HARLEY-DAVIDSON® เปิดแคมเปญ “CHROME & SHINE” รับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42

หลังจากความสำเร็จของการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser และ Fat Boy™ Gray Ghost รุ่นปี 2025 ในประเทศไทยเมื่อกลางปีที่ผ่านมา Harley-Davidson พร้อมนำเสน่ห์เหนือระดับของชุดแต่งโครเมียม และอิสระแห่งการเดินทางมาสู่งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 อย่างเป็นทางการ โดยในงานนี้ มีทั้งการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูล Grand American Touring และ Cruiser ปี 2025 เผยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะสุดเหนือชั้น และความสนุกสนานในการ
ขับขี่ โดยเปิดให้ให้ทุกคนเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี บูธ G10

ภายใต้แนวคิด “Chrome” Harley-Davidson นำเสนอไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ล่าสุดของปี 2025 ในตระกูล Grand American Touring และ Cruiser ได้แก่รุ่น Road Glide™, Street Glide™, Road King Special™, Fat Boy (ในโอกาสครบรอบ 35 ปี), Breakout™, Street Bob และ Low Rider™ ST แต่ละรุ่นสะท้อนถึงความพิถีพิถันในการสร้างมอเตอร์ไซค์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ และดีเอ็นเอในแบบฉบับของ Harley-Davidson ซึ่งผสานดีไซน์ที่โดดเด่นเข้ากับสมรรถนะอันเหนือชั้น

Road Glide และ Street Glide นิยามแห่งประสบการณ์การเดินทางครั้งใหม่กับรูปลักษณ์ที่โดดเด่น และเทคโนโลยีการขับขี่มอเตอร์ไซค์ขั้นสูง ทั้งหมดออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจในทุกเส้นทาง ขณะเดียวกัน ไลน์อัพของตระกูล Cruiser ปี 2025 มาพร้อมเครื่องยนต์ 117 รุ่นใหม่ สะท้อนจิตวิญญาณแห่งอิสรภาพ และความเป็นตัวของตัวเองของผู้ขับขี่ที่ต้องการแสดงออกความเป็นตัวเองบนท้องถนน

ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 Harley-Davidson ขอเชิญชวนทั้งเจ้าของ และผู้ที่ชื่นชอบรถมอเตอร์ไซค์ มาพบกับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2025 ในแคมเปญ “Shine” โดยผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสสมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ ทั้งออกรถเริ่มต้นเพียง 44,450 บาท หรือการผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้นเพียง 9,750 บาท (เฉพาะบางรุ่นที่ต้องวางเงินดาวน์ 35%) โปรแกรมนี้ครอบคลุมรถมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นของตระกูล Touring และ Cruiser ปี 2025 เพื่อกระตุ้นให้เหล่านักขับขี่ได้สัมผัสจิตวิญญาณแบบ “Shine” และออกไปขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ได้อย่างมั่นใจ และมีสไตล์

นอกจากนี้ Harley-Davidson ยังมีโปรแกรมผ่อนชำระ 0% สำหรับรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Grand American Touring และ Cruiser ปี 2025 ในรุ่นที่ร่วมรายการ ช่วยให้การเป็นเจ้าของ Harley-Davidson เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ข้อกำหนด และเงื่อนไขได้ทันที

รถมอเตอร์ไซค์รุ่นไฮไลต์ในปี 2025

  • Street Glide

Street Glide รุ่นปี 2025 ขั้นสุดของสไตล์ที่เป็นไอคอนของ Harley-Davidson ทั้งดีไซน์สุดโดดเด่น สมรรถนะสูงแบบทัวร์ริ่ง และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เครื่องยนต์ Milwaukee-Eight™ 117 V-Twin มอบสมรรถนะที่ทั้งนุ่มนวล ตอบสนองฉับไว แรงบิดที่เพิ่มขึ้น ทำให้ขับขี่บนทางยาวได้อย่างราบรื่น แฟริ่งทรงปีกค้างคาวที่ได้รับการออกแบบใหม่ มาพร้อมไฟ LED ในตัว และหลักอากาศพลศาสตร์ที่ปรับแต่งมาเป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและการควบคุมที่ดีเยี่ยมให้กับผู้ขับขี่ ขณะที่ระบบอินโฟเทนเมนต์ Skyline™OS ช่วยให้ผู้ขับขี่เชื่อมต่อได้อย่างไร้รอยต่อ น้ำหนักตัวรถที่เบา สมรรถนะของแชสซีที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น และระบบช่วงล่างปรับแต่งใหม่ Street Glide จึงเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวร์ริ่งสำหรับการขับขี่ระยะไกลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของ Harley-Davidson อย่างแท้จริง รุ่นแต่งด้วยโครเมียม ราคาเริ่มต้นที่ 1,628,000 บาท

  • Road Glide

Road Glide รุ่นปี 2025 โดดเด่นเหนือใครด้วยแฟริ่ง Sharknose เลื่องชื่อ และสมรรถนะล้ำสมัย  มาพร้อมเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 V-Twin ที่ให้แรงบิดอันทรงพลัง และตอบสนองฉับไว พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น โดดเด่นด้วยไฟ LED ทั่วทั้งคัน พร้อมหน้าจอสัมผัสสีขนาด 12.3 นิ้ว พร้อม Skyline OS และโหมดการขับขี่ที่ตั้งโปรแกรมล่วงหน้าได้ Road Glide มอบการควบคุมที่ทั้งเชื่อมต่อ และปรับแต่งเฉพาะบุคคลได้ ด้วยโช้คหลังแบบปรับได้ ล้ออลูมิเนียมหล่อ และเบาะนั่งแบบชิ้นเดียวเพื่อความสะดวกสบาย ทำให้ Road Glide เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่ต้องการเดินทางไกลในสไตล์ของ Harley-Davidson รุ่นแต่งด้วยโครเมียม ราคาเริ่มต้นที่ 1,728,000 บาท

  • Pan America™ 1250 ST

Pan America™ 1250 ST รุ่นปี 2025 ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่ที่รู้ว่าเรื่องราวที่ดีที่สุดไม่สามารถหาได้บนทางตรง เครื่องยนต์ Revolution™ Max พลัง 150 แรงม้า พร้อมระบบควิกชิฟเตอร์จาก Screamin’ Eagle™ เปลี่ยนเกียร์ขึ้น และลงได้โดยไม่ต้องใช้คลัตช์ และโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย มอบสมรรถนะที่เฉียบคมซึ่งถูกปรับแต่งมาเพื่อการขับขี่บนถนนทุกรูปแบบ ด้วยระบบช่วงล่างระยะยุบตัวยาว ชุดระบบส่งกำลังตกแต่งด้วยโทนสีดำทั้งชุด กระจกบังลมหน้าแบบรมดำ และล้อขนาด 17 นิ้วที่ตอบสนองดีเยี่ยม มอเตอร์ไซค์คันนี้จึงให้รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่ง และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ มอบความมั่นใจในทุกเส้นทาง Pan America 1250 ST ราคาเริ่มต้นที่ 874,000 บาท

พบกันที่บูธ Harley-Davidson (G10) อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี จะได้พบทั้งมอเตอร์ไซค์รุ่นต่างๆ อุปกรณ์เสริมสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ อุปกรณ์การขับขี่ และเครื่องแต่งกายจาก Harley-Davidson

พบกับข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับเครื่องแต่งกายจาก Harley-Davidson พร้อมด้วยสินค้าจำนวนจำกัดจากการร่วมงานสุดพิเศษในคอลเลคชั่น H-D™ Factory Racing Fan Apparel, Realtree และสินค้าใหม่ล่าสุดจากคอลเลคชั่น H.O.G.™ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 2526 Harley Owners Group (H.O.G.) ได้กลายเป็นชุมชนนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุด และเปี่ยมด้วยความหลงใหลมากที่สุดในโลก กว่า 4 ทศวรรษที่ H.O.G. ได้เชื่อมโยงนักขับขี่มอเตอร์ไซค์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เติมพลังใจ เสริมสร้างมิตรภาพ และความตื่นเต้นเร้าใจบนท้องถนนให้คงอยู่ต่อไป

งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2568 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันจันทร์ถึงวันศุกร์) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์
ฮอลล์ 1-3 สามารถรับบัตรเข้าชมฟรีได้ที่ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ทุกสาขาในประเทศไทย เมื่อไปทดลองขับขี่มอเตอร์ไซค์จาก Harley-Davidson

ติดตามข่าวสารอัพเดทของ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ได้ที่  

www.harley-davidson.com 

FB: @HarleyDavidsonAsia 

IG: @HarleyDavidson_Asia 

YT: Harley-Davidson Asia

TikTok: @HarleyDavidson_Asia

LINE Official: @HarleyDavidsonTH

ยามาฮ่าเปิดบูธ “YAMAHA FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE” ส่งบิ๊กไบค์ 3 รุ่นใหม่ พร้อมจัดเต็มโปรโมชันแรงส่งท้ายปี ในงาน MOTOR EXPO 2025

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยกทัพรถจักรยานยนต์ครบไลน์อัพทั้งสแตนดาร์ดไบค์และบิ๊กไบค์ร่วมงาน “มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42” (THE 42ND THAILAND INTERNATIONAL MOTOR EXPO 2025) ภายใต้คอนเซ็ปต์ “YAMAHA FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE – สุดทุกทาง ต่างทุกฟีล ในทุกเส้นทางที่เป็นตัวคุณ” พร้อมเผยโฉม และเปิดราคาบิ๊กไบค์ใหม่ 3 รุ่น 3 สไตล์ และ NEW YAMAHA NMAX TECH MAX สีใหม่ พร้อมจัดเต็มโปรโมชันส่งท้ายปีภายในงาน

สำหรับบูธยามาฮ่าในปีนี้ออกแบบภายใต้แนวความคิด “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE – สุดทุกทางต่างทุกฟีลในทุกเส้นทางที่เป็นตัวคุณ” เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ที่มุ่งสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะเป็นสายสปอร์ต สายท่องเที่ยวแอดเวนเจอร์ หรือสายเนคเกดสตรีท ยามาฮ่าพร้อมตอบโจทย์ทุกสไตล์ด้วยเทคโนโลยีและดีไซน์ที่โดดเด่นในแบบเฉพาะของยามาฮ่า

โดยในปีนี้มีไฮไลท์อยู่ที่การเปิดตัวรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าบิ๊กไบค์ด้วยกันถึง 3 รุ่น 3 สไตล์ ได้แก่ YAMAHA YZF-R9 สายพันธุ์ R-SERIES เจ้าแห่ง SUPERSPORT รุ่นใหม่ล่าสุด, YAMAHA TENERE 700 – CHASE THE NEXT HORIZON รถแอดเวนเจอร์ตัวจริ และ MT-07 & MT-07 Y-AMT – DAWN OF A NEW DARKNESS ไฮเปอร์เนคเกค พร้อมการเปิดราคาสุดเร้าใจ

YAMAHA YZF-R9….SUPERSPORT R-WORLD รถซูเปอร์สปอร์ตดีกรีแชมป์โลก WSSP ล่าสุด ที่จะมาปฏิวัติวงการรถสปอร์ตมิเดิลคลาส ด้วยสมรรถนะสูงสุดเพื่อคนที่หลงใหลในโลกของ SUPERSPORT อย่างแท้จริง ที่พร้อมเปิดราคาที่ 495,000 บาท พร้อมโปรโมชัน ฟรี! ประกันภัยชั้น 1

YAMAHA TENERE 700…CHASE THE NEXT HORIZON ที่สุดสไตล์แอดเวนเจอร์ รถอเนกประสงค์ตอบโจทย์สายลุยตัวจริง แรงบันดาลใจจากรถแข่งแรลลี่ มาพร้อมกับราคาเปิดตัวสุดพิเศษที่ 459,000 บาท พร้อมโปรโมชัน ฟรี! ประกันภัยชั้น 1

NEW YAMAHA MT-07 และ NEW YAMAHA MT-07 Y-AMT…. DAWN OF A NEW DARKNESS ที่สุดกับ HYPER NAKED ตัวจริง โดย NEW YAMAHA MT-07 พร้อมจำหน่ายในราคา 299,000 บาท ส่วน NEW MT-07 Y-AMT จำหน่ายในราคา 305,000 บาท พร้อมฟรี! ประกันภัยชั้น 1

นอกจากนี้ ยามาฮ่าได้ยกทัพรถจักรยานยนต์ทั้งสแตนดาร์ดไบค์นำโดย NEW YAMAHA NMAX TECH MAX “THE MAX PRIDE BOOSTER” บูสต์ความเร้าใจให้เป็นหนึ่ง สีใหม่ PRESTIGE GRAY ที่เพิ่งได้รับรางวัล THAILAND MOTORCYCLE OF THE YEAR 2025 จากสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย สำหรับรถจักรยานยนต์ทั้งสแตนดาร์ดไบค์รับโปรโมชันสุดพิเศษ รับฟรี! GIFT VOUCHER มูลค่าตั้งแต่ 2,000 –76,000 บาท ภายในงาน MOTOR EXPO 2025 เท่านั้น

สำหรับโปรโมชันสุดพิเศษจากบูธ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE” ภายในงาน MOTOR EXPO 2025 (เฉพาะลูกค้าที่จองในงาน MOTOR EXPO 2025 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 – วันที่ 10 ธันวาคม 2568) ซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 400 ซีซี รับ VOUCHER ส่วนลดสูงสุด 10,000 บาท พร้อมของแถม และดอกเบี้ยราคาพิเศษเฉพาะในงานนี้ ซื้อรถยามาฮ่าบิ๊กไบค์ ฟรีประกันภัยชั้น 1 พร้อมรับ VOUCHER ส่วนลด 10,000 – 76,000 บาท พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษ สำหรับเครืองแต่งกาย และผลิตภัณฑ์ YAMALUBE เครื่องแต่งกายลิขสิทธิ์แท้จากยามาฮ่า ลดสูงสุดถึง 68% อุปกรณ์ตกแต่ง และหมวกกันน็อก ลิขสิทธิ์แท้ยามาฮ่า ลดสูงสุด 20% ผลิตภัณฑ์ น้ำมันเครื่องแท้ YAMALUBE ลดสูงสุด 10%
นอกจากนั้นยังล้ำไปอีกขั้นด้วยการเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และผลิตภัณฑ์คุณภาพจากยามาฮ่า ผ่าน “ช้อปออนไลน์กับยามาฮ่าได้แล้ววันนี้” ที่ YAMAHA ONLINE SHOP สะดวก รวดเร็ว มั่นใจ ของแท้แน่นอน อยู่บ้านก็ช้อปได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับลูกค้ายามาฮ่าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันสุดล้ำ YAMAHA SMART REWARD เพื่อรับสิทธิประโยชน์มากมายจากยามาฮ่า สมาชิกใหม่รับฟรี 5,000 คะแนน พิเศษ! สมาชิกปัจจุบันสามารถใช้ 100 คะแนน เพื่อแลกเป็นส่วนลด 200 บาท เมื่อซื้อสินค้าที่บูธ “FEEL THE UNIQUE EXPERIENCE สุดทุกทางต่างทุกฟีลในทุกเส้นทางที่เป็นตัวคุณ” พร้อมรับเงื่อนไขสุดพิเศษได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ YAMAHA CALL CENTER โทร. 02- 263-9999 พร้อมติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่

WEBSITE: WWW.YAMAHA-MOTOR.CO.TH
FACEBOOK: YAMAHA SOCIETY THAILAND
INSTAGRAM: @YAMAHA SOCIETY THAILAND
YOUTUBE: YAMAHA SOCIETY THAILAND
LINE OA: @YAMAHASOCIETY

#MOTOREXPO #MOTOREXPO2025
#YAMAHA #REVSYOURHEART #ยามาฮ่า #เร่งชีวิตให้เร้าใจ
#YAMAHASOCIETYTHAILAND

ไทยฮอนด้ายกทัพส่งท้ายปี! เปิดตัว 4 รุ่นใหม่ ครบทุกสไตล์การขับขี่ ในงาน Motor Expo 2025 นำโดย New Honda Goldwing 50th Anniversary Edition สะท้อนเรื่องราวระดับตำนาน

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ในประเทศไทย ขนทัพโมเดลใหม่ล่าสุดร่วมเปิดตัวในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” Thailand International Motor Expo 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ภายในงาน ไทยฮอนด้า นำเสนอรถจักรยานยนต์ครบไลน์ ทั้ง Honda BigBike และ CUB House ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสรถคันจริงอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ทั้งหมด 4 รุ่น ครอบคลุมตั้งแต่บิ๊กไบค์ระดับตำนาน ทัวร์ริ่งคลาสพรีเมียม ไปจนถึงสายแอดเวนเจอร์ตัวจริง นำทัพโดย ‘New Honda GOLDWING 50th Anniversary Edition’ ทัวร์ริ่งไบค์ระดับโลกฉลองครบรอบ 50 ปี ที่โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์สีทอง 50th Anniversary และสีพิเศษที่สะท้อนประวัติศาสตร์ครึ่งศตวรรษของ Goldwing ตามด้วยรถจักรยานยนต์สายลุย นำโดย ‘New Honda CRF1100L Africa Twin’ และ ‘New Honda XL750 TRANSALP’ ที่ได้รับการอัปเกรดสมรรถนะและเทคโนโลยีใหม่เพื่อพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทาง ปิดท้ายด้วย ‘New Honda CB1300 Final Edition’ โฉมสุดท้ายที่เป็นตำนาน จิตวิญญาณแห่งยุค 90 จาก PROJECT BIG-1 โดยกลับมาพร้อมสีพิเศษ Graphite Black ถ่ายทอดเสน่ห์ความสปอร์ตคลาสสิก ซึ่งทั้งหมดเปิดตัวให้ผู้รักการขับขี่ได้สัมผัสใกล้ชิดภายในงาน Motor Expo 2025 พร้อมข้อเสนอพิเศษเฉพาะในงานเท่านั้น

เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ จึงได้นำเสนอรถจักรยานยนต์สายทัวร์ริ่งระดับท็อปคลาส New Honda GOLDWING 50th Anniversary Edition รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปีที่สะท้อนตำนานความหรูหราและความสะดวกสบายในแบบทัวร์ริ่งไบค์ชั้นนำของโลก ภายใต้คอนเซปต์ ‘GO FLY ให้ทุกตำนานทะยานออกไป’ โดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ 50th Anniversary สีทองบริเวณคอนโซลหน้าและกุญแจรีโมทอัจฉริยะ พร้อมสองสีพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น GL1000 ในตำนาน ได้แก่ Bordeaux Red Metallic และ Glamis Gold Metallic มาพร้อมระบบเกียร์ Dual Clutch Transmission (DCT) 7 สปีด และรองรับโหมด Walking และ Reverse เพื่อความสะดวกในการขยับรถ ยกระดับมาตรฐานทัวร์ริ่งไบค์ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ทั้งนี้มาพร้อม Special Set Anniversary Book, Table Top Model และ Commemorative Box โดยวางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 1,395,000 บาท

ตามมาด้วยไลน์อัปรถจักรยานยนต์สายแอดเวนเจอร์ นำโดย New Honda CRF1100L Africa Twin ภายใต้คอนเซปต์ ‘True Adventure Never End การผจญภัยที่แท้จริง ลุยได้ไม่มีวันจบ’ และ New Honda XL750 TRANSALP ภายใต้คอนเซปต์ ‘Mountains Are Calling เมื่อจุดพีกเรียกหา…ได้เวลาสัญชาตญาณลุย’ สองโมเดลที่ผสานสมรรถนะและความคล่องตัวสำหรับผู้รักการผจญภัยอย่างแท้จริง โดย New Honda CRF1100L Africa Twin DCT โดดเด่นด้วยสีใหม่ PEARL GLARE WHITE ผสานลายกราฟิกไตรคัลเลอร์ใหม่ให้ความ Aggressive Rally มากขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ Parallel Twin พร้อมล้อหน้าใหม่ขนาด 19 นิ้ว และ New Honda CRF1100L Africa Twin MT สีใหม่ GRAND PRIX RED มาพร้อมยางแบบ Tubeless ใหม่ อวดความเป็นเอ็นดูโร่ตัวจริง ขณะที่ New Honda XL750 TRANSALP มาพร้อม New LED Headlight ดีไซน์ไฟหน้า LED ใหม่ที่รวมไฟสูงและไฟต่ำในชุดเดียว ช่วงล่างเซ็ตอัปใหม่ รับแรงกระแทกได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ Parallel Twin 755 ซีซี 8 วาล์ว น้ำหนักรวมเพียง 210 กก. พร้อมล้อหน้า 21 นิ้ว ล้อหลัง 18 นิ้ว และระบบ ABS ที่เปิด–ปิดได้

New Honda CRF1100L Africa Twin DCT และ MT วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 709,000 บาท และ 569,000 บาท
New Honda XL750 TRANSALP สี Ross White และ Graphite Black วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 394,000 บาท


New Honda CB1300 Final Edition บิ๊กไบค์ 4 สูบเรียงระดับตำนานจาก PROJECT BIG-1 ที่กลับมาพร้อมรูปลักษณ์สปอร์ตคลาสสิกเหนือกาลเวลา โดยเป็นรุ่นสุดท้ายที่จะผลิต ภายใต้คอนเซปต์ The Final Legacy ตำนานเหนือกาลเวลาทุกเส้นทาง มาพร้อมสีพิเศษ Graphite Black แรงบันดาลใจจาก CB รุ่นแรกในปี ค.ศ.1992 รวมถึงหน้าปัดเรือนไมล์เข็มคู่ดีไซน์ทรงกลมสะท้อนความคลาสสิก ผสานจอดิจิทัลตรงกลางที่ใช้งานง่าย และระบบ Cruise Control และระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Cornering ABS และ Honda Selectable Torque Control (HSTC) ที่ช่วยควบคุมแรงบิดและการยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นใจ New Honda CB1300 SUPER FOUR วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 575,000 บาท และ New Honda CB1300 SUPER BOL D’OR วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำ 600,000 บาท

นอกจากนี้ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ยังเผยโฉมไลน์อัป CBR Series นำโดย New Honda CB650R E-Clutch เน็กเก็ตไบค์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Honda E-Clutch มิติใหม่แห่งความเร้าใจ ถ่ายทอดอารมณ์จากสนามแข่งสู่การขับขี่บนท้องถนนได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตเรโทรและตัวถังสีใหม่ Grand Prix Red สีแดงสดสะดุดตา วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 332,100 บาท ต่อด้วย New Honda CBR650R สปอร์ตไบค์สายพันธุ์นักแข่ง ที่ติดตั้ง Honda E-Clutch เทคโนโลยีคลัตช์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ช่วยให้บิดมันส์ได้โดยไม่ต้องกำคลัตช์ พร้อมโหมดเปิด–ปิดการทำงานตามสไตล์ผู้ขับขี่ ดีไซน์ภายนอกได้รับการรีเฟรชให้ดุดันยิ่งขึ้น มาพร้อมสีใหม่ Mat Gunpowder Black Metallic ถอดแบบดีเอ็นเอความเป็นสปอร์ตตัวจริง วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 347,300 บาท

ปิดท้ายด้วยข้อเสนอสุดพิเศษเอาใจชาว CUB House ที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสรถคันจริง พร้อมข้อเสนอเร้าใจ โดยมีไฮไลต์คือชุดแต่งจาก Kitaco Set ในราคาพิเศษ รวมถึงดอกเบี้ยพิเศษ 0.69% ผ่อนเริ่มต้นเพียง 1,800 บาทต่อเดือน และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมทั้งหมวกกันน็อก ทะเบียน และ พ.ร.บ. ที่มอบให้แบบครบชุด โดยทั้งหมดนี้เป็นสิทธิพิเศษเฉพาะช่วงงาน Motor Expo 2025 เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถพบกับรถจักรยานยนต์ใหม่ล่าสุดและรุ่นอื่น ๆ ของไทยฮอนด้า พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการปรับแต่งรถ และโปรโมชันสุดพิเศษ ได้ที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า G01 ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” Thailand International Motor Expo 2025 ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

#BangkokMotorExpo2025 #MotorExpo2025 #มอเตอร์เอกซ์โป2025 #มอเตอร์เอกซ์โป2025 ครั้งที่42

#HondaGOLDWING #GOLDWING #GoFly #50thAnniversary #NewCB1300FinalEdition #CB1300 #CB1300SuperFour #CB1300SuperBoldor #TheFinalLegacy #NewAfricaTwin #CRF1100L #DCT #HondaDCT #TrueAdventureNeverEnd #NewAfricaTwin #CRF1100L #MT #TrueAdventureNeverEnd #NewHondaXL750 #XL750 #TRANSALP #MountainsAreCalling #CB650R #CBR650R

#HondaBigBikeThailand #ExcitesTheWorld #CUBHouse #CUBHousebyHonda #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #Thaihonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

 

“ชี้ชะตา!  “เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง” จัดใหญ่ที่ไทย สนามปิดท้ายฤดูกาล 2025 จัดเต็มความเดือด 4 รุ่น 2 เรซ 5-7 ธ.ค.นี้

ประเทศไทยเตรียมเปิดบ้าน ในฐานะเจ้าภาพศึกสองล้อรายการที่ใหญ่ที่สุดของทวีป รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 สนามที่ 6 ชิงดำตำแหน่งแชมป์ประจำฤดูกาลใน 4 รุ่น ขณะ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ควง “ตี” อนุภาพ ซามูล นำทัพนักบิดไทยลงชิงชัย ระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ด้านบอสใหญ่-ตนัยศิริ พร้อมต้อนรับดาวบิดดังเอเชีย-ทั่วโลก และถือเป็นงานใหญ่ทิ้งทวนก่อนรองรับศึกโมโตจีพีในฤดูกาล 2026 ต้นปีหน้า พร้อมนำทัพคนดังร่วมสร้างสีสัน นำโดย โอม-ภวัต, เจแปน ภาณุพรรณ, นาย เดอะ คอมเมเดี้ยน และ โดโรธี เพ็ทโซลด์ ฯลฯ

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 เตรียมเปิดฉากสนามสุดท้าย ซึ่งถือเป็นศึกตัดสินแชมป์ประจำปีอย่างเป็นทางการ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ในระหว่างวันที่ 5-7 ธันวาคม 2568 พร้อมพิธีฉลองแชมป์สุดยิ่งใหญ่ โดยมีนักบิดจากทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย, เยอรมนี, สเปน, ญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, อินเดีย, ไทย, เวียดนาม, จีน, สิงคโปร์ ฯลฯ สถานการณ์คะแนนสะสมที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดตลอดฤดูกาล ส่งผลให้การตัดสินแชมป์ในสนามนี้ สนุกเร้าใจในทุกรุ่น ทุกรอบ และทุกโค้ง เพื่อครองบัลลังก์เจ้าความเร็วแห่งทวีป

ไฮไลต์ของสนามสุดท้ายคือการลุ้นแชมป์ของทัพนักบิดไทยให้คว้าชัยชนะในบ้านเกิด รวมถึงการคว้าแชมป์เอเชียในฤดูกาลนี้ด้วย โดยเฉพาะรุ่นใหญ่ที่สุดอย่าง เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดขวัญใจชาวไทย เป็นจ่าฝูงในตารางคะแนนสะสม และกำลังไล่ล่าตำแหน่งแชมป์ประจำฤดูกาลในบ้านเกิด โดยมีทั้งสิ้น 152 คะแนน  ขณะที่ ฮาฟิซ ซยาห์ริน อดีตนักบิดโมโตจีพี ชาวมาเลเซียจาก เจดีที เรซซิ่ง ทีม มี 148 คะแนน ตามด้วย เคโตะ อาเบะ นักบิดดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นจาก เอสดีจี-ฮาร์ค โปร ฮอนด้า ฟิลิปปินส์ มี 141 คะแนน

ส่วนในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) โมฮัมเหม็ด อะเดนันดา พูตร้า นักบิดอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม เป็นผู้นำในตารางคะแนนมี 152 แต้ม  อันดับ 2 คาสม่า ดาเนียล คาสมายูดิน ชาวมาเลเซีย จากฮง หลง ยามาฮ่า เรซซิ่ง มี 144 คะแนน อันดับ 3 “ตี” อนุภาพ ซามูล จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ มี 131 คะแนน

รุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี (AP250) ฟาดิลลาห์ อาร์บี อะดิทาม่า ดาวรุ่งชาวอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม ทำผลงานยอดเยี่ยม ครองจ่าฝูงมี 177 คะแนน ตามด้วย อิซาม อิกมัล นักบิดมาเลเซีย มี 135 คะแนน และ มูร็อบบิล วิโตนี่ นักบิดอินโดนีเซีย จาก ยามาฮ่า แอลเอฟเอ็น เอชพี 969 อินโดนีเซีย เรซซิ่งทีม 122 คะแนน ส่วน “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ดาวรุ่งชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม คะแนนเป็นอันดับ 4 มี 118 คะแนน

ขณะเดียวกันสถานการณ์การแข่งขันรุ่นนี้ระอุขึ้น จากการมาของ ฮัมเบอร์โต ไมเออร์ นักบิดชาวบราซิล ดีกรีเวิลด์ซูเปอร์สปอร์ต ได้ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันสนามนี้ ด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ด ให้กับทีม ที.วาย. แอนทาเรส เรซซิ่ง ทีม ใน รุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี (AP250) ถือเป็นการยกระดับความเข้มข้น ขึ้นไปอีกขั้น และสร้างความท้าทายให้กับนักบิดแถวหน้าของเอเชียอย่างแน่นอน

รุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี จ่าฝูงเป็นนักบิดอินโดนีเซีย 2 คนได้แก่  ฮุสนี ไซนุล ฟูอัดซี จากซีเอียร์ แอลเอฟเอ็น เอชพี 969 เอ็มซีอาร์ อาร์บีที 34 มีคะแนนสูงถึง 202 คะแนน ตามด้วยนักบิดร่วมชาติ ฟาห์มี บาซาม จาก ยามาฮ่า แอลเอฟเอ็น เอชพี 969 อินโดนีเซีย เรซซิ่ง ทีม มี 140 คะแนน และ อาฟิฟ อัมรัน นักบิดมาเลเซีย จาก พิทส์ไบค์ ซูเปอร์ฟาสต์ เจอาร์ที ราปีโด เรซซิ่ง ทีม 125 คะแนน

ด้านนายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวถึงความพร้อมว่า สนามช้างฯ พร้อมเต็มที่ 100% ที่จะต้อนรับดาวบิดดังจากทั่วโลก ซึ่งสนามสุดท้ายนี้ ไม่เพียงแต่เป็นศึกตัดสินแชมป์เอเชียเท่านั้น แต่ยังถือเป็น งานใหญ่ระดับนานาชาติครั้งสำคัญทิ้งทวนก่อนที่เราจะเข้าสู่ฤดูกาล 2026 เพื่อรองรับศึกโมโตจีพี ในช่วงต้นปีหน้า ที่จะมาเปิดฤดูกาลในประเทศไทย

“ปีนี้เป็นปีที่นักบิดไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ ‘ชิพ’ นครินทร์ ที่นำจ่าฝูงในรุ่นใหญ่ที่สุดอย่าง เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี และ ‘ตี’ อนุภาพ ที่มีลุ้นโพเดียมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี การลุ้นแชมป์ที่บ้านเรานั้นมีความหมายอย่างยิ่งต่อวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ขอเชิญชวนแฟน ๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของสุดสัปดาห์สำคัญ ที่จะตัดสินตำแหน่งแชมป์ทั้ง 4 รุ่น พร้อมทั้งเชียร์นักแข่งไทยของเราคว้าชัยบนบ้านเกิด”

นอกจากนี้ยังมีทัพคนดังร่วมสร้างสีสันนำโดย โอม-ภวัต จิต์สว่างดี พระเอกขวัญใจวัยรุ่นที่ฐานแฟนคลับหลายล้านคนทั่วโลก, เจแปน-ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์ นักแสดงและยูทูบเบอร์หนุ่มอารมณ์ดีหรือที่รู้จักกันในชื่อเจแปนหกฉาก , นาย เดอะ คอมเมเดี้ยน และ โดโรธี เพ็ทโซลด์ นางแบบและอินฟลูเอ็นเซอร์ ฯลฯ

ทั้งนี้ ศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 สนามที่ 6 จะเข้าสู่โปรแกรมการซ้อมอย่างเป็นทางการวันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม ก่อนจะควอลิฟาย เพื่อจัดอันดับสตาร์ตในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม ตามด้วยการแข่งขัน เรซที่ 1 ตั้งแต่เวลา 12.35 น. เป็นต้นไป ส่วนวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม จะเป็นการดวลในเรซที่ 2 ตัดสินแชมป์เอเชีย ตั้งแต่เวลา 12.35 น. เป็นต้นไป

ส่วนกิจกรรมพิตวอล์ค วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม จัดเต็มอื่มจุใจ 1 ชั่วโมงเต็ม ตั้งแต่เวลา 11.00-12.00 น. เปิดโอกาสให้แฟนความเร็วได้ร่วมกระทบไหล่นักบิดดาวดังจากทั่วโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมพริตตี้แสนสวยประจำทีมแข่งต่างๆ รับของที่ระลึก ร่วมสนุกรับของพรีเมียมจากนักแข่งที่ชื่นชอบ อาทิ สติ๊กเกอร์, โปสเตอร์, พวงกุญแจ, พัด, ร่ม, ถุงผ้า, เสื้อ, หมวก ฯลฯ บัตรชมการแข่งขันทุกประเภทร่วมกิจกรรมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

แฟนชาวไทยซื้อบัตรได้ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ allticket หรือซื้อบัตรหน้างาน สามารถซื้อบัตรได้ที่จุดจำหน่ายบัตรหน้างาน 2 จุด ที่ทางขึ้น Grand Stand ฝั่งทิศตะวันตก (Paddock B) และบริเวณโดมแก้ว

บัตร VIP 1,000 บาท/1 วัน และ 1,500 บาท/2 วัน บัตร GRANDSTAND 200 บาท/1 วันและ 300 บาท/2 วัน  มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ บัตรชมการแข่งขันโมโตจีพี 2026 ในกิจกรรม “Chang Int’s Friend Pass” ไม่ว่าจะเป็นบัตร VIP โค้ง 12 และบัตร Paddock Pass + Official Guide Tour (Paddock Raffle) และบัตร PIT Lane Walk

รับชมถ่ายทอดสดได้ทาง PPTV HD 36 หรือรับชมทางออนไลน์ได้ที่เพจ และยูทูป PPTV Sports หรือเพจ Asia Road Racing Championship และ Chang Circuit Buriram

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดตัวคลาส 750Series 2 รุ่น ‘New Honda X-ADV’ และ ‘New Honda Forza750’ สีใหม่ พบกับความที่สุดในคลาสในงาน Motor Expo 2025

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ นำเสนอความเป็นที่สุดในคลาส 750 ซีซี เปิดตัว 2 รุ่น นำโดย ‘New Honda X-ADV’ สี Special ใหม่ ‘Matte Pearl Glare White’ บิ๊กสกู๊ตเตอร์สำหรับสายแอดเวนเจอร์ตัวจริง ภายใต้คอนเซปต์ ‘Live The Unexpected Life’ และ ‘New Honda Forza750’ ที่สุดของความสปอร์ตพรีเมียมจากคลาสบิ๊กสกู๊ตเตอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ผ่านสีใหม่ ‘Pearl Glare White’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Beyond The Leader’ เตรียมสัมผัสคันจริงพร้อมจับจองเป็นเจ้าของได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 (Thailand International Motor Expo 2025) ณ บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568
New Honda X-ADV เพิ่มเฉดสีใหม่ให้แฟนบิ๊กสกู๊ตเตอร์ได้สัมผัสรถแข็งแกร่งสไตล์แอดเวนเจอร์สายพรีเมียม ‘Matte Pearl Glare White’ มาในโทนสีพิเศษ Tri-Color (ขาว–น้ำเงิน–แดง) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากลายแข่งระดับตำนานของฮอนด้า นำเสนอความสปอร์ตและพรีเมียมในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 745 ซีซี ผสานดีไซน์ด้านหน้าแบบวัสดุรีไซเคิล Durabio เน้นการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และไฟหน้า LED พร้อม DRL ให้ภาพลักษณ์ดุดันล้ำสมัย ภายในติดตั้งเบาะออกแบบใหม่ นั่งสบายขึ้นและวางเท้าได้มั่นคง บังลมหน้าปรับได้สูงสุด 139 มม. พร้อมกล่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ 22 ลิตร และพอร์ตชาร์จ USB Type-C รองรับการใช้งานดิจิทัล อัดแน่นเทคโนโลยีด้วยหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Honda RoadSync พร้อมโหมดการขับขี่ 5 แบบ รวมถึงระบบ Cruise Control และระบบส่งกำลัง Honda Dual Clutch Transmission (DCT) ที่ให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลกว่าเดิม
สำหรับ New Honda X-ADV มีให้เลือกสี Special ใหม่ ‘Matte Pearl Glare White’ ราคาแนะนำ 444,000 บาท และสี Standard 2 สี ‘Graphite Black และ ‘Matte Deep Mud Gray’ ราคาแนะนำ 439,000 บาท
ด้าน New Honda Forza750 เปิดตัวสีใหม่ ‘สีขาว Pearl Glare White’ ถ่ายทอดความพรีเมียมที่ดูเรียบง่ายและสปอร์ตในเวลาเดียวกันโดดเด่นกว่าเคย มาพร้อมเครื่องยนต์ 745 ซีซี 2 สูบเรียง มอบสมรรถนะตอบสนองรวดเร็วและขับขี่เหนือระดับด้วยระบบเกียร์อัจฉริยะ DCT 6 สปีด เลือกใช้งานได้ทั้งโหมด Auto และ Manual ผสานระบบคันเร่งไฟฟ้า Throttle By Wire (TBW) พร้อม Cruise Control ช่วยรักษาความเร็วอย่างสบายตลอดเส้นทาง ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจกบังลมไฟฟ้าปรับสูงได้ 120 มม. ไฟหน้า LED โคมคู่ผสาน DRL และไฟเลี้ยวแบบ Built-in ขณะที่โช้กหน้าหัวกลับ 41 มม. ปรับขนาดล้อหน้า 17 นิ้ว และล้อหลัง 15 นิ้ว มอบการทรงตัวที่มั่นคง รองรับโหมดขับขี่ 4 แบบ ได้แก่ Standard, Rain, Sport และ User ปรับตั้งค่าได้เองตามสไตล์การขับขี่
New Honda Forza750 พร้อมวางจำหน่ายมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาวใหม่ ‘Pearl Glare White’ สี ‘Mat Warm Ash Metallic’ และสี ‘Ballistic Black Metallic’ ราคาแนะนำ 425,000 บาท
สำหรับท่านใดที่สนใจอยากจับจองเป็นเจ้าของ สามารถสัมผัสรถคันจริงได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 (Thailand International Motor Expo 2025) ณ บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้า (G01) ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568
#NewHondaXDV #NewHondaForza750 #MotorExpo2025
#HondaBigBike #HondaBigBikeThailand #ExcitesTheWorld
​#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

GPX เปิดตัว“DZ2” (ดีซีทู) สกู๊ตเตอร์คลาส 150 ดีไซน์เท่ ฟีเจอร์ครบ จบที่ราคา 73.5 หมื่นบาท!  

GPX (จีพีเอ็กซ์) แบรนด์มอเตอร์ไซค์สัญชาติไทย กับเส้นทางกว่า 18 ปี ที่ได้เติบโตขึ้นจากความหลงใหลและความมุ่งมั่นของคนไทยที่อยากสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ชาวไทยอย่างแท้จริง จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในปี 2007 ด้วยการผลิตรถเอทีวีคันแรกของบริษัท จนวันนี้ GPX ได้กลายเป็นหนึ่งในแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไทยที่ประสบความสำเร็จ และเป็นแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไทยแบรนด์เดียวที่ยืนหยัดในตลาดได้อย่างยาวนานที่สุด! 

ปัจจุบัน GPX ยังคงอยู่ในอันดับ Top 5 แบรนด์มอเตอร์ไซค์ยอดขายสูงสุดของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี และยังเดินหน้าโกอินเตอร์ ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปเกือบ 10 ประเทศทั่วโลก โดยมีฐานผู้ขับขี่สะสมในไทยและต่างประเทศรวมแล้วหลายแสนคน! 

ล่าสุด GPX พร้อมก้าวสู่บทใหม่ของตลาดสกู๊ตเตอร์ คลาส 150  ด้วยการเปิดตัว GPX DZ2 (ดีซีทู) รุ่นใหม่ล่าสุด ภายใต้แนวคิด “Hyper-Trex พุ่งไปข้างหน้า กับชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง” รถรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนเมืองยุคใหม่ ที่ต้องการรถขี่ใช้งานได้จริงในทุกวัน แต่ยังคงความเท่ และมีเทคโนโลยีครบในราคาที่เข้าถึงง่าย

GPX DZ2 มาในรูปลักษณ์สปอร์ตล้ำสมัยที่ผสมผสานความดุดันกับความหรูหราได้ลงตัว เส้นสายตัวถังเฉียบคม สัดส่วนกระชับ ขณะที่ไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์และระบบไฟ Full LED รอบคัน ช่วยเพิ่มมิติให้ตัวรถดูมีพลังและโดดเด่นทั้งกลางวันและกลางคืน โครงสร้างตัวรถเปล่าน้ำหนักเพียง 130 กิโลกรัม ทำให้ง่ายต่อการขับขี่และให้ความคล่องตัวสูงในเมือง และยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ HYPER-i ขนาด 149.6 ซีซี 1 สูบ 4 จังหวะ SOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้ฟีลการขี่ที่สนุกและมั่นใจทุกจังหวะ เสริมด้วยระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม กับดิสก์เบรกหน้าขนาด 260 มม. และหลัง ขนาด 220 มม. พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งหน้าและหลัง ที่มาพร้อม ปั๊มเบรกแบบเรเดียลเมาท์ แบบเดียวกับรถสปอร์ตระดับพรีเมียม ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการหยุดทุกสถานการณ์  พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS (Traction Control System) ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยไปอีกขั้น และยังสามารถเปิด-ปิดฟังก์ชันนี้ได้ 

ในด้านเทคโนโลยี GPX DZ2 ก็จัดเต็ม! เริ่มจากหน้าจอ TFT Full Color Display ขนาด 6 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับ สมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth และสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Carbit Ride พร้อมฟังก์ชัน Mirror Screen Sharing  ที่สามารถแชร์หน้าจอมือถือเข้ามายังหน้าจอของรถได้โดยตรง พร้อมช่องชาร์จแบบพอร์ตคู่ ทั้ง USB-A และ USB-C ที่อยู่บริเวณช่องเก็บของด้านซ้าย อีกทั้งยังสะดวกและปลอดภัยในการใช้งาน ด้วยกุญแจแบบ Smart Key (มาตรฐาน IP67) ทนต่อน้ำและฝุ่น พร้อมฟังก์ชันกันขโมยในตัว อีกทั้งยังสะดวกไปอีกขั้น ด้วยถังน้ำมันด้านหน้า ความจุ 8 ลิตร ตอบโจทย์การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมเบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตให้ความรู้สึกกระชับ ที่มาพร้อมกับพักเท้าผู้ซ้อนแบบพับเก็บได้ ช่วยให้การเดินทางร่วมกันในทุกวันสะดวกและลงตัวมากขึ้น

สำหรับ GPX DZ2 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นสกู๊ตเตอร์ คลาส 150 ที่ “ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์  ให้ฟีเจอร์ระดับรถพรีเมียมในราคาที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ชาวไทยอย่างแท้จริง กับฟีเจอร์ครบจบในคลาส 150 ที่เปิดตัวมาในราคาสะเทือนวงการ กับราคาเปิดตัวที่  73,500 บาท!  มีให้เลือกด้วยกันถึง 4 เฉดสี ได้แก่  1.Crayon Grey (เทา-ดำ)  , 2. Super Black (ดำ) , 3. Matte Brown (น้ำตาล-ดำ)  4. Lava Red (แดง-ดำ)  พร้อมด้วยโปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์ นานถึง 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) สามารถชมรถตัวจริงได้ที่ตัวแทนจำหน่าย GPX กว่า 113 สาขาทั่วประเทศ หรือ จองรถได้ทางเว็บไซต์​ https://www.gpxthailand.com 

#GPX #DZ2

Nexzter BRIC Superbike 2025 ปิดฉากเรซสุดท้ายยิ่งใหญ่ “ธนัช” เข้าวินส่งท้าย “อภิวัฒน์-นธีธาร-ต่อศักดิ์” คว้าแชมป์ประจำปี

ศึกซูเปอร์ไบค์มาตรฐานโลก “เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ 2025” รูดม่านปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเกมการลุ้นแชมป์สุดมันส์ทุกรุ่นในเรซสุดท้าย โดย “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว นักบิดดาวรุ่งจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส เข้าวินส่งท้ายปี ขณะ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ จาก อีสต์ เอ็นเจที เรซซิ่ง ทีม ผงาดแชมป์ประจำปีรุ่นใหญ่ ด้าน นธีธาร ทองโคตร จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส ทีม คว้าชัย ซูเปอร์สต็อกพร้อมครองแชมป์ประจำปี ส่วน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นที พีทีที ลูบริแคนท์ส ครองบัลลังก์ ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ 2025 สนามสุดท้าย ดวลความเร็วรอบชิงชนะเลิศเรซสุดท้ายของปี วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้การติดตามของแฟนมอเตอร์สปอร์ตกับการลุ้นแชมป์ประจำปีของทุกรุ่น

รุ่นใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอย่าง ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี ยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม แม้ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดจอมเก๋าจาก อีสต์ เอ็นเจที เรซซิ่ง ทีม จะคว้าแชมป์ประเทศไทยไปครองได้สำเร็จ หลังซิวชัยชนะในเรซที่ 1 ไปครองแล้วก็ตาม

ในเรซที่ 2 นักบิดดาวรุ่งอย่าง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส ทะยานออกนำตั้งแต่ต้นเรซ ก่อนจะบิดคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 19 นาที 25.887 วินาที เหนือ อภิวัฒน์ อันดับ 2 อยู่ 2.239 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ มาร์วิน ฟริตซ์ นักบิดเอ็นดูรานซ์แชมป์โลกชาวเยอรมันจาก บัตเลอร์ การาจ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 13.430 วินาที ขณะที่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” อริย์ธัช วรโรจน์เจริญเดช จาก เรปโซล อาร์-ซีรีส์ ทีม พลาดล้มต้องออกจากการแข่งขันในช่วงต้นเรซ

ส่วนในรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เป็นการดวลกันอย่างสนุกของแคนดิเดตลุ้นแชมป์ประจำปีทั้ง 2 คน อย่าง นธีธาร ทองโคตร จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส และ ตะวัน ตั้งจิตเจริญกุล จาก ทีเค ฮอนด้า อิเดมิตสึ สิทธิผล ดิเรก ทีม โดยทั้งคู่ต่อสู้กันตั้งแต่ต้นเรซจนครบ 12 รอบสนาม

ผลปรากฏว่า นธีธาร แซงขึ้นนำและคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 20 นาที 11.597 วินาที เฉือน ตะวัน อันดับ 2 เพียง 0.401 วินาที ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ ณัฐวุฒิ คำหอม จาก ไบค์ สตอรี พีทีที ลูบริแคนท์ส ยามาฮ่า เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.784 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้ตกเป็นของ นธีธาร ที่โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมตลอดทั้งฤดูกาล เก็บไปได้มากถึง 116 คะแนน

ด้าน “โอม” ภวัต จิตต์สว่างดี พระเอกวัยรุ่นชื่อดัง ที่ลงแข่งขัน ภายใต้สังกัด ยามาฮ่า ทีเอ็นพี พีทีที ลูบริแคนท์ส ที่เพิ่งคว้าโพเดียมแรกในชีวิตจากเรซแรกในรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 (ST3) มีลุ้นคว้าชัยชนะเต็มตัว หลังเริ่มเกมได้ดี เกิดพลาดล้มในช่วงต้นเรซ แต่ยังใจสู้ลุกขึ้นมาบิดจนจบเรซ ส่วนผู้ชนะในรุ่นนี้ได้แก่ ประวุฒิ สุขสากล

ขณะที่เกมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เรซสุดท้ายเป็นการไล่บดกันอย่างสุดมันส์ของ 3 นักบิดในกลุ่มหน้า ก่อนที่ “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส จะปลดล็อคคว้าชัยชนะให้ตัวเองได้สำเร็จด้วยเวลา 20 นาที 23.628 วินาที เฉือน ต่อศักดิ์ นวลสาย จาก ยามาฮ่า ทีเอ็นที พีทีที ลูบริแคนท์ส อันดับ 2 เพียง 0.512 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ดาวรุ่งจาก อีสต์ เอ็นเจที พีทีที ลูบริแคนท์ส เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.412 วินาที โดยแชมป์ประจำปีตกเป็นของ ต่อศักดิ์ มีทั้งสิ้น 106 คะแนน

เกมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 250 ซีซี ชิงชัยกัน 10 รอบสนาม ชัยชนะเรซสุดท้ายตกเป็นของ “เอิร์ธ” ธุรกิจ บัวผา นักบิดดาวรุ่งจาก ไฮสปีด เรซซิ่ง ทีม ที่ออกตัวได้ดีก่อนบิดนำม้วนเดียวจบด้วยเวลา 19 นาที 2.994 วินาที โดยมี ชนะชัย บุญงาม จาก กิกะไบค์ เรซซิ่ง สเปเชียล พาร์ทส์ ซีวาย มอเตอร์สปอร์ต ไฮ-สปีด สุรินทร์ ทีม เป็นอันดับ 2 ตามหลัง 0.765 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ “เชลล์” ศักดิ์ชัย คงดวงดี จาก ไออาร์ซี ดีไอดี สมาร์ทสปอร์ต สนองไซเคิลเรซ ตามหลัง 2.200 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้้เป็นของ ธุรกิจ บัวผา ซึ่งเก็บ 90 แต้มเท่ากันกับ “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก สปีด800 แต่มีผลงาน “เฮดทูเฮด” ที่เหนือกว่า

สำหรับรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 400 ซีซี ชัยชนะเปลี่ยนมืออีกครั้ง โดย หนี่ เถียน นักบิดชาวจีนจาก ศักดิ์สิริ เรซซิ่ง ทีม บุรีรัมย์ เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 13 นาที 15.357 วินาที เฉือน จื่อ จ้าว ทีมเมทชาวจีนเพียง 0.048 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ทัสมาย คาเรียปป้า นักบิดอินเดียจาก เน็กซเตอร์ ลิควิ โมลี ยามาฮ่า โมริเทค เอวีอาร์พี เรซซิ่ง ตามหลัง 0.354 วินาที โดยแชมป์ประจำปีในรุ่นนี้ได้แก่ ทัสมาย ซึ่งเก็บไปทั้งสิ้น 77 คะแนน

นอกจากนี้ ยังเป็นครั้งแรกของ เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ ที่บรรจุการแข่งขันเอ็นดูรานซ์ 2 ชั่วโมงรุ่น ซูเปอร์สต็อก 1,000 ซีซี เอ็นดูรานซ์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสุดสัปดาห์ โดยมีนักแข่ง-ทีมแข่งทั้งไทยและต่างชาติ ตอบรับเข้าร่วมมากมาย

ผลปรากฏว่าชัยชนะตกเป็นของ รถแข่ง หมายเลข 11 จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม คริสมาส จากผลงานของ 3 นักบิดอย่าง ตะวัน ตั้งจิตเจริญกุลภัทรพงศ์ วัชรอยู่ และ ธนาธิป เลิศธนากร เข้าป้ายเป็นคันแรกหลังผ่าน 2 ชั่วโมงเต็ม โดยมีรถแข่งหมายเลข 12 ซึ่งขับโดย พุฒินัฐ สินทรัพย์พฤฒิพงศ์ ทรัพย์เจริญ และ จักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล จากทีมเดียวกัน ตามเข้าป้ายเป็นอันดับ 2 ตามหลัง 1 นาที 31.413 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ นักบิดรัสเซียอย่าง โทมัส ลอทาร์ดอเล็กซานเดอร์ คลีเยฟ และ เซอร์เก โปรโครอฟ ในรถแข่งหมายเลข 47 จาก ทีซี เรซซิ่ง ตามหลัง 1 นาที 48.692 วินาที

ทั้งนี้ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฝ่ายจัดการแข่งขัน เน็กซ์เตอร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ แชมเปียนชิพ ประกาศอย่างเป็นทางการ เดินหน้าสร้างสรรค์ความมันส์ต่อไปในฤดูกาลหน้า โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนานักแข่งไทย และทีมแข่งไทยเพื่อก้าวสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง

9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?

การกีฬาแห่งประเทศไทย เผยข้อมูลทุกมิติของโมโตจีพีตั้งแต่สัญญาแรก จนถึงปัจจุบัน เพื่อไขข้อข้องใจทุกประเด็นเกี่ยวกับการจัดและการต่อสัญญา โมโตจีพี สนามประเทศไทย เคลียร์ชัด “9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?” พร้อมยืนยันด้วยตัวเลข มูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนที่ประเทศได้รับอย่างชัดเจน ดังนี้

1.เงิน 3,997 ล้านบาท ตกไปที่ใคร และมีการใช้ทันทีทั้งหมดหรือไม่

ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ มีนโยบายที่จะทำสัญญากับ รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวกับ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP ทั่วโลก

ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะถูก ทยอยขออนุมัติงบประมาณเป็นรายปี และจ่ายตรงไปที่ ดอร์น่า สปอร์ต เท่านั้น ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือตกไปที่เอกชนรายอื่น ในทางกลับกัน ผลประโยชน์และรายได้จากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมหรือเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ก็จะถูกนำส่ง ตรงไปที่ กกท. เช่นกัน เพื่อใช้สมทบและลดภาระงบประมาณภาครัฐอย่างเต็มที่

2. ค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นมาก มีการเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกประเทศและค่าลิขสิทธิ์ประเทศไทยถือว่า ต่ำกว่าประเทศอื่น โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เจราจาต่อรองเรื่องค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน เพื่อให้ได้ในอัตราเท่าเดิม แต่เนื่องจากเกิดการแข่งขันในการเสนอตัวเป็นประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา มีการแข่งขันในวันแข่งจริงเพียงวันเดียว แต่ในสัญญาใหม่ จะมีการแข่งขัน 2 วัน คือ วันที่แข่ง Sprint Race (วันเสาร์) และวันที่แข่งจริง (Race Day) (วันอาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้ชมสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การปรับเพิ่มราคาเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยสามารถเจรจาได้ในอัตราที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่น จึงถือว่าการเจรจาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

3. งบโมโตจีพีสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือ

งบประมาณคนละส่วน รัฐมีการจัดสรรงบทางกีฬาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การเปรียบเทียบวงเงินนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่ถูกต้อง ตามหลักการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทย งบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและการเป็นเจ้าภาพระดับโลก (เช่น MotoGP) จะถูกจัดสรรในส่วนของรายจ่ายของส่วนราชการ (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวงเงินและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

ในขณะที่งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มักจะมาจาก ‘งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น’ ซึ่งเป็นงบฉุกเฉินที่รัฐบาลบริหารจัดการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยโดยเฉพาะ

ดังนั้น งบประมาณทั้งสองส่วนจึงแยกจากกันอย่างชัดเจน และการขออนุมัติกรอบวงเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับสัญญาปี 2570-2574 นั้น ไม่ได้กระทบต่องบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันแต่อย่างใด

4.รีบเร่งต่อสัญญาเกินไปหรือไม่

ยืนยันว่า การเจรจาต่อสัญญาไม่ได้เป็นการ “เร่งรีบ” แต่เป็นการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการด้วยซ้ำ เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2569 (2026) และ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ กำหนดให้คู่สัญญาเดิมต้องแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งหมายถึงต้องแจ้งภายในปี 2568 (2025)

ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และการที่มีหลายประเทศทั่วโลกกำลังรอเสนอตัวและยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพแทนประเทศไทย การดำเนินการเจรจาในขณะนี้จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์และจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 28,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

5. ผู้ชมน้อยลงทุกปี ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน

ข้อเท็จจริงคือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเคยได้รับรางวัล Best Grand Prix of the Year ในปี 2561 ด้วยยอดผู้ชมสูงสุดในฤดูกาล 222,535 คน และเพิ่มเป็น 226,655 คน ในปี 2562 ส่วนยอดผู้ชมที่ลดลงในช่วงปี 2565 (178,463 คน) เป็นผลมาจากการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากนั้น ยอดผู้ชมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

สำหรับความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ การจัดโมโตจีพี 8 ปีที่ผ่านมา (2561-2568) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 24,927 ล้านบาท และสัญญาใหม่ 5 ปี (2570-2574) ถูกประมาณการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 28,000 ล้านบาท และยังไม่มีอีเว้นต์ไหนในประเทศไทยที่ทำได้

6. จริงหรือไม่ ? เอกชนลดการสนับสนุนลงทุกปี -รัฐแบกภาระเกินไป

ในการบริหารจัดการ การจัด MotoGP ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลเป็นผู้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวนหรือเกือบทั้งหมด ในทางกลับกัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในสัดส่วนที่น้อยมาก

โดยตลอดสัญญาที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ และเครื่องดื่ม เข้ามาสนับสนุนการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลลงได้อย่างมาก

แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้เอกชนบางรายต้องลดหรือหยุดการสนับสนุนไปชั่วคราว กกท. ก็ยังคงพยายามหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้จากการจำหน่ายบัตร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อไป โดยในสัญญาใหม่ (2570-2574) ก็ยังคงตั้งเป้าระดมเงินสนับสนุนจากเอกชนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่พึ่งพาเอกชนเป็นหลักมาโดยตลอด

7.รายได้จากการแข่งขันตกไปที่เอกชนหรือไม่ -จัดที่อื่นได้ไหม ทำไมต้องที่บุรีรัมย์

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่ได้มีสัญญาจ้างกับบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด (เจ้าของสนามช้างฯ) ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ สนามช้างฯ ได้ให้การสนับสนุน กกท. โดย อนุญาตให้ใช้สนามแข่งฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า โดยการให้ใช้สนามฟรีนี้มีมูลค่าถึง 12 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้องใช้สถานที่ในการเตรียมการจัดการแข่งขันและวันแข่งจริงประมาณ 30 วัน คำนวนรวม 6 ปี ที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เป็นมูลค่า 72 ล้านบาท

“จัดที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากมีสนามแห่งนี้เพียงสนามเดียวในประเทศไทย” ที่เป็นสนามระดับ FIM GRADE A ที่มีมาตรฐานสามารถจัดการแข่งขัน MotoGP ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานกีฬาระดับโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทุกภาคในประเทศไทย

8. เอื้อประโยชน์กับเจ้าของสนามแข่งหรือไม่

รายได้หลักจากการจัดแข่งขันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน จะถูกนำส่งเข้าสู่การบริหารจัดการโดย กกท. โดยตรง ซึ่งรายได้เหล่านี้จะถูกนำไป หักลบกับภาระค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้กับ ดอร์น่า สปอร์ต โดยตรง เพื่อลดภาระงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด กระบวนการนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

9. MotoGP ถูกสนับสนุนมาทุกรัฐบาล

การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทุกชุด มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับ ดังนี้

สัญญาที่ 1: ปี 2561 – 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) ครม. เห็นชอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์สมทบปีละ 100 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็น 300 ล้านบาท

ผลการดำเนินงาน: กกท. ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้รวม 528 ล้านบาท (ใน 2 ปี) จากพันธมิตรรายใหญ่ 12 ราย/แหล่ง

ความสำเร็จ: ได้รับรางวัล Best Grand Prix of The Year ในปี 2561 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2 ปี (2561-2562) ได้ถึง 6,584 ล้านบาท (จัดได้เพียง 2 ปี เนื่องจากโรคระบาด Covid-19)

สัญญาที่ 2: ปี 2565 – 2569 (เลื่อนจาก 2564-2568) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อสมทบค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาท โดยเน้นให้นำรายได้จากภาคเอกชนมาสมทบก่อน

ผลการดำเนินงาน: ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนกว่า 770 ล้านบาท และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 800 ล้านบาท

ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบ: สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ปี (2561 – 2568) กว่า 24,927 ล้านบาท อีกทั้งยัง ประหยัดค่าเช่าสนามได้ถึง 72 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา จากการใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฟรี

สัญญาที่ 3: ปี 2570 – 2574 (ล่าสุด)
สถานะปัจจุบัน: ครม. ให้ความเห็นชอบเพียงการเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ส่วนงบประมาณ กกท. จะนำเสนอขอรับการจัดสรรเป็นรายปีตามภารกิจ ซึ่งประมาณการรายได้จากผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท (ซึ่งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเป็นไปตามแผนงานในปี 2570 และไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน)

ขับเคลื่อนด้วยตำนาน | ชาร์จพลังสู่อนาคต โรยัล เอ็นฟีลด์ ฉลอง 125 ปี แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง (Pure Motorcycling) ในงาน EICMA 2025

โรยัล เอ็นฟีลด์ แบรนด์รถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่องฉลองครบรอบ 125 ปี กับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่แห่ง Pure Motorcycling ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่ชื่นชอบได้เห็นภาพรวมของการเดินทางแห่งประวัติศาสตร์ จากอดีตอันเป็นตำนานสู่ปัจจุบันที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์

ตั้งแต่ปี 1901 โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้สร้างสรรค์ ดูแล และสร้างวัฒนธรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก—ตั้งแต่อินเดีย (เจนไน) ไปจนถึงลอนดอน จากเส้นทางในแอมะซอนไปจนถึงยอดเขาหิมาลัย ที่งาน EICMA ในมิลาน—และต่อเนื่องด้วยงาน Motoverse ในกัว—โรยัล เอ็นฟีลด์ จะเริ่มต้นกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดทั้งปีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ของบริษัท

สิทธัตถะ ลาล ประธานบริหาร บริษัท ไอเคอร์ มอเตอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน EICMA ว่า “เป็นเวลา 125 ปีแล้ว ที่โรยัล เอ็นฟีลด์ ยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของงานฝีมือ และความสุขที่แท้จริงของการขับขี่รถจักรยานยนต์ เริ่มต้นจากการสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่สวยงาม และพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมระดับโลก การแสดงออกถึงความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่เพียงเป็นการมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการมองไปข้างหน้าด้วยความชัดเจนและความเชื่อมั่น ในงาน EICMA ปีนี้

เราจัดแสดงรถรุ่นใหม่ทั้งหมดที่โรยัล เอ็นฟีลด์ ยึดมั่น ตั้งแต่การออกแบบเหนือกาลเวลาไปจนถึงนวัตกรรมที่มุ่งสู่อนาคต ซึ่งจะกำหนดนิยามใหม่ของสิ่งที่เป็นไปได้ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งรถต้นแบบ Electric Himalayan Testbed และ Flying Flea city+ เป็นตัวอย่างของนวัตกรรม ในขณะที่เรามองไปยัง 125 ปีข้างหน้า ภารกิจของเรายังคงเหมือนเดิม นั่นคือการสร้างรถจักรยานยนต์ที่มีจิตวิญญาณ และทำให้ Pure Motorcycling เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ทั่วโลก”

ในงาน EICMA โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่หลายรุ่น พร้อมนำเสนอภาพรวมของรุ่นและแพลตฟอร์มที่กำลัง จะเปิดตัวในไม่ช้า และจัดแสดงรุ่นพิเศษที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์โรยัล เอ็นฟีลด์  บี. โกวินดาราจัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเชอร์ มอเตอร์ส จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รอยัล เอ็นฟิลด์ กล่าวเสริมว่า “EICMA 2025 เป็นการเฉลิมฉลอง 125 ปีของแบรนด์พอๆ กับเป็นการนำเสนอวิวัฒนาการของรถจักรยานยนต์
การเปิดตัวที่นี่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราต่อการออกแบบที่เหนือกาลเวลา นวัตกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย และจิตวิญญาณของ Pure


Motorcycling สะท้อนจากการเปิดตัว Classic 650 125th Anniversary Special Edition ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างตำนานและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน เราเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของเราด้วย Himalayan Mana Black Edition ที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ และ Bullet 650 ซึ่งเติมสีสันใหม่ให้กับไอคอนที่กำหนดนิยามของคนหลายรุ่น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอนาคตของรถไฟฟ้าของเรา เรากำลังขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Flying Flea ด้วยรุ่น FF.S6 โดยเตรียมเปิดตัว ในปี 2026 เมื่อมองไปข้างหน้า เราจะยังคงเผยแพร่ DNA ของโรยัล เอ็นฟีลด์ ต่อไป โดยนำเสนอการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม และ Pure Motorcycling ให้กับผู้ขับขี่ทั่วโลก”

สมกับที่เป็นแบรนด์ที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมการขับขี่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่นำโดย Royal Enfield Bullet 650 ที่สง่างาม Bullet เป็นเสมือนหัวใจของแบรนด์มาอย่างยาวนาน มีคุณค่าเป็นมรดกตกทอดโดยผู้ขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบมาหลายรุ่น ตลอดเก้าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับปรุงสายพันธุ์ของรถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 ก็ได้พบกับ Bullet 650 ซึ่งเป็นแบบฉบับของความเท่แบบ Old School

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรุ่นพิเศษของ Royal Enfield Classic 650 ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อรำลึกถึง 125 ปีของรอยัล เอ็นฟิลด์ ในงานนี้ด้วย รุ่นพิเศษนี้ผสมผสานรูปทรงเหนือกาลเวลาของ Classic เข้ากับความงามที่ทันสมัยอย่างโดดเด่น ซึ่งแสดงถึงหลักการของโรยัล เอ็นฟีลด์ ในการสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมของการขับขี่และนวัตกรรม

การจัดแสดงรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์รุ่นใหม่ที่เป็นที่ชื่นชอบของแบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้เปิดตัว Himalayan Mana Black edition รุ่น Mana Black edition นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทาง Mana Pass ที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเกรงขาม และเน้นย้ำถึงลักษณะที่สมบุกสมบันและเรียบง่ายของ Himalayan

โรยัล เอ็นฟีลด์ ยังได้เปิดตัวการคอลแลบกับ Shotgun x Rough Crafts ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์คัสตอมรุ่นเก๋าของทางค่าย ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ของปรัชญาการออกแบบนีโอ-เรโทรที่ทันสมัยของโรยัล เอ็นฟีลด์ และสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Rough Crafts ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเป็นปัจเจกชน งานฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ที่กำหนดนิยามของวัฒนธรรมรถจักรยานยนต์คัสตอม

 
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์สไตล์ Scrambler ใหม่ของ Flying Flea นั่นคือ FF.S6 ในงาน EICMA FF.S6 สร้างขึ้นเพื่อเน้นการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์ที่มีความคล่องตัวในเมือง  ด้วยรูปทรงที่พร้อมลุยไปได้ทุกพื้นที่จากการเลือกล้อขนาด 19 นิ้วในด้านหน้าและ 18 นิ้วในด้านหลัง

Harley-Davidson® จับมือ Realtree® เปิดตัวคอลเลกชัน “Get Lost”

 Harley-Davidson จับมือกับ Realtree® เปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ “Get Lost” ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผสานจิตวิญญาณอิสระเข้ากับความแกร่งในแบบธรรมชาติได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อนักขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์อิสระและพร้อมลุยในทุกเส้นทาง

นับเป็นการจับมือกันของสองตำนานในแบบอเมริกันสไตล์ โดยคอลเลกชัน H-D® x Realtree® ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับขับขี่จากสไตล์คลาสสิกให้กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนอิสระได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และโดดเด่นสะดุดตาทุกครั้งเมื่อสวมใส่

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฮู้ด ชุดแจ็กเก็ต เสื้อยืดลายกราฟิก และกางเกงสไตล์ workwear เสื้อผ้าทุกชิ้นล้วนได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเปลี่ยนให้ชุดกิจกรรมกลางแจ้งกลายเป็นชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เรียบง่ายและมีสไตล์  โดยเสื้อผ้าคอลเลกชันนี้ มาพร้อมกับลายพรางสุดไอคอนนิก Realtree APG ซึ่งให้โทนสีที่สบายตา

กว่าลายพรางทั่วไป สะท้อนความเป็นธรรมชาติ ผสานป่าไม้ใหญ่และทิวต้นสน ทุ่งหญ้า ลำธาร และแรงบันดาลใจจากชีวิตเอาท์ดอร์ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson ได้อย่างประณีตกลมกลืน ผสานความเนี้ยบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสไตล์สุดโดดเด่นได้อย่างลงตัว

ไฮไลท์จากคอลเลกชันประกอบด้วย:

เสื้อแขนยาว H-D Realtree® APG พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ชาย

เสื้อแขนยาวสุดทนทานแต่ระบายอากาศได้ดีจากผ้าฝ้ายทวิลล์ที่มีน้ำหนักและได้รับการฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มนวล โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใช้สีที่ตัดกันบริเวณปกคอและขอบกระดุมเพื่อเพิ่มความหรูหรา ทรงเสื้อมีชายเสื้อที่สามารถใส่เข้าในกางเกงหรือปล่อยออกข้างนอกได้ และมีปกซ่อนที่สามารถติดได้ด้วยปุ่มซ่อน เพื่อไม่ให้ปกคอหลุดออกขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ลายพื้นหลังของเสื้อผู้ชายตัวนี้เป็นลายพราง Realtree APG ที่มีลวดลายสบายตากว่าลายทั่วไปและโทนสีที่เป็นกลาง ผสานกับการปักลาย H-D Bar & Shield ที่หน้าอกอย่างลงตัว

H-D Realtree® APG Trucker Cap

หมวกสไตล์ทรัคเกอร์ที่มาพร้อมกับแถบปรับขนาดด้านหลัง เพื่อความกระชับพอดีกับศีรษะ ตาข่ายด้านหลังช่วยระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สวมใส่เย็นสบายไม่รู้สึกอับชื้น บริเวณแผงด้านหน้าและปีกหมวกโดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ลิขสิทธิ์เฉพาะ ที่มีโทนสีสบายตาและสว่างกว่าลายพรางทั่วไป ปิดท้ายด้วยการปักโลโก้ ชื่อรุ่นอย่างประณีต พร้อมมอบลุคที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Harley-Davidson ได้อย่างแท้จริง

H-D Realtree® APG Twill Jacket  พร้อมจำหน่ายทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

เสื้อแจ็คเก็ตตัวนอก Outerwearผลิตจากผ้าคอตตอนแคนวาสเนื้อหนาเพื่อความทนทานพร้อมบุฉนวนใยโพลีเอสเตอร์แบบบุนวม ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น โดยผ่านกระบวนฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มสวมใส่สบายตัว โดดเด่นด้วยกระเป๋าล้วงมือที่มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีกระเป๋าซิปด้านในสำหรับเก็บของจำเป็น นอกจากนี้ยังมีฮู้ดบุนวม และขอบผ้าแบบถักเป็นริ้ว Rib-Knit จึงเพิ่มความยืดหยุ่น โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พุ่มสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เข้ากับบรรยากาศกลางแจ้งอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

H-D Realtree® APG Utility Cargo Pant พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้หญิง

กางเกงตัวนี้ผลิตจากผ้าคอตตอนทวิล เนื้อหนาที่มีความทนทานสูง แต่ระบายอากาศได้ดี และผ่านการฟอกเพื่อให้ผ้านุ่มพร้อมสัมผัสสบายพอดีตัว ด้วยรูปทรง Cargo ที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวตั้งแต่ช่วงสะโพกถึงต้นขา มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นห่วงคล้องอเนกประสงค์ด้านข้าง และกระเป๋าที่มีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวาง รวมถึงกระเป๋าเฉพาะสำหรับใส่โทรศัพท์มือถือด้านข้าง โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พงสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างลงตัว

คอลเลกชัน Harley-Davidson® x Realtree® จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ h-d.com/realtree และตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ทั่วประเทศ

ท่านสามารถดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่นี่

Miller กดเวลา 1:39.378 FP1 Portimao

ในรอบการซ้อมครั้งแรกของ PortugueseGP ที่ Portimao ประเทศ โปรตุเกส Jack Miller #43 จาก Prima Pramac Yamaha MotoGP อยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยเวลา 1:39.378 นาที ส่วนคู่หู Monster Energy Yamaha MotoGP นั้น Fabio Quartararo #20 อันดับ 11 เวลา 1:39.732 นาที ส่วน Alex Rins #42 เวลา 1:40.221 นาที อันกับที่ 16 และ Miguel Oliveira #88 เวลา 1:40.857 นาที อันกับที่ 20
.
#MotoGP #PortugueseGP #Portimao #FP1 #PrimaPramacYamahaMotoGP #PramacYamaha #JM43