เปิดตัวมาในปี 2020 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก กับรถซูเปอร์สปอร์ต Ninja ZX-25R ขนาด 250 ซีซี มาพร้อมเครื่องยนต์ Inline 4 สูบเรียง รอบจัด เครื่องยนต์บล็อคใหม่กับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากคาวาซากิ

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกระบอกสูบ x ช่วงชัก = 50.00 x 31.8 มม. ปริมาตรความจุ 250 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 11.5:1 ให้แรงม้าสูงสุด 47 แรงม้าที่ 15,500 รอบ/นาที ให้แรงบิด 30 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 30 มม. x 4 ช่อง ระบบคลัทช์มาพร้อม Assist & Slipper Clutch เกียร์ 6 สปีด โดยเครื่องยนต์สามารถปั่นรอบได้สูงกว่า 17,000 รอบ/นาที

แรมแอร์ไดเร็ก ช่วยให้รอบปลายทำงานได้อย่างสุงสุด เป็นเทคโนโลยีที่ขึ้นชื่อในตระกูล Ninja ZX จากคาวาซากิ ระบบท่อดักอากาศ หรือ Ram-Air ถูกติดตั้งไว้บริเวณกึ่งกลางด้านหน้าของตัวรถ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Ninja H2 อากาศที่ถูกอัดเข้าช่อง Ram-Air ไอดีจะมีปริมาณที่มาก และเร็ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ ซึ่งเห็นผลจากแรงม้า และกำลังที่จะเพิ่มขึ้นในความเร็วสูงเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการทำงานที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ Ninja ZX-25R เป็นรถขนาด 250 ซีซี รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบ Traction Control และ Quick Shifter ที่ทำงานได้เต็มระบบ ทั้ง Up และ Down ให้กำลังของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และยังให้โหมดสำหรับการขับขี่ Power Mode ที่มีให้เลือก Full และ Low


รม และช่วงล่างจัดเต็มสมรรถนะ เฟรมแบบ Trellis หรือแบบโครงถัก เป็นเฟรมใหม่ที่ช่วยกระจายแรงได้ดี โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ของ Showa ขนาด 37 มม. การทำงานภายในแบบ SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยววางนอนเกือบจะขนานกับพื้นหรือในชื่อ Horizontal Back-link ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ เป็นคาลิเปอร์โมโนบล็อคยึดแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังดิสก์ขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ขนาด 1 ลูกสูบ ล้อแม็ก 17 นิ้ว ยางหน้าขนาด 110/70R17 ยางหลังขนาด 150/60R17 ใช้รุ่น Dunlop GPR300
ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดความจุ 15 ลิตร ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 785 มม. ระยะฐานล้อหรือ Wheelbase ที่ 1,380 มม. มีน้ำหนักตัวรวมของเหลว 184 กิโลกรัม









ถ้าสนใจก็สามารถสอบถามหรือเข้าไปที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านได้แลย Kawasaki Ninja ZX-25R มี 2 สีคือ สีเขียว Lime Green / Ebony (SE) และสีดำ Metallic Spark Black / Pearl Flat Stardust White (SE) เปิดราคาที่ 269,000 บาท

ความรู้สึกหลังจากการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding
ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตแต่กลับให้อารมณ์เหมือนรถทัวร์ริ่งทั่วๆ ไป ที่ให้ท่านั่ง และการควบคุมที่รู้สึกสบายๆ ไม่ก้มมากจนเกินไป น้ำหนักที่แขนไม่ทิ้งไปที่แฮนด์ เบาะนั่งที่ต่ำ 78 ซม. รองรับสำหรับผู้ชายตัวเล็กและผู้หญิงเพิ่มความมั่นใจเมื่อได้คร่อม การวางเท้าก็ไม่ได้เยื้องไปข้างหลังอยู่ในตำแหน่งที่กำลังดี ทำให้ตัวผู้ขับขี่ไม่โน้มไปข้างหน้านั่นเอง น้ำหนัก 184 กิโลกรัม ถือว่าเยอะมาก แต่เมื่อออกตัวไปรู้สึกเบา และมีความเสถียรมั่นคง บอดี้ที่ใหญ่พอๆ กับตัว 600 ซีซี แต่การพลิกเลี้ยวคล่องตัว วงเลี้ยวแคบทำให้ซิกแซกง่าย แต่มีอุปสรรคที่กระจกหน้าที่เป็นเหมือนหนวดกุ้ง เพราะว่าระดับพอดีกับกระจกรถยนต์เครื่องยนต์บล็อคใหม่ๆ ซิงๆ 4 ลูก เรียง แต่มันขัดใจนิดหน่อยเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวที่จะอืดๆ เล็กน้อย ไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดอย่างที่หลายๆ คนคิดเอาไว้ สำหรับคนที่ชอบขี่เกียร์สูงรอบต่ำก็พอได้อยู่สัก 3,000-4,000 รอบ/นาที แต่พอรอบกวาดไปถึง 7,500-8,000 รอบ/นาที ทีนี้ล่ะความสนุกเร้าใจเริ่มบังเกิดขึ้นแล้ว เกียร์ 3-4-5-6 มาเต็ม มีย่านกำลังให้ใช้เหลือเฟือ จะกระแทกคันเร่งตอนไหนก็ได้ ด้วยเครื่องยนต์ที่เป็น 4 สูบ ทำให้การลากรอบได้ถึง 15,500 รอบ/นาที ความเร็วปลายทะลุ 180 กม./ชม. การเสริมช่องแลมแอร์มาให้ช่วยการดักอากาศเข้าไปที่กรองเพื่อใช้ในรอบปลาย กับความเร็วตั้งแต่ 100กม./ชม. ขึ้นไป จะรู้สึกได้เมื่อใช้ความเร็วรอบที่เหมาะสม โหมดการขับขี่ 2 โหมด Full และ Low สามารถปรับใช้งานได้ง่าย ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ปรับได้ 3 ระดับ และปิดการใช้งานได้เพื่อความสนุกในเซอร์กิต และ ควิกชิพเตอร์ ทำงานรวดเร็วเข้าง่ายแทบไม่ต้องใช้คลัทช์ แต่จังหวะลดเกียร์ต้องใช้แรงกดมากหน่อย
ช่วงล่างด้านหน้าเซ็ทได้ลงตัว Upside Down รับแรงกระแทกและแรงกดได้หนึบ สะท้านถึงมือน้อย ช่วงหลังโช้คอัพที่วางตำแหน่งองศาเกือบขนานกับพื้น การรับน้ำหนัก และแรงกดกำลังเครื่องยนต์ก็นุ่มหนึบใช้ได้ แต่ตอนเข้าโค้งมีสวิงเล็กน้อย อาจเป็นที่พื้นถนนด้วย แต่ถ้าขี่ในสนามไม่น่าจะมีปัญหา เบรกหน้าไร้กังวล จัดมาให้แบบดับเบิ้ลดิสก์ ส่วนดิสก์เบรกหลังเดี่ยวก็มั่นใจได้
สรุปโดยรวม การออกแบบตัวรถสปอร์ตสวยเท่ และเครื่องยนต์ออกมาตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป นั่งสบาย คล่องตัว เสียงเพราะ และขับขี่สนุกด้วยอัตราเร่ง




















คุณพลอยไพลิน ศักดาเพชรศิริ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่า All New Suzuki Hayabusa Generation 3 ได้มีการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแทนคำขอบคุณและสร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวซูซูกิ ในวันนี้ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเปิดตัว All New Suzuki Hayabusa ในประเทศไทยพร้อมกันกับการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลก ภายในปีเดียวกัน กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลก”





ทั้งนี้ All New Suzuki Hayabusa ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “The Refined Beast” หมายถึง ความงดงามน่าเกรงขามแต่แฝงไปด้วยความชาญฉลาด เปรียบเสมือนเหยี่ยวเพเรกรินของญี่ปุ่น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อม Feature ใหม่ๆ มากมาย กับสไตล์รูปทรงที่ดุดัน หรูหราด้วยเส้นสายที่เฉียบคม และการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ สามารถถ่ายทอดด้วยความรู้สึกพุ่งทะยานไปข้างหน้า พร้อมไฟท้ายแบบใหม่ที่สะดุดตา ท่อไอเสียสไตล์สปอร์ต การดีไซน์ล้อแบบ 7 ก้านใหม่ ที่ดึงดูดใจ และทรงประสิทธิภาพ รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบใหม่หมดจด ด้วยการออกแบบไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Positioning Light ที่รวมเอา Day Time Running Light กับชุดไฟเลี้ยวสไตล์สปอร์ตเข้าด้วยกัน โดดเด่น เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมเทคนิคการใช้สีและสร้างความโดดเด่นเฉพาะตัว เพื่อแสดงออกถึงสมรรถนะที่เป็นที่สุดของ Hayabusa แบบ Two Tone ทั้ง 3 แบบ กับเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร
























































ยางหน้า 110/80-19 ยางหลัง 150/70-17 ระบบเบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก 320 มม. คาลิเปอร์ 2 พอร์ท ดิสก์เบรกหลังจานเดี่ยว 260 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว ซึ่งมาพร้อมกับระบบ ABS ทั้งหน้า และหลัง โช้คอัพหน้า Upside Down ขนาด 50 มม. โช้คอัพหลังเดี่ยวปรับตั้งค่าได้เต็มระบบ พรีโหลด รีบาวด์ และ คอมเพรสชั่น สวิงอาร์มเหล็กคู่แข็งแรง























