2021 MV Agusta Brutale 1000RR สุดจี๊ดกับ 208 แรงม้า

ปรับปรุงโมเดลในพิกัด 800 ซีซี กันไปจนครบ คราวนี้ก็เป็นทีของรถตัวพันกันบ้าง สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากเมือง Varese โดยการอัพเกรดชุดใหญ่คราวนี้ ยังคงมีเรื่องของกฎข้อบังคับมาตรฐานไอเสีย Euro5 ทำให้มีการปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานในระบบด้วยการใช้วาล์วไทเทเนียม วาล์วไกด์ใหม่ และลูกกระทุ้งลิ้นเคลือบ DLC ทั้งยังออกแบบระบบไอเสียใหม่เพิ่มเติมเพื่อให้ค่าไอเสียที่สะอาดมากยิ่งขึ้น แต่ที่สำคัญคือกำลังเครื่องยนต์ขุมพลัง 4 สูบเรียง 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 208 แรงม้า (153 กิโลวัตต์) ที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบสลิปเปอร์คลัทช์ มีระบบควบคุมแรงบิด 4 ระดับ

ตัวรถโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ไฟหน้าที่น่าสนใจเพราะมันได้ไอเดียมาจาก Porsche 911 ในขณะที่ขับรถแล้วมองผ่านกระจกหลัง ระบบป้องกันล้อลอย ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล 8 ระดับ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบประมวลผลแรงเฉื่อยที่ช่วยให้ระบบอื่นๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างเด่นที่ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins Nix EC ที่ด้านหน้า Ohlins TTX EC ที่ด้านหลัง พร้อมกันสะบัดปรับไฟฟ้า ระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema 4 พอร์ทกับจานเบรกคู่ขนาด 320 มม. แบบโฟลท์ติ้ง ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พอร์ท พร้อมจานเบรกขนาด 260 มม. ใช้ยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa ขนาด 120/70-17 ที่ด้านหน้า และ 200/55-17 ที่ด้านหลัง

สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR จะมีสีสันใหม่ให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่สีแดงเพลิงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกแบบด้าน และสีเทาเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทาเข้มเมทัลลิกแบบด้าน ส่วนสนนราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 32,300 ยูโร ลองเอา 40 ไปคูณดูแล้วกันว่าจะสักกี่ตังค์

2021 Kawasaki Ninja 650

ล่าสุด Kawasaki USA หรือ คาวาซากิ อเมริกา ก็ได้ทำการเผยโฉม Ninja 650 2022 แล้ว ซึ่งซูเปอร์สปอร์ตทัวเรอร์คันนี้ยังคงไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่ เพื่อความโดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีลูกเล่นที่สำคัญๆ ก็ยังอยู่ครบ อาทิ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อน ที่ให้อัตราเร่งช่วงต้นและกลางนั้นเร้าใจที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ไฟหน้าคู่แบบ LED เรือนไมล์ ที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ และใช่งานร่วมกับแอพลิเคชัน Ride ology ให้คุณไม่พลาดการติดต่อ และการเดินทางที่ไม่สะดุด

ตัวแชสซีเหล็กกลม ที่มีน้ำหนักเบาและให้ความคล่องตัว ทวินดิสก์แบรกหน้า คาลิเปอร์ลูกสูบคู่ จานเบรกกิ้งโฟลท์ติ้ง 5 ตัว วงล้อแม็ก 5 ก้าน ดิสก์หลังจานเดี่ยว คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว เบาะที่ดีไซน์ใหม่ให้ดูเป็นท้ายเรซซิ่งมากยิ่งชึ้นมาดูในส่วนที่เปลี่ยนกันบ้าง ซึ่งก็มีเฉพาะลวดลายกราฟิกภายนอกที่ออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เส้นสายและการใช้สีทูโทน โดยทางอเมริกาจะจำหน่ายทั้งหมดด้วยกัน 3 โมเดล ได้แก่

โมเดลสแตนดาร์ด ไม่มี ABS ซึ่งจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 7,699 เหรียญหรือราวๆ 241,000 บาท
โมเดล ABS ก็จะมีสองเฉดสีเหมือนกับโมเดลไม่มี ABS คือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 8,099 เหรียญหรือราวๆ 253,000 บาท
และโมเดล KRT Edition ซึ่งจะมาในเฉดสีเดียวกับทีมแข่ง WorldSBK คือสีเขียวตัดด้วยสีดำและสีขาวมุก ในราคา 8,299 เหรียญหรือราวๆ 259,000 บาท
*(ซึ่งราคาทั้งหมดยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ALL NEW FORZA350 ONLY FOR THE GREATEST เพราะที่สุด มีเพียงหนึ่งเดียว

อัตราเร่งดี บอดี้ ดีไซน์ใหม่เพิ่มความสปอร์ตดูพรีเมี่ยมมากขึ้น เพิ่มช่องการไหลของอากาศเพื่อการทรงตัวได้ดีเยี่ยมในความเร็ว และยังคำนึงถึงการคอนโทรลและความคล่องตัว ด้วยตำแหน่งท่านั่งที่ทำหู้ขับขี่นั่งได้สบาย วางเท้าได้สะดวก All New Forza350 มาพร้อมฟังก์ชันใหม่ที่เหนือชั้น ระบบไฟฉุกเฉิน ESS เพิ่มความปลอดภัย เมื่อใช้เบรกกระทันหัน สะดวกสบายด้วย In-Console USB Charger & Bottle Holder ช่องชาร์จไฟผ่าน USB Port ขนาดใหญ่ที่สามารถวางขวดน้ำได้ในตัว พร้อมด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัยมากมาย อาทิ แผงหน้าปัดแบบดิจิตอลสไตล์ Cockpit Area แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน รีโมทอัจฉริยะฮอนด้าสมาร์ทคีย์ระบุตำแหน่งพร้อมกันขโมย

รถบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นยอดนิยมในบ้านเรา รุ่นใหม่นี้นอกจากรูปลักษณ์จะถูกเหลาให้มีเส้นสายที่คมชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่า การออกแบบช่องอากาศด้านข้างแฟริ่งให้ไหลผ่านและช่วยในการทรงตัวที่ดีขึ้น รวมไปถึงมุมเทลที่ปรับใหม่ให้การเข้าโค้งง่าย แน่นอน New Honda Forza 350 รุ่นใหม่ จะมีความกระฉับกระเฉงและคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นในส่วนชิลด์หน้ายังคงเป็นการปรับด้วยระบบไฟฟ้าเพิ่มความสูงจากเดิม 110 มม. เป็น 150 มม. ปรับได้ที่สวิตช์แฮนด์ด้านซ้าย และตัวรถมาพร้อม Smart key ที่ใช้งานได้สะดวกสามารถบิดเพื่อเปิดระบบและสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เลยโดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ในส่วนช่องสัมภาระใต้เบาะขนาดใหญ่ รุ่นนี้สามารถเก็บหมวกกันน็อคได้พร้อมกันถึง 2 ใบ

ลื่นขึ้น แรงขึ้น ด้านขุมพลังมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 330 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้การเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แรงเสียดทานต่ำลง ให้สมรรถนะสูงและแรงส่งที่ต่อเนื่อง พร้อมกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม ให้อัตราเร่งติดมือ เพิ่มเพลาบาลานเซอร์เพื่อสร้างสมดุลให้เพลาข้อเหวี่ยง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ย้ายตำแหน่งมาอยู่ที่ด้านหน้ารถ ส่งผลให้การระบายความร้อนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยในการกระจายน้ำหนักมาทางด้านหน้าทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบ Honda Selectable Tourque Control ป้องกันล้อหนมุนฟรีท้ายสไลด์ ไม่ให้เสียการทรงตัว ให้แรงม้าสูงสุดที่ 41 แรงม้า

New Honda Forza 350 มาพร้อมกับวงล้อหน้าขนาด 15 นิ้ว และล้อหลังขนาด 14 นิ้ว โช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิกจะมีขนาด 33 มม. เท่านั้น บางลงกว่าโมเดลเดิมที่มีขนาด 35 มม. ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบทวินโช้คที่สามารถปรับระยะพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานระบบดิสก์เบรกหน้า/หลัง ที่มาพร้อมกับ ABS แบบ 2 channel เช่นเดียวกับรถบิ๊กไบค์ ในขณะที่หน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบดิจิตอลผสมกับอนาล็อค ซึ่งให้ความสดใหม่และโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม สะดวกสบายกับ In-console USB Charger & Bottle Holder ที่เก็บของคอนโซลหน้าขนาดใหญ่ พร้อมที่วางขวดน้ำในตัว รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิตอลฃด้วยที่ชาร์ทไฟสำรองอเนกประสงค์แบบ USB Charger Type C สีที่เปิดตัวกันในปีนี้นั้นจะมี สีน้ำเงิน-ดำ สีดำ, สีแดง-ดำ และ สีขาว-น้ำเงิน ในราคาเปิดตัวที่ 173,500 บาท

ความรู้สึกหลังการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ กอล์ฟ ไรดิ้ง

มีความหรู พรีเมี่ยม แต่ซ่อนเขี้ยวเล็บที่แหลมคม อัตราเร่งม้าดีดเร้าใจตั้งแต่ออกตัว เพราะใส่ม้าเพิ่มมาให้อีก 4 ตัว อัพไซส์ลูกสูบจาก 72 มม. เป็น 77 มม. ความจุเป็น 330 ซีซี หัวเว้า 4 วาล์ว พร้อมค่าสปริงใหม่ ก้านข้อเหวียงใหญ่ รู้ได้ถึงเครื่องยนต์ที่นิ่งเสียงเงียบ ลดอาการสั่นด้วยการเสริมเพลาบาล้านซ์เซอร์ที่ข้อเหวี่ยง ทำให้รอบเดินเบาพลาสติกไม่มีกระพรือให้รำคาญ
ท่านั่งไม่ต่างจากตัวเดิม นั่งได้สบายๆ มีความคล่องตัวในระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับพลิกพริ้ว ช่องเล็กๆ ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน วิ่งปะทะลมสบายด้วยวินชิลด์ปรับระดับได้สูงถึง 150 มม. กรองอากาศขนาดใหญ่เปิดคันเร่งรอบสูงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูดอากาศเข้าไปเผาไหม้ เรือนลิ้นเร่งแบบยิงตรง รู้สึกได้ถึงแรงบิดที่มาเร็วกว่าเดิม เห็นว่าหม้อน้ำย้ายไปข้างหน้าเพื่อให้ลมผ่านได้ดี และเสริมพัดลมไฟฟ้าระบายความอีกตัว แหม…แบบนี้ม้าไม่มีตกแน่นอน ช่วงล่างโช้คอัพหลังยังมีจังหวะเหวี่ยงๆ อยู่บ้างในโค้ง ขณะที่รถมีความเร็ว 80 กม./ชม แต่ถ้าใช้งานทั่วไปก็ปกติ ยางติดรถถือว่าเกาะพื้นถนนได้ดี ชุดหลังทดอัตรากำลังส่งเฟืองท้ายปรับใหม่ เม็ดแรงเหวี่ยงเพิ่มน้ำหนักเป็น 21 กรัม ออกตัวเร็วมีกำลังที่ต่อเนื่อง เร่งแซงได้ทันใจ ทำความเร็วได้แบบสะเทือนวงการรถเดิมๆ 160 กม./ชม. จาก 0-100 ในเวลาเพียง 8.42 วินาที ดิสก์เบรกแบบ ABS 2 Channels แยกการทำงานหน้า/หลัง สั่งหยุดหนึบๆ มั่นใจ ระบบแทร็คชั่นสั่งทำงานเร็วเมื่อล้อหลังสัมผัสกับ ฝุ่นทราย หินกรวด หรือน้ำ แต่ถ้าปิดระบบ ก็จะได้สัมผัสกับความมันอีกสไตล์ แต่สำหรับใครทียังไม่พอใจสำหรับความเร็วเต็มเกย์ เครื่องยนต์สามารถรองรับการปรับแต่งโมดิฟายไปต่อให้เร้าใจได้อีกเยอะ

2021 All New Honda CBR150R

เพื่อนบ้านที่อินโดนีเซีย ที่คลั่งใคล้กับความเร็วแรง และความสปอร์ตเป็นอย่ามาก เปิดตัว All New CBR150R ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ให้อารมณ์ที่เร้าใจ กับเส้นสายลวดลาย และมิติของตัวรถที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

คอฟเวอร์ฟูลแฟริ่งใหม่รอบคัน แฟริ่งด้านข้างแบบใหม่พร้อมช่อง AIR DUCT ที่ด้านข้าง เพื่อให้อากาศใหลผ่านได้ดีและทำให้การทรงตัวของรถมีความนิ่ง ไฟหน้า LED ใหม่ 2 ชั้น กับไฟ Day time Running Light ที่ถอดแบบมาจาก CBR250RR ทำให้มีความสปอร์ตมากขึ้น ไฟท้าย LED แบบใหม่ และมาพร้อมกับระบบ ESS ไฟฉุกเฉินเมื่อทำการเบรกรถอย่างกะทันหัน เตือนรถข้างหลัง ซึ่งจะเป็นระบบมาตรฐานกับรถรุ่นอื่นๆ ด้วย

ปรับท่านั่งให้สมาร์ท คล่องตัว ด้วยองศาแฮนด์ใหม่ให้อารมณ์ความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้น เบานั่ง 2 ชั้น ยกระดับด้านท้ายสำหรับผู้ซ้อน ด้วย เรือนไมล์ LCD ฟูลดิจิตอล ดีไซน์ใหม่สปอร์ตหรู และบอกรายละเอียดได้อย่างครบครัน และตอบสนองความต้องการตามคำเรียกร้องของวัยรุ่น กับระบบกันสะเทือนแบบใหม่ ด้วยโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down กระบอกสีทอง ที่ทำให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และซับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยมอีก โช้คอัพหลัง แบบ Mono Shock ระบบเบรก ABS ดิสก์เบรกหน้าขอบหยักแบบลดความร้อน คาลิเปอร์ลูกสูบคู่ และดิสก์เบรกหลังขอบหยักและคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว วงล้อแม็กก้านตัว Y ขนาด 17 นิ้ว

 

2021 All New CBR150R มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดี่ยว ขนาด 150 ซีซี. DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 17.1 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 14.4 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์แบบ 6 สปีด และมาพร้อมระบบ Assist Slipper Clutch ติดตั้งมาด้วย ทำให้การขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัย เมื่อลดเกียร์ลงอย่างรวดเร็วในโค้ง หรือทางลื่น ราคาเปิดตัวที่อินนีเซีย เริ่มต้นที่ 75,000 บาท มี 4 รุ่น STD, ABS, Racing Red ABS และ MotoGP Version แต่สำหรับประเทศไทยถ้าเปิดตัวขายก็น่าจะแพงกว่านี้

BMW C400X + C400GT

รถสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางระดับพรีเมี่ยม จาก BMW ที่ได้รับการอัพเกรดออกมาล่าสุด ก็คือ C400X กับ C400GT ซึ่งเวอร์ชั่นแรก อย่าง C400X ถูกส่งออกมาครั้งแรกในปี 2017 เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในเมือง ขณะที่ C400GT ที่ส่งออกมาสู่ตลาดในปี 2019 นั้น ออกแบบมาเพื่อตอบสนองการเดินทางไกล ด้วยความเป็นรถในแบบ Gran Turismo หรือ ทัวร์ริ่ง และล่าสุดทาง BMW Motorrad ได้ทำการอัพเกรดสกู๊ตเตอร์ระดับพรีเมี่ยมขนาดกลางทั้งสองเวอร์ชั่นด้วยการระบุอย่างชัดเจนว่า Technology upgrade for the midsize scooters

ด้วยจุดประสงค์ในการออกแบบที่ต้องการให้ทั้ง C400X และ C400GT เป็นสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางที่มีความทนทาน ตอบสนองการใช้งานที่ดี และให้ความสนุกสนานในการขับขี่ รวมทั้งลดภาระการดูแลรักษา ตัวเลือกของเครื่องยนต์แบบสูบเดียว single-cylinder engine จึงเป็นตัวเลือกที่ดีพร้อมด้วยชุดเกียร์บ๊อกซ์ที่กำหนดมาเป็นแบบอัตโนมัติ หรือ CVT-continuously variable transmission ที่มีสมรรถนะของขุมกำลังในการขับเคลื่อนขนาด 25kW หรือ 34 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดขนาด 35Nm ที่ 5,750 รอบต่อนาที ที่มาพร้อมกับ electronic throttle grip-E-gas ซึ่งเป็นระบบควบคุมการเปิดปิดเรือนลิ้นเร่งด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์ รวมทั้งปรับปรุงระบบควบคุมเครื่องยนต์มาใหม่ new engine management system กล่าวได้ว่าหลากหลายส่วนประกอบที่เกี่ยวกับการทำงานของ”ระบบ” ล้วนถูกพัฒนามาใหม่ทั้งสิ้น ไม่ว่า catalytic converter oxygen sensor cylinder head new sensor on the generator cover เป็นต้น

เป็นที่รู้กันว่าในโมเดลก่อนหน้านี้ ได้มีการติดตั้ง ASC-Automatic Stability Control ซึ่งเป็นระบบที่มีเซ็นเซอร์คอยแจ้งเตือนความมั่นคงในการขับขี่ ที่คำนวณขนาดวงล้อ ความเร็วและหน้าสัมผัสของพื้นผิว โดยในระบบเดิมที่ติดตั้งมานั้น จะต้องคอยป้อนข้อมูลหรือวัดขนาดของวงล้อใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ ดังนั้นในโมเดลล่าสุดของ C400X และ C400GT นี้ ได้พัฒนาให้สามารถคำนวณได้โดยอัตโนมัติ คือ เป็น ASC ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติ Automatic radius calibration นอกจากนี้ยังได้เพิ่มออพชั่นในการควบคุมความเร็วสูงสุดตามกฏหมายของประเทศจีน ที่กำหนดให้มี top speed ที่ 129 กม./ชม. แต่ในประเทศอื่นๆ นั้นยังคง top speed ไว้ที่ระดับ 139 กม./ชม.

นอกจากนี้ไฮไลท์ที่มีการปรับปรุงขึ้นมาใหม่ก็เป็นในส่วนของระบบเบรก ที่มีการเปลี่ยนส่วนของคาลิเปอร์เบรกหน้า new front brake calipers และยังมีการปรับระยะเคลื่อนที่ของมือเบรก adjusted lever travel ของทั้งเบรกหน้า และเบรกหลัง โดยเฉพาะในส่วนของ new brake calipers นั้นมีส่วนให้การเบรกหน้านั้นมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น ด้วย double-disc brake system ซึ่งมีการปรับใหม่ทั้ง C400X และ C400G

2022 Suzuki GSX1300RR Hayabusa

2022 Suzuki Hayabusa ถูกจัดไว้ในส่วนของ “Ultimate Sportbike” มันเป็นยิ่งกว่าการอัพเกรดธรรมดาของเจ้า “พญาเหยี่ยว” ทุกอย่างถูกปรับแต่งได้อย่างลงตัวครบถ้วน ไฟหน้าแบบโคมเดี่ยว ทรงเรียว ช่อง Air Intake ด้านหน้า แฟร์ริ่งที่มีความบึกบึน ส่วนโค้งท้ายตัวรถที่ไม่เหมือนใคร พร้อมด้วยเบาะนั่งทรงสปอร์ตสำหรับการซุกตัวหมอบใต้อุโมงค์ลมชิลด์หน้า\

เครื่องยนต์จะมาพร้อมกับขุมกำลังขนาด 1,340 ซีซี แบบ 4 ลูกสูบเรียง DOHC 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 187.75 แรงม้าที่ 9,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 110.68 นิวตันเมตร ที่ 7,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด ส่งกำลังสุดท้ายด้วยโซ่ ระบบกันสะเทือนแบบหัวกลับ Upside-Down KYB ขนาด 43 มม. สามารถปรับระดับได้ ระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock ปรับได้เต็มระบบ Preload rebound และ compression damping ระบบเบรกหน้าแบบดิสก์เบรกคู่ขนาด 320 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 พอร์ท ด้านหลังจานดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 260 คาลิเปอร์แบบลูกสูบเดี่ยว พร้อมระบบ ABS พิเศษ Motion Track Anti-Lock Brake System ที่ไวต่อการเอียงรถ และมีระบบ Combined Brake System เพื่อช่วยให้แชสซีรักษาระดับ สำหรับผู้ที่ชอบใช้เบรกหลังเพียงอย่างเดียว และยังมีระบบ Slope Dependent Control System ที่ทำงานเพื่อลดการยกล้อหลังให้น้อยที่สุดเมื่อเบรกบนทางลาดลงเนิน รวมไปถึงระบบ Hill Hold Control System ระบบช่วยเบรกในการสตาร์ทเครื่องยนต์ขณะจอดบนทางที่ลาดเอียง วงล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว แบบ 7 ก้านใหม่ พร้อมด้วยยาง Bridgestone S22ไซส์ 120/70ZR-17 และ 190/50ZR-17

โดยขุมกำลังใหม่นี้ เน้นในเรื่องของประสิทธิภาพในการส่งกำลังในรอบต่ำและกลางมากขึ้น ถึงแม้ว่าขนาดของกระบอกสูบ x ช่วงชักจะยังเท่ากับ 81.0 x 65.0 มม เหมือนเดิม แต่ก็มีการออกแบบลูกสูบใหม่ที่มีน้ำหนักที่เบากว่า ก้านลูกสูบน้ำหนักน้อยลงกว่าเดิม 3 กรัม ห้องเผาไหม้ได้รับการแก้ไขใหม่ โดยลดค่าสัมประสิทธิ์การไหลลง 5% เพื่อให้การเผาไหม้ของอากาศ เชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากขึ้นไม่เพียงเท่านี้ ยังปรับปรุงระบบหล่อลื่นไปจนถึงตลับลูกปืนที่ใหญ่กว่าเดิม เพื่อความทนทาน และประสิทธิภาพในทุกๆ ย่านความเร็ว ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ก็พัฒนาใหม่ โดยการอัพเกรดระบบไหลเวียนของอากาศที่ไหลได้สะดวกมากขึ้น 8% ในขณะเคลื่อนที่ และเพิ่มขึ้นอีก 7% ในจังหวะที่พัดลมเริ่มทำงาน และเพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ผลิตกำลังได้ตามที่ต้องการรวดเร็ว Suzuki จึงใช้เป็นคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire และตัว throttle bores แบบ 2 หัวฉีด ขนาด 43 มม. หัวฉีดหลักจะฉีดพ่นลงไปที่รูโดยตรงในขณะที่ Suzuki Side Feed Injector ใหม่จะฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงกับแผ่นสะท้อนแสงที่อยู่ข้างหน้าวาล์วปีกผีเสื้อ ส่งผลให้แรงม้าและแรงบิดเพิ่มขึ้น 2% ในช่วงต่ำและช่วงกลาง ท่อไอดีทั้งหมดมีความยาวเพิ่มขึ้น 12 มม เพื่อเพิ่มกำลังในช่วงรอบต่อนาที ช่อง AirBox ที่ปรับขนาดความจุใหม่ 11.5 ลิตร ไส้และระบบไอเสียเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด มีการลดน้ำหนักลงกว่าของเดิม 2.04 กิโลกรัม

โครงสร้างหลักแบบ twin-spar aluminum frame และ swingarm รูปทรงเดิม แต่มีการย้ายจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลงใกล้กับพื้นมากขึ้น และกระจายน้ำหนักด้านหน้าหลังได้ 50/50 ลดน้ำหนักของโครงสร้างแต่เพิ่มความแข็ง ซึ่งนั้นหมายความถึงตัวรถจะถูกปรับปรุงในเรื่องของประสิทธิภาพในการขับขี่ในทางโค้งที่ดี แต่จะยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิมกับการวิ่งทำความเร็วสูงบนเส้นทางตรง แบบ ที่ออกแบบมาเฉพาะจัดเต็มกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ล้ำสมัย Hayabusa รุ่นใหม่มาพร้อมกับคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ใหม่ โดยมีระบบ Suzuki Intelligent Ride System (SIRS) และรระบบ Suzuki Drive Mode Selector Alpha ที่มีโหมดการขับขี่มาตรฐานโรงงานสามโหมด และโหมดที่ผู้ใช้กำหนดเองได้สามโหมด โดยการปรับแต่ค่าต่างๆ นั้น ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับหรือเปิดปิดระบบการทำงานต่างๆ ได้อย่างอิสระไม่เพียงเท่านี้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายจะทำงานรวมกับแกน IMU จาก Bosch และควบคุมการทำงานด้วยระบบ ECU เพลิดเพลินกับการขับขี่ด้วยตัวช่วยอย่าง ระบบ Quick Shift แบบสองทาง ที่สามารถปรับขึ้นและลดเกียร์ได้อย่างอิสระ และความสามารถใหม่ Active Speed ​​Limiter ระบบจำกัดความเร็วที่สามารถปรับค่าได้ โดยสามารถไล่เรียงขีดจำกัดความเร็วตั้งแต่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปถึงขีดสุดของตัวรถที่สามารถทำได้ที่ 299 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สีสันทีจะผลิตออกสู่ตลาดมีการประกาศออกมาแล้วว่าจะมาพร้อมกัน 3 ชุดสี ประกอบไปด้วย Glass Sparkle Black – Candy Burnt Gold, Metallic Matte Sword Silver – Candy Daring Red และ Pearl Brilliant White – Metallic Matte Stellar Blue สำหรับ Suzuki Thailand จะมีการนำเข้ามาในช่วงเวลาใด และราคาของมันนั้นจะเพิ่มจากราคาปัจจุบันที่จำหน่ายอยู่ที่ 850,000 บาท หรือมากกว่า ต้องตามลุ้นกันอีกที

2021 Honda NC750X

ชัดเจนกับคำจำกัดความที่ว่า One Motorcycle.For Everything ที่ถูกนำมาใช้กับ NC750X ซึ่งผู้ใช้ที่ได้สัมผัสมาแล้วต่างเข้าใจกันดีว่ารถรุ่นนี้พร้อมเพียงใดที่จะตอบสนองการเดินทางสู่เป้าหมายที่ผู้ขับขี่ต้องการ

ด้วยความมั่นใจในสมรรถนะ ความปลอดภัยในด้านความปลอดภัย คุณภาพมาตรฐานสูงที่ผลิต และความสะดวกสบายที่ได้รับจากรถรุ่นนี้ คือสิ่งที่ทุกคนยืนยันได้ และนี่คือเวอร์ชั่นล่าสุดที่ได้รับการอัพเดทออกมาสู่ตลาดในปีนี้ ด้วยโครงสร้างบอดี้เวิร์คที่มีความกะทัดรัดมากขึ้น มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น มีพื้นที่เก็บสัมภาระมาเป็นพิเศษ เพิ่มพลังให้กับเครื่องยนต์ มีอัตราการเร่งที่รวดเร็วขึ้น มีการปรับโหมดการขับขี่ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น และตัวรถโดยรวมมีน้ำหนักลดลงจากเดิม 6 กก. กำลังสูงสุดจากเครื่องยนต์ 750 ซีซี parallel twin engine เพิ่มจากเดิม 4kW และมีรอบการทำงานสูงสุดเพิ่มขึ้นอีก 600rpm สามเกียร์แรกได้รับการปรับอัตราทดให้สั้นลงเพิ่มความรู้สึกในแบบสปอร์ตมากขึ้นกว่าเดิม

โหมดการขับขี่ได้รับการปรับให้ทำงานร่วมกับ throttle by Wire ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งสามโหมดมาตรฐาน คือ sport rain-standard และยังมีอีกหนึ่งโหมด คือ โหมดที่อนุญาติให้ผู้ใช้สามารถปรับเซ็ทได้ตามความต้องการ ซึ่งแต่ละโหมดจากที่มีสี่ riding mode ล้วนถูกออกแบบมาให้มีความสัมพันธ์กับรูปแบบของ Dual Clutch Transmission อีกด้วยอย่างที่กล่าวไปแล้ว NC750X ได้รับการปรับโครงสร้างบอดี้เวิร์คใหม่ ดังนั้นในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระ central storage จึงมีความจุเพิ่มขึ้นเป็นขนาด 2 ลิตร อีกทั้งยังได้รับการปรับบังลมหน้าใหม่ รวมถึงการใช้แผงเรือนไมล์ full colour LCD มีติดตั้งพอร์ท USB และยังปรับความสูงเบาะนั่งต่ำลงจากเดิม 30 มม. เช่นเดียวกับที่มีการพัฒนาปรับปรุงระบบควบคุมและระบบอิเล็คทรอนิคส์ต่างๆให้มีประสิทธิภาพที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมปรับเลือกแรงบิด Honda Selecctable Torue Control ที่เซ็ทมาใหม่ หรือแม้แต่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงของโมเดลล่าสุดนี้ก็อยู่ในระดับ 28.3 กม./ลิตร

หลังจากที่เปิดตัวออกมาในปี 2012 ของ NC750X ก็สร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง DCT-Dual Clutch Transmission ที่เป็นจุดขายของ NC750X ในช่วงเวลานั้น ควบคู่กับองค์ประกอบต่างๆที่ส่งเสริมให้รถรุ่นนี้”ฉีก”จากตลาดรถจักรยานยนต์ด้วยมาตรฐานความสะดวกสบายและปลอดภัยของการขับขี่ จากรถที่สามารถตลุยไปได้ในทุกเส้นทางรุ่นนี้ ก่อนที่จะได้รับการปรับปรุงและเสริมความสมบูรณ์แบบเพิ่มเติมมากมายหลายจุดในปี 2014 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขนาดความจุดอีก 75 ซีซีจาก 670 ซีซี เป็น 745 ซีซี ตามด้วยการเพิ่มคุณสมบัติในแบบแอดเวนเจอร์ด้วยการอัพเกรด DCT ในปี 2016 ตามด้วยการติดตั้ง HSTC- Honda Selectable Torque Control แบบสองระดับเข้ามาให้กับเครื่องยนต์ ใน ปี 2018

จนกระทั่งมาถึงในโมเดลล่าสุด 2021 NC750X ได้รับการอัพเกรดต่างเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อย่างที่บอกไปแล้วว่าเน้นการตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นให้ความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ดังนั้น TBW-Throttle By Wire จึงสามารถปรับเซ็ทได้ให้มีความเหมาะสมกับแต่ละ riding mode รวมทั้ง HSCT ที่มีการเซ็ทติ้งมาให้เลือกใช้มากถึง 3 level เช่นเดียวกับที่ DCT มีออพชั่นเพิ่มเติมด้วย Automatic shiftingที่อัพเกรดให้สัมพันธ์กับโหมดการขับขี่ที่พัฒนามาใหม่เช่นกัน

ตัวรถมีสเปคดังนี้

ENGINE
Type Liquid-cooled 4-stroke 8-valve, SOHC parallel 2-cylinder. EURO5 compliant.
Displacement 745cc
Bore&Stroke 77mm x 80mm
Compression Ratio 10.7: 1
Max. Power Output 43.1kW @6,750rpm
Max. Torque 69Nm @ 4,750rpm
Oil Capacity 4L
FUEL SYSTEM
Carburation PGM-FI electronic fuel injection
Fuel Tank Capacity 14.1 litres
Fuel Consumption MT: 28.3km/l (WMTC mode)
DCT: 28.3km/l (WMTC mode-Tested in D-Mode)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter Electric
Battery Capacity 12V/11AH
DRIVETRAIN
Clutch Type MT Wet multiplate clutch
DCT: Wet multiplate hydraulic 2-clutch
Transmission Type MT: 6-speed Manual Transmission
DCT: 6-speed Dual ClutchTransmission
Final Drive Chain
FRAME
Type Diamond; steel pipe
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) 2210mm x 846mm x 1330mm
Wheelbase MT: 1535mm
DCT: 1535mm
Caster Angle 27°
Trail 110mm
Seat Height 800mm
Ground Clearance 145mm
Kerb Weight MT: 214kg
DCT: 224kg
SUSPENSION
Type Front 41mm telescopic fork, 120mm stroke
Type Rear Monoshock damper, Pro-Link swingarm, 120mm travel
WHEELS
Type Front Multi-spoke cast aluminium
Type Rear Multi-spoke cast aluminium
Rim Size Front 17M/C x MT3.50
Rim Size Rear 17M/C x MT4.50
Tyres Front 120/70-ZR17M/C (58W)
Tyres Rear 160/60-ZR17M/C (69W)
BRAKES
ABS System Type 2-channel ABS
Type Front 320mm single wavy hydraulic disc with 2-piston caliper and sintered metal pads
Type Rear 240mm single wavy hydraulic disc with single-piston caliper and resin mold pads
INSTRUMENTS & ELECTRICS
Instruments Digital speedometer, digital bar-typetachometer, clock, bar-type fuel meter,two trip meters,gear position indicator,
‘instant’and‘average’fuel consumptionandcoolant temperature warning light.
Security System HISS
Headlight LED
Taillight LED

2020 Ninja ZX-25R

เปิดตัวมาในปี 2020 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก กับรถซูเปอร์สปอร์ต Ninja ZX-25R ขนาด 250 ซีซี มาพร้อมเครื่องยนต์ Inline 4 สูบเรียง รอบจัด เครื่องยนต์บล็อคใหม่กับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากคาวาซากิ

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกระบอกสูบ x ช่วงชัก = 50.00 x 31.8 มม. ปริมาตรความจุ 250 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 11.5:1 ให้แรงม้าสูงสุด 47 แรงม้าที่ 15,500 รอบ/นาที ให้แรงบิด 30 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 30 มม. x 4 ช่อง ระบบคลัทช์มาพร้อม Assist & Slipper Clutch เกียร์ 6 สปีด โดยเครื่องยนต์สามารถปั่นรอบได้สูงกว่า 17,000 รอบ/นาที

แรมแอร์ไดเร็ก ช่วยให้รอบปลายทำงานได้อย่างสุงสุด เป็นเทคโนโลยีที่ขึ้นชื่อในตระกูล Ninja ZX จากคาวาซากิ ระบบท่อดักอากาศ หรือ Ram-Air ถูกติดตั้งไว้บริเวณกึ่งกลางด้านหน้าของตัวรถ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Ninja H2 อากาศที่ถูกอัดเข้าช่อง Ram-Air ไอดีจะมีปริมาณที่มาก และเร็ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ ซึ่งเห็นผลจากแรงม้า และกำลังที่จะเพิ่มขึ้นในความเร็วสูงเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการทำงานที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ Ninja ZX-25R เป็นรถขนาด 250 ซีซี รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบ Traction Control และ Quick Shifter ที่ทำงานได้เต็มระบบ ทั้ง Up และ Down ให้กำลังของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และยังให้โหมดสำหรับการขับขี่ Power Mode ที่มีให้เลือก Full และ Low

รม และช่วงล่างจัดเต็มสมรรถนะ เฟรมแบบ Trellis หรือแบบโครงถัก เป็นเฟรมใหม่ที่ช่วยกระจายแรงได้ดี โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ของ Showa ขนาด 37 มม. การทำงานภายในแบบ SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยววางนอนเกือบจะขนานกับพื้นหรือในชื่อ Horizontal Back-link ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ เป็นคาลิเปอร์โมโนบล็อคยึดแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังดิสก์ขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ขนาด 1 ลูกสูบ ล้อแม็ก 17 นิ้ว ยางหน้าขนาด 110/70R17 ยางหลังขนาด 150/60R17 ใช้รุ่น Dunlop GPR300
ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดความจุ 15 ลิตร ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 785 มม. ระยะฐานล้อหรือ Wheelbase ที่ 1,380 มม. มีน้ำหนักตัวรวมของเหลว 184 กิโลกรัม

ถ้าสนใจก็สามารถสอบถามหรือเข้าไปที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านได้แลย Kawasaki Ninja ZX-25R มี 2 สีคือ สีเขียว Lime Green / Ebony (SE) และสีดำ Metallic Spark Black / Pearl Flat Stardust White (SE) เปิดราคาที่ 269,000 บาท

ความรู้สึกหลังจากการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding
ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตแต่กลับให้อารมณ์เหมือนรถทัวร์ริ่งทั่วๆ ไป ที่ให้ท่านั่ง และการควบคุมที่รู้สึกสบายๆ ไม่ก้มมากจนเกินไป น้ำหนักที่แขนไม่ทิ้งไปที่แฮนด์ เบาะนั่งที่ต่ำ 78 ซม. รองรับสำหรับผู้ชายตัวเล็กและผู้หญิงเพิ่มความมั่นใจเมื่อได้คร่อม การวางเท้าก็ไม่ได้เยื้องไปข้างหลังอยู่ในตำแหน่งที่กำลังดี ทำให้ตัวผู้ขับขี่ไม่โน้มไปข้างหน้านั่นเอง น้ำหนัก 184 กิโลกรัม ถือว่าเยอะมาก แต่เมื่อออกตัวไปรู้สึกเบา และมีความเสถียรมั่นคง บอดี้ที่ใหญ่พอๆ กับตัว 600 ซีซี แต่การพลิกเลี้ยวคล่องตัว วงเลี้ยวแคบทำให้ซิกแซกง่าย แต่มีอุปสรรคที่กระจกหน้าที่เป็นเหมือนหนวดกุ้ง เพราะว่าระดับพอดีกับกระจกรถยนต์เครื่องยนต์บล็อคใหม่ๆ ซิงๆ 4 ลูก เรียง แต่มันขัดใจนิดหน่อยเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวที่จะอืดๆ เล็กน้อย ไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดอย่างที่หลายๆ คนคิดเอาไว้ สำหรับคนที่ชอบขี่เกียร์สูงรอบต่ำก็พอได้อยู่สัก 3,000-4,000 รอบ/นาที แต่พอรอบกวาดไปถึง 7,500-8,000 รอบ/นาที ทีนี้ล่ะความสนุกเร้าใจเริ่มบังเกิดขึ้นแล้ว เกียร์ 3-4-5-6 มาเต็ม มีย่านกำลังให้ใช้เหลือเฟือ จะกระแทกคันเร่งตอนไหนก็ได้ ด้วยเครื่องยนต์ที่เป็น 4 สูบ ทำให้การลากรอบได้ถึง 15,500 รอบ/นาที ความเร็วปลายทะลุ 180 กม./ชม. การเสริมช่องแลมแอร์มาให้ช่วยการดักอากาศเข้าไปที่กรองเพื่อใช้ในรอบปลาย กับความเร็วตั้งแต่ 100กม./ชม. ขึ้นไป จะรู้สึกได้เมื่อใช้ความเร็วรอบที่เหมาะสม โหมดการขับขี่ 2 โหมด Full และ Low สามารถปรับใช้งานได้ง่าย ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ปรับได้ 3 ระดับ และปิดการใช้งานได้เพื่อความสนุกในเซอร์กิต และ ควิกชิพเตอร์ ทำงานรวดเร็วเข้าง่ายแทบไม่ต้องใช้คลัทช์ แต่จังหวะลดเกียร์ต้องใช้แรงกดมากหน่อย
ช่วงล่างด้านหน้าเซ็ทได้ลงตัว Upside Down รับแรงกระแทกและแรงกดได้หนึบ สะท้านถึงมือน้อย ช่วงหลังโช้คอัพที่วางตำแหน่งองศาเกือบขนานกับพื้น การรับน้ำหนัก และแรงกดกำลังเครื่องยนต์ก็นุ่มหนึบใช้ได้ แต่ตอนเข้าโค้งมีสวิงเล็กน้อย อาจเป็นที่พื้นถนนด้วย แต่ถ้าขี่ในสนามไม่น่าจะมีปัญหา เบรกหน้าไร้กังวล จัดมาให้แบบดับเบิ้ลดิสก์ ส่วนดิสก์เบรกหลังเดี่ยวก็มั่นใจได้
สรุปโดยรวม การออกแบบตัวรถสปอร์ตสวยเท่ และเครื่องยนต์ออกมาตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป นั่งสบาย คล่องตัว เสียงเพราะ และขับขี่สนุกด้วยอัตราเร่ง

Honda Gold Wing

ถึงคราวอัพเดทยักษ์ใหญ่สายทัวร์ริ่งประจำค่าย Honda อย่าง รถในรหัส GL1800 ที่มีการขยับไลน์อัพโมเดล 2021 ในเบื้องต้น ส่งออกมาสองเวอร์ชั่น คือ GL1800 GoldWing กับ GL1800 GoldWing Tour

โดยตัวแรก GL1800 Gold Wing จะมาพร้อมกับเฉดสีแบบ contemporary new colour scheme หรือโทนสีแบบร่วมสมัย ขณะที่ GL1800 Gold Wing Tour ได้รับการปรับเสริมเติมแต่งเพิ่มออพชั่นเข้าไปเพื่อให้มีขีดความสามารถในการใช้งานเดินทางไกลได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น และทั้งสองโมเดลต่างก็จะได้รับการอัพเกรดในส่วนของระบบเครื่องเสียงด้วยกันทั้งคู่

โดยรวมแล้วก็น่าจะกล่าวว่าเป็นการปรับในแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นส่วนใหญ่ สำหรับเจ้า GL1800 ยักษ์ใหญ่จากค่ายฮอนด้า ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวมาแม้จะเป็นการปรับเสริมในแบบไมเนอร์เชนจ์ก็ตามที ซึ่งในปีนี้ตามแพลนของตลาดยุโรปนั้น จะมีส่งออกมาจากไลน์การผลิตทั้งสิ้นยี่สิบสี่รุ่น นั่นเอง

แม้จะมีสองเวอร์ชั่นหลักตาที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีรายละเอียดย่อยในแต่ละเวอร์ชั่นออกมา คือ Gold Wing สแตนดาร์ด กับ Gold Wing DCT และ เวอร์ชั่น Tour นั้นก็จะมี Gold Wing Tour-Gold Wing Tour DCT-และ Gold Wing Tour DCT Airbag ตามลำดับ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดสเปคให้มาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ตามที่กล่าวไปแล้ว ว่านี่คือไมเนอร์เชนจ์ ดังนั้นคงไม่มีแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้เท่าไรนัก

MV AGUSTA Superveloce Limited Edition by Alpine

เป็นอีกค่ายที่ไม่ค่อยจะให้รายละเอียดตัวรถ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นพิเศษที่ขยันส่งออกมามากมายหลากรุ่น ใช่แล้ว MV Agusta จากอิตาลี ที่ประกาศผลิต Limited Edition ล่าสุดออกมา ทั้งที่เพิ่งจะส่ง เวอร์ชั่นครบรอบ 75 ปี ออกมาก่อนหน้านี้

และนี่คือเวอร์ชั่นพิเศษ ที่ MV Agusta จะผลิตออกมาจำกัด 110 คัน กับการแตกย่อยมาจากรุ่น Superveloce โดยเวอร์ชั่นนี้ได้จับมือกับผู้ผลิตรถสปอร์ตและพาร์ทคิทสำหรับการแข่งขันจากฝรั่งเศษอย่างแบรนด์ Alpine โดยพื้นฐานเครื่องยนต์จะเป็น เครื่องยนต์สามสูบแถวเรียงของ MV Agusta ที่มีขนาดกำลัง 147 แรงม้า ซึ่งสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 240 กม. ต่อ ชม. โดยจะเสริมแต่งชิ้นส่วนที่พัฒนามาตามแบบฉบับรถสปอร์ตจาก Alpine A110 ซึ่งรายละเอียดไม่มีอะไรมากนัก นอกจากไฟล์ภาพที่ได้รับมา ดังนั้น เรามาชมโฉมของ MV Agusta Superveloce Alpine ที่มีผลิตออกมา 110 คัน

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอ Superveloce ตัวฉลองครบรอบ 75 ปีไป ถ้าคิดว่า ค่าตัวของเวอร์ชั่นนั้น อยู่ที่ 25,000 ยูโร แพงแล้วล่ะก็ ยังคงห่างชั้นจาก Al[ine Edition คันนี้ ที่มาพร้อมกับราคาเบ็ดเสร็จที่ 36,000 ยูโร แต่ไม่ต้องคิดมาก เพราะยอดจำหน่าย “ครบจำนวนเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

Ducati Diavel1260 Lamborghini

ก็ฮือฮาไปพักใหญ่กับการประกาศยุติบทบาทในฐานะตัวแทนจำหน่าย Ducati ในประเทศไทย ของกลุ่มธุรกิจยานยนต์ชั้นนำของไทย ส่วนจะเป็นใครมารับช่วงต่อนั้นก็ต้องติดตามกันต่อไป ซึ่งก็คงต้องทำการบ้านหนักไม่น้อยสำหรับการรับช่วงดูแล Ducati ในประเทศไทย

เอาล่ะก็มาที่ทางฝั่งบริษัทแม่เองก็ได้เดินหน้า ส่งรถโมเดลใหม่ออกมาเช่นเคย และหนึ่งในไลน์อัพก็คือ สปอร์ตครุยเซอร์ที่ต้องขออนุญาติกล่าวว่า ไปได้ไม่ค่อยสวยนักในบ้านเรา แต่เอาน่า เขาก็มีกลุ่มนิยม ไม่เช่นนั้นคงไม่มีพัฒนาออกมาจำหน่ายในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง กับ Ducati Diavel 1260 ที่ส่งออกมาสามเวอร์ชั่น คือ Diavel1260 – Diavel1260 S – Diavel 1260 Lamborghini สามโมเดล ที่มาพร้อมกับการแบ่งรายละเอียดการวางจำหน่ายในแต่ละซีกโลกเป็นสามโซน คือ ในกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro5 ในกลุ่มประเทศ สหรัฐอเมริกา,แคนาดา,เม็กซิโก และ โซนที่สาม คือ ประเทศอื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวทั้งสองโซนที่กล่าวถึง ความต่างกันในแต่ละโมเดลจากทั้งสามโซนนั่นก็คือ เลเวลของแรงม้า หรือกำลังเครื่องยนต์ ที่ในโซนแรกนั้นจะมีกำลัง 162 แรงม้า ที่ 9,500 รอบ ต่อนาที ในโซนถัดมา จะมีกำลัง 157 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ ต่อ นาที และ โซนสุดท้าย จะมาพร้อมกับกำลัง 159 แรงม้า ที่ 9,500 รอบ ต่อ นาที นั่นหมายความว่า ถ้าคุณนำเข้ารถเองโดยผ่านผู้นำเข้าอิสระก็ต้องดูว่ารถนั้นมาจากโซนไหน สำหรับเลเวลของกำลัง 157-162 แรงม้า

แต่พื้ฐานเครื่องยนต์ทั้งสามโซนนั้นเป็นสเปคเดียวกัน ด้วย Testastretta DVT 1262 V2-90 องศา สี่วาวล์ ต่อ สูบ Desmodromic Variable Timing , Dual Spark ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปริมาตรความจุเครื่องยนต์ ขนาด 1,262 ซีซี ที่มีอัราส่วนกำลังอัด 13.0:1 และมีแรงบิตเท่ากันที่ 13.2 กม. หรือ 129 Nm ที่ 7,500 รอบ ต่อนาที ซึ่งรายละเอียดพื้นฐานของทั้งสามโมเดลนั้น เราได้นำมาลงไว้ด้านท้ายให้ได้ดูกัน และที่ Riding เราค่อนข้างจะสนใจก็คือ เวอร์ชั่นที่น่าจะเรียกว่าพิเศษ อย่าง Lamborghini Edition ที่เป็นการร่วมมือยินยอมพร้อมใจ ของสองค่ายชั้นนำในแวดวงยานยนต์ จากอิตาลีที่จะส่ง DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI ออกมาสู่ตลาดทั่วโลกจำนวนจำกัดที่ 630 คัน

โดยในการออกแบบนั้น ทาง Ducatiได้นำแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ของ Lamborghini มาเป็นพื้นฐานในการแต่งแต้มเสริมความเป็นสปอร์ตของ Diavel เวอร์ชั่นพิเศษนี้ เอาสั้นๆ ก็คือหยิบคอนเซ็ปท์การออกแบบรถยนต์รุ่น Sian FKP7 มาถ่ายทอดลงบน Diavel ด้วยวัสดุชั้นยอด แข็งแกร่ง และเบา ไม่ว่าวงล้อแบบ forged wheels ชิ้นส่วนจากคาร์บอยไฟเบอร์ รวมทั้งการเลือกโทนสี Gea Green กับ Electrum Gold แบบที่ทางฝั่ง Sant’Agata Bolognese หรือทาง โรงงาน Lamborghini ใช้กับรถรุ่นพิเศษอย่าง Sian FKP37 ที่ออกมาในวาระพิเศษ พร้อมทั้งใส่หมายเลข 63 เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งของโรงงาน Lamborghini ในปี 1963 และเมื่อผลิต ทาง Ducati จึงจำกัดไว้ที่ 630 คัน

นอกจากเครื่องยนต์ Ducati แบบ Testastretta DVT 1262 engine ที่ใช้กับสามโมเดลดังกล่าว ที่แยกจากไลน์อัพอื่นในตระกูล Diavel ด้วยกันแล้ว เจ้า Lamborghini Edition ยังเสริมด้วยชิ้นส่วนพิเศษ พาร์ทพิเศษ รวมทั้ง ระบบอิเล็คทรอนิคส์เพิ่มเติมพิเศษบางจุด เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมซีรีส์ 1262 engine ที่มาพร้อมมาตรฐานในเลเวลเดียวกันอย่าง Trellis tubular steel frame Aluminium single-sided swingarm หรือ ชุดเบรก Brembo brakes with 320 mm diameter front discs and M50 monobloc calipers, 265 mm diameter rear disc เช่นเดียวกับชุดไฟ LED ทั้ง Front headlight with DRL and LED lighting system เช่นเดียวกับจอแสดงผลหรือเรือนไมล์แบบ Colour TFT instrumentation และแน่นอนว่าพื้นฐานหรือหัวใจสำคัญของรถจักรยานยนต์ยุคใหม่ต้องมาพร้อมกับระบบอิเล็คทรอนิคส์ชั้นยอด หรือ Electronic package ที่มีมาให้อย่าง Bosch 6-axis Inertial Measurement Unit (6D IMU)Bosch Cornering ABS EVO, Ducati Traction Control (DTC) EVO, Ducati Wheelie Control (DWC) EVO, Ducati Power Launch (DPL) EVO, Cruise Control เป็นต้น ขณะที่โครงสร้างตัวรถนั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนจัดเต็มด้วย Fully adjustable 48mm diameter Öhlins front fork กับชุดหลังอย่าง Fully adjustable Öhlins shock absorber นอกจากนี้ก็มี Ducati Quick Shift up & down (DQS) EVO รวมทั้งความบันเทิงเริงรมย์ด้วย Ducati Multimedia System (DMS) ที่มีติดตั้งมาด้วย เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดตัวรถก็ตามที่กล่าวไว้ เรานำมาฝากกันทั้งสามเวอร์ชั่นกันเลย

 

Benelli ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ TRK502X

เอาใจสายเดินทาง ใหม่ล่าสุดจากค่าย Benelli ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ TRK502X สายลุยในตระกูล TRK502 Series ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นของดีไซน์ และสีสัน เสริมความลงตัวให้ครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่ตอบสนองการขับขี่ของไบค์เกอร์ชาวไทยมากยิ่งขึ้น มาถึงเวอร์ชั่นที่ 2 ของรถจักรยานยนต์ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ของค่าย Benelli ที่จะมาเติมเต็มความสนุกเร้าใจ พร้อมตะลุยไปทุกเส้นทางกับ TRK502X ด้วยการปรับปรุงใหม่ให้เหมาะกับการใช้งานกับไบค์เกอร์มากที่สุด ตัวรถดีไซน์ด้วยเส้นสายแบบสปอร์ต ลายสติ๊กเกอร์ดุดัน คมเข้ม รู้สึกถึงการเดินทางผจญภัย วินชิลด์ทรงสูงโปร่งใสมองเห็นเด่นชัด ติดตั้งการ์ดแฮนด์สำหรับป้องกันการประแทก ปลอกแฮนด์บางแบบพิมพ์ลาย TRK ให้การจับกระชับมากขึ้น ก้านเบรกและก้านคลัทช์ เหรียญปรับระดับได้

ชุดแฟริ่งใหญ่ดูบึกบึนสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ แต่สามารถตัดอากาศได้ดี ข้างหน้ามีช่องดักอากาศเข้าไปช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ด้านข้างเสริมแคสบาร์เหล็กดัดเชื่อมกันล้ม ไฟหน้าพร้อมไปเดย์ไลท์ LED ไฟท้ายทับทิมแดงส่องสว่างด้วยหลอด LED 12 หลอด ถังน้ำมันขนาดใหญ่ความจุ 20 ลิตร ฟีเจอร์โดดเด่น จอแสดงผล ดิจิตอล มาพร้อมลายกราฟฟิกใหม่ ครบทุกฟังก์ชั่น สีสันชัดเจน รอบเครื่องยนต์เป็นเข็มแบบอะนาล็อค สวิตช์แฮนด์ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟเรืองแสง ช่องเสียบชาร์จไฟ 5V 2A แบบ USB และมีฝายางปิดกันน้ำ ด้านท้ายเสริมแรคที่ทำจากโลหะผสมอลูมินั่มรองรับสำหรับออพชั่นเสริม เบาะนั่ง Low Seat เน้นสำหรับไบค์เกอร์ชาวไทยโดยเฉพาะ นั่งสบายทั้งผู้ขับขี่ และผู้ซ้อนท้าย

ในส่วนของเครื่องยนต์มีปริมาตรความจุ 499.6 ซีซี 2 สูบเรียง 8 วาล์ว แบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ แรงบิดสูงสุด 46 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ/นาที กำลัง 11.5:1 แรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที สนุกไปกับอัตราทดเกียร์ 6 สปีด ท่อไอเสีย ออก 2 รวม 1 สวมด้วยปลายขนาดใหญ่วงล้ออลูมินั่มแบบซี่ลวด ข้างหน้า 19 นิ้ว วงล้อหลัง 17 นิ้ว ยางแบบดูโอเพอร์โพส แบบกึ่ง ได้ทั้งทางเรียบ และทางดินอัดแน่น

ยางหน้า 110/80-19 ยางหลัง 150/70-17 ระบบเบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก 320 มม. คาลิเปอร์ 2 พอร์ท ดิสก์เบรกหลังจานเดี่ยว 260 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว ซึ่งมาพร้อมกับระบบ ABS ทั้งหน้า และหลัง โช้คอัพหน้า Upside Down ขนาด 50 มม. โช้คอัพหลังเดี่ยวปรับตั้งค่าได้เต็มระบบ พรีโหลด รีบาวด์ และ คอมเพรสชั่น สวิงอาร์มเหล็กคู่แข็งแรง

สำหรับราคามี 2 เวอร์ชั่น สแตนดาร์ด 254,500 บาท มี 3 สี ขาว, เทา และ น้ำเงิน ตัวลิมิเต็ดเพิ่มออพชั่นกล่อง 3 ใบ 278,500 บาท มีสีเหลืองเท่านั้น และยังคงรับประกันเครื่องยนต์ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ความรู้สึกหลังจากการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding

อะไรมันช่างใหญ่ขนาดนี้ สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดมิดไซส์ ที่มีรูปร่างบึกบึนไปเทียบเท่ากับพี่ใหญ่ระดับ 1000 ซีซี อัพ แต่การดีไซน์ไม่ธรรมดาความเป็นสปอร์ต คมเข้ม ถังน้ำมันขนาดใหญ่ เบาะนั่งกว้างและความสูงไม่มากคร่อมแล้วรู้สึกมั่นใจแม้จะประครองด้วยปลายเท้า น้ำหนัก 213 กิโลกรัม ทะลุเพดานของรถไซส์ใหญ่บางรุ่นไปเลย จะขยับโยก หรือ จูงเข็น ค่อนข้างยากสักนิด แต่มันก็มีข้อดีคือการทรงตัวนิ่ง และมั่นคง โดนลมปะทะแรงๆ แทบไม่ขยับ การซิกแซกก็ทำได้เยี่ยม แต่ถ้าเจอรถติดๆ ช่องเล็กๆ ก็ไปไม่ได้เหมือนกันเครื่องยนต์เน้นที่แรงทอร์ค แรงบิด ช่วงต้น และกลาง รู้สึกได้ในการออกตัวที่เร็ว รอบไม่ต้องใช้เยอะมาก 4-5,000 รอบ/นาที กำลังขี่สนุก เกียร์ 6 สปีด ได้สนุกกับช่วงเกียร์ 3-5 แต่เกียร์ 6 รอบจะตึงๆ มือ การบิดเร่งแซงสามารถเปิดคันเร่งได้เลย อาจจะรอรอบสักนิด ในรอบปลายลากกันยาวๆ ทะลุ 160 กม./ชม. เครื่องยนต์ยังแสดงถึงกำลังที่จะไปต่อ เพราะฉะนั้นสามารถปรับลดเพิ่มสเตอร์ได้ตามความเหมาะสมช่วงล่างหนึบพอตัวเลยทีเดียว ข้างหน้าโช้คอัพหัวกลับไม่ได้มาแต่ความสวยดูหรูพรีเมี่ยมเท่านั้น แต่ใช้งานดีเลยทีเดียว ระยะยุบอาจจะไม่เยอะให้พร้อมลุยทางขรุขระสักเท่าไหร่แต่ทางเรียบๆ นี่สิ แหม…มันดี โช้คอัพหลังเดี่ยวที่ปรับได้เต็มระบบ เดิมๆ ก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากได้ความเหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนก็ปรับได้เลยเบรก ที่ให้มาพร้อมกับระบบ ABS ทั้งหน้าและหลัง เพิ่มความมั่นใจมากขึ้น ข้างหน้าจานดิสก์คู่ 320 มม. แต่คาลิเปอร์ลดสเปคลงมาจากตัวเก่า จาก เรเดียลเม้าท์ 4 พอร์ท เป็นแบบ 2 พอร์ท แต่ก็เพียงพอสำหรับความเร็วของเครื่องยนต์ ดิสก์หลังก็ใช้งานได้ปกติทั่วไป ดอกยางไม่ได้ลึกมากการขับขี่บนท้องถนนทั่วไปถือว่าเกาะถนนได้ดี แต่ถ้าลงดินแนะนำให้เป็นดินอัดแน่น หรือดินลูกรัง ถ้าเจอทรายหรือโคลนรับรองล้อฟรีแน่นอนถ้าจะว่าไปแล้วคาแรคเตอร์ของ TRK502X น่าจะไม่ค่อยเหมาะกับสายบิดทะลุทะลวง ที่ชอบความปี๊ดปร๊าดลากรอบยาวๆ เพราะเครื่องยนต์ของ TRK502X จะได้กำลังช่วงต้นกลางที่โดดเด่น ออกตัวเร็ว แซงผ่านสบาย และช่วงปลายสบาย ๆเหมาะสำหรับสายชิวมากกว่า