BMW Motorrad Concept CE0

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ระหว่างปิดต้นฉบับนี้ ทาง BMW Motorrad ได้แจกข่าวสาร เกี่ยวกับรถ”ต้นแบบ” หรือ Concept โมเดลล่าสุดให้กับสื่อทั่วโลก ซึ่งเป็น รถไฟฟ้า สำหรับ การใช้งานในเมือง ที่ระบุชัดเจนว่าคือ urban electric mobility แน่นอนว่ามันน่าจะถูกผลิตออกมาจำหน่ายในเวลาไม่นานนัก เนื่องจากว่าในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ทาง BMW Motorrad มักจะทำการแนะนำรถ concept ออกมานำร่องให้คนติดตาม จากนั้นไม่นานนักก็จะทำการเปิดตัวเวอร์ชั่นโปรดักชั่นตามมาในทันที

ขณะที่หลายฝ่ายต่างคาดเดาว่า BMW Motorrad จะจัดวางเซ็คชั่นไหนในตลาดรถ จะอยู่ในกลุ่มรถจักรยานยนต์มาตรฐาน หรืออยู่ในกลุ่มสกู๊ตเตอร์ เนื่องจากว่าเนื้อหาในเอกสารนั้นใช้คำว่า vehicle มากกว่า motorcycle หรือ scooter ซึ่งที่สุดแล้วหัวหน้าฝ่ายออกแบบของ BMW Motorrad อย่าง Edgar Heinrich ก็พูดทำนองว่า นี่คือการออกแบบใหม่ทั้งหมด จนหล่อหลอมออกมาเป็น CE02 นี่เป็นการผสมผสานของจินตนาการออกแบบกับความเชี่ยวชาญความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ซึ่งเขาก็พยายามจะสื่อถึงองค์ความรู้มากมายจากการคิดค้นวิวัฒนาการต่างๆจากโปรเจ็คมากมาย หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆในอดีต ที่ล้วนประสบความสำเร็จด้วยดีนั้นได้ถูกนำมาใช้กับการพัฒนา CE02 ที่บอกว่า มันคือสไตล์ใหม่ รูปแบบใหม่กับ single-track mobility ที่พร้อมตอบสนองสภาพการใช้งานในเมืองที่สำคัญคือมันให้ความสนุกจากการขับขี่อีกด้วย

นอกจากนี้ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายกำหนดไว้ที่กลุ่มผู้ใช้ อายุ 16 ปี ขึ้นไป ที่ไม่เคยขี่รถจักรยานยนต์ แต่จะสามารถสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ในการขับขี่กับเทคโนโลยีของโลกยานยนต์เท่ๆกับ lightweight e-vehicle ยานยนต์ไฟฟ้าน้ำหนักเบา ที่มีน้ำหนัก 120 กก.โดยประมาณ ซึ่งเจ้า BMW Motorrad Concept CE02 นี้ เน้นสมรรถนะและประสิทธิภาพหลักเพื่อการใช้งานในเมือง เน้นความสนุกสนานในการขับขี่ ความมีสไตล์เฉพาะตัว ด้วยพลังขับเคลื่อนขนาด 11kW ที่ให้แรงบิดและอัตราเร่งที่เพียงพอด้วยความเร็วสูงสุดในระดับ 90 กม./ชม. กับระยะทำการไกลถึง 90 กม. ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไปกลับในเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่นในเมืองด้วยรูปแบบที่เรียบง่ายดูมีสไตล์ ดึงดูดความสนใจ ช่วยเพิ่มความรู้สึกที่ต้องการขับขี่ บวกกับการออกแบบองค์ประกอบด้วยวงล้อขนาดใหญ่ที่มีสไตล์ไปทาง fun bike นับว่าสื่อให้เห็นถึงเป้าหมายในการพัฒนาเพื่อสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ขณะที่ภาพรวมของตัวรถนั้นก็เสริมด้วยสุนทรียภาพชวนให้ติดตาม ด้วยการจัดวางตำแหน่งองค์ประกอบของตัวรถให้น่าสนใจ มีสเน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะการออกแบบที่นำเรื่องของแสงเงามาเสริม ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ส่วนบริเวณของแบตเตอรี่และมอเตอร์นั้นจะใช้โทนสีที่ทำให้เกิดความโดดเด่นของตัวรถ ที่มีความกะทัดรัด รวมกับการออกแบบโครงสร้างตัวรถที่ทำให้แคบ และการกำหนดจุดศูนย์ถ่วงรถที่ต่ำ ทำให้ได้รับถึงความรู้สึกของพลังการขับเคลื่อนของรถที่มีนั้น ขณะที่แนวทางการจัดวางองค์ประกอบอื่นๆของตัวรถนั้น ต้องบอกว่าฉีกแนวความคิดของความเป็นรถจักรยานยนต์แบบมาตรฐานไปพอสมควร ตามที่ทางผู้ผลิตพยายามสื่อออกมาว่า นี่คือสไตล์ใหม่รูปแบบใหม่ของ e-vehicle สำหรับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปที่ไม่มีประสบการณ์การขี่จักรยานยนต์ จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่นี้

การออกแบบที่เน้นรายละเอียดชิ้นส่วนที่มีคุณภาพสูง มีการปรับใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมกับแต่ละองค์ประกอบ ซึ่งทุกๆจุดล้วนได้รับการเอาใจใส่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดทุกรายละเอียด อย่างไฟหน้าที่เป็นกรอบเหลี่ยมนั้นก็จัดวางหลอดไฟแบบ LED เข้าไปในชุดไฟหน้า ที่ดูมีเอกลัษณ์ เช่นเดียวกับไฟท้ายชนาดเล็กที่ติดตั้งด้านข้างของเบาะนั่ง มีจอสีขนาดเล็กที่จัดวางตำแหน่งไว้บนแฮนเดิ้ลบาร์ซึ่งเป็นจอแสดงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการขับขี่ซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ความลงตัวของการจัดวางตำแหน่งของวงล้อกับสวิงอาร์มเดี่ยว และชุดสายพานขับเคลื่อนทำได้อย่างดี หรือแม้แต่แฮนเดิ้ลบาร์กับชุดฟอร์คหน้าก็ออกแบบมาได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ สำหรับยานพาหนะรูปแบบใหม่ ที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองการใช้งานในเมืองโดยเฉพาะ กับรูปแบบล่าสุดของยานยนต์พลังไฟฟ้าของ BMW motorrad ภาพรวมของโทนสีคุมเฉดหลักของ BMW Motorrad Concept CE02 นี้ไว้ด้วยโทน ดำ/เงิน black/silver เป็นหลักนี่น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างการออกแบบกับเทคโนโลยีอย่างมีสไตล์เฉพาะตัว ก็น่าสนใจว่าหลังจากนี้หากมีการเปิดไลน์เป็นรถโปรดักชั่นขึ้นมา จะมีความแตกต่างมากน้อยไปจากเวอร์ชั่น concept มากน้อยเพียงใด สำหรับ CE02 ที่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานกับแฟชั่น สำหรับการตอบสนองในการใช้งานประจำวันได้อย่างมีสไตล์

สำหรับข้อมูลของตัวรถยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดออกมา โดยเฉพาะแบตเตอรี่นั้นยังไม่ได้บอกว่าใช้แบบใด ขนาดเท่าไร เชื่อว่าเมื่อผลิตจำหน่ายน่าจะมีการระบุสเปคที่ชัดเจนออกมา ขณะที่กำลังขับเคลื่อนของเจ้าต้นแบบที่ทำออกมาโยนหินถามทางตัวนี้ ระบุว่า มีกำลังขนาด 11kW ตามที่กล่าวไปแล้ว โดยกำลังขับเคลื่อนขนาดนี้ เพียงพอสำหรับผู้ที่มีใบอนุญาติในระดับ A1 ขึ้นไป ส่วนความเร็วกับระยะทางการใช้งานนั้นก็ตามที่กล่าวไปแล้ว คือ ท็อปสปีดอยู่ 90 กม./ชม. ใช้งานได้ระยะทาง 90 กม. โดยวงล้อหน้าและหลังมีขนาด 15 นิ้ว ความสูงเบาะนั่งอยู่ที่ 730 มม. และมีน้ำหนักโดยประมาณ 120 กก. เอาเป็นว่าไรดิ้งเราเชื่อว่าน่าจะอีกไม่นานเจ้า urban e-vehicle ตัวนี้ น่าจะถูกนำขึ้นไลน์การผลิตแบบรถโปรดักชั่นอย่างแน่นอน

HONDA CB500F & CBR500R คู่แฝดสองสูบเรียง ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของบิ๊กไบค์

เอาเป็นว่าหลังจากที่ได้ไปสัมผัสกับการขับขี่ในสนามแข่งระดับโลกมาแล้วกับ CBR500R ซึ่งเค้นสมรรถนะความเป็นสปอร์ตออกมาได้อย่างเต็มที่แล้ว แต่สำหรับ CB500F เน็กเก็ดสปอร์ตที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ตัวเดียวกัน ตอบสนองการขับขี่ในเมืองที่คล่องตัว ยังไม่ได้ลองขี่จริงๆ สักที คราวนี้มีโอกาสได้ลองขี่ก็เลยเอาคู่แฝด CBR500R มาร่วมด้วยเพื่อจะได้ให้รู้ว่ามันใช้งานในเมืองจะเป็นอย่างไร

เอาตัวพระเอกของคอนเท้นท์นี้ก่อนเลยสำหรับ CB500R เน็กเก็ดสปอร์ต รูปทรงที่ปรับโฉมใหม่เสริมออพชั่นมาให้ใช้งานได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญมีความสวยมากยิ่งขึ้นด้วย ไฟหน้า LED ส่องสว่าง เชฟใหม่คมเข้าสวยสปอร์ต แรงด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และออพชั่นที่ดีที่สุดในคลาส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ ส่งมอบประสบการณ์ขับขี่เต็มรูปแบบ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ Parallel Twin DOHC ขนาด 500 ซีซี 47 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด เสริมด้วยระบบ Assist Slipper Clutch เพิ่มความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์

วงล้อแม็กหน้า-หลัง ลายใหม่ และ วงล้อแม็กลาย Y-Spoke 5 ก้านคู่ ขนาด 17 นิ้ว ติดตั้งโช้คอัพหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ 41 มม. แบรนด์ SHOWA รองรับแรงกระแทกได้มากกว่า ให้การควบคุมที่เหนือชั้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่พร้อมด้วยคาลิเปอร์แบบ Radial Mount 4 Pots ทำงานร่วมกับระบบเบรก ABS ให้ประสิทธิภาพการเบรกเหมือนบิ๊กไบค์ระดับท็อป และสวิงอาร์มที่ใหญ่ขึ้นแต่น้ำหนักเบาลงเสริมความแข็งแรงสำหรับช่วงล่าง

ได้เวลาของการขับขี่บนถนนในเมืองหลวงยานค่ำคืนในช่วงอากาศเย็นๆ สภาพการจราจรช่วงเย็นของวันธรรมดาที่เต็มไปด้วยรถที่สัญจรไปมา กับ CB500R เน็กเก็ดไบค์ ที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย ก็ไม่ได้มีอุปสรรคในการซอกแซก เป็นรถที่ออกแบบท่านั่งสบายเบาะไม่สูงสำหรับตัวผมเองด้วย วางได้เต็มเท้าเลยทำให้มั่นใจในการพยุงตัว และการเว้าเบาะให้หน้าขาแนบกับตัวรถเพิ่มความมั่นคง และน้ำหนักของรถที่ลดลงด้วย

เครื่องยนต์มีการอัพเกรดใหม่ ของระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการจ่ายน้ำมันเพื่อให้มีแรงบิดที่เพิ่มขึ้น ทำให้การออกตัวที่เร็วขึ้น และการเร่งบิดแซงเรียกแรงม้าได้ฉับไวมากขึ้น ออพชั่นเสริมระบบ แอสซิสสลิปเปอร์คลัชท์ ขี่ในเมืองสภาพของรถติดๆ แถบไม่ได้ใช้ แต่มันไว้เพื่อสำหรับช่วงเวลาเร่งด่วนและการใช้ความเร็วที่สูงๆ น่าจะช่วยให้ความปลอดภัยและขี่สนุกมากขึ้นแฮนด์บาร์ระดับกลางกว้างพอประมาณ จับกระชับมือระยะไม่ไกลจากตำแหน่งท่านั่งเลี้ยวแล้วเบา แต่มันเป็นระดับที่พออดีกับกระจกมองข้างของรถยนต์ ทำให้เมื่อเจอช่องแคบๆ อาจไปไม่ได้ หรือต้องใช้การบิดแฮนด์และโยกรถช่วย ไม่งั้นได้รูดกระจกกระจายแน่นอน

ระบบเบรกหน้าที่ให้มาเป็นดิสก์คู่ อันนี้ทำงานได้ดีกว่าของเดิมแน่นอน แต่ขี่ในเมืองด้วยความเร็วไม่มากมันอาจจะได้ไม่รู้สึกอะไรมาก แต่มันกดแล้วชะงักดีเลยล่ะ ส่วนดิสก์เบรกก็ทำงานได้ดี โช้คอัพหน้าแบบหัวกลับอัพเกรดมาให้ทั้งสวยและทำงานได้ดี ระยะยุบถูกเซ็ทใหม่ โช้คอัพหลังทำงานรับสวิงอาร์มใหม่ลดการสั่นและอาการย้วยเมื่อพลิกรถแบบกระทันหัน วงล้อที่เปลี่ยนใหม่น้ำหนักเบาลงแต่มันก็ไม่รู้สึกกับการขับขี่เท่าไหร่ แต่มันดูสวยเพิ่มขึ้นนั่นเอง

มาที่ CBR 500R ในตระกูล 500 Series กันบ้าง ได้ทำการยกระดับให้เทียบเท่าซูเปอร์ไบค์ระดับท็อปคลาส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและตอบโจทย์นักบิดตัวจริง ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไป เพื่อให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่โลกของบิ๊กไบค์ มีความแตกต่างกันที่ภายนอกเท่านั้น แต่มันก็ให้ความแตกต่างของการขับขี่ด้วย กับท่านั่งต่างๆ

อารมณ์ในสนามแข่งกับการขับขี่บนท้องถนนมันต่างกัน ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตทำให้ท่านั่งมันถูกบังคับให้ก้มลง แต่สำหรับ CBR500R นั้นท่านั่งจะกึ่งๆ ทัวร์ริ่ง ถึงจะก้มแต่ก็ไม่มาก ทำให้รู้สึกไม่เมื่อยมากเมื่อขี่นานๆ องศาในการเลี้ยวแคบทำให้การซิกแซกทำได้ง่าย แฟริ่งที่ครอบด้านข้างไม่มีปัญหาสำหรับการช่องการจราจรแคบๆ ระดับแฮนด์ที่ถูกวางตำแหน่งอยู่ใต้แผงคอ อันนี้ทำให้ง่ายต่อการวิ่งผ่านช่องระหว่างรถที่ติดๆ แฮนด์กดลงต่ำกว่ากระจกมองข้างรูดไปได้แบบสบายๆ หายห่วง สำหรับเครื่องยนต์ ออพชั่นการอัพเกรดช่วงล่าง และระบบเบรกต่างๆ ทั้งสองตัวเป็นเทคโนโลยีเดียว จึงไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าไหร่

2022 Suzuki Burgman400

มาตรฐานค่าไอเสีย Euro5 5 ถูกบังคับใช้กับรถจักรยานยนต์ที่จะจำหน่ายในยุโรปทุกคัน และ Suzuki Burgman400 ที่แม้จะจัดอยู่ในประเภทสกู๊ตเตอร์ก็ไม่พลาดที่จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้เช่นกัน ดังนั้นโมเดลล่าสุดของสกู๊ตเตอร์ขนาดกลางอย่าง Burgman400 จึงต้องรับการปรับเสริมเติมแต่งเพื่อให้อยู่ในมาตรฐานไอเสียดังกล่าว เพื่อที่จะวางจำหน่าย ดังนั้น 2022 Suzuki Burgman จึงได้รับการจัดการ”ใหม่” ในส่วนของเครื่องยนต์ และ ระบบอิเล็คทรอนิคส์ แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงเหตุผลเรื่องของมลภาวะ ที่ต้องได้มาตรฐานไอเสียเท่านั้น แต่โลกแห่งวงการยนตรกรรมในปัจจุบันนั้น “ไม่สามารถหยุดนิ่งได้” เช่นเดียวกับที่ เจ้าสกู๊ตเตอร์ขนาดกลาง จากค่ายSuzuki ที่มีความเป็นมาต่อเนื่องนานนับทศวรรษ ก็ยังคงต้องได้รับการพัฒนาสายพันธ์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิยามการพัฒนานั้น ถูกวางไว้ที่ การใช้งานอันหลากหลาย กล่าว คือ จะต้องตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้ครบถ้วน ไม่ว่า ใช้ในเมือง-ใช้ในการเดินทาง-ใช้ท่องเที่ยวเบาๆสบายๆ ด้วยแพล็ตฟอร์มของ สกู๊ตเตอร์

นี่คือขีดสุดของซีรีส์ ที่ Burgman400 ได้รับการพัฒนา จนออกมาเป็นโมเดลพร้อมจำหน่ายสำหรับปี 2022 จุดหลักที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ 16-hole fuel injectors ที่มาแทนที่ 10-hole injector แบบเดิม ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ได้ละอองเชื้อเพลิงที่ฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้นั้นมีขนาดเล็กลง หรือกล่าวคือฉีดเชื้อเพลิงเป็นฝอยละเอียดมากกว่าเดิม อันจะมีส่วนช่วยให้มีประสิทธิภาพในการผสมผสานกับอากาศที่ถูกส่งเข้าไปได้ง่ายขึ้นมากขึ้น และนั่นจะมีส่วนช่วยให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วยเครื่องยนต์ DOHC ขนาด 399 ซี.ซี. ที่ได้มีการปรับองศาแคม new cam profiles และปรับจังหวะการจุดระเบิดใหม่ revised ignition timing ช่วยให้อัตราบริโภคเชื้อเพลิงนั้นลดลงจากเดิม

นอกจากนี้ 2022 Burgman400 ยังได้ใช้ฝาสุบใหม่แบบขั้วหัวเทียนคู่ new twin-plug cylinder head ที่หัวเทียนทั้งคู่จะทำการจุดระเบิดร่วมกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจุดระเบิดภายในห้องเผาไหม้ ดังนั้นในส่วนของลูกสูบจึงต้องมีการปรับใหม่ตามไปด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ภาพรวมของการพัฒนาเครื่องยนต์ในโมเดลใหม่นี้จึงได้มีการอัพเดทภายในเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน โดยได้กำหนดทิศทางเป้าหมายการพัฒนานี้ไปตรงที่ ความสมดุลในเรื่องของกำลังหรือแรงบิดของเครื่องยนต์ ที่เน้นไปในช่วงรอบการทำงานของเครื่องยนต์ในช่วงต่ำถึงกลาง

อีกทั้งยังได้มีการปรับหรือพัฒนาประสิทธิภาพในเรื่องของการควบคุมจังหวะปิดเปิดของเรือนลิ้นเร่ง หรือการควบคุมคันเร่งให้มีการทำงานที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น โดยรวมแล้วสมรรถนะการส่งพลังขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่นี้จึงทำได้เรียบเนียนและเปี่ยมกำลังที่ทำได้อย่างสมดุล ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพที่ดีในด้านของ traction cotrol สำหรับในส่วนของโครงสร้างแชสซีส์นั้น Burgman400 มาพร้อมกับโครงสร้างเฟรมแบบอันเดอร์โบน underbone frame ที่ใช้โครงสร้างขนาดใหญ่แข็งแรง แต่น้ำหนักเบา แม้จะเป็นท่อที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ทว่าผนังชิ้นส่วนของท่อนั้นมีความบาง แต่ด้วยโครงสร้างการออกแบบก็มีความแข็งแกร่งเพียงพอสำหรับรองรับสมรรถนะที่มี

สำหรับรายละเอียดของแต่ละส่วนของ Suzuki Burgman400 ข้อมูลสเปคพื้นฐานของรถมีดังนี้
Engine ; 400cc (24.4 cu. in.), 4-stroke, liquid-cooled, single cylinder, DOHC
Bore x Stroke ; 81.0 mm x 77.6 mm
(3.189 in. x 3.055 in.)
Compression Ratio ; 10.6:1
Fuel System ; Fuel injection
Starter ; Electric
Lubrication ; Wet sump
Transmission ; CVT (automatic, centrifugal clutch)
Final Drive ; V-belt drive
Suspension Front ; Telescopic, coil spring,
oil damped
Suspension Rear ; Link type, single shock,
coil spring, oil damped
Brakes Front ; Disc brake, twin 260 mm, ABS-equipped
Brakes Rear ; Disc brake, single 210 mm, ABS-equipped
Tires Front ; 120/70-15M/C (56S), tubeless
Tires Rear ; 150/70-13M/C (64S), tubeless
Fuel Tank Capacity ; 13.5 L (3.6 US gal.)
Ignition ; Electronic ignition (transistorized)
Spark Plug ; NGK CR7EIA-9 or DENSO IU22D x 2
Headlight ; Dual LED (high- and low-beam, plus position lights)
Tail Light ; LED
Overall Length ; 2235 mm (88.0 in.)
Overall Width ; 765 mm (30.1 in.)
Overall Height ; 1350 mm (53.1 in.)
Wheelbase ; 1580 mm (62.2 in.)
Ground Clearance ; 125 mm (4.9 in.)
Seat Height ; 755 mm (29.7 in.)
Curb Weight ; 218 kg (481 lb.)

2022 Yamaha R-Series : Models celebrate Yamaha GP racing history

จากปี 1961-2021 นับว่าเป็นช่วงเวลาครบรอบ 60 ปี ของ Yamaha ที่ก้าวเข้าสู่การแข่งขัน ในระดับ World Grand Prix racing ซึ่ง Yamaha มักจะกล่าวเสมอว่าการแข่งขันนั้นฝังอยู่ใน DNA ของบริษัท นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทพวกเขาก็เริ่มพัฒนารถจักรยานยนต์ผ่านการแข่งขันในสนามแข่ง จนกระทั่งสามารถคว้าชัยชนะได้ครั้งแรกด้วยรถ YA-1 ที่ชนะในการแข่งขัน Mount Fuji ซึ่งพวกเขาเริ่มลงมือทำรถแข่งกันในวันที่ 1 ก.ค.1955 ก่อนจะลงแข่งและชนะในวันที่ 10 ก.ค. และนี่คือจุดกำเนิดที่ปลูกฝังแนวความคิดที่เป็นรากฐานในการให้ความสำคัญกับการแข่งขัน หลังจากเริ่มประสบความสำเร็จต่อเนื่องในญี่ปุ่น พวกเขาก็มองไปที่การแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งการแข่งขันครั้งแรกนั้นพวกเขาเลือกที่จะเดินทางไปที่สหรัฐอเมริกา กับการชิงชัยที่ Catalina ในปี 1958 กล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สามารถสั่งสมประสบการณ์ได้อย่างมากมาย กับความมุ่งมั่นพัฒนารถแข่งในขนาด 250 ซีซี จนในที่สุดก็ตัดสินใจจะนำรถแข่ง RD48 เข้าร่วมการแข่งขันในระดับ World Grand Prix ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามแข่งเก็บคะแนนสะสมของปี 1961 ซึ่งก็คือ การแข่งขันที่ฝรั่งเศส และนี่คือก้าวแรกของพวกเขาในเกมระดับโลก ที่ Yamaha ยังคงเดินหน้ามีส่วนร่วมมาจนถึงปัจจุบัน

จากการได้สัมผัสประสบการณ์ครั้งแรกพวกเขาก็เกิดความมุ่งมั่นทันทีว่าจะต้องเป็นหนึ่งในผู้ผลิตชั้นนำของโลก และจะต้องมีศักยภาพพอที่จะพัฒนาเทคโนโลยีชั้นยอดให้กับผลิตภัณฑ์รถจักรยานยนต์ของตนเอง นับจากการเข้าร่วมครั้งแรกเพียงแค่สองปีถัดมา Yamaha ก็สามารถประสบความสำเร็จในการคว้าชัยชนะครั้งแรกในระดับ World Grand Prix ได้ในที่สุด เมื่อ Fumio Ito นำ RD56 ชนะใน Belgian Grand Prix

ในช่วงระยะเวลา 60 ปี พวกเขาร่วมการแข่งขันจนสามารถคว้าชัยได้มากกว่า 500 สนามที่ลงชิงชัยในระดับ GP สามารถครองแชมป์โลกประเภทนักแข่งได้ 38 ครั้ง ครองแชมป์โลกประเภทผู้ผลิตได้ 7 ครั้ง รวมทั้งประเภททีมได้อีก 7 ครั้ง สำหรับโทนสีขาวแดงพร้อมกราฟฟิคที่เรียกว่า Yamaha speed block นี้ มีที่มาจากรถแข่ง 250 ซีซี ที่นักแข่งโรงงานอย่าง Phil Read ใช้ในปี 1964 ที่เปลี่ยนแฟริ่งเป็นสีขาว พร้อมมีแถบคาดสีแดง และใช้บังโคลนหน้าสีแดง โดยในปีนี้เอง พวกเขาสามารถประเดิมคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรก “มันคือความพิเศษ” ของโทนสีขาวแดง และนับเป็นโทนสีที่มีพลังพิเศษในความรู้สึกของผู้คนในช่วงเวลานั้น จนกล่าวได้ว่ารถแข่ง Yamaha ในยุโรป นิยมใช้โทนสีนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่าสองทศวรรษ แม้กระทั่งมาถึงช่วงเวลาของนักแข่งในตำนานอย่าง Rainey และ Lawson ก็ยังคงเฉิดฉายด้วยสีขาวแดงเช่นกัน ดังนั้นในวาระครบรอบ 60 ปี ของ Yamaha ในการแข่งขัน Grand Prix racing พวกเขาจึงเลือกใช้โทนสีพิเศษนี้ กับรถในตระกูล R-Series เวอร์ชั่น 60th Anniversary

สำหรับ New R-Series World GP 60th Anniversary models ที่จะออกมาสำหรับจำหน่ายในปี 2022 นั้น จะประกอบด้วย R1 ; R7 ; R3 และ R125 โดยทั้งสี่รุ่น ของ World GP 60th Anniversary Models จากตระกูล R-Series นี้ จะมีไฮไลท์พื้นฐานเดียวกันคือ บอดี้หรือชิ้นแฟริ่งนั้นจะเป็นสีขาว พร้อมกราฟฟิค red speed block มีสัญลักษณ์ 60th Anniversary มีแถบสีแดงคาดบนถังน้ำมันและส่วนตูดมดหรือแฟริ่งท้าย บังโคลนหน้าสีแดง ทำแถบพื้นป้ายเบอร์หน้าสีเหลือง และวงล้อสีทอง ขณะที่แต่ละรุ่นก็จะมีดีเทลแยกย่อยกันไปตามสเปคของแต่ละรุ่น

R1 World GP 60th Anniversary : highlights
998cc, 200PS, crossplane, 4-cylinder engine
Highly advanced electronic control systems
6-axis IMU with Gyro/G sensors for 3D motion data
Power Delivery Modes (PWR)
Banking sensitive Traction Control (TCS) / Slide Control (SCS)
Quick Shift System (QSS)
Two-mode brake control (BC) cornering ABS
Three-mode Engine Brake Management (EBM) system
Ride-by-wire APSG throttle
Short wheelbase aluminium Deltabox frame
Upward truss type swingarm/magnesium rear frame
Magnesium wheels and 17-litre aluminium fuel tank
Thin Film Transistor (TFT) LCD instruments
M1-style bodywork

R7 World GP 60th Anniversary : highlights
Compact, high-torque, 689cc, CP2 crossplane technology engine
Ultra-compact design with pure R-Series DNA
Highly aerodynamic full fairing with aluminium lower cover
High specifi cation inverted 41 mm front forks
Link-type Monocross rear suspension with newly designed shock
A&S clutch
Lightweight tubular frame with aluminium centre brace for tuned chassis rigidity
Clip-on handlebars and lightweight rearsets with stylish heel guards
Sporty and adaptable tucked-in riding position
Aggressive R-Series twin-eye face with LED position lights
Powerful central LED headlight
Lightweight 10-spoke cast alloy wheels
Radial mount front brake calipers with Brembo radial master cylinder
Supersport cockpit design with full LCD instruments
Central M-shaped front air duct
Powerful 298 mm front and 245 mm rear brakes
Slimline 13-litre fuel tank with deeply sculpted knee indents
R-series style tail
120/70 front tyre, 190/55 rear tyre

2022 Triumph Speed Triple 1200RR

รถระดับพรีเมี่ยมชองผู้ผลิตจากอังกฤษอย่าง Triumph ได้พัฒนารถในซีรี่ส์ Speed Triple เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มีกลิ่นอายของสไตล์ cafe racer ที่มุ่งเน้นในด้านสมรรถนะ เพื่อความเป็นที่สุดของรถสปอร์ตสำหรับการใช้งานบนท้องถนน ultimate sports bike for the road ในรหัส 1200RR

นอกจากสมรรถนะในเรื่องเพอร์ฟอร์ม้านซ์ที่เกี่ยวเนื่องกับด้านพละกำลังเครื่องยนต์แล้ว คำหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนานี้ก็คือ คำว่าการควบคุม อันนำมาซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยม อย่าง Ohlins Smart EC 2.0 electronically-adjustable semi active suspension ที่จัดว่าเป็นระบบกันสะเทือนในระดับบน ที่ให้ประสิทธิภาพ รวมทั้งความสบายและการควบคุมที่ดี ยางติดรถสเปคเยี่ยมที่มีสเปคระดับเดียวกับยางสนาม Pirelli Diablo Supercorsa V3 ที่จัดว่าเป็นยางที่ให้ความหนึบชั้นยอด ซึ่งเป็นยางที่พัฒนามาใช้กับท้องถนนด้วยสมรรถนะในระดับเดียวกับยางที่ใช้ในสนามแข่ง ที่เพียงพอสำหรับรองรับขุมพลังเครื่องยนต์แบบ triple หรือเครื่องยนต์สามสูบ ขนาด 1,160 ซีซี 177-180 แรงม้า

ภาพลักษณ์ที่ดุดันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของรถรหัส RR ด้วยแฟริ่งในระดับงานฝีมือชั้นดีที่โดดเด่นด้วยไฟหน้ากลมแบบดวงเดียวในสไตล์รถสปอร์ตฉบับผู้ดีอังกฤษ ที่สัมผัสได้ถึงการออกแบบชิ้นงานที่สวยงามในระดับพรีเมี่ยม เพิ่มเติมรายละเอียดด้วยชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ งานสีคุณภาพสูงด้วยเฉดสีแบบ twin colour schemes นอกจากชิ้นงานในระดับงานฝีมือของชิ้นส่วนแฟริ่งและองค์ประกอบต่างๆแล้ว ทางด้านเทคโนโลยีของ Speed Triple 1200 RR นี้ ยังได้ออกแบบปรับปรุงเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของ Triumph เองที่จัดอยู่ใน premium specification technology ที่นำมาใช้ในรถระดับสุดยอดของตน

อาทิ จอแสดงผลแบบ full colour 5” TFT ที่มาพร้อมกับระบบเชื่อมต่อ my triumph connectivity system อีกทั้งยังได้มีการติดตั้งระบบอิเล็คทรอนิคส์ อย่าง cornering ABS กับ cornering traction control รวมทั้ง โหมดการขับขี่ five riding modes ที่ประกอบด้วย road,rain,sport,track,rider-configurableที่เป็นโหมดให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเซ็ทได้เอง อีกทั้งยังติดตั้งควิกชิพ triumph shift assist up and down quickshifter และ advance front wheel lift controlที่ช่วยควบคุมจังหวะการยกของล้อหน้า

ENGINE & TRANSMISSION
Type Liquid-cooled, 12 valve, DOHC, inline 3-cylinder
Capacity 1160 cc
Bore 90.0
Stroke 60.8
Compression 13.2:1
Max Power EC 180 PS to 177 HP
Max Torque EC 125nm to 92 LB FT
System Multipoint sequential electronic fuel injection with electronic throttle control
Exhaust Stainless steel 3 into 1 header system with underslung primary silencer and side mounted secondary silencer
Final Drive X-ring chain
Clutch Wet, multi-plate, slip
Gearbox 6 speed
CHASSIS
Frame Aluminium twin spar frame,
bolt-on aluminium rear subframe
Swingarm Aluminium, single-sided
Front Wheel Cast aluminium, 17 x 3.5 in
Rear Wheel Cast aluminium, 17 x 6.0 in
Front Tire 120/70 ZR 17 (58W)
Rear Tire 190/55 ZR 17 (75W)
Front Suspension Öhlins 43mm fully adjustable USD forks, 120mm travel. Öhlins S-EC 2.0 OBTi system electronic compression / rebound damping
Rear Suspension Öhlins monoshock RSU with linkage, 120mm rear wheel travel. Öhlins S-EC 2.0 OBTi system electronic compression / rebound damping
Front Brakes Twin 320mm floating discs. Brembo Stylema monobloc calipers, OC-ABS, radial master cylinder with separate reservoir, span
Rear Brakes Single 220mm disc. Brembo twin piston caliper, OC-ABS. Rear master cylinder with separate reservoir
Instrument Display and Functions Full-colour 5”TFT instruments
DIMENSIONS & WEIGHTS
Width Handlebars 29.84 in (758 mm)
Height Without Mirror 44.1 in (1120 mm)
Seat Height 32.68 in (830 mm)
Wheelbase 56.65 in (1439 mm)
Rake 23.9 º
Trail 4.12 in (104.7 mm)
Dry Weight 438 Lbs
Tank Capacity 3.4 US gal (15.5 litres)
FUEL CONSUMPTION
Fuel Consumption 36.6 mpg (US gal)

 

“เคร็ก” ควบ YZ250F คว้าชัย 2 สนามติด ครองจ่าฝูง 250SX ฝั่งตะวันตก

คริสเตียน เคร็ก #28 ยังคงร้อนแรงภายใต้รถแข่งยามาฮ่า YZ250F บิดคว้าชัยรุ่น250SX เป็นสนามที่ 2 ติดต่อกัน จากเกมในสนาม 2 ศึกเอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส เก็บแต้มรั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิดฝั่งตะวันตก ด้านเพื่อนร่วมสังกัดเดินหน้าเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง

ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามที่ 2 ของฤดูกาล ดวลความเร็วในวันเสาร์ที่ 15 มกราคม ที่ผ่านมา ณ ริงเซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สำหรับการแข่งขันรุ่น250SX ยังคงเป็นการชิงชัยในฝั่งตะวันตก และเป็นทางด้าน คริสเตียน เคร็ก #28 ดาวบิดสังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า ที่ยังคงอยู่ในผลงานอันยอดเยี่ยม ทะยานขึ้นเป็นผู้นำในรอบที่ 2 ก่อนจะรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น คว้าแชมป์เป็นสนามที่ 2 ติดต่อกัน ส่วน เนต แทรชเชอร์ #49 ตามเข้าเส้นชัยในอันดับ 5
ด้าน อีไล โทแมค #3 และ ดีแลน เฟอร์รานดิส #14 คู่หูนักบิดจากมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า เดินหน้าเก็บแต้มในเกมรุ่นใหญ่อย่างต่อเนื่อง แท็กทีมซิ่งรถแข่งยามาฮ่า YZ450F จบการแข่งขันด้วยอันดับ 4 และ 6 ตามลำดับ จากการชิงชัยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากผลงานระดับท็อปส่งผลให้ เคร็ก รั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภทนักบิดรุ่น 250SX ฝั่งตะวันตก มีทั้งสิ้น 52 คะแนน ส่วน แทรชเชอร์ มี 29 คะแนนรั้งอันดับ 8 ขณะที่ โทแมค และ เฟอร์รานดิส รั้งอันดับ 6 และ 11 บนตารางแชมเปี้ยนชิพรุ่น 450SX เก็บไปได้ 36 และ 24 คะแนน ตามลำดับ
สำหรับการแข่งขันในสนามที่ 3 ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 มีคิวดวลความเร็วในวันเสาร์ที่ 22 มกราคม นี้ ณ เพตโก้ พาร์ค เมืองซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย

NEW SMASH Fi NEXT EDITION สีใหม่สุดมัน!!! ซูซูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น “ดีไซน์ใหม่ ไปได้ทุกที่”

ถ้าพูดถึงรถจักรยานยนต์ครอบครัวที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว พร้อมความทนทานที่ดีเยี่ยม หลาย ๆ คนต้องรู้จัก ซูฐกิ สแมช ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ล่าสุดซูซูกิได้ปรับแต่งให้ ชูซูกิ สแมช เอฟไอ โดนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ได้รับการการันตีจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

รยานยนต์ครอบครัวที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างสูงสุด กับดีไซนใหม่ล่สุด สวย เท่ ที่พร้อมจะพาคุณไปได้ทุกที่ พร้อมสีทูโทนใหม่ล่าสุด 4 สี 4 สไตล์ Thunder Smoke : สีเทา-เหลือง สปอร์ตทันสมัย ดึงดูดทุกสายตา Kabuki Black : สีดำ-ขาว คมเข้ม คุดัน Signature Blue : สีน้ำเงิน-เขียว สปอร์ต เร้าใจ สไตล์สปอร์ดไบค์ ชูซูกิ White-Burgundy : ขาว-แดง หรูหรา สวยงาม มีระดับ

อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LEaP Technology ขนาด 112.8 ซีซี สมรรถนะเยี่ยม พร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดอัจฉริยะ (FI) ด้วยเครื่องยนต์ขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบา ลดการสูญเสียพลังงานเชิงกล และลดแรงเสียดทาน แต่ยังคงความแข็งแรง ทนทานตลอดการใช้งาน ผสานการส่งกำลังด้วยระบบเกียร์แบบโรตารี่ 4 ระดับ ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยมในทุกอัตราเร่ง พร้อมประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 66.7 กิโลเมตร/ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) และสามารถใช้กับแก๊สโซฮอล์ E20 ได้อีกด้วย
โดดเด่นด้วยดีไชน์ ด้วยชุดไฟหน้าขนาดใหญ่สวยงาม ส่องสว่าง เพิ่มวิสัยทัศนในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยมทั้งกลางวัน และกลางคืน หน้าปัดเรือนไมล์ขนาดใหญ่ อ่านง่าย ชัดเจน และแม่นยำ ที่มาพร้อมกับไฟบอกตำแหน่งเกียร์ และไฟสัญญาณอื่นๆ อย่างครบครัน พร้อมที่เก็บของใต้เบาะอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ สามารถใส่ของใช้ส่วนตัวได้มากมาย หรือจะใช้ใส่หมวกกันน็อคแบบครึ่งใบก็ได้ ล้อแม็กดีไซน์สปอร์ตแบบ 5 ก้าน*

สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย กับดิสก์เบรกหน้า* * ที่สามารถหยุดรถได้ดั่งใจ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบสตาร์ทมือ เพียงสัมผัส สตาร์ทติดง่ายหายห่วง* * * เพิ่มระบบความปลอดภัยแบบด้วยกุญแจนิรภัย 2 ชั้น**** ปลอดภัยทุกครั้งที่จอด สบายใจ ไร้กังวล ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวยังมาพร้อมกับบาร์ท้ายอะลูมิเนียมทรงสปอร์ต ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง แข็งแรงทนทาน สวยงามด้วยกราฟฟิกดีไซนใหม่ สีส้นสดใส ได้ใจทุกคน ซูซูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น ใหม่ ยังมาพร้อมกับทางเลือก ให้ทุกท่านได้เลือกใช้ถึง 4 เวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่น
ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก (LE) / ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LB) / ดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (IA) และดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด (A) สามารถเลือกได้อย่างหลากหลายให้
หมาะกับการใช้งาน ขับขี่ง่ายทั้งครอบครัว ด้วยนิยาม “ดีไซน์ ใหม่ ไปได้ทุกที่”ทั้งนี้ ซูซูกิ ยังรับประกันทั้งคัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร และกล้ารับประกันอุปกรณ์ระบบหัวฉีด 5 ปี (หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง กล่องควบคุมเครื่องยนต์ ECM เซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณออกชิเจน เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ ชุดเรือนลิ้นเร่งและเซ็นเซอร์ภายในเรือนลิ้นเร่ง)

ท่านที่สนใจ ชูชูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น ใหม่ สามารถพบกับตัวจริงได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือ Facebook : Suzuki Society Thailand / Instagram : suzukisocietythailand / Website : www.suzukimotosales.co.th หมายเหตุ *เฉพาะรุ่น LE **เฉพาะรุ่น LE / LB ***เฉพาะรุ่น LE / LB / LA ****ยกเว้นรุ่น JA

New Suzuki Smash Fi
• รุ่นดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด (JA)
ราคาแนะนำ 39,800 บาท
• รุ่นดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LA)
ราคาแนะนำ 41,800 บาท
• รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LB)
ราคาแนะนำ 43,800 บาท
• รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทมือ ล้อแม็ก (LE)
ราคาแนะนำ 45,800 บาท

KYMCO DT X360

น่าจะเป็นการออกมาควบปีเป็นโมเดล 2021-2022 เพราะบางประเทศเปิดตัวช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ขณะที่บางประเทศเพิ่งเปิดเป็นโมเดลปี 2022 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งไฟล์ภาพชุดนี้ทางไรดิ้งเรานำมาให้ชมโฉมกันนี้ เป็นโมเดลปี 2022 ของอิตาลีที่เพิ่งจะกำหนดวางจำหน่ายพร้อมส่งไฟล์ประชาสัมพันธ์ออกมาล่าสุดนี้

ในเอกสารภาษาอิตาลีที่เราลองก้อปปี้แปลงใส่โปรแกรมแปลภาษาเบื้องต้น ระบุว่า นี่คือสกู๊ตเตอร์ในแนว adventure crossover ที่ถือว่าเป็นรถในคลาส maxi scooter หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่

ศึกมอนสแตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็วที่ ริง เซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 15 มกราคม นี้

“เคร็ก” คว้าชัย อานาไฮม์ เปิดหัว AMA Supercross “โทแม็ค” ประเดิมแต้ม ยามาฮ่า

“เคร็ก” คว้าชัย อานาไฮม์ เปิดหัว AMA Supercross “โทแม็ค” ประเดิมแต้ม ยามาฮ่า คริสเตียน เคร็ก #28 รีดฟอร์มเก่งควบ YZ250F คว้าชัย รุ่น250SX ในเกมนัดเปิดฤดูกาล ศึกเอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส 2022 ที่ อานาไฮม์ ด้าน อีไล โทแม็ค #3 ประเดิมสวยบิดคว้าแต้มรุ่นใหญ่ภายใต้สีเสื้อยามาฮ่า
ศึกมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 เปิดฉากดวลความเร็วนัดเปิดฤดูกาลในวันเสาร์ที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา ณ แองเจิ้ล สเตเดี้ยม เมืองอานาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ในรายการอานาไฮม์ วัน โดยเป็นการชิงชัยฝั่งตะวันตก
สำหรับเกมเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นผลงานระดับท็อปของ คริสเตียน เคร็ก #28 ดาวบิดเจ้าถิ่น สังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า ที่ไต่จากกริดที่ 3 ทะยานขึ้นเป็นผู้นำในรอบที่ 3 ก่อนจะควบรถแข่งยามาฮ่า YZ250F เข้าเส้นชัยเป็นคันแรก คว้าแชมป์รุ่น 250SX ไปครอง ส่วน เนท แทรชเชอร์ #49 ทีมเมทบิดจบเกมในอันดับ 12
ด้าน อีไล โทแม็ค #3 ประเดิมคว้าชัยภายใต้สีเสื้อค่ายยามาฮ่าในเกม รุ่น 450SX หลังบิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 6 ในเกมที่ อานาไฮม์ ขณะที่ ดีแลน เฟอร์รานดิส #14 ตามเพื่อนร่วมสังกัดมอนสเตอร์ เอเนอร์จี้ สตาร์ เรซซิ่ง ยามาฮ่า เข้าเส้นชัยในอันดับ 16
ศึกมอนสแตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็วที่ ริง เซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 15 มกราคม นี้