โมโตจีพีกระหึ่มไทย!  “อเล็กซ์” กดเวลาเร็วสุด เฉือน “มาร์ค” รั้งจ่าฝูงวันแรก

ทัพนักบิดระดับพระกาฬของโลกในศึก โมโตจีพี ลงโชว์ลีลาต่อหน้าแฟนความเร็วชาวไทยที่เดินทางเข้าสนามอย่างคึกคักในการทดสอบ “พรี-ซีซั่นเทสต์” วันแรก ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดย อเล็กซ์ มาร์เกซ รองแชมป์โลกจาก เกรซินี เรซซิ่ง ทะยานรั้งจ่าฝูงเหนือพี่ชายอย่าง มาร์ค มาร์เกซ จากทีมโรงงานดูคาติ ที่ล้มไปถึง 2 ครั้ง เพียง 0.129 วินาที ขณะที่นักบิดทุกคนทำเวลาสูสีอย่างมาก โดยอันดับ 1 ถึง 17 มีระยะห่างเพียง 1 วินาทีเท่านั้น ส่งสัญญาณความมันส์ระดับโลกในสนามแรกของฤดูกาลอย่าง “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์” ที่จะมีขึ้นในสุดสัปดาห์ข้างหน้า

ศึก โมโตจีพี 2026 เข้าสู่โปรแกรมการทดสอบ “พรี-ซีซั่นเทสต์” ครั้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ “บุรีรัมย์ เทสต์” โดยล่าสุดจบการทดสอบวันแรกที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

บรรยากาศในวันแรก นักบิดทุกคนจากทุกทีมทำงานกันอย่างหนัก ซึ่งในช่วงเช้า มาร์ค มาร์เกซ แชมป์โลกพรีเมียร์คลาส 7 สมัย จาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม พลาดล้มถึง 2 ครั้งที่โค้ง 12 และเจ้าตัวมีแผลถลอกที่แขนเล็กน้อย แต่ยังสามารถลงทดสอบต่อได้

ขณะที่นักบิดตัวหลักของทุกทีมกลับมากันครบ โดยเฉพาะ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร นักแข่งชาวฝรั่งเศสจาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี และ ฮอร์เก มาร์ติน นักบิดสแปนิชจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ที่ลงสนามเทสต์ร่วมกับทีมได้แล้ว ยังขาดเพียง เฟร์มิน อัลเดเกร์ นักบิดสแปนิชจาก เกรซินี เรซซิ่ง ที่อยู่ระหว่างพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บต้นขาซ้าย หลังเข้ารับการผ่าตัด โดยทีมส่ง มิเคเล ปีร์โร นักบิดทดสอบชาวอิตาเลียนลงเก็บข้อมูลแทน

โดยผลการทดสอบวันแรกปรากฏว่า อเล็กซ์ มาร์เกซ รองแชมป์โลกชาวสแปนิชจาก เกรซินี เรซซิ่ง ทะยานรั้งจ่าฝูงด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 29.262 วินาที เฉือนพี่ชายอย่าง มาร์ค มาร์เกซ จากทีมโรงงานดูคาติในอันดับ 2 เพียง 0.129 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ฟรานโก มอร์บิเดลลี นักบิดอิตาเลียนจาก วีอาร์46 เรซซิ่ง ทีม ตามหลังจ่าฝูง 0.189 วินาที

ด้าน มาร์โก เบซเซ็คคี นักบิดอิตาเลียนจาก อพริเลีย เรซซิ่ง ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 4 ด้วยเวลาตามหลังหัวแถว 0.200 วินาที โดยมี โยฮันน์ ซาร์โก จอมเก๋าชาวฝรั่งเศสจาก ฮอนด้า แอลซีอาร์ คาสตรอล ไต่ขึ้นมาอยู่ในท็อป 5 ด้วยเวลาตามหลังจ่าฝูง 0.205 วินาที ตามด้วย ราอูล เฟร์นันเดซ นักบิดสแปนิชจาก แทร็คเฮาส์ เรซซิ่ง ในอันดับ 6 ตามหลัง 0.224 วินาที

ส่วน มาเวริค บีญาเลส นักบิดสแปนิชจาก เคทีเอ็ม เทคทรี เป็นนักแข่งจาก เคทีเอ็ม ที่เร็วที่สุดในวันแรก รั้งอันดับ 8 หลังจากที่ลงมากดเวลาในช่วงท้ายวัน ตามหลังหัวแถว 0.278 วินาที ด้าน แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดออสเตรเลียนจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี เร็วที่สุดของ ยามาฮ่า รั้งอันดับ 17 ตามหลัง 1.063 วินาที ตามด้วย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ที่เจอปัญหาเครื่องยนต์เล่นงานในวันแรก จบด้วยอันดับ 18 ตามหลัง 1.245 วินาที

ขณะที่กลุ่มนักบิดหน้าใหม่หรือ “รุกกี้” ยังคงต้องเจองานหนักในการทดสอบวันแรก โดย ดิโอโก้ โมเรร่า นักบิดดาวรุ่งชาวบราซิเลียนจาก แอลซีอาร์ ฮอนด้า รั้งอันดับ 11 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 30.953 วินาที ตามหัวแถวถึง 1.691 วินาที ส่วน โทปรัค ราซกัตลิโอกลู นักบิดเติร์กจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี รั้งอันดับ 21 ตามหัวแถว 2.312 วินาที

สำหรับ การทดสอบ “พรี-ซีซั่น เทสต์” จะยังคงมีขึ้นอีก 1 วัน ในวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์นี้ ก่อนที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ จะทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันสนามแรกของปี ในศึก พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ –  1 มีนาคมนี้

ไทยฮอนด้า น้อมถวายพวงมาลา ถวายสักการะ เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด นำโดย ดร.อารักษ์ พรประภา ประธาน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร พนักงาน และตัวแทนร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และน้อมวางพวงมาลาถวายสักการะ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย พร้อมจักร่วมสืบสานพระราชปณิธานอันทรงคุณค่าให้ดำรงมั่นสืบไปตราบนิจนิรันดร์

Kawasaki เปิดตัว All-New KLE500 ปลุกตำนาน Adventure Touring คืนชีพสู่สมรภูมิอย่างยิ่งใหญ่

Kawasaki สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ในตลาดรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์ พร้อมรุกขยายไลน์อัปในเซกเมนต์ Middleweight Adventure Touring ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลกและประเทศไทย ด้วยการเปิดตัว All-New KLE500 (รุ่นปี 2026) รถแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่ผสานจิตวิญญาณของตำนานเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “KAWASAKI’S INVITATION TO GENUINE ADVENTURE” — “บัตรเชิญสู่โลกการผจญภัยที่แท้จริง” เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เข้าถึงง่าย ควบคุมได้มั่นใจ และพร้อมลุยได้จริงในทุกเส้นทาง

รถ Adventure ที่เข้าถึงได้จริง

All-New KLE500 ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น สะพานเชื่อมระหว่างการใช้งานในชีวิตประจำวันและการผจญภัยนอกเส้นทางตอบโจทย์ตั้งแต่นักขี่ที่ต้องการรถแอดเวนเจอร์คันแรก ไปจนถึงผู้ที่มองหารถ Touring ที่พร้อมพาออกถนนได้อย่างมั่นใจ
ตัวรถมีน้ำหนักเบา ควบคุมง่าย ขี่ได้ในชีวิตประจำวัน และลุยทางไกลในวันหยุด

มรดกจากปี 1991 สู่การกลับมาของตำนาน

KLE500 ถือกำเนิดครั้งแรกในปี 1991 จากการนำเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง ของ GPZ500 มาปรับจูนให้ใช้งานได้หลากหลาย จนกลายเป็นรถ “Dual-Purpose” ที่ได้รับความนิยมยาวนานกว่า 15 ปี
ตลอด 15 ปีบนสายพานการผลิต KLE500 พิสูจน์ตัวเองในฐานะรถที่ไว้ใจได้และเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ จนกระทั่งยุติการผลิตในปี 2007 เพื่อส่งไม้ต่อให้ตระกูล Versys และ KLR  การกลับมาในปี 2026 คือการนำ จิตวิญญาณดั้งเดิม มาตีความใหม่ ให้สอดคล้องกับการใช้งานของนักขี่ในยุคปัจจุบัน

แนวคิดการออกแบบ: Invitation to Genuine Adventure “บัตรเชิญสู่โลกการผจญภัยที่แท้จริง”

ดีไซน์สไตล์ Rally-Inspired ถ่ายทอดความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานจริง ตั้งแต่ชิลด์หน้าทรงสูงที่ปรับระดับได้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันลม ถังน้ำมันทรงเพรียวที่ออกแบบให้ผู้ขับขี่ขยับตัวและยืนควบคุมรถได้สะดวก ล้อซี่ลวดขนาด 21”/17” ที่พร้อมรองรับเส้นทางออฟโรด ไปจนถึงแฟริ่งด้านหน้าทรง Tall Front Cowl และแผงชิลด์ใสสไตล์ Rally ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและภาพลักษณ์สายลุยอย่างชัดเจน สะท้อนสัดส่วนตัวรถที่เอื้อต่อการยืนขี่และควบคุมรถบนเส้นทางฝุ่นได้อย่างมั่นใจ

Executive Quote

“การกลับมาของ KLE500 ในครั้งนี้ คือเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นครั้งใหม่ของคาวาซากิ ประเทศไทย ในการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น นอกเหนือจากการส่งมอบรถจักรยานยนต์มาตรฐานโลก ที่สามารถใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อทั้งบนถนนในชีวิตประจำวันและเส้นทางฝุ่นที่ท้าทาย เรายังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งมอบความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งาน ด้วยการ ปรับโครงสร้างราคาอะไหล่บำรุงรักษาให้สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของเราที่อยากให้ลูกค้าทุกคนสนุกกับทุกการเดินทาง และภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวคาวาซากิครับ”
— Director of Kawasaki Sales and Marketing Division, Mr. Yusuke Shimada

จุดเด่นผลิตภัณฑ์

1. Best Package for Off-Pavement Exploration

ออกแบบเพื่อการขับขี่นอกเส้นทางอย่างแท้จริง มอบความมั่นใจและการควบคุมที่เหนือกว่าในทุกสภาพพื้นผิวถนน

• ระบบกันสะเทือนหน้า KYB แบบหัวกลับ ทำงานร่วมกับ New Uni-Trak ด้านหลัง พร้อมระยะยุบสูงถึง 210 มม. / 196 มม. ช่วยซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มเสถียรภาพและความนุ่มนวลเมื่อขับขี่บนเส้นทางออฟโรด

• น้ำหนักรถเพียง 194 กก. (Curb mass) ทำให้ควบคุมรถได้ง่าย คล่องตัวทั้งขณะลุยทางฝุ่นและการใช้งานในชีวิตประจำวัน

• ระยะความสูงใต้ท้องรถ 185 มม. ช่วยให้ผ่านอุปสรรคหรือพื้นผิวขรุขระได้อย่างมั่นใจ ลดโอกาสกระแทกใต้ท้องรถในเส้นทางสมบุกสมบัน

2. Rally-Inspired Style

สะท้อน DNA สายลุยจากรถแข่ง Rally ผสานดีไซน์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง

• ล้อซี่ลวดขนาด หน้า 21” / หลัง 17” ช่วยเพิ่มความสามารถในการซับแรงสะเทือนและยึดเกาะพื้นผิวที่หลากหลาย เหมาะทั้งทางเรียบและทางฝุ่น

• องค์ประกอบดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถ Rally-Raid เสริมภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง พร้อมฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการผจญภัยระยะไกลในเส้นทางออฟโรดได้อย่างมั่นใจ

• สัดส่วนตัวรถและเส้นสายแฟริ่งถูกออกแบบให้เอื้อต่อการเคลื่อนไหวของผู้ขับขี่ ช่วยให้ยืนควบคุมรถและถ่ายน้ำหนักได้อย่างเป็นธรรมชาติในเส้นทางออฟโรด

3. Touring Comfort & Practicality

พร้อมรองรับการเดินทางไกล ด้วยความสบายและความอเนกประสงค์ในทุกทริป

• ถังน้ำมันความจุ 16 ลิตร ผสานอัตราสิ้นเปลืองที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มระยะทางต่อการเติมหนึ่งครั้ง รองรับการเดินทางระยะไกลได้อย่างต่อเนื่อง

• ท่านั่งแบบหลังตรง Upright Riding Position ลดความเมื่อยล้า เพิ่มความสบายทั้งการขับขี่ในเมืองและทริปทัวริ่งหลายชั่วโมง

• โครงสร้างท้ายรถที่แข็งแรง รองรับการติดตั้งกระเป๋าข้างและ Top case พร้อมกัน เพิ่มขีดความสามารถในการบรรทุกสัมภาระสำหรับการเดินทางผจญภัย

สมรรถนะและเทคโนโลยี

ขุมพลัง 2 สูบ เรียง 451 ซีซี DOHC 8 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 52 PS และแรงบิด 42.6 นิวตันเมตร
ปรับจูนให้ตอบสนองนุ่มนวลในรอบต่ำ-กลาง และให้พละกำลังต่อเนื่องสำหรับการเดินทางไกลที่สนุกเร้าใจยิ่งขึ้น

  • ระบบ Assist & Slipper Clutch ช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นทั้งบนถนนและทางฝุ่น
  • Swichable ABS เลือกเปิด-ปิด ABS ได้ตามลักษณะเส้นทางและการใช้งาน
  • RIDEOLOGY THE APP MOTORCYCLE เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน ดูข้อมูลรถ บันทึกเส้นทาง และการแจ้งเตือนต่าง ๆ

การควบคุมและสรีรศาสตร์

เฟรม Trellis น้ำหนักเบาเพียง 19 กก. ช่วยให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เสริมความมั่นใจในการควบคุมทั้งขณะขับขี่และจอดหยุดนิ่ง ท่านั่งถูกออกแบบตามหลัก Ergonomics ให้สมดุลระหว่างความสบายและการควบคุม พร้อมความสูงเบาะ 870 มม. ที่เอื้อต่อการวางเท้าและการทรงตัว รองรับผู้ขับขี่หลากหลายสรีระ รวมถึงผู้เริ่มต้นขับขี่ในกลุ่ม Adventure อีกทั้งยังมีอุปกรณ์เสริมเบาะต่ำให้เลือก เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมรถในทุกสถานการณ์

มาตรฐานการผลิต

All-New KLE500 ผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก สะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับสากล และบทบาทสำคัญของประเทศไทยในกลยุทธ์ Global Production ของ Kawasaki

รุ่นและอุปกรณ์ (Model Line-up)

KLE500 มีให้เลือกทั้งรุ่น Standard ที่ครบครันสำหรับการใช้งานรอบด้าน และรุ่น SE ที่เพิ่มอุปกรณ์สายลุยและความสะดวกสบาย อาทิ ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ Hand guard เสริมโครง Skid plate ขนาดใหญ่ และหน้าจอ TFT สี เพื่อรองรับการเดินทางผจญภัยได้เต็มรูปแบบยิ่งขึ้น

อุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมใน KLE500 SE

• ชิลด์หน้าขนาดใหญ่พิเศษ (Large Windshield)
เพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันลม เหมาะกับการเดินทางไกลและความเร็วสูง

• การ์ดแฮนด์ (Hand Guards) 
ช่วยป้องกันมือจากลม เศษหิน และกิ่งไม้ เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ออฟโรด

• Skid Plate ขนาดใหญ่
เสริมการปกป้องเครื่องยนต์และใต้ท้องรถ เมื่อต้องเผชิญเส้นทางสมบุกสมบั

• หน้าจอแสดงผล TFT สี 4.3 นิ้ว
แสดงข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน พร้อมภาพกราฟิกคมชัด เพิ่มความพรีเมียมในการใช้งาน

• ไฟส่องสว่าง LED รอบคัน (เฉพาะอุปกรณ์เสริมบางรายการใน SE)
เสริมทัศนวิสัยและภาพลักษณ์สไตล์ Rally

ราคาและการจำหน่าย

All-New KLE500 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมวางจำหน่ายใน 2 รุ่นย่อย ได้แก่

• KLE500 ราคา 199,000 บาท
• KLE500 SE ราคา 219,000 บาท

ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว

ในช่วงเปิดตัว Kawasaki จัดข้อเสนอพิเศษสำหรับผู้จองและออกรถตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ ถึง 31 มีนาคม2569 โดยมีรายละเอียดดังนี้

• คูปองเงินสดมูลค่า 3,000 บาท
• ฟรีประกันภัยชั้น 1
• เรทดอกเบี้ยพิเศษ  3.69 %

หมายเหตุ: เงื่อนไขและระยะเวลาโปรโมชั่นเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

All-New KLE500 พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ ที่ผู้แทนจำหน่าย Kawasaki อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

 

กรุงศรี ออโต้ ชวน เช็ก 5 ข้อก่อน(เช่า)ซื้อ มอเตอร์ไซค์อีวี

“มอเตอร์ไซค์” ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจชีวิตประจำวันของคนไทย บนท้องถนนที่ทั้งติดขัดและเร่งรีบ โดยในปีที่ผ่านมา ความสนใจรถมอเตอร์ไซค์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากยอดขายรวมทั้งประเทศที่ 1,735,000 คัน เติบโต 2% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน “กรุงศรี ออโต้” ได้เห็นเทรนด์ผู้ใช้รถจำนวนมากเริ่มหันมามองหา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” มากขึ้น จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองของเหล่าไบเกอร์

อย่างไรก็ตาม “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน กรุงศรี ออโต้ ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 แนวทางการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองรถที่ “ใช่” ตรงใจทุกรูปแบบการใช้งาน

  • เช็กรูปแบบการใช้งาน ผู้ใช้รถควรเริ่มจากการประเมินรูปแบบการเดินทางของตนเองเป็นหลัก เพราะหากเน้นใช้งานในเมือง ขี่ไปทำงาน หรือทำธุระ ด้วยระยะทางเฉลี่ยราว 20–50 กิโลเมตรต่อวัน
    การซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ประมาณ 60–70 กิโลเมตรต่อการชาร์จก็ถือว่าเพียงพอ ในขณะที่ถ้าเป็นกลุ่มไรเดอร์หรือผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดวัน ควรมองหารุ่นที่สามารถขับขี่ได้อย่างน้อย 120–150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ หรือรองรับระบบสลับแบตเพื่อลดเวลาหยุดชาร์จระหว่างวัน แต่หากเป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือเดินทางไกลเป็นครั้งคราว ควรเลือกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเดินทางระยะ 150 กิโลเมตรขึ้นไป พร้อมระบบชาร์จเร็ว เพื่อให้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง

  • เช็กระบบชาร์จที่เหมาะสม ก่อนเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ใช้รถควรพิจารณาว่าตัวรถรองรับระบบชาร์จแบบไหน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น ผู้ที่มีปลั๊กไฟที่บ้านหรือสามารถชาร์จข้ามคืนได้ มักเหมาะกับรถที่รองรับการชาร์จแบบปกติ (AC Charging) ขณะที่ผู้ที่อาศัยในคอนโด หรือไม่มีปลั๊กส่วนตัว อาจมองหารุ่นที่สามารถถอดแบตออกมาชาร์จได้ ส่วนการใช้งานที่อาจต้องการการชาร์จระหว่างวัน อาจเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charging) เพื่อช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ

  • เช็กบริการหลังการขาย บริการหลังการขายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบความพร้อมของแต่ละแบรนด์ในด้านนี้ ทั้งในเรื่องจำนวนและความครอบคลุมของศูนย์บริการ ระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความพร้อมของอะไหล่สำรอง เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ หากเกิดปัญหาและต้องรออะไหล่นาน อาจส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยังควรเช็กช่องทางการติดต่อ และขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจน เช่น การแจ้งซ่อมผ่านแอปหรือคอลเซ็นเตอร์ และระยะเวลาการรับประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้ารับบริการได้ง่าย ไม่มีสะดุด

 

  • เช็กความคุ้มครองประกันภัยให้ครอบคลุม ศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันภัย ก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตั้งแต่ภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) จนถึงภาคสมัครใจ อย่าง “ประกันภัยสูญเสียทางการเงินสำหรับเช่าซื้อประเภทรถจักรยานยนต์” หรือ “ประกันรถจักรยานยนต์สูญหาย” ที่จะช่วยคุ้มครองทั้งกรณีการเกิดโจรกรรม เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรณีรถเสียหายจากอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิงได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

  • เช็กสินเชื่อก่อนซื้อ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือการวางแผนด้านสินเชื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความสะดวกของแต่ละคน ผู้ซื้อควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินในระยะยาว ในยุคดิจิทัล การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ สามารถขอสินเชื่อดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรู้ผลการอนุมัติเงินไวใน 30 นาที

หากเลือกรถที่ถูกใจได้แล้ว กรุงศรี ออโต้ ก็พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่จะทำให้การเข้าถึงมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น ด้วยสินเชื่อกรุงศรี มอเตอร์ไซค์ ที่จะทำให้คนไทยเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Financial Inclusion)

#มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า #EV #สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า

 

HARLEY-DAVIDSON BAGGER WORLD CUP ประกาศทีมแข่งขันเพิ่มเติม เผยการแข่งขันในรูปแบบสุดสัปดาห์ พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมอย่างเป็นทางการ

Harley-Davidson® ร่วมกับ โมโตจีพี ประกาศความคืบหน้าสำคัญของการแข่งขัน “Harley-Davidson Bagger World Cup” ในฤดูกาลเปิดตัว โดยมีการเพิ่มรายชื่อทีมแข่งในกริดชั่วคราว (Provisional grid) พร้อมยืนยันตารางการแข่งขันในรูปแบบสุดสัปดาห์ และเปิดจำหน่ายแพ็กเกจบัตรเข้าชมครบทั้ง 6 สนามของฤดูกาลชิงแชมป์โลกปี 2026 อย่างเป็นทางการ

การเข้าร่วมของทีมแข่งจากหลากหลายประเทศยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

Harley-Davidson ยืนยันการเข้าร่วมของ ทีม Niti Racing จากอินโดนีเซีย ซึ่งจะเข้าร่วมการแข่งขันร่วมกับทีมที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ ทีม Saddlemen Race Development จากสหรัฐอเมริกาทีม Cecchini Racing Garage จากอิตาลี และ ทีม Joe Rascal Racing จากออสเตรเลีย โดย ทีม Niti Racing เตรียมลงศึก Harley-Davidson Bagger World Cup ในฐานะทีมแรกจากประเทศอินโดนีเซียที่ลงแข่งขันบนสนามโมโตจีพี ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของวงการมอเตอร์สปอร์ตอินโดนีเซียสู่ระดับโลก นอกจากนี้ ทีมยังถูกสร้างขึ้นบนรากฐานอันแข็งแกร่งของการพัฒนานักแข่งระดับประเทศ ควบคู่กับระบบการบริหารทีมแข่งแบบมืออาชีพ สะท้อนถึงความตั้งใจของอินโดนีเซียในการผลักดันทีมท้องถิ่นเข้าสู่ระดับนานาชาติ พร้อมชิงพื้นที่ในสนามแข่งที่มีมาตรฐานสูงสุดของโลก ด้วยจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ผสานเข้ากับแนวทางการแข่งขันยุคใหม่ โดยทีม Niti Racing จะเข้ามาสร้างความสดใหม่ มุมมองระดับสากล และความมุ่งมั่นในระยะยาวให้กับอนาคตของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับฤดูกาลเปิดตัว ทีม Joe Rascal Racing ได้รับการอนุมัติให้เพิ่มจำนวนนักแข่งจาก 2 คนเป็น 3 คน ซึ่งจะช่วยยกระดับความเข้มข้นของการแข่งขันในฤดูกาลเปิดตัวให้น่าติดตามยิ่งขึ้น

เจฟฟรีย์ ชูสเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการแข่งขันระดับโลกของ Harley-Davidson กล่าวว่า “การเข้าร่วมการแข่งขันของ ทีม Niti Racing และการอนุมัตินักแข่งคนที่ 3 ให้กับ ทีม Joe Rascal Racing ทำให้การแข่งขัน Harley-Davidson Bagger World Cup ประกอบไปด้วย 4 ทีม และนักแข่งรวม 9 คน ทั้งหมดนี้ทำให้เรามีฐานการแข่งขันที่แข็งแรงตั้งแต่ปีแรก และในขณะเดียวกันเรายังคุยกับหลายทีมที่สนใจเข้าร่วมเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจจากทั่วโลก เราจึงมั่นใจในการเดินหน้าพัฒนาซีรีส์การแข่งขันนี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง”

เปิดตารางการแข่งขันรูปแบบสุดสัปดาห์ พร้อมเตรียมพบกับรายชื่อทีมแข่งขันเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้

ล่าสุด Harley-Davidson และ โมโตจีพี ได้มีการยืนยันตารางการแข่งขันในรูปแบบสุดสัปดาห์สำหรับฤดูกาล 2026 นี้ โดยรายชื่อทีมแข่งขันจะมีการประกาศเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้ สำหรับการแข่งขันกรังด์ปรีซ์ ณ สนามสหรัฐอเมริกา, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, อารากอน และออสเตรีย จะใช้รูปแบบการแข่งขัน 3 วัน ดังนี้

  • วันศุกร์: รอบซ้อม Free Practice 1 (FP1) และ Free Practice 2 (FP2)
  • วันเสาร์: รอบควอลิฟายช่วงกลางวัน ก่อนเข้าสู่การแข่งขัน Race 1 ในช่วงบ่าย โดยจัดขึ้นต่อเนื่องทันทีหลังการแข่งขัน MotoGP™ Tissot Sprint
  • วันอาทิตย์: การแข่งขัน Race 2 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย ขึ้นอยู่กับแต่ละสนาม

สำหรับการแข่งขันอิตาเลียนกรังด์ปรีซ์ ณ สนามมูเจลโล จะใช้รูปแบบพิเศษ ดังนี้

  • วันศุกร์: รอบซ้อม Free Practice 1 (FP1) และ Free Practice 2 (FP2) รวมถึงรอบควอลิฟาย
  • วันเสาร์: การแข่งขัน Race 1 และ Race 2

เปิดจำหน่ายแพ็กเกจบัตรเข้าชมแล้ววันนี้

Harley-Davidson เปิดจำหน่ายแพ็กเกจบัตรเข้าชม Harley-Davidson Bagger World Cup อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สำหรับการแข่งขันทั้ง 6 สนาม มอบประสบการณ์สุดพรีเมียมและสิทธิ์การเข้าถึงแบบเอกซ์คลูซิฟตลอดฤดูกาลเปิดตัว ทั้งนี้ แพ็กเกจบัตรเข้าชมมีจำนวนจำกัด แนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยภายในแพ็กเกจประกอบด้วย

  • ที่นั่งบนอัฒจันทร์ภายใต้แบรนด์ Harley-Davidson
  • พื้นที่จอดมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ
  • บริการฝากหมวกกันน็อกและแจ็กเก็ต (ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละสนาม)
  • Harley-Davidson Fan Pack สินค้าที่ระลึกสุดเอกซ์คลูซิฟ
  • สิทธิ์การเข้าถึงแพดด็อกและโรงรถของทีมแข่ง
  • สิทธิ์การเข้าชมโซนโมโตจีพี และ Harley-Davidson Fan Zone โฉมใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดราคาและความพร้อมของบัตรได้ที่หน้าเว็บไซต์ของแต่ละสนามแข่งขัน ดังนี้

 

จากแพลตฟอร์มตระกูล Grand American Touring สู่มอเตอร์ไซค์เพื่อการแข่งขันเต็มรูปแบบ

โดยมอเตอร์ไซค์ที่ใช้สำหรับการแข่งขันใน Harley-Davidson Bagger World Cup ถูกพัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์มตระกูล Grand American Touring ก่อนถูกพัฒนาโดยทีม Harley-Davidson Factory Racing ให้กลายเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ โดยมอเตอร์ไซค์แต่ละคันมาพร้อมกับ

  • Harley-Davidson Road Glide ที่ถูกติดตั้งเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight V-Twin 131R เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ
  • แชสซี ระบบกันสะเทือน ระบบเบรก และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ
  • การปรับสมดุลน้ำหนักและพัฒนาแอโรไดนามิกเพื่อประสิทธิภาพในสนาม
  • สมรรถนะมากกว่า 200 แรงม้า พร้อมความเร็วสูงสุดถึง 300 กม./ชม. (186 ไมล์/ชม.)

จากคุณสมบัติทั้งหมดนี้ จึงหลอมรวมออกมาเป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับการแข่งขันที่โดดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์และเทคโนโลยี ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์อเมริกันแบบ V-Twin ผสานกับสมรรถนะระดับโลก และการปรากฏตัวบนสนามแข่งที่ไม่เคยมีมาก่อนบนสนามโมโตจีพี

เกี่ยวกับ HARLEY-DAVIDSON BAGGER WORLD CUP

การแข่งขัน Harley-Davidson Bagger World Cup เป็นการแข่งขันระดับโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นสำหรับมอเตอร์ไซต์ประเภท
แบ็กเกอร์ของ Harley-Davidson สมรรถนะสูงโดยเฉพาะ โดยจะทำหน้าที่เป็นรายการแข่งขันสนับสนุนหลัก (Premier Support Championship) ในบางสนามของ โมโตจีพี ทั่วทวีปอเมริกาเหนือและยุโรป

ไทยฮอนด้า เปิดตัว New Honda Giorno+ อัปสไตล์ล้ำด้วย 7 เฉดสีใหม่ ถ่ายทอดความ High Fashion ผ่านพรีเซนเตอร์ ‘เจฟ ซาเตอร์’

ไทยฮอนด้า เปิดตัว New Honda Giorno+ อัปสไตล์ล้ำไปอีกขั้นกับ 7 เฉดสีใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New High Style Setter อัปสไตล์ใหม่ นำสไตล์ล้ำ” เติมมิติใหม่ด้วยดีไซน์และ คู่สีที่พัฒนาให้โดดเด่น ผสานสมรรถนะและฟังก์ชันการใช้งานครบครัน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่อย่างลงตัว พร้อมทั้งยังได้ ‘เจฟ ซาเตอร์’ สานต่อบทบาทการถ่ายทอดตัวตนของ New Honda Giorno+ ที่มีทั้งความเท่และความพรีเมียม สะท้อนภาพลักษณ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มพิกัด
New Honda Giorno+ มาพร้อม 7 สีใหม่ ได้แก่
  • รุ่น ABS 4 สี ได้แก่ สีเทา-น้ำตาล, สีเหลือง-น้ำตาล, สีดำ-น้ำตาล และสีขาว-น้ำตาล วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 68,700 บาท

  • รุ่น CBS 3 สี ได้แก่ สีฟ้า-ดำ, สีเขียว-ดำ และสีเทา-ดำ วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 63,700 บาท
ด้านดีไซน์ New Honda Giorno+ อัปสไตล์เพิ่มความเท่และความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ด้วยกรอบไฟหน้าสีดำ ตัดกับโลโก้ Honda อย่างลงตัว ในส่วนของเบาะนั่งเป็นสีน้ำตาล (ในรุ่น ABS) ที่ช่วยเติมความพรีเมียม ผสานกับตัวถัง และมือจับหลังที่เติมสีสันให้โดดเด่นเช่นเดียวกับสีตัวรถ อีกทั้ง Emblem ‘Giorno+’ สีรมดำช่วยเสริมความเรียบเท่และมีสไตล์ไปอีกขั้น และไฟ LED Light ใต้ช่องเก็บของที่มาพร้อมความจุ 30 ลิตร ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้งาน
ด้านสมรรถนะ New Honda Giorno+ ตอบโจทย์การใช้งานในเมือง ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 125 ซีซี ระบบหัวฉีด PGM-FI 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล คล่องตัว ประหยัดน้ำมันสูงสุด 52.6 กม./ลิตร เสริมความมั่นใจด้วยโครงสร้างตัวรถและระบบช่วงล่างที่แข็งแรง พร้อมระบบเบรกให้เลือกทั้ง Combi Brake System (CBS) และ Anti-lock Braking System (ABS) เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทาง รองรับการใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางระยะไกล
สามารถสัมผัสรถจักรยานยนต์คันจริงและเลือกเป็นเจ้าของ New Honda Giorno+ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และสามารถทดลองขับขี่ได้ภายในงาน Megafesto 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Bravo BKK พระราม 9 ลงทะเบียนเข้างานฟรี ผ่านแอปพลิเคชัน My Honda Moto ได้ที่ https://bit.ly/4qhj7W5
ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น My Honda Moto
 
#Giorno+ #NewHighStyleSetter #JeffSatur #เครื่องยนต์eSP+
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า

ไทยฮอนด้า สนับสนุนงานวิ่งไนท์รันระดับโลก ‘บุรีรัมย์มาราธอน 2026’ พร้อมนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า New Honda CUV e: ใช้ในระบบการจัดงาน

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” งานวิ่งไนท์รันระดับโลก เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 10 ปีของการจัดงาน ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา


ในการสนับสนุนครั้งนี้ ไทยฮอนด้าได้นำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า New Honda CUV e: เข้ามาเสริมการปฏิบัติงานภายในสนามแข่งขัน เพื่อใช้ในการสำรวจเส้นทางการวิ่ง และสนับสนุนการบริหารจัดการพื้นที่จริงระหว่างการแข่งขัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยให้แก่นักวิ่งตลอดเส้นทาง พร้อมตอบโจทย์แนวทางการจัดงานที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานของงานวิ่งระดับนานาชาติ


การแข่งขัน “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Your Ultimate Destination” ด้วยเส้นทางที่เป็นเอกลักษณ์ เริ่มต้นปล่อยตัวจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และเข้าเส้นชัยที่สนามช้างอารีนา เพื่อส่งมอบประสบการณ์การวิ่งที่ดีที่สุดแก่นักวิ่งจากทั่วโลก โดยปีนี้มีนักวิ่งเข้าร่วมกว่า 35,789 คน อาสาสมัครกว่า 7,000 คน และผู้ติดตามรวมถึงกองเชียร์มากกว่า 70,000 คน รวมแล้วมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมสูงนับแสนคน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของงานตลอด 10 ปีที่ผ่านมา


การเข้าร่วมสนับสนุนในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยฮอนด้าในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสังคมไทย ควบคู่กับการผลักดันการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน โดยนำเสนอการใช้งานจริงของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าในสถานการณ์ที่ต้องการความคล่องตัว ความปลอดภัย และความเงียบ เพื่อไม่รบกวนการแข่งขัน ตลอดจนสนับสนุนระบบกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดบุรีรัมย์อย่างยั่งยืน
ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่
เว็บไซต์ : www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
IG : www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
Tiktok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
Youtube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

#BuriramMarathon2026 #YourUltimateDestination #ChangInternationalCircuit #บุรีรัมย์มาราธอน2026 #รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

 

 

 

 

 

 

New Honda LEAD125 4 สีใหม่ สะท้อนมิติใหม่ของความมินิมอล ปรับดีไซน์ด้านหน้า เสริมลุคความเท่อีกระดับ ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอย่างมีสไตล์

ไทยฮอนด้า เปิดตัว New Honda LEAD125 โฉมใหม่ ยกระดับดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งาน ภายใต้คอนเซปต์ ‘New Dimension of Minimal มินิมอลอีกขั้น สู่ความเท่อีกระดับ’ มาพร้อมดีไซน์ด้านหน้าที่ปรับใหม่ให้สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และทันสมัยมากขึ้น เสริมลุคที่โดดเด่นด้วยสีใหม่ 4 เฉด พร้อมระบบเบรก ABS เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความคล่องตัว และให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น โดย New Honda LEAD125 เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในงาน ‘Thai Honda Press Conference & Dealer Meeting 2026: Move Up to Future Ahead’ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา


ด้านสมรรถนะ New Honda LEAD125 เพิ่มระบบเบรก ABS ช่วยป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับขี่ สนุกเร่งความแรงได้ดั่งใจ ด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 125 ซีซี 4 วาล์ว และประหยัดน้ำมันสูงถึง 52.6 กม./ลิตร มาพร้อมฟังก์ชันจัดเต็มเพิ่มความสะดวกสบายรองรับทุกสไตล์การใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Honda SMART Key กุญแจรีโมตอัจฉริยะ, หน้าจอเรือนไมล์ V-Shaped Multi-Function Meter ดีไซน์รูปทรงตัว V เรียบเท่ แสดงผลชัดทุกฟังก์ชัน ทั้งอัตราประหยัดน้ำมัน และการแจ้งเตือนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, ช่องชาร์จ USB Socket พร้อม Console Box สำหรับจัดเก็บของใช้จำเป็น, เติมน้ำมันได้สะดวกด้วย Front Fuel Tank ถังน้ำมันด้านหน้า รวมถึงจุดเด่นอย่าง Large U-Box ขนาดใหญ่ 37 ลิตร พร้อมไฟ LED ใต้เบาะ รองรับการใช้งานในเมืองได้อย่างมั่นใจและครบครัน


New Honda LEAD125 มาพร้อมคู่สีใหม่ให้ความเท่ผสานเข้ากับความมินิมอลอย่างลงตัว พร้อม Emblem สีทอง เพิ่มความพรีเมียม วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น ABS สีดำ (Black) และ สีเทา (Grey) ในราคาแนะนำ 67,000 บาท ขณะที่ รุ่น CBS ได้แก่ สีขาว-ดำ (Black-White) และ สีดำ (Black) วางจำหน่ายในราคาแนะนำ 62,000 บาท

สามารถสัมผัสรถจักรยานยนต์คันจริงและเลือกเป็นเจ้าของ New Honda LEAD125 ที่ผสานความสะดวกสบาย และความพรีเมียมได้อย่างลงตัว ได้แล้ววันนี้ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ยังสามารถทดลองขับขี่ New Honda LEAD125 ได้ภายในงาน Megafesto 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ Bravo BKK พระราม 9 ลงทะเบียนเข้างานฟรี ผ่านแอปพลิเคชัน My Honda Moto ได้ที่ https://bit.ly/4qhj7W5

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์: www.thaihonda.co.th
เฟซบุ๊ก: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
อินสตาแกรม: www.instagram.com/hondamotorcyclethailand
TikTok: www.tiktok.com/@hondamotorcycletha
YouTube: www.youtube.com/HondaMotorcycleTHA

ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น My Honda Moto
iOS : https://apple.co/3hI2Wk6
Android : https://bit.ly/2UKlze0

#NewDimensionOfMinimal #มินิมอลอีกขั้นสู่ความเท่อีกระดับ #NewLEAD125
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า

แนวคิด MOTOR EXPO 2026 “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์”

“IMC สื่อสากล” เผยแนวคิด “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เพื่อมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ทุกประเภท ทุกรุ่น ทุกแบรนด์ อย่างครบครัน

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด และประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” เผยว่า แนวคิดของการจัดงานปีนี้ ต้องการสื่อถึงงาน “มหกรรมยานยนต์” ที่รวบรวมรถยนต์ทุกประเภท และทุกระดับราคา เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชม และเลือกซื้อตามความต้องการ นอกจากนี้ ยังมียานยนต์ประเภทอื่นที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งจักรยานยนต์ และเรือ

พื้นที่งานทุกตารางนิ้ว เต็มไปด้วยรถยนต์ประเภทต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีดาน, สปอร์ท, เอสยูวี, ครอสส์โอเวอร์ เอสยูวี, เอมพีวี, พิคอัพ ฯลฯ แต่ละประเภทล้วนเป็นรุ่นล่าสุดในตลาด ยิ่งกว่านั้น รถเหล่านี้ยังมีความหลากหลายในด้านต่างๆ อาทิ ระบบขุมกำลัง แบบเครื่องยนต์สันดาปภายใน เชื้อเพลิงเบนซิน และดีเซล, แบบไฮบริด, พลัก-อิน ไฮบริด และแบบไฟฟ้า 100 % ระบบขับเคลื่อน แบบ 2 ล้อ และ 4 ล้อ ระบบอำนวยความสะดวก ตั้งแต่ระดับพื้นฐาน ถึงระดับช่วยขับอัตโนมัติ ขณะที่ราคาจำหน่าย เริ่มตั้งแต่หลักแสนต้น จนถึงหลักหลายล้านบาท ส่วนจักรยานยนต์ ก็มีให้เลือกทุกรูปแบบ ทุกขนาดเครื่องยนต์ และทุกระดับราคา เช่นเดียวกัน

นี่คือจุดเด่นของงาน “มหกรรมยานยนต์” และด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความสุขสมหวังให้แก่บรรดาคนรักยานยนต์ ที่ต้องการสัมผัสรถยนต์ และจักรยานยนต์ ทุกรุ่นทุกแบรนด์อย่างครบครัน เราจึงกำหนดแนวคิดของงานปีนี้ว่า “โน่น นี่ นั่น สารพันยานยนต์ – Here, There and Every Car”

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 43” จะจัดขึ้น ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2569 ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th และทุกสื่อในเครือ “IMC สื่อสากล”

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดตัว ‘New Honda NT1100’ สปอร์ตทัวร์ริงพรีเมียม พร้อมเฉดสีใหม่ ‘Iridium Gray Metallic’ ให้ทุกการเดินทางไกลเหนือระดับยิ่งขึ้น

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดตัว New Honda NT1100 รถจักรยานยนต์สปอร์ตทัวร์ริงระดับพรีเมียม ที่ถ่ายทอดนิยามใหม่ของการเดินทางทางไกล ภายใต้แนวคิด “THE NEW TOURING ERA” ผสานเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูงเข้ากับสมรรถนะการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเทคโนโลยี Dual Clutch Transmission (DCT) เจเนอเรชันใหม่ ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างลื่นไหลโดยไม่เสียแรงบิด เสริมด้วยดีไซน์ตัวรถและท่านั่งสปอร์ตที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว ร่วมด้วยการยกระดับภาพลักษณ์ด้วยเฉดสีใหม่ล่าสุด สีเทา ‘Iridium Gray Metallic’ ที่สะท้อนความพรีเมียมอย่างเหนือระดับ
New Honda NT1100 ยกระดับภาพลักษณ์ความพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยเฉดสีใหม่ล่าสุด Iridium Gray Metallic โทนสีเทาเมทัลลิกที่สะท้อนความเรียบหรู สุขุม และทันสมัย ถ่ายทอดตัวตนของรถจักรยานยนต์สปอร์ตทัวร์ริงระดับพรีเมียมได้อย่างชัดเจน พร้อมแนวคิด Premium Tourer Design ที่เน้นเส้นสายเฉียบคม เสริมด้วยการออกแบบชุดแฟริ่งใหม่ ช่วยลดการปะทะของลม และการออกแบบท่านั่งที่คำนึงถึงหลัก Aerodynamics เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและความสบายตลอดการเดินทางไกลให้ผู้ขับขี่
ด้านสมรรถนะ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 1,084 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง ให้พละกำลังต่อเนื่อง ตอบสนองการเดินทางระยะไกลได้อย่างมั่นใจ มาพร้อม New Generation of Dual Clutch Transmission (DCT) เทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่ ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ 6 สปีด ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ราบรื่นแม้ใช้ความเร็วต่ำ รองรับการใช้งานที่หลากหลายด้วยโหมด D Mode สำหรับการขับขี่ปกติ และโหมด S สปอร์ตที่เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมให้เลือกใช้งานทั้งแบบ Auto และ Manual ผ่านสวิตช์ที่แฮนด์เดิลบาร์ เพิ่มอิสระในการควบคุมตามสไตล์ผู้ขับขี่
พร้อมฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มความสบายในการขับขี่ New Heated Grips แบบปรับระดับความอุ่นได้ รองรับการขับขี่ในอุณหภูมิต่ำ ช่วยให้สบายมือแม้เจออากาศเย็น เติมเต็มความมั่นใจในทุกสภาพอากาศ รวมถึง Adjustable Wind Deflectors บังลมหน้าที่สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ง่ายขึ้นผ่านมือข้างเดียว ร่วมด้วยบังลมเสริมด้านข้าง ช่วยลดแรงลมและความเหนื่อยล้าจากการโต้ลมขณะขับขี่ ช่วยให้เดินทางระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือระบบไฟส่องสว่าง New LED Headlight ไฟหน้า LED เต็มระบบ พร้อม Daytime Running Light (DRL) ที่ผสานเข้ากับไฟเลี้ยวอย่างลงตัว เพิ่มทัศนวิสัยและความโดดเด่นบนท้องถนน เสริมด้วย New Fender บังโคลนหน้าดีไซน์ใหม่ ที่ยาวขึ้นอีก 150 มิลลิเมตร ช่วยป้องกันสิ่งสกปรกได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความพร้อมในการเดินทางบนหลากหลายเส้นทาง
New Honda NT1100 พร้อมวางจำหน่ายที่ Honda BigWing ทุกสาขา มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีใหม่ล่าสุด สีเทา ‘Iridium Gray Metallic’ และ สีน้ำตาล-ดำ ‘Mat Warm Ash Metallic’ ในราคา 533,000 บาท
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://bit.ly/thaihondabigbike
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า : www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์ : www.facebook.com/HondaBigBikeTH
#NewHondaNT1100 #NT1100 #TheNewTouringEra #HondaTouring #HondaBigBike #HondaBigBikeThailand #ExcitesTheWorld
​#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou

เมื่อ “ความรู้สึกเดิมๆ” กลายเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังโหยหา และเหตุผลที่ Royal Enfield ชวนกลับมาขี่ Heritage Ride ด้วยกันอีกครั้ง

ในวันที่โลกหมุนเร็วขึ้นทุกวัน เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ความเรียบง่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว สิ่งหนึ่งที่เรากำลังเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ผู้คนจำนวนมากเริ่มโหยหา “ความรู้สึกบางอย่างในอดีต” ท่ามกลางโลกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และจังหวะชีวิตที่เร่งขึ้นทุกวัน ผู้คนเริ่มหันกลับมาให้คุณค่ากับ “ความรู้สึก” มากกว่าสิ่งที่ฉาบฉวย — ความเนิบช้า ความเรียบง่าย และช่วงเวลาที่ได้อยู่กับตัวเองอย่างแท้จริง

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า แนวคิดเรื่อง nostalgia หรือการหวนคืนสู่คุณค่าและกลิ่นอายของวันวาน จึงไม่ใช่แค่กระแส แต่กลับมามีความหมายอีกครั้ง กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ในแฟชั่น ดนตรี หรือการท่องเที่ยว แต่รวมไปถึง “การขี่มอเตอร์ไซค์” ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มองว่าการเดินทางไม่ใช่แค่การไปให้ถึงจุดหมาย หากคือประสบการณ์ระหว่างทาง

สำหรับนักขี่หลายคน มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่แค่พาหนะ แต่คือเครื่องมือพาเรากลับไปหาความรู้สึกเรียบง่าย — ลมที่ปะทะใบหน้า เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคย เส้นทางที่ไม่ได้เร่งให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด แต่ให้เราได้ปล่อยใจไปกับระหว่างทาง และสำหรับ Royal Enfield แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่ยึดโยงกับเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และความละเมียดมาอย่างยาวนาน แนวคิดนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านการนำเสนอที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อเชื่อมโยง “ผู้คน รถ และสถานที่” เข้าด้วยกันอย่างเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายและความรู้สึกร่วมกัน และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Heritage Ride กิจกรรมขี่มอเตอร์ไซค์แบบวันเดย์ทริป ที่ Royal Enfield ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อ “พาความรู้สึกนั้นกลับมาอีกครั้ง”

Heritage Ride ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความเร็ว ไม่ใช่การแข่งขัน และไม่ใช่การโชว์รถ แต่เป็นพื้นที่ให้คนรัก Royal Enfield ได้กลับมาเชื่อมต่อกับ “ราก” ของการขี่ — ทั้งตัวรถ เรื่องราว และผู้คนที่มีหัวใจแบบเดียวกัน

เส้นทางการขี่ไม่ได้มุ่งเน้นความเร็วหรือความหวือหวา หากเลือกเมืองอยุธยาเป็นจุดหมาย เพราะเป็นพื้นที่ที่ยังคงรักษากลิ่นอายของกาลเวลา ทั้งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตริมแม่น้ำ โดยกิจกรรมจะเริ่มต้นออกเดิน ทางจากกรุงเทพ แวะชมพื้นที่สำคัญของอยุธยา ถ่ายภาพร่วมกันตามสถานที่ต่างๆ ก่อนปิดท้ายด้วยมื้อกลางวันในสถานที่ซึ่งสะท้อนคุณค่าของงานคลาสสิกและความประณีตได้อย่างลงตัว

Heritage Ride จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมรวมตัวของผู้ใช้รถ แต่เป็นการตอกย้ำแนวคิดของ Royal Enfield ในการสร้าง community ที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า ความผูกพัน และประสบการณ์ร่วม มากกว่าการครอบครองตัวสินค้า

ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังมองหาความหมายของการเดินทางอีกครั้ง Heritage Ride คือคำเชิญชวนให้ชะลอจังหวะชีวิตลง เปิดใจรับบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย และออกไปสัมผัสความสุขของการขี่มอเตอร์ไซค์ในแบบที่เป็นตัวเอง เพราะในวันที่ทุกอย่างดูเร่งรีบ บางครั้งการได้ชะลอความเร็วลง ได้ขี่ไปพร้อมกัน และได้ใช้เวลากับสิ่งที่เรารักอย่างตั้งใจ อาจเป็นความรื่นรมย์ที่แท้จริงของยุคนี้

Heritage Ride จะจัดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเส้นทางจาก กรุงเทพฯ – อยุธยา โดยเปิดรับเจ้าของ Royal Enfield Classic และ Bullet ทุกรุ่น (350 / 500 / 650) จากกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมขี่ไปด้วยกัน

หากคุณคือคนหนึ่งที่กำลังโหยหาความรู้สึกแบบนั้น … และหากคุณเชื่อว่า heritage ไม่ใช่แค่คำเรียกขาน แต่คือประสบการณ์ที่ต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง

Heritage Ride by Royal Enfield ขอชวนคุณเตรียมหมวก เตรียมใจ และรอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ เพราะบางความรู้สึก… ไม่เคยหายไป แค่รอวันที่เราจะขี่กลับไปหาอีกครั้ง

ยามาฮ่าสนับสนุนสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ มอบยามาฮ่า FAZZIO Hybrid มูลค่า 52,500 บาท เป็นรางวัล

นายปิยะพงษ์ หวังใจสุข ผู้จัดการ 2 แผนกประชาสัมพันธ์ และอินฟลูเอนเซอร์ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพการส่งมอบรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า FAZZIO Hybrid Connected มูลค่า 52,500 บาท ให้กับนางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคม ร่วมกันรับมอบ เพื่อเป็นรางวัลให้กับสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในงาน Greed Rally Econmass 2025
โดยในกิจกรรมแรลลี่เริ่มสตาร์ทจากอาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. จำกัด ก่อนเคลื่อนขบวนแวะไหว้พระ และ Walk Rally พร้อมร่วมกิจกรรม CSR มอบสิ่งของให้กับศาลเจ้า และศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก ชลบุรี ก่อนจบกิจกรรม ณ โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ & คอนเวนชั่น พัทยา เมื่อเร็ว ๆ นี้