะก็สามารถเร่งเร้าพลังความกระหายชัยชนะให้กับนักแข่งวัยรุ่น ที่พร้อมเค้นสมรรถนะที่สามารถทะยานพุ่งไปได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่วเฉียบคมทุกจังหวะการขับขี่

องค์ประกอบแรกที่ KTM กล่าวถึง คือ ระบบไอเสียที่ชุดท่อไอเสียได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมทั้งระบบ อีกทั้งปรับรูปทรงให้เหมาะสมกับมิติของตัวรถ อีกทั้งจำกัดระดับมาตรฐานไอเสียตามข้อกำหนดในกติกาของสนามแข่งขององค์กรควบคุมอย่าง FIM และแน่นอนว่าระบบไอเสีย รวมทั้งท่อไอเสีย มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมขึ้น พร้อมเค้นสมรรถนะมาอย่างเต็มกำลัง

ด้วยปริมาตรเครื่องยนต์ขนาด 124.8 ซีซี จากระยะช่วงชัก 54.5 มม. และขนาดกระบอกสูบ 54 มม. พร้อมที่จะส่งพลังขับเคลื่อนออกมาเต็มพิกัดในระดับเครื่องยนต์ของ 125SX ที่มีระบบส่งกำลังแบบ 6 สปีด พร้อมคลัทช์ แบบ Multi-plate clutch,Brembo hydraulics นี่คือรถที่มีอัตราส่วนระหว่างกำลังต่อน้ำหนักอยู่แถวหน้าของคลาสนี้

ในช่วงต้นจะกล่าวถึงระบบไอเสียที่ออกแบบท่อใหม่แล้ว ในส่วนของระบบไอดีนั้นก็ได้มีการพัฒนาในส่วนของ Airbox เพื่อให้สามารถป้อนอากาศหรือออกแบบให้มีอากาศไหลเวียนเข้าไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นใน KTM125SX นี้จึงออกแบบ Airbox รวมทั้ง intake snorkels หรือท่อทางเดินอากาศ ให้สามารถป้อนอากาศได้ดีกว่าเดิม รวมถึงมีการใช้กรองอากาศขนาดใหญ่ ที่นอกจากมีขนาดที่ใหญ่เพื่อการไหลเวียนที่ดีแล้ว ยังจำเป็นต้องออกแบบให้มีการป้องกันสิ่งสกปรกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ข้อมูลตัวรถ มีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้

ENGINE
TRANSMISSION 6-speed
STARTER Kickstarter
STROKE 54.5 mm
BORE 54 mm
CLUTCH Multi-plate clutch, Brembo hydraulics
DISPLACEMENT 124.8 cm³
EMS Kokusan
CHASSIS
WEIGHT (WITHOUT FUEL) 87.5 kg
TANK CAPACITY (APPROX.) 7.5 l
FRONT BRAKE DISC DIAMETER 260 mm
REAR BRAKE DISC DIAMETER 220 mm
FRONT BRAKE Disc brake
REAR BRAKE Disc brake
CHAIN 5/8 x 1/4”
FRAME DESIGN Central double-cradle-type 25CrMo4 steel
FRONT SUSPENSIONWP XACT-USD, Ø 48 mm
GROUND CLEARANCE 375 mm
REAR SUSPENSIONWP XACT Monoshock with linkage
SEAT HEIGHT 850 mm
STEERING HEAD ANGLE 63.9 °
SUSPENSION TRAVEL (FRONT) 310 mm
SUSPENSION TRAVEL (REAR) 300 mm

Husqvarna TC50

เริ่มต้นการพัฒนา ด้วย TC50 จาก Husqvarna คือ คำจำกัดความล่าสุด Pression starts here ที่มาพร้อมกับ รถโมโตครอสเครื่องยนต์สองจังหวะสำหรับยุวชนโมเดลล่าสุดที่ยังคงส่งออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทุกปี

แน่นอนว่าสำหรับ Husqqvarna นี่ไม่ใช่แค่ “รถของเล่น” แต่พวกเขาจริงจังกับการพัฒนาด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีในระดับเดียวกับรถโมโตครอสในแบบ full size ด้วยเหตุนี้ TC50 จึงเป็นรถโมโตครอสที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากยุวชนนักบิดสายวิบากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ จากสมรรถนะในระดับสูง ประสิทธิภาพเทียบชั้นกับรถ โมโตครอสขนาดใหญ่ ที่พร้อมเค้นขีดความสามารถและทักษะพื้นฐานที่ดีให้กับว่าที่ซูเปอร์สตาร์ในอนาคตบนสังเวียนทางฝุ่นองค์ประกอบ มิติ ประสิทธิภาพต่างๆ ถอดแบบให้อยู่ในระดับเดียวกับไลน์อัพรถโมโตครอสระดับ full size เพียงแต่ย่อขนาดของตัวรถและปริมาตรเครื่องยนต์ลงมาให้มีมิติการขับขี่ที่เหมาะสมกับยุวชน โดยรวมแล้วความเหมือนระหว่าง TC50 กับ รถโมโตครอส full size ก็คือคุณสมบัติในมาตรฐานระดับเดียวกัน ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ ภาพลักษณ์รูปโฉมของ TC50 เมื่อมองแล้วจะสัมผัสถึงความรู้สึกของคำว่า premium look

ดังนั้นเมื่อกวาดตามองดูรถโมโตครอสระดับเริ่มต้นในตลาดรถสำหรับนักแข่งยุวชนแล้วอาจจะพบว่า TC50 คือ the most premium 50cc motocross model ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมหรือจัดว่าเป็น superior level of quality ในระดับหัวแถวที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในเชิงการแข่งขัน ที่พร้อมจะนำยุวชนก้าวสู่ความเป็นสุดยอดนักแข่งในอนาคตด้วยศักยภาพอันเต็มเปี่ยม ที่พัฒนามาใน 2021 Husqvarna TC50 เจนเนอร์เรชั่นล่าสุดนี้ด้วยขีดความสามารถอันเต็มเปี่ยมของ TC50 นั้น มีผลต่อเนื่องาจากพื้นฐานการพัฒนาโครงสร้างตัวรถที่ยอดเยี่ยม advanced steel frame ที่ออกแบบมารองรับเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันก็ลงตัวกับองค์ประกอบชั้นยอดในส่วนของระบบกันสะเทือน อย่างเช่น WP XACT fork ขนาด 35 มม. ซึ่งเจ้าระบบกันสะเทือนหน้าหรือชุดฟอร์คหน้า WP รุ่น XACT forks มาพร้อมกับ AER technology แบบเดียวที่ใช้ในระบบกันสะเทือนหรือ
ฟอร์คของรถในแบบ full size ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและสมรรถนะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทีนี้มาไล่กันคร่าวๆว่า 2021 TC50 นี้ มาปรับเปลี่ยนในแบบไมเนอร์เชนจ์ไปในจุดไหนบ้าง

New high-grip seat cover นอกจากการมิติส่วนของเบาะนั่งให้เพรียว บวกกับใช้ชิ้นส่วนฝาครอบแอร์บ็อกซ์แบบชิ้นเดียวที่ทำให้ การเคลื่อนที่บนเบาะนั่งทำได้คล่องแคล่วแล้วนั้นก็ได้มีการปรับหุ้มเบาะใหม่ที่ออกแบบมาให้ มีการยึดเกาะที่ดีขึ้น แน่นอนว่ามีส่วนสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ที่สามารถยึดเกาะไปกับรถได้อย่างมั่นใจในทุกจังหวะที่สามารถเคลื่อนท่าทางได้คล่องแคล่วควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของลวดลายกราฟฟิคนั้น ก็เช่นเดียวกับ TC85,TC65 ที่มีการปรับ new Graphic ให้มีความทันสมัยและบ่งบอกถึงสไตล์ของรถในแบบออฟโรดมากขึ้น มีการปรับตามแบบของชิ้นส่วนมือเร่งแบบเดียวกับที่ทำในรุ่น TC85 ออกแบบแก้ไขชิ้นส่วนของชุดปะกับคันเร่ง เพื่อพัฒนาให้สามารถมีการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ตอบสนองได้ดี ในทุกจังหวะของการเปิดปิดคันเร่งได้อย่างนุ่มนวล อีกทั้งยังช่วยยืนระยะเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ยังเพิ่มกำลังในการหยุดยั้งความเร็วรวมทั้งเพิ่มความมั่นคงให้กับจังหวะการเบรก โดยมีการรปรับระบบเบรกใหม่ด้วย new Formula brake ซึ่งก็คือการออกแบบปรับปรุงระบบเบรกทั้งชุด ไม่ว่า caliper+clutch+brake ssemblies แบบเดียวกับในรุ่น TC85 ที่ได้รับการอัพเดทใหม่ ก่อนที่จะส่งต่อมายังน้องเล็กอย่าง TC50 และนอกจากนี้ยังได้ทำการปรับเพื่อพัฒนามิติท่วงท่าการขับขี่ และเพื่อเสริมความมั่นคงในทุกจังหวะควบคุมด้วย new NEKEN tapered รวมทั้ง aluminum handlebars แบบเดียวกันทั้งในรุ่น TC65 และ TC50

แม้ว่า TC50 จะถูกแต่งเติมให้มีสมรรถนะมากเพียงใดก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า นี่คือรถแข่งในระดับเริ่มต้นสำหรับยุวชนนักบิดสายวิบาก ดังนั้นหัวใจหรือกุญแจสำคัญสำหรับ TC50 และอาจจะรวมถึงรถรุ่นอื่นๆในสายวิบากจากค่ายต่างๆ นั่นก็คือ คำว่า Autoatic clutch เนื่องจากเป็นบันไดขั้นแรกของการพัฒนาทักษะ จุดประสงค์สำคัญจึงออกแบบมาเพื่อให้รถในพิกัดนี้มีไว้เพื่อให้ยุวชนนักบิดพุ่งเป้าหมายไปที่การเรียนรู้ฝึกฝนกรรมวิธีเพื่อขับขี่ โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการกระบวนการควบคุมรถแข่ง ในส่วนของการใช้คลัทซ์ และเกียร์ด้วยวัตถุประสงค์นี้เอง Husqqvarna จึงพัฒนา Automatic centrifugal clutch ด้วยการออกแบบให้ multi-disc clutch สามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำ มีส่วนให้สามารถส่งผ่านกำลังได้อย่างเหมาะสม เต็มที่ในแต่ละรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้ และข้อมูลล่าสุดของ 2021 Husqqvarna TC50

สเปคพื้นฐาน ดังนี้

Husqvarna TC50

Engine type Single cylinder, 2-stroke
Displacement 49 cc
Bore/stroke 39,5/40 mm
Starter Kickstarter
Carburetor Dell’Orto PHBG 19 BS
Control –
Lubrication Mixture lubrication 1:60
Transmission Single gear automatic
Gear ratios 14:31
Primary ratio 33:61
Final drive 11:40
Cooling Liquid cooling
Clutch Centrifugal clutch (adjustable)
Ignition Selettra 2p D36

Chassis
Frame Chrome-molybdenum steel central-tube frame
Subframe Steel
Handlebar Tapered Aluminium Ø 28/22/18 mm
Front suspension WP XACT Upside-Down fork, Ø 35 mm
Rear suspension WP XACT PDS monoshock
Suspension travel front/rear 205/185 mm
Front brake Disc brake Ø 160 mm
Rear brake Disc brake Ø 160 mm
Front/rear rims 1.50 x 12”; 1.60 x 10” Alu
Front/rear tires 60/100 x 12”; 2.75 x 10”
Chain 1/2 x 3/16”
Silencer Aluminium
Steering head angle 66°
Triple clamp offset 22 mm
Wheel base 1,032 mm ± 10 mm
Ground clearance 252 mm
Seat height 665 mm
Tank capacity 2,3 Liter
Weight (without fuel)  41.5 kg

ครั้งแรกในไทย! เปิดตัว New CRF450RL เอ็นดูโร่สายพันธุ์แชมป์

ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งแรงเต็มสมรรถนะ พร้อมตอบโจทย์สายลุยแบบไร้ขีดจำกัด ฮอนด้า เปิดตัวสุดยอดรถจักรยานยนต์เอ็นดูโร่ไบค์ New Honda CRF450RL ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่งสายพันธุ์แชมป์ พัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “All Ways Unlimited ให้ทุกทาง…ไร้ขีดจำกัด”

ดีไซน์โดดเด่นให้ความแข็งแกร่งและปราดเปรียวในสไตล์ออฟโร้ด ตัวรถน้ำหนักเบา ควบคุมง่าย ด้วยโครงสร้างเฟรมและสวิงอาร์มแบบอลูมินั่ม ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ 450 ซีซี ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำคู่ รองรับการผจญภัยทุกรูปแบบด้วยระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง จากแบรนด์ SHOWA ปรับตั้งค่าตอบสนองแรงสะเทือนได้อย่างละเอียด ลุยได้ทุกอุปสรรค

New Honda CRF450RL สุดยอดรถเอ็นดูโร่ไบค์รุ่นล่าสุดในตระกูล CRF Series คือ รถโปรดักชั่นไบค์ระดับท็อปคลาสที่ใช้พื้นฐานเดียวกับรถแข่งที่คว้าแชมป์โมโตครอสชิงแชมป์โลก MXGP ถึง 2 ปีซ้อน (2019-2020) รวมถึงแชมป์ดาการ์ แรลลี่ 2 ปีซ้อนเช่นกัน (2020-2021) โดยตัวรถได้รับการพัฒนาขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “All Ways Unlimited ให้ทุกทาง…ไร้ขีดจำกัด” รูปลักษณ์โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ให้ความดุดันในสไตล์ออฟโร้ด ไฟหน้าโฉบเฉี่ยวทันสมัย All LED แบบ Hexagon ส่องสว่างชัดเจน หน้าจอ Digital Meter แสดงฟังก์ชั่นครบถ้วนทุกรายละเอียด

New Honda CRF450RL ให้สมรรถนะความแรงขั้นสุด ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่งอย่างเต็มรูปแบบ นำโดยเครื่องยนต์ทรงพลัง ขนาด 450 ซีซี Unicam OHC ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำคู่ พร้อมพัดลมไฟฟ้า อัตรากำลังอัด 12.0 : 1 ปรับย่านกำลังแคมชาร์ฟใหม่ให้เครื่องยนต์สมูทคุมง่ายขึ้น เกียร์ 6 สปีด ที่ปรับอัตราทดให้ขับขี่ใช้งานบนท้องถนนได้อย่างเหมาะสม

ตัวรถน้ำหนักเบา ควบคุมง่าย คล่องตัว ด้วยโครงสร้างเฟรม และสวิงอาร์มแบบอลูมินั่ม ถังน้ำมันไทเทเนียมความจุ 7.6 ลิตร แข็งแรงและน้ำหนักเบา ให้การขับขี่ที่ระยะไกลไร้วกังวล รวมถึงแบตเตอรี่ลิเธียมขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบาเช่นเดียวกัน โดยรวมตัวรถมีน้ำหนักเพียง 131 กก. เท่านั้น

New Honda CRF450RL ให้การขับขี่ควบคุมที่แม่นยำด้วยแฮนด์เดิ้ลบาร์ RENTHAL แบบอลูมินั่ม เกรดเดียวกับรถแข่ง มาพร้อมนวมกันกระแทกและการ์ดแฮนด์ Knuckle Guard ให้ความมั่นคงและแข็งแรง รองรับการผจญภัยทุกรูปแบบ ด้วยระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง จากแบรนด์ SHOWA ส่วนของของโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับ ขนาดใหญ่ 49 มม. โดยสามารถปรับตั้งค่าได้อย่างละเอียดทั้ง Pre-Load Compression และ Rebound Damping ทั้งด้านหน้าและหลัง พร้อมลุยได้ทุกอุปสรรคด้วยล้อน้ำหนักเบา ขนาดล้อหน้า 21 นิ้ว และหลัง 18 นิ้ว มาพร้อมการ์ดกันกระแทกใต้เครื่องยนต์ และดิสก์เบรกหน้า 260 มม. ดิสก์หลัง 240 มม. การ์ดดิสก์เบรก ช่วยปกป้องประสิทธิภาพการใช้งานพร้อมลุยทุกสถานการณ์ ทั้งแบบออนโร้ด และออฟโร้ด

New Honda CRF450RL พร้อมทำตลาดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยเอกลักษณ์สีสันสไตล์รถแข่ง สีแดง เอ็กซ์ตรีมเรด ราคาแนะนำ 339,000 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ที่ศูนย์บริการ ฮอนด้า บิ๊กวิง ทั่วประเทศ

ความคิดเห็นหลังทดสอบขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding
“…เค้าว่ามันคือยา “แก้มือตึง” ด้วยเกียรติศัพท์ความพยศของ CRF450R แข่งระดับแชมป์โลก ที่ถูกปรับมาให้เป็นรถโปรดักชั่นใช้งานบนท้องถนนทั่วไป และพร้อมลุยไปทุกเส้นทาง โดยใช้รหัสเป็น CRF450RL
ตัวรถที่ดูปราดเปรียว แถมยังมีน้ำหนักที่เบากว่าโมเดล CRF300L ทำให้คนตัวเล็กๆ ควบคุมรถได้ง่าย ไม่กลัวว่าจะล้ม แต่ติดแค่ความสูงของเบาะ 94 ซม. จะสูงไปไหน ผมเองสูง 168 ซม. ต้องใช้ขาข้างเดียวเป็นหลักและอีกข้างพาดไว้ จะออกตัวก็กระโดดคร่อม รถสไตล์วิบากน่าจะเหมาะกับการยืนขี่มากกว่าเพราะเบาะมันเล็กนิดเดียว แฮนด์เดิ้ลบาร์ที่กว้าง จับได้เต็มไม้เต็มมือในส่วนของเครื่องยนต์ถึงแม้มันจะถูกปรับใหม่เพื่อให้ขี่ใช้งานง่าย แต่พละกำลังแรงบิดนี่ยังมหาศาล เปิดคันเร่งเบาก็เอาแทบไม่อยู่ ต้องทำความรู้จักกันก่อน เพราะคันเร่งแบบทดรอบบิดนิดเดียวรอบก็มาแล้ว และต้องใช้รอบสูงตลอดเวลาไม่งั้นเครื่องยนต์จะดับ อัตราทดของเกียร์สั้นรอบจะตึงเร็ว วันนั้นได้ใช้เพียง 3 เกียร์ ก็เอาแทบไม่อยู่ ไม่รู้ว่าถ้าลากกันจนหมดทั้ง 6 เกียร์จะเป็นอย่างไรช่วงล่างจัดเต็มปรับได้แบบฟูลซิเต็ม ตามสไตล์รถวิบากช่วงยุบจะเยอะ โดนเนินล้อลอย ล้อหน้าลงก่อนบ้าง ล้อหลังลงก่อนบ้างแล้วแต่จังหวะ โช้คอัพหน้าทำงานได้นุ่มดี แต่โช้คอัพหลังถ้าขี่แบบธรรมดาหยอดๆ ไปตามเนิน จะรู้สึกกระด้าง แต่ถ้ารูดไปด้วยความเร็วแบบรวดเดียว มันจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ระบบดิสก์เบรกที่ให้มาดีมาก กำเบรกหน้าทีไรล้อแทบสไลด์ เบรกหลังก็ท้ายปัดอาจเป็นเพราะพื้นทรายก็เป็นได้ โดยรวมแล้ว CRF450RL มันคือรถโปรดักชั่นที่มีหัวใจเป็นรถสูตร พละกำลังเหลือเฟือ ลุยทุกสภาพพื้นผิว แต่ถ้าเป็นมือใหม่อาจจะต้องไปเพิ่มทักษะการขับขี่สไตล์วิบาก เพราะรถมันแรง น้ำหนักเบาจะรู้สึกหวิวๆ