YADEA ส่งมอบรถไฟฟ้า E-Bike ดีไซน์สุดล้ำ “OVA” ทั่วไทย จุดกระแสการเดินทางรูปแบบใหม่

YADEA แบรนด์ผู้นำระดับโลกด้านรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 8 ปี ได้เริ่มทยอยส่งมอบ “YADEA OVA” รถไฟฟ้า E-Bike รุ่นใหม่ล่าสุดไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วไทย ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม หลังได้รับกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย มียอดจองล่วงหน้าทะลุ 50% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดตัวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ดีไซน์ตอบโจทย์ Young-Trendy-Smart

YADEA OVA วางตำแหน่งเป็น E-Bike สำหรับคนรุ่นใหม่ ในราคาเข้าถึงง่ายเพียง 29,900 บาท โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ Young – Trendy – Smart ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้หญิงยุคใหม่ ดังนี้

  •   ตัวรถขนาดกะทัดรัด (1590 x 680 x 1100 มม.) ควบคุมง่าย จอดสะดวก แม้ในซอยแคบ
  •   ดีไซน์โค้งมนเรียบหรู พร้อมโทนสีสดใส 3 สี สะดุดตาทุกการขับขี่ ได้แก่ สี Aurora Red, Olive Green, Vivid Gold
  •   รองรับการตกแต่งแบบ DIY เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แสดงความเป็นตัวเอง

ขุมพลังอัจฉริยะ TTFAR มั่นใจด้วยการรับประกัน  2 ปี

OVA มาพร้อมระบบพลังงานอัจฉริยะ YADEA TTFAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ YADEA วิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง ทั้งแบตเตอรี่และมอเตอร์ เพื่อการเดินทางที่ไกลกว่า, นานกว่า และมีประสิทธิภาพสูง

  • แบตเตอรี่ 60V 23Ah วิ่งได้ไกลสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อการชาร์จ
  • มอเตอร์ขนาด600Wความเร็วสูงสุด 42 กม./ชม.
  • ระบบCruise Control และ Hill Descent Control (HDC) ช่วยควบคุมความเร็วขณะขึ้น-ลงทางลาด
  • กันน้ำระดับIPX6พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) เพิ่มความปลอดภัยบนถนนลื่นในฤดูฝน

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ OVA เป็นรถไฟฟ้าที่ขับขี่ง่าย ปลอดภัย เหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้งานรถ EV อย่างแท้จริง และยังเป็น E-Bike ที่ไม่ต้องมีใบขับขี่

นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (YADEA Technology (Thailand) Co., Ltd.)  เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มส่งมอบ OVA ทั่วประเทศ เสียงตอบรับจากตัวแทนจำหน่ายเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างมาก ไม่เพียงช่วยให้การเดินทางประจำวันง่าย ประหยัด และมีสไตล์มากขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ YADEA ในการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดย YADEA พร้อมจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเข้าถึงง่าย ควบคู่กับการขยายเครือข่ายการผลิตและการจำหน่าย เพื่อร่วมสร้างอนาคตการเดินทางสีเขียวที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย

จากแบรนด์ระดับโลก สู่ฐานการผลิตในประเทศไทย

YADEA คือแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดในโลกติดต่อกัน 8 ปี มียอดขายสะสมกว่า 100 ล้านคัน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมีโรงงานมากกว่า 10 แห่ง พร้อมทีมวิจัยกว่า 1,000 คน สิทธิบัตรกว่า 2,000 รายการ และงบลงทุน R&D กว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในปี 2024 YADEA ได้เปิดโรงงานผลิตในจังหวัดสมุทรปราการ อย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าผลิต 600,000 คันภายใน 3 ปี โดยใช้แรงงานไทยกว่า 80% และซัพพลายเออร์ในประเทศกว่า 70% เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ไทยอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่: www.yadea.co.th

ไทยฮอนด้า จัดแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั่วประเทศ

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านแคมเปญขับขี่ปลอดภัย จัดการแข่งขัน “ทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 (Honda Safety Instructor Competition 2025)” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและประเมินทักษะของครูฝึกจากศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าทั่วประเทศ มุ่งยกระดับคุณภาพการถ่ายทอดความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัย และสร้างมาตรฐานการฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีจำนวนครูฝึกขับขี่เข้ารอบชิง 80 ท่านจากทั่วประเทศไทย ซึ่งรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขันจะจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ
มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้าให้ความสำคัญกับการขับขี่ปลอดภัยมาโดยตลอด และได้ดำเนินงานภายใต้โครงการ “ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย (Honda Safety Thailand)” อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียบนท้องถนนในปีที่ผ่านมา ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และบทบาทสำคัญของครูฝึกฮอนด้าที่เป็นกำลังหลักในการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดภัยให้สังคมไทย”
“สำหรับการแข่งขัน ฯ ครั้งนี้ ไทยฮอนด้าเราตั้งใจที่จะยกระดับทักษะและความรู้ของครูฝึกขับขี่ปลอดภัย ผ่านหลากหลายโปรแกรม หนึ่งในโปรแกรมสำคัญคือการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแนวทางการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยกระดับทักษะครูฝึกให้รอบด้าน”
โดยการแข่งขันฯ ครั้งนี้ได้รวมตัวของครูฝึกผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศ เพื่อทดสอบทักษะการควบคุมรถจริง ความแม่นยำ ความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ บนท้องถนน รวมถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เชิงลึกด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปีนี้ ได้มีการเพิ่มรูปแบบการทดสอบใหม่ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านการแข่งขันในรูปแบบการสอนตามหลัก Dealer Safety Instructor เพื่อพัฒนาครูฝึกให้มีทักษะครบด้าน ทั้ง ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน, ทักษะการสอน, และ ทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินและยกระดับศักยภาพครูฝึกให้รอบด้าน ตลอดจนเสริมความมั่นใจว่าครูฝึกสามารถปฏิบัติได้จริงในทุกสถานการณ์ และถ่ายทอดความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการแข่งขันประเภทแรก จะเป็นทดสอบทักษะการขับขี่ของครูฝึกผ่านใช้รถจักรยานยนต์บนรูปแบบสถานีที่แตกต่างกัน ทั้งหมด 3 สถานีทดสอบ ได้แก่ สถานีการเบรก (Brake) สถานีทดสอบความคล่องตัวในการขับขี่ (Slalom) และสถานีการทรงตัวความเร็วต่ำ (Low Speed Balance /Narrow Plank) โดยจะทดสอบทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่
  1. รุ่นครูฝึกบิ๊กไบค์ แข่งขันด้วยรถ Honda CB500R
  2. รุ่นครูฝึกชาย แข่งขันด้วยรถ Honda CB300R
  3. รุ่นครูฝึกหญิง แข่งขันด้วยรถ Honda Giorno+
และสำหรับการแข่งขันประเภทที่สอง Instruction Skills จะเป็นการแข่งขันการสอน การนำเสนอหลักสูตรความปลอดภัย เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจในหลักอย่างถูกต้อง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นครูฝึกบิ๊กไบค์ รุ่นครูฝึกชายและหญิง เช่นกัน
นอกจากนี้ยังได้มีพิธีมอบรางวัลให้กับร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยยอดเยี่ยมทั้งหมด 21 ร้าน ของปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยฮอนด้าในการยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัยในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ติดตามผลการแข่งขันได้ที่
แฟนเพจเฟซบุ๊ก : facebook.com/HondaSafetyThailand
เว็บไซต์ : hondasafety.thaihonda.co.th
และฝึกคาดการณ์อุบัติเหตุ ช่วยการตัดสินใจอย่างแม่นยำขณะใช้รถใช้ถนนได้ที่ : hondasafetyAPT.com
#HondaSafetyThailand #HaveAGoodRide #ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda

LAMBRETTA คว้ายอดจองอันดับ 1 Motor Expo 2025 “J200 ใหม่” เปิดตัวแรง พา DYNAMIC MOTOR ปิดยอดรวม 1,383 คัน!

LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) ตอกย้ำความนิยมในฐานะแบรนด์อิตาเลียนสกู๊ตเตอร์พรีเมียมระดับไอคอนิก ด้วยการคว้าตำแหน่งยอดจองรถมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งในงาน Motor Expo 2025 หลังสร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองกว่า 785 คันภายในงาน ความสำเร็จครั้งนี้นำโดยรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง LAMBRETTA J200 ที่เพิ่งเปิดตัวในระดับโลกที่งาน EICMA ประเทศอิตาลี ก่อนถูกนำมาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงานครั้งนี้ พร้อมไฮไลต์เปิดราคาช็อกไพรซ์ที่ทำให้ได้รับความสนใจจากเหล่าสาวกอย่างล้นหลาม

ภายในบูธ LAMBRETTA ผู้เข้าชมจำนวนมากให้ความสนใจต่อการกลับมาของไลน์อัพ J-Series ที่นำดีไซน์ดั้งเดิมในยุค 60s มาตีความใหม่ในแบบที่ทันสมัยยิ่งขึ้น กับรุ่น J200 ซึ่งโดดเด่นด้วยสัดส่วน Low & Long แบบฉบับของ LAMBRETTA ผสานเส้นสายที่คงเอกลักษณ์จากตำนาน พร้อมยกระดับความพรีเมียมด้วยฟีเจอร์ที่จัดเต็ม อาทิ เครื่องยนต์ขนาด 174.5 ซีซี หัวฉีด Bosch , Liquid cooled ,  ระบบเบรก ABS Dual Channel , ดิสก์เบรก หน้า-หลัง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) เปิด–ปิดได้โช๊คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลดได้ , กุญแจ Smart Key , บอดี้ฝาข้างหลังเหล็ก (Steel Body) , ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ , USB Port Charger Type A + C , หน้าจอสี TFT ที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ทั้งหมดนี้มาพร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเพียง 99,800 บาท (จากราคาปกติ 109,800 บาท) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ J200 ขึ้นแท่นรุ่นที่มียอดจองสูงที่สุดของแบรนด์ในปีนี้ไปได้อย่างสวยงาม

ในภาพรวมของการเข้าร่วมงาน Motor Expo 2025 ปีนี้ ของ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) และ ZONTES (ซอนเทส) ในประเทศไทย ทั้งสองแบรนด์สามารถทำยอดจองรวมไปได้ถึง 1,383 คัน โดยแบ่งเป็น LAMBRETTA 785 คัน และ ZONTES 615 คัน ซึ่งสะท้อนการตอบรับที่แข็งแกร่ง แม้จะอยู่ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า แม้ว่าในช่วงเวลานี้สภาพเศรษฐกิจจะทำให้ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เรายังคงได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าอย่างอบอุ่นและต่อเนื่อง ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งและเป็นกำลังใจสำคัญของทีมงานทุกฝ่าย พร้อมกล่าวขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้ความไว้วางใจต่อแบรนด์ทั้ง LAMBRETTA และ ZONTES พร้อมเสริมว่า “ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ของเรา เสียงตอบรับที่เกิดขึ้นในงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์และผู้ใช้ในประเทศไทย และเราพร้อมเดินหน้าพัฒนาและส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้นในทุกมิติ และสำหรับลูกค้าที่จองรุ่น J200 ใหม่ เราจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไปครับ”

ความสำเร็จในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น คือการมองหารถที่ “ครบ” ทั้งเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่น สไตล์ที่สะท้อนตัวตน และสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคู่กับฟีเจอร์ที่คุ้มค่าและจับต้องได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั้ง LAMBRETTA และ ZONTES มุ่งพัฒนาและนำเสนออย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สองแบรนด์ได้รับความสนใจในงาน Motor Expo 2025 ปีนี้

ฮอนด้า ร่วมกับ กรุงศรี ออโต้  จัดเต็มกิจกรรมแฟนมี๊ต “ก้อง-สมเกียรติ”แฟนคลับคับคั่ง-ส่งกำลังใจลุย “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ 2026”

“ไทยฮอนด้า” ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ร่วมกับ กรุงศรี ออโต้ ผู้นำสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เอาใจแฟนความเร็วจัดกิจกรรมแฟนมี๊ต “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ หลังผ่านการแข่งขันเข้มข้นตลอดทั้งปี “แฟนคลับ” หนาแน่น ร่วมส่งกำลังใจอย่างคับคั่งที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2025 เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา


ทั้งนี้ภายในงาน “แฟนมี๊ต” กรุงศรี ออโต้ เปิดโอกาสให้ผู้โชคดีที่ได้ รับสิทธิพิเศษจากการสมัครของเงินสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัล บนแอป GO by Krungsri Auto เข้าร่วมรับหมวกกันน็อคพร้อมลายเซ็นยอดนักบิดชาวไทย “ก้อง สมเกียรติ“ ในงานเต็มไปด้วยแฟนคลับจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ “ก้อง-สมเกียรติ” รวมถึงการร่วมอวยพรถึงอนาคตในเส้นทางอาชีพ ถ่ายภาพร่วมกัน และพูดคุยกันอย่างอบอุ่น


นักบิดขวัญใจชาวไทยเจ้าของรถแข่งหมายเลข 35 กล่าวว่า “วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้เจอกับทุกๆ คน ผมสัมผัสได้ถึงกำลังใจที่มอบให้เสมอ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่หนักทั้งในและนอกสนาม ผมสู้อย่างเต็มที่ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และไม่เคยลืมว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวไทยในระดับโลก ปีหน้าจะแข่งใน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ร่วมกับทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี ผมจะสู้และทำสุดความสามารถเหมือนเดิม ขอให้ทุกคนช่วยส่งกำลังใจให้เหมือนเดิมนะครับ”
สำหรับ “ก้อง-สมเกียรติ” เพิ่งผ่านการทดสอบรถแข่ง Honda CBR1000RR-R ร่วมกับทีมในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาพักฤดูกาลในเมืองไทยราว 2 เดือน ก่อนจะเข้าร่วมโปรแกรมทดสอบครั้งต่อไปในเดือนมกราคมปีหน้า โดยสนามแรกของปีจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2026

แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #MotoGP #HondaBigBike #SC35 #Kong
#WSBK #WorldSBK2026 #WSBK2026

 

 

 

 

สรยท. จัดเสวนา “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทย ปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” ปี 2569 ถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โครงสร้างภาษี, ยานยนต์ไฟฟ้า, ตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก ปัจจัยสำคัญหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) จัดเสวนาในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรรม ยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย นางสาวพธู ทองจุล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม, นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และรศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษา สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกันฉายภาพให้เห็นการแข่งแข่งของตลาด
ยานยนต์ในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ จากภาครัฐที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงและมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569 โดยมีนายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนาในครั้งนี้ต่อ นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ประธานในพิธี, วิทยากร และสื่อมวลชน ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-5 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การเสวนา “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” เป็นประเด็นสำคัญของผู้ที่อยู่ในแวงวงยานยนต์ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การปรับภาษี การเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่ รวมถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ผันแปรไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“หากมองถึงยอดขายรถยนต์ 9 เดือน ปี 2568 ชี้ให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า โดยมียอดขาย 478,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ส่วนเดือนกันยายน 2568 มียอดขายเพิ่มขึ้น 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาพอสมควร การเสวนาครั้งนี้จะเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนข้อมูลนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค ระดับโลกได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนอีกด้วย”

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีความเปลี่ยนแปลงทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับระเบียบกติกา มาตรการด้านภาษี ดังนั้นเพื่อให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป สมาคมฯ จึงจัดเสวนาในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและ การแข่งขัน” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง ภาพรวม และชี้ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยี และการแข่งขันที่รุนแรง

“การเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม, สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ไทย (EVAT) มาเป็นวิทยากรให้ข้อมูลเชิงลึก ร่วมมองไปข้างหน้าถึงโอกาส และความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2569 และในปีต่อไป คิดว่าเวทีการเสวนาวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย อีกทั้งสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะในวงกว้างต่อไป”

นางสาวพธู ทองจุล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีผลกรทบทั้งทางบวกและทางลบอันเนื่องมาจากต้องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ จะมีกรอบครอบคลุมตั้งแต่ ขนาดของเครื่องยนต์และประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า (xEV), อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), การใช้ชิ้นส่วนภายใสประเทศ, มาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถ และการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งจะมีข้อกำหนดในการติดตั้ง ADAS แตกต่างกันไปตามประเภทรถยนต์และได้รับอัตราภาษีที่แตกต่างกันไปด้วย ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า ตามโครงการ EV 3.5 และ 3.5 ก็ให้อยู่ในข้อกำหนดตามมาตรการนั้นๆ

“ถ้ารถยนต์รุ่นใดไม่ร่วมโครงการ อาทิ รถยนต์ไฮบริด (HEV) เครื่องยนต์สันดาปภายในร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (MHEV) จะต้องได้รับผลกระทบทางภาษีปรับขึ้นเป็นขั้นบันได หรือถ้าเข้าร่วมโครงการจะได้รับการลดหย่อนภาษีตามเงินลุงทุน, การใช้แบตเตอรี่ และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเข้ามาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาภาษี และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งในปี 2569 จะมีรถยนต์กลุ่มปิกอัพบางยี่ห้อเข้าเกณฑ์ได้รับอัตราภาษีใหม่ 2-3% เท่านั้น ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ก็มีบางรุ่นได้รับการปรับฐานภาษีใหม่ด้วย แม้สัดส่วนการลดหย่อนภาษีจะน้อยกว่ารถยนต์กลุ่มปิกอัพก็ตาม” อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ในปี 2569 จะส่งผลดีกับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอีกด้วย ส่วนมาตรการกำจัดซากรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการออกมาตรการมารองรับปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

 

ทางด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 10 ของโลก ในปี 2567 ผลิตรถยนต์ลดลง 19.9% ซึ่งผลิตได้เพียง 1.47 ล้านคัน ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 23% ขณะที่ประเทศจีนผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 27% โดยไทยได้เปลี่ยนนโยบายไปผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกแทนยอดขายภายในประเทศที่ลดลงในช่วงที่ทผ่านมา อันเนื่องประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่การผลิตรถยนต์สมัยใหม่ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว “ตลาดส่งออกของรถยนต์ 80% ที่ผลิตจากประเทศไทยประกอบด้วย เอเชีย, ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง มีออสเตรเลียเป็นตลาดใหญ่ของปิกอัพที่ผลิตจากไทย ปัจจุบันเริ่มได้รับผลกระทบจากรถไฟฟ้าจีนบ้างแล้วจากการกำจัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพราะปิกอัพ 99.5% เป็นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ขณะที่รถยนต์นั่งอีก 33% ก็ยังเป็นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไยต้องปรับกลยุทธ์ให้ส่งออกรถยนต์ให้มาขึ้นทดแทนตลาดในปะเทศ ทั้งนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป เนื่องจากมีรถยนต์ทางเลือกมากขึ้น โดยพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญไปที่ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง, สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า ส่วนข้อกังวลก็ยังมีเรื่องสถานีชาร์จแบตเตอรี่ เวลาที่ใช้ในการชาร์จ และราคาแบตเตอรี่”

ทางด้านโครงการส่งเสริมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ในสองปีแรกรัฐบาลส่งเสริมให้นำรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เข้ามาจำหน่าย โดยสนับสนุน 150,000 บาท/คัน แต่ในสองปีหลังให้ผู้นำเข้าผลิตรถยนต์ชดเชย 1:1 ซึ่งโครงการ EV 3.0 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นี้ แต่รัฐบาลอนุโลมให้จดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 หลังจากนี้จะยังเหลือเพียงโครงการ EV 3.5 ที่จะต้องเดินหน้าต่อไปสำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 ตลาดยังมีดความเชื่อมโยงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยปี 2568 จะอยู่ประมาณ 2.8% หากมองไปถึงปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยจะอยู่ประมาณ 2.4% ขณะที่นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐบาลส่งผลให้ราคารถยนต์นั่งปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ส่วนรถยนต์ปิกอัพราคาลดลงเล็กน้อย ภารกิจของรัฐบาลต้องเร่งเจรจาภาษีกับคู่ค้าให้ได้ภาษีรถยนต์ที่จะส่งออกที่เหมาะเพื่อให้รถยนต์จากไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ “ตลาดรถยนต์ของไทยผูกกับการส่งออก เมื่อใดที่ไทยได้รับผลกระกับการส่งออกตลาดรถยนต์ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ถึงอย่างไรก็ยังคาดว่า ตลาดรถยนต์ในปี 2569 จะเป็นบวกเล็กน้อย โดยเศรษฐกิจการเมืองมีผลกระทบกับตลาดรถยนต์โดยตรง อยู่ทีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐบาล”

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวถึงสถาการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มองเห็นความก้าวหน้าของ ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ยานยนต์ไฟฟ้ามีข้อดีในเรื่องของการลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน และยัง

ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดมลพิษ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย และปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 มีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนคิดเป็นสัดส่วน 15.6% ของตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันมียอดจะทะเบียน 229,562 คัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ EV 3.0 ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจำนวนมาก

“ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเรายังมีแนวโน้มการเติบโต แม้ที่ผ่านผู้บริโภคจะตอบรับจำนวนมาก สิ่งที่กังวลยังเป็นเรื่องสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจะต้องส่งเสริมการลงทุน ปัจจุบันสถานีชาร์จในบ้านเรามี 3,800 แห่ง หรือประมาณ 10,000 ชาร์จ มีสัดส่วน 30 คัน/หัวชาร์จ แต่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์การเดินทางผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า”สำหรับในปี 2568 มีทางรถยานยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ต่างเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 100 รุ่น ทำให้ตลาดมีการแข่งขันราคากันอย่างรุนแรง แต่มาตรฐานการพัฒนาแบตเตอรี่ระยะทางในการวิ่งต่อการชาร์จแบตเตอรี่ของแต่ละเซกเม้นต์เริ่มนิ่ง ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการตัดสินใจ หลังจากนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวเข้าสู่การแข่งขันสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ โดยตลาดรถยนต์ไฟฟ้านับจากนี้ไปจะอยู่ที่นโยบายด้านสรรพสามิตที่จะส่งผลให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และมีกาถ่ายทอดเทคโนโลยีและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น

“โฮมเรซประวัติศาสตร์! นักบิดไทยเหมาแชมป์ทุกรุ่น ‘ชิพ-มิกซ์-ไอเดีย-เติ้ล’  ยืนโพเดี้ยมที่ 1 ปิดฉาก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง 2025 อย่างยิ่งใหญ่

เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง สนามสุดท้ายที่ประเทศไทย จบด้วยชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของนักบิดไทยพาเหรดคว้าชัยและขึ้นโพเดียมทุกรุ่น นำโดย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ยอดนักบิดไทย  จาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ นำม้วนเดียวผงาดคว้าแชมป์รุ่นใหญ่ไปครอง ส่วน”มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ คว้าแชมป์ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี , “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม คว้าแชมป์ในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี , และ “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก วัน ฟอร์ ออลล์ แซงเดือด 11 คันรอบสุดท้ายซิวแชมป์รุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี เพลงชาติไทยดังกึกก้องในทุกโพเดียม สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้สองล้อไทยที่สามารถคว้าชัยชนะทุกรุ่นการแข่งขันในรอบ 11 ปี ที่จัดในประเทศไทย

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแแชมป์ประจำทวีปเอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 6 ดวลความเร็วเรซสุดท้าย เพื่อตัดสินแชมป์ประจำปี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

โดยไฮไลต์ในรุ่นใหญ่อย่าง เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) เต็มไปด้วยความเข้มข้น ซึ่งหลังผ่านเรซแรกในวันเสาร์ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ รั้งรองจ่าฝูงตามหลังผู้นำอย่าง ฮาฟิซ ซยาห์ริน อดีตนักบิดโมโตจีพีชาวมาเลเซียจาก เจดีที เรซซิ่ง ทีม อยู่เพียง 8 แต้มเท่านั้น

เกมเรซนี้ดวลกันทั้งสิ้น 13 รอบสนาม โดย “ชิพ” นครินทร์ ที่ตัดสินใจใช้ตัวเลือกยางหน้าและหลังเป็นมีเดียมเพียงคนเดียวของเรซ ทะยานขึ้นไปรั้งตำแหน่งหัวแถวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบิดนำม้วนเดียวจบคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 20 นาที 45.446 วินาที

อย่างไรก็ดีการตัดสินแชมป์เอเชียในรุ่นต้องมาพลิกในรอบสุดท้าย เมื่อ ซยาห์ริน ที่ต้องการจบเรซในอันดับ 2 มาไล่แซง ซัควาน ไซดี้ เพื่อนร่วมชาติจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า เรซซิ่ง มาเลเซีย ในรอบสุดท้าย บิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ตามหลังผู้ชนะ 2.505 วินาที พร้อมกับผงาดคว้าแชมป์ประจำปีในรุ่นใหญ่ได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ไซดี้ ตามหลัง 2.614 วินาที

ส่วนในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เป็นอีกเรซที่น่าจดจำอย่างมาก โดยก่อนแข่งเรซนี้ “ตี” อนุภาพ ซามูล นักบิดไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม มีลุ้นแชมป์เต็มตัว เพราะตามหลังจ่าฝูงอย่าง คาสมา ดาเนียล คาสมายูดิน นักบิดมาเลเซียจาก หง หลง ยามาฮ่า เรซซิ่ง เพียง 3 แต้ม

เกมเรซนี้ชิงชัยกัน 12 รอบสนาม และมีการสลับตำแหน่งผู้นำกันแทบทุกรอบ ก่อนจะมาพลิกอีกครั้งในรอบสุดท้าย โดยผลปรากฏว่า “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว ดาวรุ่งชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ อาศัยจังหวะที่ยอดเยี่ยม เสียบแซงเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 20 นาที 7.296 วินาที คว้าชัยชนะส่งท้ายปีไปครองอย่างสุดมันส์ เฉือน อัลดี้ มาเฮ็นดร้า นักบิดอินโดนีเซียจาก ยามาฮ่า เรซซิ่ง อินโดนีเซีย อันดับ 2 เพียง 0.162 วินาทีเท่านั้น

ขณะที่ “ตี-อนุภาพ” เบียดขึ้นโพเดียมในอันดับ 3 ตามหลังผู้ชนะ 0.351 วินาที โดยมี ดาเนียล คาสม่า บิดเข้าป้ายอันดับ 4 ตามหลัง 0.892 วินาที และ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดไทยจาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี อันดับ 5 ตามหลัง 0.930 วินาที

ภายหลังจบเรซนี้คะแนนสะสมลุ้นแชมป์ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี สูสีอย่างมาก โดยแชมป์ตกเป็นของ คาสม่า ดาเนียล ซึ่งมีแต้มเท่ากันกับ “ตี-อนุภาพ” แต่ผลในการคว้าชัยชนะต่อเรซนั้นมากกว่า ทำให้นักบิดไทยคว้าได้เพียงรองแชมป์เอเชียในฤดูกาลนี้

ด้านผลการแข่งขันในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี ชัยชนะเรซสุดท้ายยังคงเป็นของนักบิดไทย “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ดาวรุ่งชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ด้วยเวลา 18 นาที 45.076 วินาที เฉือน “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ ดาวรุ่งจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ อันดับ 2 เพียง 0.133 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่แชมป์เอเชียอย่าง ฟาดิลลาห์ อาร์บี อดิทาม่า นักบิดอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.010 วินาที โดย “ไอเดีย-กฤตภัทร” ทำคะแนนสะสมขยับขึ้นมาคว้ารองแชมป์เอเชียในรุ่นนี้ได้สำเร็จ

ส่วนผลในรุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี ชัยชนะเรซนี้ตกเป็นของนักบิดชาวไทยอย่าง “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก วัน ฟอร์ ออลล์ ที่พลิกแซง 11 คันในรอบสุดท้ายเข้าป้ายคันแรกด้วยเวลา 16 นาที 31.710 วินาที เฉือน จอห์น เอเมอร์สัน อิงกีโต นักบิดฟิลิปปินส์จาก โฟร์เอสวันเอ็ม อีโว ยามาฮ่า เรซซิ่ง ทีม อันดับ 2 เพียง 0.068 วินาที อันดับที่ 3 ได้แก่ กูปิต้า เครสน่า วาร์ดาน่า นักบิดอินโดนีเซีย จาก เซียอาร์ แอลเอฟเอ็น เอชพี969 เอ้มซีอาร์ อาร์บีที 34 ตามหลัง 0.438 วินาที

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันซัพพอร์ตเรซ ในรุ่น ทีวีเอส เอเชีย วันเมคเรซ แชมเปียนชิพ ซึ่งชัยชนะเรซสุดท้ายตกเป็นของนักบิดชาวญี่ปุ่นอย่าง ฮิโรกิ โอโนะ ด้วยเวลา 14 นาที 44.800 วินาที ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง มูฮัมหมัด แรมแดน รอสลี นักบิดมาเลเซียถึง 3.652 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ หลุยส์ มิเกล นักบิดสเปนตามหลัง 3.672 วินาที

ในเรซสำคัญส่งท้ายปีนี้ ยังมีศิลปินคนดัง นำโดย “นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์”, “โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี” พระเอกขวัญใจวัยรุ่น ที่สนใจในกีฬาการแข่งรถจักรยานยนต์อย่างมากและทำผลงานดีเยี่ยมจากสนามชิงแชมป์ประเทศไทยที่ผ่านมา ได้นำทัพแฟนคลับมากมาย มาสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับเอเชียอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี คู่หูสุดป่วน “เจแปน ภานุพรรณ” และ “นาย เดอะ คอมเมเดี้ยน” มาสร้างเสียงหัวเราะและสีสันที่พิตเลน รวมทั้ง “โดโรธี เพ็ทโซลด์” นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์สาวสวย ควงคู่มากับแฟนหนุ่ม “เอเลียส ดอเลาะ” แข้งคนสำคัญแห่งทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มาเติมเต็มความสนุกในสุดสัปดาห์มอเตอร์สปอร์ตระดับโลกนี้อีกด้วย

สำหรับ ศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 นับเป็นฤดูกาลที่มีการลุ้นแชมป์เข้มข้นที่สุดฤดูกาลหนึ่ง โดยต้องมาตัดสินกันถึงเรซสุดท้ายที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ขณะที่นักบิดไทยพาเหรดคว้าชัยและขึ้นโพเดียมทุกรุ่นในเรซส่งท้ายปี เพลงชาติไทยดังกึกก้อง สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้สองล้อไทยที่สามารถคว้าชัยชนะทุกรุ่นการแข่งขันในรอบ 11 ปี ที่จัดในประเทศไทย

“ชิพ-นครินทร์” บิดนำม้วนเดียวจบ คว้าแชมป์รุ่นใหญ่ ASB1000

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ระเบิดผลงานกวาด “ดับเบิ้ลวินเนอร์” โฮมเรซ “ชิพ-นครินทร์” บิดนำม้วนเดียวจบ คว้าแชมป์รุ่นใหญ่ ASB1000 ควง “มิกซ์-ธนัช” แชมป์ SS600 ในเรซ 2 ARRC พาธงชาติไทยโบกสะบัด ปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” พาเหรดคว้าโพเดียม ตอกย้ำศักยภาพการเป็นทีมแข่งชั้นนำของไทย ส่งทัพนักบิดยอดฝีมือลงสนามพร้อมอาวุธคู่ใจ Honda CBR Series นำทีมโดย “ชิพ-นครินทร์” ในรุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) ทำผลงานลุ้นแชมป์จนถึงเรซสุดท้าย คว้าวินเนอร์โฮมเรซไปครอง พร้อมควง “มิกซ์-ธนัช” ในการแข่งขันรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ปลดล็อคชัยชนะแรกของ The Next Successor ไทยสำเร็จ ขณะที่ดาวรุ่งไวล์ดการ์ดทำผลงานใน เอเชีย โปรดักชั่น 250 (AP250) “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ที่ทำการลงแข่งขันเพียงครั้งแรกในรายการ คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ในศึกความเร็วชิงแชมป์เอเชีย รายการ FIM Asia Road Racing Championship 2025 สนามที่ 6 เรซที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) ยอดนักบิดไทย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ควบ Honda CBR1000RR-R หมายเลข 41 มุ่งมั่นและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ออกสตาร์ตจากกริดที่ 3 ก่อนรีดความเร็วขึ้นมาเป็นผู้นำได้ทันทีตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งนักแข่งไทยพยายามยืดช่องว่างหนีออกไปเพื่อปิดโอกาสที่คู่แข่งจะขึ้นมาต่อสู้ได้ บวกเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดได้อย่างต่อเนื่อง บิดทะยานแบบม้วนเดียวจบ ผ่านธงตราหมากรุกคว้าชัยชนะไปครองได้สำเร็จ เก็บวินเนอร์ที่ 3 คว้ารองแชมป์ประจำปีให้กับตัวเอง และ ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ในการลงสนามแข่งขันรุ่นใหญ่สุดเป็นซีซั่นแรก พร้อมกับการพัฒนาเพื่อคว้าแชมป์อีกครั้งในซีซั่นต่อไป

รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ส่งดาวรุ่ง The Next Successor ของไทยลงสนามกับยอดรถแข่ง Honda CBR600RR สร้างผลงานปลดล็อคสำคัญในซีซั่นนี้ จาก “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว หมายเลข 31 ที่ออกสตาร์ตจากกริดที่ 4 บวกความเร็วมาต่อสู้ในแถวหน้าที่มีหัวแถวของเอเชียและนักบิดประสบการณ์ระดับโลกต่อสู้กันหลายคัน ดาวรุ่งไทยไล่แซงขึ้นมาเป็นผู้นำ ยอดดาวรุ่งไทยปักหลักต่อสู้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบวกความเร็วขึ้นมาชิงจังหวะกันถึงโค้งสุดท้าย ทะยานเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 พาธงชาติไทยและเสียงเพลงชาติไทยกระหึ่มสนามโฮมเรซ

ขณะที่ 2 เพื่อนร่วมทีม “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ หมายเลข 18 ออกสตาร์ตจากกริดที่ 11  แม้ต้องรับโทษลองแล็ป แต่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ยกระดับความเร็วไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับที่ 6 ได้สำเร็จ โดยมี “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร หมายเลข 20 เริ่มต้นการแข่งขันจากอันดับที่ 18 ขึ้นมาคว้าอันดับที่ 9

ด้านรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 (AP250) สองดาวรุ่งไวล์ดการ์ดก้าวข้ามขีดจำกัดของประสบการณ์อีกครั้งด้วยการขึ้นมาดวลความเร็วกับนักบิดแถวหน้า โดย “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ ที่ขี่ CBR250RR หมายเลข 20 เริ่มต้นจากกริดสตาร์ตที่ 5 เริ่มต้นออกสตาร์ต บวกความเร็วแซงคู่แข่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โชว์ความมุ่งมั่นไล่ลดช่องว่างจากกลุ่มนำขึ้นมาทันในช่วง 3 รอบสุดท้ายร่วมต่อสู้เพื่อลุ้นชัยชนะในเรซ ซึ่งมีการชิงจังหวะกันถึงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ดาวรุ่งไทย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” จะทะยานตัวแข่งคู่กายคว้าอันดับที่ 2 ขยับผลงานอีกครั้งในเรซนี้พร้อมกับพาธงชาติไทยขึ้นโพเดียมได้สำเร็จอีกครั้ง

ทางด้านของดาวรุ่งทีมเมท “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 12 เริ่มต้นการแข่งขันจากกริดสตาร์ตที่ 21 เปิดโหมดบุกแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีคู่แข่งระดับนานาชาติ ไล่แซงขึ้นมาอยู่กลุ่มหัวแถวได้สำเร็จ ก่อนยกระดับผลงานได้อีกขั้นด้วยการคว้าอันดับที่ 5 มาครอง

 

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” กับฤดูกาลที่สุดท้าทายในการแข่งขันรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2025 ด้วยการลงแข่งขัน ASB1000 รุ่นใหญ่ที่สุดด้วยนักแข่งและทีมแม็คคานิกซ์ไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นปีแรก ทำผลงานได้น่าประทับใจ ด้วยการลุ้นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของนักบิดไทย ขณะที่ SS600 ดัน The Next Successor ลงปะทะคันเร่งกับหัวแถวเอเชียและระเบิดผลงานคว้าวินเนอร์และโพเดียมมาครอง รวมถึง AP250 ที่ได้ส่งดาวรุ่งไทยลงสนามด้วยสิทธิ์ไวล์ดการ์ด ขึ้นไปต่อสู้แถวหน้าเอเชียก่อนทำผลงานขึ้นโพเดียมได้สำเร็จ ด้วยตัวแข่ง Honda CBR Series ตอกย้ำศักยภาพและความเป็นผู้นำของมอเตอร์สปอร์ตไทยในการแข่งขัน รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนานักแข่งไทยของ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์”

 

#ThaiHonda #Motorsport #HondaRacingThailand #RaceToTheDream #RaceToTheChampion #ARRC2025 #AsiaRoadRacingChampionship2025 #HondaCBR #Chip41 #Kaowkong20 #Mix31 #HiPeck18 #Idemitsu #Sittipol #KrungsriAuto #YumYum #KELA #Kushitani #SHOWA #SKF #KOWA #NGK #DID #ARAI #RCB #RuamJaiRakHospital #GariGari #EEST #DiosDesign #Nissin

“ยามาฮ่า” ฟอร์มสุดเดือดผงาดบัลลังก์ “เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง 2025” “ไอเดีย” เข้าวินส่งท้าย “ตี” เลือดนักสู้ ! ซิวรองแชมป์ “ซูเปอร์สปอร์ต”

ทัพนักแข่ง “ยามาฮ่า” สร้างผลงานกระฉูดในศึกสองล้อชิงแชมป์เอเชีย “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ซิวชัยส่งท้ายปีในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี ขณะ “ตี” อนุภาพ ซามูล สวมบทนักสู้ขึ้นโพเดียมอันดับ 3 ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี พร้อมควงคู่ผงาดรองแชมป์เอเชียฤดูกาลนี้ ขณะที่รถแข่ง YZF-R6 ครองบัลลังก์ซูเปอร์สปอร์ต จากผลงานของ คาสม่า ดาเนียล คาสมายูดิน นักบิดมาเลเซียแบบแต้มเท่ากัน ลุ้นกันมันจนโค้งสุดท้ายที่ บุรีรัมย์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับทวีปรายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 สนามสุดท้าย ดวลความเร็วเรซสุดท้ายเพื่อตัดสินแชมป์ประจำปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ก่อนเข้าสู่เรซสุดท้าย “ตี” อนุภาพ ซามูล ยอดนักบิดชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เจ้าของรถแข่ง YZF-R6 หมายเลข 500 มีลุ้นแชมป์เอเชียในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เต็มตัว โดยรั้งอันดับ 3 บนตารางคะแนนสะสม และทำแต้มตามหลังจ่าฝูงเพียง 3 คะแนนเท่านั้น

เกมในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต ดวลกันทั้งสิ้น 12 รอบสนาม “ตี-อนุภาพ” ยังคงเริ่มเกมได้อย่างดุดันบี้กับกลุ่มหน้าได้อย่างยอดเยี่ยม โดยในช่วง 3 รอบสุดท้าย นักบิดไทยขยับขึ้นเป็นผู้นำได้สำเร็จแต่น่าเสียดายที่หล่นไปอยู่ในอันดับ 4 ในรอบสุดท้าย

อย่างไรก็ดี เมื่อเข้าโค้งสุดท้าย “ตี-อนุภาพ” ชิงจังหวะได้ดีแซงขึ้นมาเข้าป้ายอันดับ 3 ด้วยเวลารวม 20 นาที 7.296 วินาที ตามหลังผู้ชนะเพียง 0.351 วินาที ซึ่งนั่นทำให้นักบิดเชียงใหม่ทำแต้มเท่ากันกับจ่าฝูงเมื่อจบเรซสุดท้าย แต่ด้วยกฎแบบ “เฮด ทู เฮด” ทำให้พลาดตำแหน่งแชมป์เอเชียในปี 2025 อย่างน่าเสียดาย

ทว่าผลงานตลอดทั้งปีนี้ โดยเฉพาะช่วง 2 เรซสุดท้ายที่ บุรีรัมย์ พิสูจน์ถึงเลือดนักสู้ของนักแข่งไทย และทีมงาน ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ได้อย่างเต็มเปี่ยม โดยแชมป์ประจำปีเป็นของ คาสม่า ดาเนียล คาสมายูดิน นักบิดมาเลเซียจาก ยามาฮ่า ส่วน “ตี-อนุภาพ” คว้ารองแชมป์ไปครองด้วยแต้มเท่ากันที่ 164 คะแนน

ด้านการแข่งขันในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี เป็นอีกหนึ่งเรซที่แสดงให้เห็นความสามารถของ “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ดาวรุ่งชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เจ้าของรถแข่ง YZF-R3 หมายเลข 39 ที่ได้ออกตัวจากตำแหน่งโพลในเรซนี้

“ไอเดีย-กฤตภัทร” เริ่มเกมได้ดีและวางกลยุทธ์การขี่ในเรซนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม ก่อนจะปิดจ็อบบิดเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 18 นาที 45.076 วินาที โดยนับเป็นชัยชนะครั้งแรกในโฮมเรซของตัวเองในฤดูกาลนี้ พร้อมกับขยับขึ้นมาคว้าตำแหน่งรองแชมป์เอเชียในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี ได้สำเร็จ

ส่วน “กัส” ธีรนัย ทับทิม ดาวรุ่งจาก ยามาฮ่า วิทย์ ชลบุรี ลงแข่งขันด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ด เปิดตัวในศึกชิงแชมป์เอเชียได้อย่างน่าประทับใจ มีโอกาสขึ้นมาต่อสู้กลุ่บหน้าหลายครั้ง ก่อนบิดเข้าป้ายในอันดับ 7 ตามหลังผู้ชนะ 7.922 วินาที

สำหรับ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 นับเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ทีมทำงานอย่างหนัก หลังมีการปรับโครงสร้างเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน โดยสามารถยกระดับผลงานของนักแข่งและมีการพัฒนารถแข่งได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

—————————-
#YamahaThailandRacingTeam
#RevsYourHeart #ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด #YamahaBeyondTheLimits
#YamahaRacing #No1RacingTeam
#YamahaSocietyThailand #YamahaRidersclubThailand
#RaceMachine #ARRC2025 #TheBlueShif #YamahaR6 #AS500 #YamahR3 #KK39
#YamahaThailandRacingOfficial

ธงชาติไทยโบกสะบัด “มิกซ์-ธนัช” คว้าวินเนอร์โพเดียม ARRC กระหึ่มโฮมเรซ!

he Next Successor ปล่อยของแบบจัดหนัก! “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ควบ Honda CBR600RR นำทีมโดย “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว หมายเลข 31 พาธงชาติไทยโบกสะบัด กดคันเร่งไม่หยุด ไล่ประกบคู่แข่งทุกโค้งคว้าแชมป์ฉลองชัยโฮมเรซ สร้างเสียงเฮให้แฟนความเร็วแบบไม่หยุดยั้ง พร้อมทีมเมท “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ หมายเลข 18 โชว์พลังทีมเวิร์กของนักบิดสายเลือดไทยกันแบบครบเครื่อง เข้าเส้นชัยอันดับที่ 6 ขณะที่“ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร หมายเลข 20 แซงเดือดจบอันดับที่ 9

 

 

 

 

 

 

YADEA จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จำกัด เร่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมเดินทางสีเขียว

ภายใต้เป้าหมาย “Thailand Carbon Neutrality 2030” ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคการเดินทางพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ ล่าสุด YADEA ผู้นำระดับโลกด้านรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จำกัด เพื่อร่วมผลักดันการใช้รถไฟฟ้าในหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นแบรนด์รถไฟฟ้าต่างประเทศรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจจากสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จำกัด

นางสาวสิตาวีร์ ธีรวิรุฬห์ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้รัฐสภาเป็นแบบอย่างในการส่งเสริมการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่านนโยบายสนับสนุนพิเศษสำหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคลากรในวงงานรัฐสภา เพื่อผลักดันให้ ส.ส. และข้าราชการเริ่มต้นใช้ยานยนต์ไฟฟ้าก่อนทำให้“การเดินทางสีเขียว” กลายเป็นภารกิจระดับชาติ และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนทั่วไปหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

การร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสหกรณ์ออมทรัพย์ข้าราชการฝ่ายรัฐสภา จำกัดต่อคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย และความมุ่งมั่นด้านนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ YADEA โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้เข้าเยี่ยมชมบูธ YADEA และให้การยอมรับในคุณภาพของผลิตภัณฑ์

ประธานสหกรณ์ฯ นางสาวสิตาวีร์ ธีรวิรุฬห์ และคณะกรรมการสหกรณ์ยังได้เยี่ยมชมบูธ YADEA และทดลองขับ YADEA OVA รถจักรยานไฟฟ้าดีไซน์ทันสมัยรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานหญิง พร้อมชื่นชมการออกแบบระบบป้องกันน้ำที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศในฤดูฝนของประเทศไทย

ภายใต้การผลักดันร่วมกันของทั้งสองฝ่าย สมาชิกสหกรณ์ ข้าราชการรัฐสภา รวมถึงบุคลากรในวงงานรัฐสภาหลายรายได้เริ่มใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า YADEA แล้ว ซึ่งเป็นการยืนยันอีกครั้งถึงความโดดเด่นของ YADEA ในด้านความน่าเชื่อถือ ความทนทาน และประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะ

 YADEA ประเทศไทยรับผิดชอบการผลิตและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแบรนด์ “YADEA” ในประเทศ โดย YADED ครองตำแหน่งยอดขายอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่อง 8 ปี มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 100 ล้านคัน และมีโรงงานมากกว่า 10 แห่งทั่วโลก YADEA มีศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาแบบครบวงจร ครอบคลุมมอเตอร์ แบตเตอรี่ คอนโทรลเลอร์ และเฟรมรถ พร้อมด้วยศูนย์วิจัย 3 แห่ง มีทีมวิศวกรกว่า 1,000 คน และสิทธิบัตรกว่า 2,000 รายการ มีงบวิจัยพัฒนามากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

โรงงาน YADEA ประเทศไทย ตั้งอยู่ในอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นศูนย์กลางการผลิตและเทคโนโลยีสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะ ระดับเดียวกับ “Super Factory” ของจีน พร้อมเป้าหมายก้าวสู่ศูนย์นวัตกรรมชั้นนำและฐานการผลิตหลักของอาเซียน โดยมีสัดส่วนพนักงานไทย 80% และใช้ชิ้นส่วนซัพพลายเชนในประเทศกว่า 70% วางเป้าหมายกำลังการผลิตให้ได้ 600,000 คันต่อปีภายใน 3 ปี

ZONTES ยกทัพสกู๊ตเตอร์พรีเมียมลุย Motor Expo 2025 เผยโฉม 703F ครั้งแรกในไทย!

งาน Motor Expo 2025 ปีนี้ บูธ ZONTES (ซอนเทส)  คือหนึ่งในโซนที่สายสกู๊ตเตอร์และสายลุยไม่ควรพลาด! เพราะ ZONTES Thailand โดย บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ZONTES อย่างเป็นทางการในไทย ขนทัพสกู๊ตเตอร์พรีเมียมครบทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ทั้ง ZONTES 350E, 368D, 368K และ 368G มาให้ชมกันเต็มไลน์ พร้อมไฮไลต์สำคัญที่หลายคนรอคอยอย่างการ “เผยโฉมคันจริงของ ZONTES 703F”
แอดเวนเจอร์ไบค์เครื่องยนต์ 3 สูบ ครั้งแรกในประเทศไทย!


หลังจากบริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นำแบรนด์ ZONTES เข้าทำตลาดในประเทศไทย กับการเปิดตัวรถสกู๊ตเตอร์รุ่นแรกที่จำหน่ายไปเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันนี้ กระแสตอบรับจากผู้ใช้ชาวไทยก็เติบโตอย่าง ก้าวกระโดด จนเรียกได้ว่ากลายเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ด้วยจุดเด่นทั้งด้านดีไซน์ล้ำสมัย เทคโนโลยีทันสมัย คุณภาพวัสดุระดับพรีเมียม และฟีเจอร์ที่ “จัดเต็มทุกซีรีส์” ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้ ZONTES ค่อย ๆ สร้างฐานแฟนในไทยอย่างมั่นคง และได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการรถสไตล์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิม

สำหรับ ZONTES 703F ถือเป็นโมเดลที่แฟนๆ ชาวไทยจับตามองมาตั้งแต่การเปิดตัวในงาน EICMA ที่ประเทศอิตาลี จากภาพและสเปกเทพที่ปล่อยออกมาทำให้หลายคนยกให้เป็นหนึ่งในแอดเวนเจอร์สายลุยที่น่าจับตามอง ด้วยบุคลิกตัวรถที่ดุดันทันสมัย เส้นสายตัวถังคมชัดและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และด้วยกระแสตอบรับจากแฟนๆ ชาวไทยที่ติดตามข่าวของรุ่นนี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่มีการเปิดตัวในต่างประเทศ ล่าสุด ZONTES Thailand จึงตัดสินใจนำ 703F คันจริงมาโชว์ตัวในงาน Motor Expo 2025 ให้ได้สัมผัสกันแบบเต็มตาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แม้ในขณะนี้จะยังไม่เปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีแผนคาดการณ์เปิดจำหน่ายภายในปี 2026 ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคนที่กำลังมองหาแอดเวนเจอร์ไบค์ 3 สูบ ที่สเปกจัดเต็มในสไตล์ ZONTES


คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในงาน Motor Expo 2025 ครั้งนี้ เราตั้งใจนำเสนอภาพลักษณ์ของ ZONTES ในฐานะแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่ให้เทคโนโลยีล้ำหน้า ออปชันจัดเต็ม และดีไซน์พรีเมียม ในราคาที่คุ้มค่า ซึ่งการนำ 703F คันจริงมาโชว์ตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย คือการสะท้อนให้เห็นว่า ZONTES ให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศไทย และเราพร้อมจะยกระดับทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบรถสายแอดเวนเจอร์ระดับสากลเช่นกัน ปัจจุบัน ZONTES ขยายตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการไปแล้วกว่า 91 สาขาทั่วประเทศ และยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับ Product line-up ใหม่ๆ ที่เตรียมจะเข้ามาเสริมทัพในอนาคตอันใกล้ ”

นอกจากไฮไลต์อย่าง 703F แล้ว ภายในบูธ ZONTES ยังยกขบวนสกู๊ตเตอร์พรีเมียมครบทุกสไตล์การใช้งาน เริ่มจาก ZONTES 368K ในบทบาท Ultra-Luxury สกู๊ตเตอร์ที่ออกแบบมาเพื่อคนเมืองที่ต้องการภาพลักษณ์หรูหรา ดีไซน์เนี้ยบในทุกมุมมอง ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับความพรีเมียมได้อย่างลงตัว ถัดมาคือ ZONTES 368G สาย Adventure Scooter ที่เหมาะสำหรับคนชอบออกทริปและหลงใหลในการเดินทางค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ  ให้ท่านั่งสบาย ตอบโจทย์ความอเนกประสงค์ในการเดินทาง และฟังก์ชันที่ให้มาแบบจัดเต็ม ส่วนใครกำลังมองหารถใช้งานในเมืองแบบคล่องตัวแต่ยังอยากได้ฟีลลิ่งพรีเมียม ZONTES 368D ในคาแรกเตอร์ City Style ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ตอบโจทย์ ด้วยมิติรถที่เหมาะกับการใช้งานในเมือง มิติที่คอนโทรลรถได้อย่างกระชับ มั่นใจ และได้ฉายาว่าเป็นรถที่ “แรงที่สุดในคลาส ไม่เกิน 400 ซีซี”   ขณะที่ ZONTES 350E ในภาพลักษณ์ Luxury Style ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่ให้เมืองและออกเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด ออกแบบมาเพื่อความสะดวก สบายในการเดินทาง ทั้งเบาะนั่ง พื้นที่พักเท้า และฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนถูกคิดมาเพื่อใช้งานจริงทั้งในชีวิตประจำวันและทริปเดินทาง

และเพื่อให้แฟนๆ ได้เห็นมิติที่แตกต่างของ ZONTES มากยิ่งขึ้น ภายในงาน Motor Expo 2025 ยังมีการจัดแสดงรถคัสตอมตกแต่งพิเศษ เพิ่มความหล่อไปอีกขั้น ทั้งในรุ่น 368D และ 368K จากสำนักแต่งชื่อดัง Jack Shop ที่หยิบเอาดีเอ็นเอของสกู๊ตเตอร์พรีเมียมมาขยายต่อในสไตล์สปอร์ต สายซิ่ง ด้วยสีสันจัดจ้าน ของแต่งเทพแบบจัดเต็ม! ไม่เพียงเท่านั้น ZONTES ยังนำรถคัสตอมในสายการแข่งขันมาจัดแสดงภายในบูธด้วย ได้แก่รถแข่งในรุ่น 368G และ 350E ที่ถูกพัฒนาเซ็ตอัปเพื่อใช้ลงแข่งขันในสนามจริง โดยทั้งสองคันเคยผ่านศึกในรายการ SuperbikeMag. com Trophy 2025 R. 3 ในรุ่น Scooter 400 cc. A มาแล้ว และสามารถสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยหนึ่งคันคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 และอีกหนึ่งคันคว้ารางวัลอันดับที่ 1 มาครองสำเร็จ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านสมรรถนะ ของ ZONTES ที่ไม่ได้โดดเด่นแค่บนท้องถนนในชีวิตประจำวัน แต่ยังพร้อมยืนบนกริดสตาร์ทในสนามแข่งขันได้อย่างภาคภูมิ

โปรโมชั่นพิเศษ!  ช่วงงาน Motor Expo 2025
เพียงจองรถ ZONTES ภายในงาน Motor Expo 2025 หรือ จองผ่านทางเว็บไซต์ https://booking.zontes.co.th
(ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธ.ค. 68) *รับข้อเสนอเดียวกันกับงาน Motor Expo 2025

– รุ่น 368G รับฟรี Voucher มูลค่า  3,000 บาท
(หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 179,800 บาท จากราคาปกติที่ 182,800 บาท)
– รุ่น 368K รับ Voucher  มูลค่า  4,000 บาท
(หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 169,000 บาท จากราคาปกติที่ 173,000 บาท)
– รุ่น 350E   รับ Voucher  มูลค่า  4,000 บาท
(หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 155,000 บาท จากราคาปกติที่ 159,000 บาท)
– รุ่น 368D  รับ Voucher  มูลค่า  4,000 บาท
(หักส่วนลดแล้วเหลือเพียง 139,900 บาท จากราคาปกติที่ 143,900 บาท)

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่กำลังเล็งสกู๊ตเตอร์พรีเมียมสเปกแน่นในราคาคุ้มค่าผู้ที่สนใจสามารถเข้าชม  ZONTES 703F คันจริง รวมถึงรุ่นอื่นๆ ทั้ง ZONTES 350E, 368D, 368K และ 368G ได้ที่ บูธ ZONTES หมายเลข G02 ภายในงาน Motor Expo 2025 ณ Impact Challenger Hall 3 เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธันวาคม 2568 และสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติม รวมถึงรายละเอียดสเปกรถ ZONTES ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ได้ทางเว็บไซต์ https://www.zontes.co.th/ และ Facebook Page ZONTES Thailand Official ที่ https://www.facebook.com/ZontesThailandOfficial

โรยัล เอ็นฟีลด์ จุดความเร้าใจส่งท้ายปี เติมพลังแห่งการขับขี่ ‘Pure Motorcycling’ กับข้อเสนอทุบประวัติศาสตร์ ในงาน Motor Expo 2025!!

Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) และเป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงการผลิตอย่างต่อเนื่อง เตรียมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักขี่ชาวไทยอีกครั้งในงาน Motor Expo 2025 ด้วยไลน์อัพรถครบทุกตระกูล และแคมเปญสุดพิเศษส่งท้ายปี ที่จะพาผู้ขับขี่สัมผัสอารมณ์ของการเดินทาง สะท้อนเอกลักษณ์ ‘Pure Motorcycling’ อย่างแท้จริง

ค้นพบสไตล์แห่ง ‘Pure Motorcycling’ ที่ตอบทุกอารมณ์การขับขี่

ตั้งแต่ความคลาสสิกเหนือกาลเวลาของ Classic 350, ความแกร่งของ Himalayan 450, ไปจนถึงความเร้าใจของ Bear 650 — ทุกคันถูกสร้างขึ้นเพื่อส่งต่ออารมณ์แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง สะท้อนความลงตัวระหว่างสไตล์ สมรรถนะ และอิสรภาพที่เป็นหัวใจของ Pure Motorcycling

ในปีนี้ โรยัล เอ็นฟีลด์ยังเปิดตัวสีใหม่ของ Hunter 350 ได้แก่ Rio White และ Tokyo Black มาพร้อมอัปเกรดพรีเมียมทั้ง ไฟหน้า LED และ สลิปเปอร์คลัตช์ เพื่อการขับขี่ที่นุ่มนวลและควบคุมง่ายยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งไฮไลต์คือ Classic 650 สี Teal สุดหรู ที่ถ่ายทอดความประณีตเหนือกาลเวลาในโทนสีร่วมสมัย

โรยัล เอ็นฟีลด์ พร้อมส่งมอบความพิเศษในสไตล์ ‘Pure Motorcycling’ ที่มาพร้อมกับรุ่น Hunter 350 เปิดตัวด้วยราคาสุดเร้าใจ เริ่มต้นเพียง 123,900 บาท สำหรับสี Rio White และ 127,900 บาท สำหรับสี Tokyo Black ที่มาพร้อมอัปเกรดพรีเมียมครบครัน

ในส่วนของ Classic 650 สี Teal ใหม่ ถ่ายทอดความหรูหราทรงพลังแห่งตำนานคลาสสิก วางจำหน่ายในราคาเพียง 253,900 บาท สิทธิพิเศษเฉพาะในงาน Motor Expo 2025

นอกจากนี้ โรยัล เอ็นฟีลด์ มอบข้อเสนอพิเศษสุดคุ้มครอบคลุมทุกรุ่น ทุกซีซี ตลอดช่วงงาน Motor Expo 2025 ได้แก่

ตระกูล 350 ซีซี – สไตล์คลาสสิก ขับขี่ง่ายได้ทุกวัน

พบกับรุ่นยอดนิยมอย่าง Classic 350, Hunter 350, Bullet 350 และ Meteor 350 ที่ออกแบบเพื่อมอบความสนุกในการขับขี่ในทุกๆ วัน

  • พบกับข้อเสนอทางการเงินสุดพิเศษ

  • ของพรีเมียมเฉพาะงาน และสิทธิ์พิเศษเมื่อจองภายในงาน

  • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 4,000 – 20,000 บาท

ตระกูล 450 ซีซี – สำหรับสายลุยผู้รักการผจญภัย

เต็มอิ่มกับความเร้าใจจาก Himalayan 450 และ Guerrilla 450 รถสายแอดเวนเจอร์และโรดสเตอร์ที่พร้อมพาคุณไปได้ทุกเส้นทาง

  • พบกับแพ็กเกจของแต่งสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์ด้านบริการเพิ่มเติม

  • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 6,000 – 10,000 บาท

ตระกูล 650 ซีซี – สุดยอดแห่งงานฝีมือระดับพรีเมียม

พบกับรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และสมรรถนะขั้นสุด ทั้ง Interceptor 650, Continental GT 650, Super Meteor 650, Shotgun 650 และ Bear 650 รุ่นใหม่ล่าสุด

  • พบกับสิทธิ์พิเศษเฉพาะในงาน พร้อมบริการปรับแต่งรถโดยผู้เชี่ยวชาญจาก Royal Enfield

  • มอบข้อเสนอพิเศษในงานตั้งแต่ 9,000 – 25,000 บาท

สัมผัสอารมณ์แห่งการขับขี่ที่แท้จริงที่บูธ Royal Enfield

ในงาน Motor Expo 2025 บูธของโรยัล เอ็นฟีลด์ จะจัดแสดงรถจักรยานยนต์ครบทุกไลน์อัพ รวมถึงรุ่นตกแต่งพิเศษ (Custom Build) ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ ‘Pure Motorcycling’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ภายในงาน ผู้เข้าชมสามารถเลือกปรึกษาได้ดังนี้

  • ทดลองขับ (Test Ride)

  • พูดคุยกับทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรับแต่งรถในสไตล์ของตนเอง

  • ถ่ายภาพและแชร์โมเมนต์ความมีสไตล์ในแบบโรยัล เอ็นฟีลด์

นาย Manoj Gajarlawa หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “Motor Expo 2025 ไม่ใช่แค่งานแสดงรถจักรยานยนต์เท่านั้น แต่คือช่วงเวลาที่เราได้เชื่อมต่อกับผู้ขับขี่ที่มีหัวใจเดียวกันกับเรา ปีนี้เรามาพร้อมข้อเสนอและประสบการณ์สุดพิเศษที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ทั้งความเรียบง่าย ความจริงใจ ที่สะท้อนอารมณ์แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง ตรงกับปรัชญา ‘Pure Motorcycling’ ซึ่งเหมาะกับทั้งผู้ขับขี่มือใหม่และผู้มีประสบการณ์ เราเชื่อว่าปีนี้จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สามารถพาผู้ขับขี่หน้าใหม่เข้าสู่ครอบครัวโรยัล เอ็นฟีลด์ได้มากยิ่งขึ้น”