









ไทยฮอนด้าเปิดตัว New Honda GROM ตอบสนองความต้องการของวัยรุ่นสายสปอร์ต ด้วย 2 สีสันใหม่ รุ่น ABS สีเทา-ดำใหม่ โดดเด่นด้วยลวดลายพิเศษบนตัวรถ เพิ่มความเท่ สปอร์ต ดุดัน ให้ผู้ใช้งาน และรุ่น STD สีน้ำเงิน-ดำใหม่ เพิ่มสีสันให้การขับขี่ สนุกเร้าใจมากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซปต์ “Hype up your ride รออะไร…ถ้าใจมันเร้า” พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ


New Honda GROM โดดเด่นด้วยสีสันที่โดนใจ ลงตัวกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบมินิไบค์สายสปอร์ต ไฟหน้า Full LED Headlight ดีไซน์โฉบเฉี่ยว แผงหน้าปัดเรือนไมล์ดิจิทัลแบบ Full LCD Panel แสดงผลครบถ้วนรวมถึงตำแหน่งเกียร์ ล้อแม็กพร้อมยางหน้ากว้างแบบ Tubeless ขนาด 12 นิ้ว สไตล์บิ๊กไบค์ พร้อมเสริมความมั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า-หลัง และระบบเบรก ABS with G-Sensor เทคโนโลยีจากสนามแข่งรถซูเปอร์สปอร์ตระดับท็อป


ยืนยันว่า ยังคงเป็นรถที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ และมีประสิทธิภาพที่ดีพอสำหรับการชิงชัยเพื่อลุ้นตำแหน่งแชมป์โลกในระดับ MX2 อีกด้วย นั่นคือสิ่งที่ Honda กล่าวถึง ยืนยันว่า ยังคงเป็นรถที่มีความแข็งแกร่งเพียงพอ และมีประสิทธิภาพที่ดีพอสำหรับการชิงชัยเพื่อลุ้นตำแหน่งแชมป์โลกในระดับ MX2 อีกด้วย นั่นคือสิ่งที่ Honda กล่าวถึง CRF250R โมเดลปีล่าสุดที่พัฒนาออกมาสู่ตลาดสำหรับปี 2023 แถมยังเปิดตัวมาก่อนถึงช่วงครึ่งปีของปี 2022 อีกต่างหาก


ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนของกลไกชิ้นส่วนเครื่องยนต์ Mechanically unchanged for 2023 the CRF250R หากย้อนหลังไปห้าปีที่แล้วพวกเขาได้ทำการอัพเดทครั้งใหญ่กับการยกเครื่องขนานใหญ่ให้กับ 2018 CRF250R ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามแพลนจากการพัฒนาที่ทำไปก่อนหน้านี้กับเรือธงอย่าง 2017CRF450R ดังนั้นแนวคิดและคอนเซ็ปท์ต่างๆที่ทำไปเหล่านั้นจึงถูกนำมาปรับใช้กับการพัฒนา 2018 CRF250R ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาตามคำจำกัดความ คือ Absolute Holeshot เพราะฉะนั้นเครื่องยนต์ใหม่ a brand new DOHC engine และยังรวมถึงระบบกันสะเทือน Showa suspension ของ CRF250R จึงถูกพัฒนาไปในแนวทางเดียวกันนั่นเอง และเช่นเดียวกันในโมเดลถัดจากนั้นนับถัดจาก 2018 CRF250R ก็พัฒนาตามหลังในแบบเดียวกับที่ทำกับในรุ่นใหญ่อย่าง CRF450R


อย่างไรก็ตามด้วยแพลนการพัฒนารถดังกล่าว ได้มาถึงโมเดลปี 2022 การตกผลึกของ CRF250R ได้ผลรับออกมา คือ เป็น MXer ขนาดสองแรงครั้ง หรือ 250F ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาผลิตออกมา ซึ่งระบุชัดเจนว่า มันคือ The Strongest Ever ดังนั้นจึงมีการอัพเดทน้อยมากกับ 2023 CRF250R ที่เห็นชัดเจนก็มีกราฟฟิคและลวดลายโลโก้เป็นส่วนหลักที่มีการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลเดิมขณะที่ในส่วนระบบอิเล็คทรอนิคส์นั้นก็มีการติดตั้งมาไม่น้อยหน้ารุ่นใหญ่เช่นกัน โดย HRC Launch Control ก็จะมีอ๊อพชั่นสำหรับใช้ในการออกตัวอยู่สามตัวเลือก คือ
Level 3 – 10,000rpm, muddy conditions/novice.
Level 2 – 11,750rpm, dry conditions/standard.
Level 1 – 13,000rpm, dry conditions/expert.
เช่นเดียว EMSB-Engine Mode Select Button นั้นก็จะมีออกแบบมาให้เลือกใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่และเลเวลของผู้ขับขี่เอง คือ Mode 1 (Standard), Mode 2 (Smooth) และ Mode 3 (Aggressive) ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากคู่มือติดรถ

BRAKE ; Rear 240mm hydraulic wave disc โมเดลปีล่าสุดที่พัฒนาออกมาสู่ตลาดสำหรับปี 2023 แถมยังเปิดตัวมาก่อนถึงช่วงครึ่งปีของปี 2022 อีกต่างหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในส่วนของกลไกชิ้นส่วนเครื่องยนต์ Mechanically unchanged for 2023 the CRF250R หากย้อนหลังไปห้าปีที่แล้วพวกเขาได้ทำการอัพเดทครั้งใหญ่กับการยกเครื่องขนานใหญ่ให้กับ 2018 CRF250R ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามแพลนจากการพัฒนาที่ทำไปก่อนหน้านี้กับเรือธงอย่าง 2017CRF450R ดังนั้นแนวคิดและคอนเซ็ปท์ต่างๆที่ทำไปเหล่านั้นจึงถูกนำมาปรับใช้กับการพัฒนา 2018 CRF250R ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาตามคำจำกัดความ คือ Absolute Holeshot เพราะฉะนั้นเครื่องยนต์ใหม่ a brand new DOHC engine และยังรวมถึงระบบกันสะเทือน Showa suspension ของ CRF250R จึงถูกพัฒนาไปในแนวทางเดียวกันนั่นเองและเช่นเดียวกันในโมเดลถัดจากนั้นนับถัดจาก 2018 CRF250R ก็พัฒนาตามหลังในแบบเดียวกับที่ทำกับในรุ่นใหญ่อย่าง CRF450Rอย่างไรก็ตามด้วยแพลนการพัฒนารถดังกล่าว ได้มาถึงโมเดลปี 2022 การตกผลึกของ CRF250R ได้ผลรับออกมา คือ เป็น MXer ขนาดสองแรงครั้ง หรือ 250F ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเขาผลิตออกมา ซึ่งระบุชัดเจนว่า มันคือ The Strongest Ever ดังนั้นจึงมีการอัพเดทน้อยมากกับ 2023 CRF250R ที่เห็นชัดเจนก็มีกราฟฟิคและลวดลายโลโก้เป็นส่วนหลักที่มีการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลเดิมขณะที่ในส่วนระบบอิเล็คทรอนิคส์นั้นก็มีการติดตั้งมาไม่น้อยหน้ารุ่นใหญ่เช่นกัน โดย HRC Launch Control ก็จะมีอ๊อพชั่นสำหรับใช้ในการออกตัวอยู่สามตัวเลือก คือ
Level 3 – 10,000rpm, muddy conditions/novice.
Level 2 – 11,750rpm, dry conditions/standard.
Level 1 – 13,000rpm, dry conditions/expert.
เช่นเดียว EMSB-Engine Mode Select Button นั้นก็จะมีออกแบบมาให้เลือกใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่และเลเวลของผู้ขับขี่เอง คือ Mode 1 (Standard), Mode 2 (Smooth) และ Mode 3 (Aggressive) ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้จากคู่มือติดรถ























แม้กระแสรถโมโตครอสปัจจุบันส่วนมากจะเป็นเครื่องยนต์สี่จังหวะ ทว่าบางค่ายผู้ผลิตต่างก็ยังคงเดินหน้าเปิดไลน์การผลิตอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผู้ผลิต Yamaha ก็คือหนึ่งในนั้น อีกทั้งยังจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ให้กับรถโมโตครอสเครื่องยนต์สองจังหวะอย่าง YZ125 และ YZ85 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสามสี่ปีล่าสุดมานี้ ทาง Yamaha Europe ได้จัดการแข่งขัน สำหรับนักแข่งระดับเยาวชนและดาวรุ่งอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเข้าไปจับมือกับ FIM Europe หรือสมาพันธ์รถจักรยานยนต์แห่งยุโรป ด้วยการเข้าไปเป็นหนึ่งในซํพพอร์ทเรซของการแข่งขันโมโตครอสชิงแชมป์ยุโรป และในบางครั้งก็อาจจะเข้าไปแจมกับบางสนามของรายการแข่งขันเก็บคะแนนสะสมชิงแชมป์โลกอย่าง MXGP ด้วยเช่นกัน












YZ bLUcRU Cup ที่เป็นการชิงชัยของเหล่านักแข่งเยาวชน ผู้ที่ใช้รถแข่ง YZ125 และ YZ85 ที่จะมีโอกาสได้ไต่เต้าเส้นทางการเป็นนักแข่งอาชีพ โดยในปี 2022 นี้ มีนักแข่งมาร่วมสมัครมากกว่า 100คน จนกระทั่งผ่านการคัดเลือกมาถึงรอบสุดท้าย หรือ Super Finale ที่จะตัดสินหาผู้ชนะประจำปี โดยมาชิงชัยกันที่ประเทศฝรั่งเศส ที่สนามระดับตำนานอย่าง Saint Jean D’Angely ซึ่งผู้คว้าชัยชนะใน YZ bLU cRU FIM Europe Cup SuperFinale เป็นนักแข่งเยาวชนอิตาเลี่ยน อย่าง Nicola Salvini กับ เยาวชนจากบัลกาเรียนอย่าง Dani Tsankov ที่คว้าชัยในรุ่น YZ125 และ YZ85 ตามลำดับ ซึ่งไรดิ้งได้นำภาพบรรยากาศการแข่งขันของนักแข่งเยาวชนยุโรปในรายการนี้มาได้ชมกัน
สำหรับปีนี้เป็นวาระครบรอบ 75 ปี ของ Lambretta ที่มีความเป็นมาในแวดวงรถจักรยานยนต์ในช่วง 1947-2022 ก็รวมเบ็ดเสร็จเป็นตัวเลขดังกล่าว ดังนั้นทาง Lambretta จึงทยอยจัดกิจกรรมในวาระพิเรศษรวมทั้งเปิดตัวสองโมเดลใหม่ อย่าง G350 SPECIAL กับ X300 ซึ่งในรุ่น GT350 นั้นจะเป็นเรือธงของค่าย

ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาได้ส่ง G-SPECIAL ออกมาจัดแสดงในงาน 2019 EICMA โดยในตอนนั้นได้ใช้ชื่อว่า G325Special ก่อนจะพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด G350 ในปัจจุบัน และเนื่องจากช่วงเวลานี้เป้นวาระครบรอบ 75 ปี ของค่าย พวกเขาจึงส่ง G350 Special นี้ออมาเผยโฉม พร้อมจัดวางตำแหน่งให้เป็นเรือธงของค่ายอีกด้วย ซึ่งจะมีราคาเริ่มต้นที่ 7,200 ยูโร สำหรับตัวรถนั้นยังคงความคลาสสิคแบบดั้งเดิม ด้วย steel full monocoque frame โดยเน้นความเป็น High quality หรือชิ้นส่วนคุณภาพสูงรวมทั้งกรรมวิธีในการผลิต ให้สมกับความเป็นรถระดับเรือธงของค่าย


ขณะที่ X300 นั้นจะเป็น high-end innovative design คือออกแบบให้มีความทันสมัยว่ากันว่า นี่คือการเปิดตัวที่ค่อนข้างสร้างความเซอร์ไพรส์ เพราะนี่คือ ผลิตภัณฑ์ใหม่ ไลน์อัพใหม่ของ Lambretta กับ X-series โดยกระบวนการออกแบบและขั้นตอนการผลิตอยู่ภายใต้ความสนใจอย่างใกลชิดของประธานอย่าง Walter Scheffrahn ที่เป็น Presdent of Lambretta
สำหรับ X300 กล่าวได้ว่าเป็น new generation ของ Lambretta ที่ต้องารรถในซีรี่ส์ใหม่ออมาสู่ตลาด ด้วยความทันสมัย ความเป็นสปอร์ตที่มากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของความเป็น Lambretta ควบคู่กันไป




มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลก 8 สมัยจาก เรปโซล ฮอนด้า โชว์ประสบการณ์ระดับมาสเตอร์ คว้าท็อปไฟว์ในศึก โมโตจีพี 2022 สนาม 17 รายการ โออาร์ ไทยแลน กรังด์ปรีซ์ หลังบิดฝ่าฝนเกาะกลุ่มไล่บี้หน้าอย่างสุดมันส์ เรียกเสียงเฮจากแฟนๆ ชาวไทยจน สนามช้างฯ จ.บุรีรัมย์ แทบแตก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา




“แฟนชาวไทย” ทั้งประเทศส่งแรงใจถึง “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา ยอดนักบิดไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทูเดอะ ดรีม” หลังลงบิดโฮมเรซด้วยฟอร์มระดับโลก ขึ้นนำเดี่ยวก่อนโดนฝนถล่มหนักจนพลาดล้มอย่างน่าเสียดาย จากการแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก รุ่น โมโตทู รายการ “โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา











โทปรัค ราซกัตลิโอกลู #1 แชมป์โลกชาวเติร์ก สังกัดพาต้า ยามาฮ่า วิธ บริกซ์ เวิลด์เอสบีเค บิดคว้าดับเบิ้ลแชมป์จากการชิงชัยในสนามที่ 7 ศึกเวิลด์ซูเปอร์ไบค์ 2022 ที่ แม็กนี-คูร์ส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เก็บแต้มรั้งรองจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพ





