“มิกซ์-ธนัช” แรงต่อเนื่องบิด Honda CBR600RR คว้าดับเบิ้ลวิน ศึก มาเลเซีย ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามแรก

“มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว นักบิดดาวรุ่งจาก “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ควบรถ Honda CBR600RR หมายเลข 31 ทำผลงานสุดแกร่งนำแบบม้วนเดียวจบคว้าแชมป์รายการเอ็มเอเอ็ม มาเลเซีย ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 คลาส MSBK600 สนามแรก เรซ 2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2026
เรซที่ 2 “มิกซ์-ธนัช” เจ้าของแชมป์เรซแรกยังคงทำฟอร์มร้อนแรงบิดขึ้นนำก่อนทิ้งห่างนักแข่งมาเลเซียเจ้าถิ่น คว้าแชมป์มาครองได้อีกครั้ง ขณะที่ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนะโชติ หมายเลข 18 ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันเนื่องจากได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อมือจากอุบัติเหตุในรอบวอร์มอัพ
โดย “มิกซ์-ธนัช” กล่าวว่า
“ผมดีใจมากครับที่คว้าแชมป์ได้อีกครั้ง ทีมและผมทุกคนพยายามทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้รถทำความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานนี้ทำให้ผมรู้สึกมั่นใจก่อนที่จะทำการแข่งขันชิงแชมป์เอเชียในสัปดาห์หน้า ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจให้ครับ ขอบคุณทีมงานและทางไทยฮอนด้า พบกันที่บุรีรัมย์ครับ”

“กัส” ธีรไนย ทับทิม คว้าโพเดียม R3 BLU CRU Asia Pacific Championship 2026

การแข่งขันรายการ R3 BLU CRU Asia Pacific Championship 2026 สนามที่ 2 เรซ 2 ณ The Bend Motorsport Park ประเทศออสเตรเลีย กัน ธีรนัย ทับทิม #9 จาก Yamaha Thailand Racing Thailand ผ่านเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 ด้าน อิงค์ อัศวนันท์ #59 สู้ไม่ถอยเช่นกันจบการแข่งขันอันดับที่ 13
.

“MOTOR EXPO” ร่วมเสวนาในงาน “TMX 2026”

ชไมพร ปภัสร์พงษ์ กรรมการบริหาร บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน มหกรรมยานยนต์ – Thailand International Motor Expo” ร่วมเสวนาในงาน Thailand MICE X-Change 2026 ภายใต้หัวข้อ Understanding Consumer Show Trends & Challenges in Thailand โดยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับธุรกิจงานแสดงยานยนต์ ระหว่างงานในประเทศไทย ซึ่งจัดแบบ Business to Customer ต่างจากงานต่างประเทศ ซึ่งจัดแบบ Business to Business

งาน “มหกรรมยานยนต์” เป็นศูนย์รวมของผู้ประกอบการทั้ง รถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้ตอบสนองความต้องการผู้ชมงานได้ครบถ้วน หลากหลาย และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม การจัดงานแสดงยานยนต์ของไทยนั้น มีการปรับรูปแบบบางส่วนให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามกระแสของยานยนต์ไทย และยานยนต์โลก ซึ่งต้องจับตามองความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยการเสวนานี้จัดที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569

เจาะลึกศึก 𝗔𝘀𝗶𝗮 𝗥𝗼𝗮𝗱 𝗥𝗮𝗰𝗶𝗻𝗴 ทัพนักบิดไทยเตรียมปะทะดาวดังทวีป จัดเต็มความมันส์ไม่มีกั๊ก ครั้งแรกกับ “𝗣𝗶𝘁𝘄𝗮𝗹𝗸-รถแห่สุดโจ๊ะ”กระหึ่มแทร็ก

“เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง” สนาม 2 ระอุ ทัพนักบิดไทยเตรียมล่าชัยในบ้านเกิด คลาสสูงสุด “ฮาฟิซ ซยาห์ริน” อดีตดาวบิดโมโตจีพีขึ้นนำรุ่นใหญ่รับกฎใหม่ ส่งงานท้าทาย “ชิพ-นครินทร์” ลุ้นหนักล่าแชมป์โฮมเรซ ขณะที่รุ่น SS600 “ตี-มิกซ์-ไฮเปค” หวังล้างตา ส่วน “ไอเดีย-กฤตภัทร” นำโด่งรุ่น AP250 พร้อมดาวรุ่งวัย 15 ปี “เฟอร์-ปัญจรุจน์” แจ้งเกิดสร้างสีสันเต็มตัว

พร้อมกิจกรรม Pitwalk สุดสนุกแบบบ้านๆ นำ Thai Power “รถแห่สุดโจ๊ะ” หลากหลายแนวเพลงผสมผสานศิลปะถิ่นอีสานใต้ “ลูกทุ่ง EDM X หมอลำ กันตรึมแดนซ์” สร้างปรากฏการณ์ Soft Power กระหึ่มสนามช้างฯ กระทบไหล่นักบิดและเหล่า KOL นำโดย เบนซ์ เรซซิ่ง, แพร ทวินันท์,น้องโนเกียร์, เฟย์ ชาคริยา, เบนซ์ DBigbike, ตะวันบอย TawanBoyz, กร Bullybike ฯลฯ

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 สุดยอดการแข่งขันซูเปอร์ไบค์เพื่อวัดความเป็นหนึ่งของทวีป เข้าถึงผู้ชมหลายล้านคนทั่วภูมิภาคผ่านช่องทางการถ่ายทอดสดหลักและออนไลน์ เตรียมดวลความเร็วสนาม 2 ระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ความน่าสนใจของฤดูกาล 2026 ในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ คือการปรับเปลี่ยนกฎการแข่งขันให้มีความสูสีกันมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเนื้อคอมพาวด์ยางของผู้ผลิตอย่าง “ดัลล็อป” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนับตั้งแต่การแข่งขันสนามแรกที่ เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย

โมเมนตั้มการลุ้นแชมป์ในรุ่นใหญ่อย่าง เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี หลังผ่าน 2 เรซแรก ตกอยู่กับอดีตนักบิดโมโตจีพีชาวมาเลเซียอย่าง ฮาฟิซ ซยาห์ริน ภายใต้รถแข่ง Ducati V4 R จากสังกัด เจดีที เรซซิ่ง ทีม ซึ่งอัพเกรดศักยภาพรถแข่งขึ้นมาอย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้คว้าชัยชนะแบบขาดลอยมาได้ทั้ง 2 เรซที่ เซปังฯ แถมในปีนี้ได้ทีมเมทคนใหม่อย่าง แอนดี้ ฟาริด อิซดิฮาร์ นักแข่งชาวอินโดนีเซียมาเสริมทัพ ช่วยให้ทีมมีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก

สถานการณ์ลุ้นแชมป์ล่าสุดปรากฏว่า ซยาห์ริน รั้งจ่าฝูงโดยมีทั้งสิ้น 50 คะแนนเต็ม เหนือนักบิดญี่ปุ่นอย่าง เคโตะ อาเบะ จาก เอสดีจี ฮาร์ค-โปร ฮอนด้า ฟิลิปปินส์ อันดับ 2 อยู่ 10 แต้ม ตามด้วย แอนดี้ อิซดิฮาร์ อันดับ 3 ตามหลัง 18 คะแนน ตามด้วย มูฮัมหมด ซัควาน ไซดี้ และ อัซรอย ฮาคัม อานัว สองนักบิดมาเลเซียจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า เรซซิ่ง มาเลเซีย ในอันดับ 4 และ 5

ขณะที่นักบิดไทยหนึ่งเดียวในรุ่นใหญ่อย่าง “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ พี่ใหญ่จากสังกัด ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ต้องเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากตั้งแต่สนามแรก หลังจากที่ต้องพลาดการลงทดสอบ “พรีซีซั่นเทสต์” ก่อนแข่งที่ มาเลเซีย ส่งผลให้ต้องเริ่มการทำงานช้ากว่าทีมอื่นๆ แต่ยังเก็บแต้มตุนมาได้จากการคว้าอันดับ 6 ในเรซแรก และฮึดสู้คว้าอันดับ 13 ในเรซที่ 2 หลังพลาดล้มในช่วงต้นเรซแต่ยังลุกขึ้นมาลุยต่อ รั้งอันดับ 9 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 13 คะแนน ตามผู้นำ 37 แต้ม มีงานหนักรออยู่ในฤดูกาลนี้

ขยับมาดูสถานการณ์ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ในฤดูกาลนี้มีความพลิกผันสูงมากนับตั้งแต่สนามแรก ชัยชนะทั้ง 2 เรซเป็นของนักบิดที่แตกต่างกันได้แก่ มูฮัมหมัด เฮลมี อัซมาน นักแข่งชาวมาเลเซียจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า เรซซิ่ง มาเลเซีย ในเรซแรก ก่อนที่แชมป์คนปัจจุบันในรุ่นนี้อย่าง คาสม่า ดาเนียล คาสมายูดิน นักแข่งมาเลเซียจาก ฮง เหลียง ยามาฮ่า เรซซิ่ง จะปิดจ็อบคว้าชัยในเรซที่ 2

ส่วนสถานการณ์ของนักแข่งไทยต้องลุ้นกันหนักกับการชิงแชมป์เอเชียในรุ่นนี้ โดย “ตี” อนุภาพ ซามูล จอมเก๋าจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม เปิดตัวสวยด้วยการคว้าโพเดียมอันดับ 2 จากเรซแรก แต่มาพลาดล้มต้นเรซนี้ เจ้าตัวฮึดสู้ลุกขึ้นมานำรถเข้าเส้นชัยอันดับ 13 เพื่อเก็บแต้มให้่ได้

ด้านคู่หูดาวรุ่งจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ อย่าง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว และ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ต้องเจอความท้าทายอย่างมาก โดย “มิกซ์-ธนัช” ได้รับบาดเจ็บหลังโดนชนที่แขนซ้ายในเรซแรก แต่ยังกัดฟันไต่ขึ้นไปคว้าโพเดียมในอันดับ 3 จากเรซที่ 2 ได้สำเร็จ ส่วน “ไฮเปค-กฤษฎา” เริ่มต้นฤดูกาลไม่ดีนักพลาดล้มเรซแรกและคว้าอันดับในกลุ่มท็อปเท็นจากเรซที่ 2

หลังผ่านสนามแรกที่ มาเลเซีย ปรากฏว่า เฮลมี อัซมาน ขยับรั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปี้ยนชิพ มีทั้งสิ้น 45 คะแนน ตามด้วยแชมป์เก่าอย่าง คาสมายูดิน ในอันดับ 2 ตามหลัง 9 คะแนน และ เฮอร์จุน แอทน่า เฟอร์ดาอุส นักบิดอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 3 ตามหลัง 20 คะแนน ขณะที่ “ตี-อนุภาพ” และ “มิกซ์-ธนัช” รั้งอันดับ 4-5 มี 24 แต้มเท่ากัน

หนึ่งในรุ่นที่แฟนๆ ชาวไทยได้เฮจากสนามแรกคือ เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี (AP250) จากฟอร์มสุดโหดของ “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ดาวรุ่งจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ที่เหมาชัยชนะไปครองทั้ง 2 เรซ ถูกยกให้เป็นเต็งแชมป์ในฤดูกาลนี้ทันที พร้อมกับขึ้นนำเป็นตารางคะแนนสะสมมี 50 แต้มเต็ม ตามด้วย เรซ่า ดานิก้า อาห์เรน นักบิดอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม และ เจอร์รี่ ซาลิม นักแข่งอินโดนีเซียจาก เอ็มเอสโกลว ฟอร์ เมน เรซซิ่ง ทีม ในอันดับ 2 และ 3 ตามหลังคนละ 19 และ 23 คะแนน

ยังมีดาวรุ่งชาวไทยที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในสนามแรกที่ มาเลเซีย ได้แก่ “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร นักบิดเลือดใหม่วัย 15 ปี จาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ซึ่งฉายแววมีลุ้นโพเดียมอย่างเต็มตัวไล่บดกลุ่มหน้าอย่างกล้าหาญ ก่อนจะคว้าอันดับ 4 มาครองได้ทั้ง 2 เรซ รั้งอันดับ 4 บนตารางแชมเปี้ยนชิพ และ “กัส” ธีรไนย ทับทิม ดาวรุ่งเลือดใหม่ จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ลงแข่งด้วยสิทธิ์ไวลด์การ์ด จบการแข่งขันในอันดับ 10 จากเรซแรก เก็บคะแนนสะสม 6 คะแนน รวมถึงจอมเก๋าอย่าง “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง ที่ขยับกลับมาแข่งขันในรุ่นนี้อีกครั้งในรอบหลายปีกับ วัน ฟอร์ ออลล์ จบอันดับ 8 ทั้ง 2 เรซ ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่มีลุ้นในโฮมเรซ

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันอีก 2 รุ่นที่เข้มข้นสุดๆ แม้จะไม่มีนักแข่งชาวไทยลงสนามก็ตาม โดยในรุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี (UB150) ผ่าน 2 เรซแรกปรากฏว่า ฮุสนี ไซนัล ฟูอัดซี นักบิดอินโดนีเซียจาก ซีเออร์ แอลเอฟเอ็น เอชพี969 อะเดลิน เอ็มซีอาร์ อาร์บีที34 รั้งจ่าฝูงโดยมีทั้งสิ้น 41 คะแนน เหนือทีมเมทอย่าง กูปิต้า เครสน่า วาร์ดาน่า อันดับ 2 อยู่ 9 คะแนน ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เอพริล คิง มาสคาร์โด้ นักบิดฟิลลิปปินส์จาก เรซเท็ค ยามาฮ่า ฟิลลิปปินส์ เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 19 คะแนน

เช่นเดียวกับรุ่น ทีวีเอส เรซซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนชิพ ผู้นำหลังผ่านสนามแรกได้แก่ โมฮัมหมัด แรมแดน รอสซี นักบิดมาเลเซีย เก็บไป 45 คะแนน เท่ากันกับ ซาร์ทัก ชาวัน คู่แข่งชาวอินเดียที่ครองจ่าฝูงร่วมกัน ส่วนอันดับ 3 เป็นของ มูฮัมหมัด ฮาซิค มูฮัมหมัด ฟายรุส นักแข่งมาเลเซียตามหลังผู้นำ 19 คะแนน

ซื้อบัตรได้แล้วที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่เว็บไซด์ allticket หรือซื้อบัตรหน้างาน สามารถซื้อบัตรได้ที่จุดจำหน่ายบัตรหน้างาน 2 จุด ที่ทางขึ้น Grand Stand ฝั่งทิศตะวันตก (Paddock B) และบริเวณโดมแก้ว

บัตร VIP 1,000 บาท/1 วัน และ 1,500 บาท/2 วัน บัตร Grandstand 200 บาท/1 วันและ 300 บาท/2 วัน มีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่ บัตร VIP โค้ง 12 บัตร Paddock Pass และบัตร PIT Lane Walk ชมการแข่งขันโมโตจีพี 2027 พร้อม Meet & Greet กับนักแข่ง MotoGP ในกิจกรรม “Chang International Circuit Friend Plus” ยิ่งมาบ่อย ยิ่งมีสิทธิ์มาก

ทั้งนี้ ศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนาม 2 จะเข้าสู่โปรแกรมการซ้อมอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม ก่อนจะจับเวลารอบควอลิฟายในวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม และแข่งขันเรซแรกในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน จากนั้นจะดวลความเร็ว เรซที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม ถ่ายทอดสดทาง PPTV HD36 ส่วนออนไลน์รับชมได้ทางเฟซบุ๊กและยูทูบ Asia Road Racing Championship, Chang Circuit Buriram และ PPTV Sports

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ปลุกสีสันก่อนศึกแดงเดือด พาแฟนผี-เด็กหงส์ขี่ New Honda UC3 ทำภารกิจวอร์มศึกกลางกรุงฯ

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ สร้างสีสันต้อนรับบิ๊กแมตช์แห่งศักดิ์ศรีของแฟนบอลทั่วโลก จัดกิจกรรมก่อนศึกแดงเดือด “Honda EV UC3 ก้าวแรกของตัวจริงชิงแดงเดือด!” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ภายใต้คอนเซปต์ “เกมยังไม่เริ่ม…แต่การขิงเริ่มแล้ว!” ชวนแฟนบอลตัวจริงของ 2 ทีมคู่ปรับตลอดกาล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล ร่วมเปิดประสบการณ์ลูกหนังรูปแบบใหม่ ด้วยการขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด New Honda UC3 ลุยเส้นทางกลางกรุงฯ เพื่อประกาศศักดา วอร์มความมั่นใจก่อนเกมจริง และร่วมมูเอาฤกษ์เอาชัยก่อนลุ้นศึกแดงเดือดที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 3 พฤษภาคมนี้

กิจกรรมครั้งนี้พานักขี่ทั้งหมด 22 คน แบ่งเป็นสาวกทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 11 คน และลิเวอร์พูล 11 คน เปรียบเสมือนผู้เล่นตัวจริงที่จะได้ลงสนามในแมตช์แดงเดือด โดยทั้งสองทีมเริ่มต้นภารกิจจากกิจกรรม “แดงเดือด Journey” ขี่ New Honda UC3 ไปตามเส้นทางเฉพาะของแต่ละทีม ผ่านโลเคชันที่ออกแบบมาให้แฟนบอลได้ “ขิง” และชิงความได้เปรียบทางใจกันแบบสุดพิกัด ก่อนจะมารวมตัวกันในช่วง FRIENDLY MATCH เพื่อแข่งขันภารกิจสุดมันส์ระหว่างสองทีม

สำหรับสาวกทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มเส้นทางของชาวปีศาจแดงด้วยเมนู “เป็ด” ในตำนาน ร่วมรับประทานเป็ดย่าง ณ ภัตตาคารพูลสิน จากนั้นขับขี่ New Honda UC3 ไปยังสวนลุมพินีเพื่อร่วมกิจกรรมถีบเรือเป็ดกลางสระน้ำ พร้อมเก็บโมเมนต์สนุก ๆ ในแบบทีมปีศาจแดง ด้านสาวกทีมลิเวอร์พูลบุกถึงถิ่นประตูผี เริ่มต้นที่ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี ร้านเด็ดระดับตำนาน เพื่อเติมพลังให้แฟนหงส์ได้รู้ว่า ถึงจะเป็น “ถิ่นผี” แต่ก็กินง่าย อร่อยได้ ไม่ต้องกลัว ก่อนเดินทางต่อไปยังวัดสุทัศนเทพวราราม บริเวณเสาชิงช้า เพื่อไหว้พระศรีศากยมุนี เสริมสิริมงคล ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายออกไปจากตารางพรีเมียร์ลีก

หลังจบเส้นทางแดงเดือด Journey ทั้งสองทีมได้เข้าสู่ช่วง FRIENDLY MATCH กิจกรรมแข่งขันที่นำสีสันของฟุตบอลมาเชื่อมโยงกับจุดเด่นของ New Honda UC3 ผ่าน 3 ภารกิจสนุก ได้แก่ Boost Kick การแข่งขันยิงจุดโทษด้วยรองเท้ายักษ์ สะท้อนสมรรถนะด้านอัตราเร่งของ UC3 ที่พุ่งไวและตอบสนองได้อย่างสนุกในการขับขี่ในเมือง, 1 Charge 1 Shot เกมเตะลูกฟุตบอลให้หยุดใกล้ตำแหน่ง 122 กม. มากที่สุด สื่อถึงจุดเด่นการขับขี่ที่สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 122 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และ Reverse Dribbling การแข่งขันเลี้ยงบอลถอยหลังผ่านเส้นทางที่กำหนด สะท้อนระบบช่วยถอยจอดที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถได้สะดวก คล่องตัว และมั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยผลการแข่งขันในครั้งนี้ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ เรียกความคึกคักและเสียงเชียร์จากแฟนบอลตลอดกิจกรรม

สำหรับแฟนบอลที่ไม่อยากพลาดค่ำคืนแห่งศักดิ์ศรี รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ชวนแฟนผีและเด็กหงส์รวมพลังเชียร์บิ๊กแมตช์แดงเดือด “MONOMAX WATCH PARTY: RED MATCH” ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ ลิเวอร์พูล พร้อมกระทบไหล่ 2 ตำนานดาวยิงระดับโลก “แอนดี โคล” และ “ร็อบบี ฟาวเลอร์” ในวันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ Mono Studio หรือร่วมส่งแรงเชียร์ทีมรักได้จากที่บ้าน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของค่ำคืนแดงเดือดที่แฟนบอลทั่วประเทศรอคอย

ติดตามข่าวสารของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: fb.com/hondamotorcyclethailand
IG: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

#ก้าวแรกของตัวจริงชิงแดงเดือด #NewHondaUC3 #TheUrbanFirstMovers #HondaEVMotorcycle #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda #Monomax #พรีเมียร์ลีก

CUB House by Honda พาเปิดประสบการณ์ Glamping ที่ญี่ปุ่น “Let’s Ride Over JAPAN 2026” ทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ลงสนาม Motegi ครั้งแรก

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า รวมพลชาว CUB House ออกเดินทางสู่ประเทศญี่ปุ่นเปิดประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสกับ “CUB House Let’s Ride Over JAPAN 2026: The Rise of a New Glamping Culture” ขับขี่รถจักรยานยนต์ CUB House กว่า 30 คัน บนเส้นทาง Tokyo – Kawagoe – Kusatsu – Nikko – Motegi ในทริปเอ็กซ์คลูซีฟ 6 วัน 5 คืน เมื่อวันที่ 16 – 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมกิจกรรมที่สนุกและได้ค้นหาไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ตลอดเส้นทาง


“CUB House Let’s Ride Over JAPAN 2026: The Rise of a New Glamping Culture” ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดประสบการณ์ขับขี่ในสนาม Twin Ring Motegi Circuit เป็นครั้งแรกของชาว CUB House ที่ได้ลองขี่ในสนามมาตรฐานระดับโลก พร้อมเยี่ยมชม Honda Collection Hall แหล่งรวมรถจักรยานยนต์ระดับตำนานของฮอนด้า และพิเศษยิ่งกว่ากับการเข้าชม CUB House Japan สาขา Saitama ที่ได้เปิดตัวเป็นทางการเป็นที่แรกของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา พร้อมชมความงดงามระหว่างขับขี่ผ่านเส้นทางชื่อดังอย่าง Japan Romantic Road และ Mount Haruna ท่ามกลางบรรยากาศซากุระ


เติมเต็มประสบการณ์ด้วยกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งแช่ออนเซ็นที่ Kusatsu สัมผัสธรรมชาติที่ Nikko National Park และน้ำตก Kegon สนุกกับ Mario Kart กลางกรุงโตเกียว และช้อปปิ้งในย่าน Shinjuku ก่อนปิดท้ายด้วย Glamping ระดับพรีเมียม ณ เมือง Tochigi ที่ผสานธรรมชาติเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างมีเอกลักษณ์


ทริปนี้ ไม่ใช่แค่ทริปท่องเที่ยว แต่คือประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟที่ออกแบบมาเพื่อเหล่าไบเกอร์ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ CUB House ที่รวมผู้ขับขี่จากหลากหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น Monkey, C125, CT125 และ DAX ที่มาร่วมแบ่งปันแพสชันเดียวกันบนเส้นทางพิเศษครั้งนี้ สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ จากเพจ CUB House เพื่อไม่พลาดประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในครั้งต่อไป

ติดตามกิจกรรมครั้งต่อไปจาก CUB House ได้ที่
เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th/cubhouse
เฟซบุ๊ก CUBhouse : fb.com/cubhousebyhonda
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : fb.com/hondamotorcyclethailand

#Monkey125 #C125 #CT125 #Dax125 ​
#CUBHouseRoadTrip2026 #RideOverJAPAN #CUBHouse #CUBHousebyHonda
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda

 

 

 

 

 

 

 

 

Royal Enfield เดินหน้าสร้างการเติบโตสู่ปีแห่งประวัติศาสตร์ ทำยอดขายสูงสุดทะลุ 1.2 ล้านคันทั่วโลก

Royal Enfield ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (Mid-size Motorcycle Segment) สร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ ด้วยยอดขายรวมทั่วโลก สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.2 ล้านคัน ในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 พร้อมทำสถิติ ยอดขายทะลุ 1 ล้านคันต่อปีเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ในขณะเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นหนึ่งในตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ โดยสามารถทำอัตราการเติบโตได้ถึง 8% และนับเป็นหนึ่งในปีที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค

ด้านตลาดต่างประเทศ Royal Enfield เติบโตอย่างโดดเด่น 23% ด้วยยอดรวม 131,316 คัน โดยมีแรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในอินเดียและตลาดโลก ควบคู่กับไลน์อัพรถจักรยานยนต์ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย รวมถึง ecosystem ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่อย่างรอบด้าน

เดินหน้าปีที่ 125 ด้วยการเติบโตที่มีความหมาย

คุณ มาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟิลด์ (Mr. Manoj Gajarlawar, Business Head for Asia Pacific markets – Royal Enfield) กล่าวว่า

“Royal Enfield ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานของตัวเองในทุก ๆ ปี และในปีนี้ เราสามารถสร้างยอดขายมากกว่า 1 ล้านคันได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน พร้อมทำสถิติใหม่ที่กว่า 1.2 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเรา ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เราเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ 8% และยิ่งมีความหมายมากขึ้นในปีที่เราฉลองครบรอบ 125 ปีของ ‘Pure Motorcycling’

เรายังคงให้ความสำคัญกับการขยายการเติบโตในกว่า 14 ประเทศในภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ผู้ขับขี่ ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่แตกต่าง ในปีถัดไป เราจะยังคงนำเสนอรถจักรยานยนต์ระดับโลก และพัฒนาคอมมูนิตี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

ไฮไลต์สำคัญปี 2568–2569

ฉลอง 125 ปีแห่งตำนาน “Pure Motorcycling”

ในโอกาสครบรอบ 125 ปี Royal Enfield ได้ร่วมเฉลิมฉลองช่วงเวลาสำคัญนี้ในงาน EICMA 2025 พร้อมนำเสนอไลน์อัพใหม่ที่ผสานเอกลักษณ์ความคลาสสิกเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Classic 650 รุ่นพิเศษครบรอบ 125 ปี, Himalayan Mana Black Edition ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะทาง และ Bullet 650 ที่ปลุกตำนานไอคอนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ขยายตลาดใหม่ รับดีมานด์ที่เติบโต

เพื่อรองรับการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Royal Enfield ยังได้ประกาศขยายตลาดเข้าสู่ฮ่องกงและไต้หวัน โดยเปิดโชว์รูมแฟลกชิปในย่าน Chai Wan ของฮ่องกง และเปิดโชว์รูมแห่งแรกในเมือง Hsinchu ของไต้หวัน ผ่านความร่วมมือกับ Taikoo Motors ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เสริมทีมผู้นำระดับภูมิภาค

ในด้านการบริหารองค์กร บริษัทได้แต่งตั้ง คุณ มาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โรยัล เอ็นฟิลด์ (Mr. Manoj Gajarlawar, Business Head for Asia Pacific markets – Royal Enfield) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในตลาดโลก

กวาดรางวัลในหลายประเทศ

Royal Enfield ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ผ่านรางวัลสำคัญในหลายประเทศ โดยในประเทศไทย Super Meteor 650 คว้ารางวัล Best Cruiser in Middle Weight จากงาน Thailand Bike of the Year 2026 ขณะที่ในมาเลเซีย Guerrilla 450 ได้รับรางวัล Best Modern Classic Bike of the Year และในรัสเซีย รถ Custom “Cor Ferro” ซึ่งพัฒนาจาก Super Meteor 650 สามารถคว้ารางวัลอันดับ 1 ในกลุ่ม Metric category และอันดับ 2 ในกลุ่ม Freestyle

Custom Builds สะท้อนตัวตนแบรนด์

ในด้านงานคัสตอม Royal Enfield ได้เปิดตัวผลงานที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น “VITA” และ “Carolina Reaper” ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึง “Urban Striker” ในประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นบน Guerrilla 450 Apex โดย Apollo Garage

ขยายธุรกิจ Rental & Touring อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ Royal Enfield ยังเดินหน้าขยายธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและการเช่ารถ โดยมีรถมากกว่า 400 คันให้บริการผ่านผู้ประกอบการในหลายประเทศ เช่น ไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กัมพูชา และมองโกเลีย ซึ่งมีการเลือกใช้รถในกลุ่ม 350cc, 450cc และ 650cc ให้เหมาะสมกับภูมิประเทศที่หลากหลาย

ยกระดับประสบการณ์ลูกค้าระยะยาว

ในด้านประสบการณ์การเป็นเจ้าของ Royal Enfield ยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนา aftersales อย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระดับภูมิภาคในประเทศไทย เพื่อยกระดับทักษะของช่างเทคนิค และเสริมความสามารถด้านการวิเคราะห์และการวินิจฉัยในระดับสากล

สร้างวัฒนธรรมการขับขี่ผ่าน Community

ขณะเดียวกัน Royal Enfield ยังคงเดินหน้าสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีคอมมูนิตี้มากกว่า 100 กลุ่ม และมีผู้ขับขี่กว่า 15,000 คนเข้าร่วมกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น Tour of Thailand, Tour of Tasmania และ Coastal Trails รวมถึงการจัดกิจกรรม “Ride & Camp” เป็นครั้งแรกในมาเลเซีย และการสร้างสถิติการรวมตัวของผู้ขับขี่กว่า 800 คนที่ Sepang Circuit

ไม้คิว-เกียรติศักดิ์ ประเดิมโพเดี้ยม ศึก Rookies Cup สนามแรก Jerez

การแข่งขัน MotoGP Rookies Cup2026 สนามแรก ณ Circuito De Jerez ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 25 เมษายนที่ผ่านมา ไม้คิว เกียรติศักดิ์ สิงหพงศ์ #85 Honda Racing Thailand เริ่มการแข่งขันจากแถว 2 กริดสตาร์ที่ 4

หลังจากผ่านโค้งแรก ไม้คิวขยับขึ้นมาอยู่ในอับดับที่ 2 ทันที และ เปิดฉากดวลเร็วท่ามกลางความสภาพแทรคที่เปียกชื้นก่อนที่จะเข้าเส้นชัยอันดับที่ 3 ประเดิม โพเดี้ยมแรกให้ตัวเองได้สำเร็จ

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #Motorsport #RoadToMotoGP #TheNextSuccessor #RookiesCup #Maikiw #Maikiw85 #KS85

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #Motorsport #RoadToMotoGP #TheNextSuccessor #RookiesCup #Maikiw #Maikiw85 #KS85

“ไบร์ท-เตชินท์” ฟอร์มเดือด! ออกสตาร์ต แถวหน้า ศึก เอ็มเอฟเจ ออลล์ เจแปน โร้ด เรซ แชมเปี้ยนชิพ ซูโกะ ราวด์ 

นักแข่งดาวรุ่งจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ (Honda Racing Thailand) ลุยแพ็คคู่ทำผลงานในรอบคัดเลือกของการแข่งขันศึก เอ็มเอฟเจ ออลล์ เจแปน โร้ด เรซ แชมเปี้ยนชิพ 2026 สนามแรก ซูโกะ ราวด์ ณ สนามสปอร์ตแลนด์ ซูโกะ เมือง มิยากิ ประเทศญี่ปุ่น

รอบควอลิฟายเพื่อจัดลำดับการออกสตาร์ต “ไบร์ท” เตชินท์ อินทร์อภัย เจ้าของรถ Honda NSF250R หมายเลข 14 ฟอร์มสุดเดือดบิดทำเวลา 01:34.150 นาที คว้ากริดสตาร์ตลำดับที่ 2 เป็นรองนักแข่งเจ้าถิ่นที่ได้ตำแหน่งโพลโพสซิชั่นเพียง 0.787 วินาทีเท่านั้น ขณะที่ “มะมาย” ปองคุณ เอี่ยมน้อย หมายเลข 27 แรงไม่แพ้กันทำเวลา 01:35.152 นาที คว้ากริดสตาร์ตลำดับที่ 8 จากนักแข่งทั้งหมด 20 คน

“ไบร์ท-เตชินท์” และ “มะมาย-ปองคุณ” จะมีโปรแกรมลงแข่งขัน ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 เวลา 11.00 น.

แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #RoadToMotoGP #Motorsport #AllJapan #PA27 #TA14

Royal Enfield เปิดตัว ‘Urban Striker’ – โปรเจกต์คัสตอม Guerrilla 450 สุดดุดันสไตล์นักสู้

Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) ประกาศเปิดตัวผลงานคัสตอมรุ่นล่าสุด “Urban Striker” ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นบนพื้นฐานของ Guerrilla 450 รุ่นปี 2026 โดยเป็นผลงานจากฝีมือของ Apollo Garage ประเทศไทย พร้อมกันนี้ Royal Enfield ยังได้ร่วมกับ Fairtex เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งนี้ด้วยไลน์สินค้าพรีเมียมและเครื่องแต่งกายสุดพิเศษกับนิยามแห่งจิตวิญญาณนักสู้บนท้องถนน

Urban Striker พัฒนามาจาก Guerrilla 450 ปี 2026 ซึ่งเป็นรถที่ถ่ายทอดนิยามของสตรีทโรดสเตอร์ได้เฉียบคมและทรงพลัง ชื่อ “Urban Striker” สะท้อนถึงจิตวิญญาณแบบ Guerrilla ของ Royal Enfield และ DNA นักสู้มวยไทยของ Fairtex โดยตัวรถเป็นสัญลักษณ์ของทัศนคติที่ขบถ ไม่เกรงกลัวใคร และเปี่ยมด้วยพลังของโลกสตรีท
  • ‘Urban’: เชื่อมโยงตัวรถเข้ากับไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ ที่การเคลื่อนไหว สไตล์ และทัศนคติคือตัวตนของผู้ขับขี่

  • ‘Striker’: จับเอาแก่นแท้ของความแม่นยำ ความดุดัน และพลังที่ควบคุมได้ในแบบฉบับมวยไทยมาไว้บนตัวรถ

ดีไซน์และการออกแบบ

Urban Striker สะท้อนรูปลักษณ์ที่ดิบและเน้นการใช้งานบนท้องถนน ตกแต่งด้วยสีพิเศษจากการคอลแลบบอเรชัน และติดตั้งแฮนด์แบบจับโช้ค (Clip-on) เพื่อสร้างท่านั่งที่ดุดัน เปรียบเสมือนความคล่องแคล่วและจดจ่อของนักมวยไทย งานสร้างนี้คือประจักษ์พยานถึง DNA ของทั้งสองแบรนด์ในด้านความแม่นยำ ความดุดัน และความแท้จริง

คุณมาโนจ กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Royal Enfield กล่าวถึงการร่วมมือครั้งนี้ว่า “Royal Enfield เป็นแบรนด์ที่ไม่เพียงแต่นำเสนอรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลก แต่ยังรวมถึงระบบการขับขี่ทั้งหมดสำหรับลูกค้า การเดินทางของเราถูกกำหนดด้วยการส่งมอบประสบการณ์ ‘Pure Motorcycling’ ผ่านมอเตอร์ไซค์ที่ทนทานและประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุด เราจึงมองหาประสบการณ์และแบรนด์ที่สอดคล้องกับเรา และด้วยแนวคิดนี้ทำให้เราจับมือกับ Fairtex พร้อมอวดโฉมรถคัสตอมบนพื้นฐานของ Guerrilla 450 ซึ่งช่วยให้เราใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทยให้มากขึ้นด้วย”

พรีเมียมคอลเลกชัน Royal Enfield x Fairtex

การคอลแลบบอเรชันครั้งนี้หยั่งรากมาจากระเบียบวินัย ความแม่นยำ ความคล่องตัว และพลังที่ควบคุมได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของ “Urban Fighter” สินค้า Limited Edition นี้ประกอบด้วย

  • กราฟิกบนถังน้ำมัน องค์ประกอบหลักที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการพริ้วไหวของผ้าซาตินบนกางเกงมวยไทยขณะที่นักสู้เตรียมก้าวขึ้นสังเวียน สื่อถึงความสง่างามและความเข้มข้นของกีฬานี้

  • สัญลักษณ์แห่งความภูมิใจ ตรงกลางถังน้ำมันประดับอักษรคำว่า “มวยไทย” เพื่อเชิดชูศิลปะการต่อสู้ประจำชาติและสะท้อนมรดกของแบรนด์ Fairtex ในระดับสากล

รายละเอียดสินค้าในคอลเลกชัน

  • นวมชกมวย (Boxing Gloves) ผลิตจากหนัง Microfiber คุณภาพสูง น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม และมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย มาตรฐานระดับโลก ราคา 5,500 บาท

  • กางเกงมวยไทย (Muay Thai Shorts) ผลิตจาก Micro Satin เกรดพรีเมียมตามมาตรฐานอาชีพ ซับในด้วยผ้าคอตตอนเนื้อนุ่มและงานปักสั่งทำพิเศษ ราคา 1,500 บาท

  • เสื้อยืด (T-shirts) ผลิตจาก Premium Cotton C20 100% สวมใส่สบายและมีความทนทานสูง ราคา 1,200 บาท

ช่องทางการจัดจำหน่าย เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ผ่านทาง www.fairtex.com, Fairtex Official Store บน Shopee และ Lazada รวมถึงร้าน Flagship Store ในกรุงเทพฯ, ภูเก็ต, สมุย, หัวหิน, เชียงใหม่ และ Fairtex Training Center พัทยา

Dickies® x Harley-Davidson® กลับมาอีกครั้งกับคอลเลกชัน “Built to Outlast”

 Dickies และ Harley-Davidson กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับการสร้างสรรค์คอลเลกชันเครื่องแต่งกายลิมิเต็ดเอดิชัน “Built to Outlast” คอลเลกชันนี้นำเอาความแกร่งแบบต้นตำรับของเวิร์กแวร์อเมริกัน ผสานเข้ากับความดิบเท่ของวิถีไบเกอร์ได้อย่างชัดเจน ออกมาเป็นคอลเลกชันที่พร้อมสำหรับการใช้ลุยงานหนัก สวมใส่ได้จริง

โดยได้แรงบันดาลใจจากช่วงปฏิวัติอุสาหกรรมของอเมริกา (Industrial Heritage) คอลเลกชันนี้จึงนำความทนทานอันเป็นเอกลักษณ์ของ Dickies มาผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งความท้าทายและอิสระของ Harley-Davidson ได้อย่างลงตัวเกิดเป็นแฟชันไอเท็มที่สร้างขึ้นเพื่อผู้คนที่ทุ่มเทเต็มที่กับทุกงาน พร้อมลุยในทุกเส้นทางด้วยสไตล์อันโดดเด่น สะท้อนตัวตนอย่างชัดเจน พร้อมลุยในทุกเส้นทางด้วยสไตล์อันโดดเด่น สะท้อนตัวตนอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดความสำเร็จจากคอลเลกชันแรกที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว ในคอลเลกชันใหม่นี้ ได้นำเอาไอเท็มมยอดนิยมอย่าง Eisenhower Jacket แจ็กเก็ตทรงซิกเนเจอร์ และ Original 874® กางเกง Workwear ยอดนิยมมาปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมเติมความสดใหม่ไอเท็มเดนิมที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกอย่าง Boxy Denim Jacket  Denim Vest และอื่น ๆอีกมากมาย โดยมีให้เลือกทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง และทุกชิ้นสะท้อนตัวตนที่ชัดเจน ซึ่งหลอมรวม จิตวิญญาณทั้งคนทำงานและนักบิดให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ไฮไลต์ในคอลเลกชันนี้ ประกอบด้วย

Dickies x H-D® Quilted Lined Eisenhower Jacket  ซิลลูเอทไอคอนของ Dickies ที่กลับมาในเวอร์ชันใหม่สไตล์ Harley-Davidson ผลิตจากผ้าทวิลรีไซเคิลเนื้อหนา พร้อมซับในบุผ้านวมเพื่อเพิ่มความอบอุ่น โดดเด่นด้วยรายละเอียดที่รองรับทั้งการใช้งานและการสวมใส่ในการขี่รถอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Action Back, แขนเสื้อทรงโค้งรับสรีระ, ซิปหน้าสองทาง, ห่วง D-ring ที่กระเป๋าหน้าอกด้านใน และปกเสื้อแบบซ่อนกระดุมที่ไม่ปลิวขณะขับขี่มอเตอร์ไซค์ ไอเท็มที่สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิงชิ้นนี้ยังตกแต่งด้วยลวดลายกราฟิกที่ถ่ายทอดจุดเริ่มต้นและเรื่องราวอันยาวนานของสองแบรนด์ระดับตำนานได้อย่างลงตัว

Dickies x H-D® Denim Carpenter Pant สไตล์และความสบายที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกของการทำงาน กางเกงรุ่นนี้ใช้ผ้าเดนิมคอตตอน 100% น้ำหนัก 400 กรัม ซึ่งเป็นผ้าเนื้อแน่นคุณภาพสูง ผ่านกระบวนการล้างและฟอกเพื่อเพิ่มความนุ่มสบายในการสวมใส่ มาในทรงเอวสูงหลวมสบายให้ความเป็น unisex ใส่ได้ทั้งชายและหญิง ตัวกางเกงถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความทนทานเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น หูเข็มขัดแบบกว้าง ที่ช่วยเพิ่มการรองรับ, การเสริมชิ้นผ้าบริเวณด้านหน้าของขากางเกง และกระเป๋าหลายจุดที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มที่พร้อมเติมรายละเอียดโลโก้ร่วมของทั้งสองแบรนด์อย่างเรียบเท่ เพื่อให้เป็นไอเท็มที่สามารถหยิบมาสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

Dickies x H-D Boxy Denim Jacket ถ่ายทอดสไตล์เวิร์กแวร์ที่ผสานกลิ่นอายสายไบเกอร์ไว้อย่างลงตัว ผลิตจากผ้าเดนิมคอตตอน 100% น้ำหนัก 400 กรัม พร้อมซับในผ้าโพลีเอสเตอร์ถักเนื้อละเอียด เพื่อความสบายในการสวมใส่ มาในทรงบ๊อกซี่ สวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง โดดเด่นด้วยแถบปิดซิปหน้าแบบซ่อนกระเป๋าปะด้านหน้าสอดมือได้สองทางพร้อมหมุดโลหะ และปกเสื้อแบบซ่อนกระดุมสแนป เสริมด้วยลวดลายกราฟิกพิเศษที่สะท้อนตัวตนของทั้งสองแบรนด์ รวมถึงลวดลายโค้งด้านหลังที่ได้แรงบันดาลใจจากชุดแข่ง Harley-Davidson ในยุค 1930

Dickies x H-D Denim Vest สไตล์เวิร์กแวร์ที่ไม่มีวันตกยุคถูกถ่ายทอดผ่าน Dickies x H-D Denim Vest เสื้อกั๊กเดนิมรุ่นนี้ผลิตจากผ้าเดนิมคอตตอน 400 กรัม เนื้อหนา ผ่านกระบวนการล้างและฟอกเพื่อให้เนื้อผ้านุ่มสวมใส่สบาย มาในทรงพอดีตัว คอวี ชายเสื้อตรง และสวมใส่ได้ทั้งชายและหญิง พร้อมรายละเอียดกระเป๋าปะด้านหน้าที่สอดมือได้สองทาง ตกแต่งด้วยหมุดโลหะ เพิ่มทั้งความแข็งแรงและมิติให้กับตัวเสื้อ ขณะที่ด้านหน้าตกแต่งด้วยแผ่นปักลายพิเศษของทั้งสองแบรนด์อย่างเรียบเท่ ช่วยเติมภาพลักษณ์คลาสสิกและเอกลักษณ์ของการร่วมงานครั้งนี้ได้อย่างลงตัว

Dickies x H-D Winged Bar & Shield Ribbed Tank ช่วยคลายร้อนให้สบาย พร้อมคงลุคเท่ในแบบของตัวเองได้อย่างลงตัวกับ Dickies x H-D Winged Bar & Shield Ribbed Tank เสื้อกล้ามรุ่นนี้ผลิตจากผ้าคอตตอน 100% ที่ระบายอากาศได้ดี โดยเนื้อผ้าเป็นพื้นผิวแบบริ้วที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวเสื้อ มาในทรงสั้นเล็กน้อย โดดเด่นด้วยรายละเอียดโลโก้เอกลักษณ์ของ Dickies และโลโก้ Harley-Davidson Silver Wing จากยุคทศวรรษ 1930

คอลเลกชัน Dickies x Harley-Davidson “Built to Outlast” จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2569 ผ่านทาง harley-davidson.com และ dickies.com รวมถึงผู้จำหน่าย Harley-Davidson ที่ร่วมรายการ

ติดตามข่าวสารล่าสุดของ Harley-Davidson ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียได้ที่

www.harley-davidson.com

FB: @HarleyDavidsonAsia

IG: @HarleyDavidson_Asia

YT: Harley-Davidson Asia

TikTok: @HarleyDavidson_Asia 

LINE Official: @HarleyDavidsonTH

#HarleyDavidsonAsia #UnitedWeRide

ไทยเตรียมกระหึ่ม! แถลงใหญ่ “Asia Road Racing 2026” ปรับกติกาใหม่การันตีมันส์ทุกโค้ง ยกระดับสู่แพลตฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในทวีป

การกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับ ทู วีลส์ มอเตอร์ เรซซิ่ง ประเทศมาเลเซีย แถลงข่าวการจัดการแข่งขันศึกสองล้อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเชีย ฤดูกาล 2026 ภายใต้แนวคิด ‘One Asia One Champion’ เฟ้นหาที่สุดนักบิดเอเชีย ปรับกติกาใหม่เน้นการต่อสู้ที่เท่าเทียม การแข่งขันที่สูสีและคาดเดายากมากขึ้น มีการชิงจังหวะ สู้กันแบบล้อต่อล้อ สู่แพลตฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในภูมิภาค

งานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบรายการสุดยิ่งใหญ่แห่งทวีป รายการ “Asia Road Racing Championship (ARRC) ฤดูกาล 2026” จัดต่อเนื่องในประเทศไทยเป็นปีที่ 12 โดยไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ 2 สนามสำคัญ ได้แก่ สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤษภาคม และสนามสุดท้ายของฤดูกาล (Season Finale) พร้อมพิธีฉลองแชมป์ประจำปีในวันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2569 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายในงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจากภาครัฐ-เอกชน เบื้องหลังความสำเร็จมอเตอร์สปอร์ตไทย นำโดย การกีฬาแห่งประเทศไทย, น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ร่วมประกาศความพร้อมและการผลักดันไทยสู่การเป็น Motorsport Hub ของเอเชีย

พร้อมเปิดตัวทัพนักบิดไทยที่เตรียมลงล่าแชมป์ในฤดูกาลนี้ นำโดย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ในรุ่นใหญ่ ASB1000, “ตี” อนุภาพ ซามูล รวมถึงสองดาวรุ่ง “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว และ “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ ในรุ่น SS600 ขณะที่ “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ และ “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร ลงแข่งขันเต็มฤดูกาลในรุ่น AP250 และยังมี “กัส” ธีรไนย ทับทิม ที่ได้สิทธิ์ไวลด์การ์ดลงแข่งในรุ่น AP250 ในสนามประเทศไทย

นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย(กกท.) กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและระดับทวีป โดยความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันศักยภาพของประเทศในทุกด้าน กกท. มองว่า Asia Road Racing เป็น “แพลตฟอร์มสำคัญ” ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Motorsport Hub ของเอเชียอย่างแท้จริง ผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ การพัฒนานักแข่ง พัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาทั้งระบบ และยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอีเวนท์กีฬาระดับสากลและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ด้านรอน ฮอค (Ron Hogg) ประธาน ทู วีลส์ มอเตอร์ เรซซิ่ง เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขัน กล่าวว่า สำหรับฤดูกาล 2026 ได้มีการเปลี่ยนกติกาใหม่ ภายใต้แนวคิด “Level Playing Field” (ความเท่าเทียมในการแข่งขัน) หลังจาก ARRC เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านจำนวนทีมแข่งจากนานาชาติและความเข้มข้นของนักบิด จึงปรับสมดุลกติกา เพื่อควบคุมให้สมรรถนะของรถมีความใกล้เคียงกัน และลดช่องว่างระหว่างทีมในแง่ของงบประมาณ เพื่อให้ผลการแข่งขันถูกตัดสินด้วยฝีมือของนักแข่ง แท็กติกในสนาม และการทำงานของทีม มากกว่าความได้เปรียบด้านเทคนิค แฟนมอเตอร์สปอร์ตจะได้เห็นการแข่งขันที่สูสีและคาดเดายากมากขึ้น มีการชิงจังหวะ สู้กันแบบล้อต่อล้อ ชนิดหายใจรดต้นคอและแลกกันในทุกโค้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ทีมโรงงานและทีมอิสระสามารถแข่งขันกันได้อย่างเท่าเทียมในระดับสูงสุด ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพิสูจน์ศักยภาพของนักบิดในฐานะดาวรุ่งระดับโลก และผลักดันให้ ARRC เติบโตเป็นแพลตฟอร์มการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดในภูมิภาคเอเชีย”

นายโรจนสิทธิ์ มีนิจสิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)โดยน้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง กล่าวถึงความพิเศษในปีนี้ว่า สำหรับกิจกรรมในปีนี้ ได้ยกระดับกิจกรรมเพิ่มความพิเศษมากขึ้น เพื่อแฟนมอเตอร์สปอร์ตโดยเฉพาะ ในแคมเปญ “Chang International Circuit Friend Plus” ด้วยการสะสมคะแนนจากการเข้าชมการแข่งขันที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ครอบคลุมหลายรายการตลอดปี เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษและลุ้นรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟในศึก MotoGP 2027 โดยรางวัลสูงสุดประกอบด้วยบัตร VIP Lounge โค้ง 12 โค้งตัดสินแชมป์, บัตร Paddock Pass และ PIT Lane Walk รวมถึงประสบการณ์ Meet & Greet กับนักแข่งระดับโลกแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษที่เงินหาซื้อไม่ได้ ทั้งนี้ แฟนความเร็วสามารถเริ่มสะสมคะแนนได้ตั้งแต่การแข่งขันสนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 8 – 10 พฤษภาคมนี้ พร้อมสนุกกับกิจกรรมพิเศษภายในสนามตลอดทั้งสุดสัปดาห์แข่งขัน

ด้านนายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวถึง ความสำเร็จของ ThaiGP ที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ชมที่ทำลายสถิติ ยังสร้างไวรัลรถตุ๊กตุ๊กไปทั่วโลก สะท้อนชัดว่ามอเตอร์สปอร์ตไทยกำลังเติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งระบบ โดยมีจุดแข็งเรื่อง “กิจกรรมเสริม” ที่ได้รับคำชื่นชมจากสื่อต่างชาติ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้มอเตอร์สปอร์ตเป็นมากกว่าการแข่งขัน พร้อมชี้ว่าการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ARRC ถึง 2 สนาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “One Asia One Champion” จะยกระดับการแข่งขันให้เป็นเวทีที่รวม “ที่สุดของนักแข่งเอเชีย” ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว แข่งขันกันภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อค้นหา “แชมป์ที่ดีที่สุดของทั้งทวีป” การที่มีนักแข่งไทยลงแข่งขันจำนวนมาก ไม่ได้เป็นเพียงการลงแข่งขันเพื่อเก็บประสบการณ์อีกต่อไป แต่นักแข่งไทย “เข้ามากำหนดทิศทางของการแข่งขัน” และเป็นตัวแปรสำคัญในการลุ้นแชมป์ สะท้อนศักยภาพของไทยที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญบนเวทีระดับนานาชาติ

การแข่งขันเอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ ดวลความเร็ว 4 รุ่นได้แก่ เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1000 ซีซี, ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี, เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี และ อันเดอร์โบน 150 ซีซี โดยแข่งขันทั้งสิ้น 6 สนาม ใน 3 ประเทศ ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 10 – 12 เมษายน ที่สนามเซปัง ฯ ประเทศมาเลเซีย, สนามที่ 2 ที่สนามช้างฯ ประเทศไทย วันที่ 8 – 10 พฤษภาคม, สนามที่ 3 โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 12-14 มิถุนายน, สนามที่ 4 รอการประกาศ, สนามที่ 5 เซปังฯ ประเทศมาเลเซีย วันที่ 11 – 13 กันยายน จบด้วยสนามปิดฤดูกาล ฉลองแชมป์ที่ ประเทศไทย วันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2569

แฟนความเร็ว ซื้อบัตรเข้าชมได้แล้ววันนี้ ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา ติดตามรายละเอียดส่วนลดจากผู้สนับสนุนอื่นๆได้ในเพจ Chang Circuit Buriram หรือรับชมผ่านระบบออนไลน์ ไลฟ์สตรีมมิ่งของเพจ Chang Circuit Buriram, เพจ Asia Road Racing Championship รวมถึงเพจและยูทูบ PPTV SPORTS ชมการถ่ายทอดสดทั้งในประเทศและเอเชีย โดยประเทศไทยรับชมผ่านช่อง PPTV HD 36, ต่างประเทศรับชมผ่านช่อง SPOTV, ช่อง Astro Arena และช่อง Star Sports