ซูซูกิรวมพลคนรักรถเรโทรสไตล์ อีกครั้ง Suzuki GD Club Meeting

หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามกับการจัดงาน Suzuki GD Club Meeting ที่ผ่านมาทั่วภูมิภาค ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ สาวกชาว GD ให้จัด Meeting ขึ้นอีกครั้ง จึงทำให้บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อสาวกชาว GD ขึ้นอีกครั้ง กับกิจกรรม Suzuki GD Club Meting 2019 ที่มาภายใต้คอนเซ็ปต์ GD Retro Style พร้อมทั้งมีกิจกรรมต่างๆ มาให้สาวกชาว GD ร่วมสนุกกันอย่างมากมาย เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ร้าน Est.33 (CDC เรียบด่วนรามอินทรา)

รถจักรยานยนต์สไตล์เรโทรอย่าง Suzuki GD110 ด้วยรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณได้อย่างชัดเจน อีกทั้งเป็นรถจักรยานยนต์ที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการ และมีผู้ใช้งานอย่างกว้างขวาง ทำให้กิจกรรมในครั้งนี้มีชาว GD เข้าร่วมงานกว่า 200 คัน โดยในงานนี้ได้รับเกียรติจากคุณเลิศศักดิ์ นววิมาน กรรมการบริหาร บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด กล่าวต้อนรับชาว GD พร้อมร่วมพูดคุยกับชาว GD อย่างเป็นกันเอง จากนั้นผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมถ่ายภาพกับชาว GD เพื่อเป็นที่ระลึก โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สนุกสนาน และเป็นกันเองแบบสุดๆ ทางซูซูกิได้จัดเตรียมอาหาร เครื่องดื่ม และขนมหวาน ไว้ให้ลูกค้ารับประทานกันอย่างเต็มที่ พร้อมวงดนตรีบรรเลงเพลงเพราะๆ ให้เพลินเพลินอีกด้วย

นอกจากนี้เรายังมีกิจกรรมที่ให้ทางชาว GD ร่วมสนุกรับของรางวัลติดมือกับบ้านกันอีกด้วย ต่อจากนั้นมีการประกาศผลของผู้ที่ชนะการประกวด GD110 Photo Contest ที่ชาว GD ส่งประกวดในเพจ Suzuki Society จำนวน 3 รางวัล และต่อด้วยการพูดคุยกับแขกรับเชิญพิเศษ คุณสุรชัย พันธ์เพิ่มพูน กูรูด้านมอเตอร์ไซค์ จากรายการมอเตอร์ไซเคิล มาแนะนำเกร็ดความรู้ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีร้านอะไหล่แต่งชื่อดังร่วมออกบูธสร้างสีสันหลายร้านด้วยกัน พร้อมทั้งมีกิจกรรมแจกของรางวัลจากร้านอะไหล่แต่งมากมาย

จากนั้นมาถึงช่วงเวลาจับรางวัล Lucky Draw ให้แก่ชาว GD ที่มาร่วมงานต่างคนต่างลุ้นกันอย่างสนุกสนาน และมาถึงไฮไลท์ของงานในวันนี้ คือ การประกาศรางวัล GD110 Custom Bike Award จำนวน 3 รางวัล สำหรับรถจักรยานยนต์ซูซูกิ GD ที่ตกแต่งได้สวยที่สุด คันไหนสวยโดนใจกรรมการรับรางวัลกับบ้านไปแบบฟินๆ พร้อมมิตรภาพดีๆ จากครอบครัวซูซูกิ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมดีๆ จากทางซูซูกิได้ที่ http://www.facebook.com/SuzukiSociety หรือ www.thaisuzuki.co.thแล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมครั้งต่อไป

Ducati Multistrada 950 S

Multistrada 950 คือซีรี่ส์เล็กสุดของรถในตระกูล Multibike โดยโมเดลล่าสุด มาพร้อมกับนิยามว่า My first.My Last.My everything อาจกล่าวได้ว่าเริ่มต้นด้วยรถรุ่นนี้ครบทุกโจทย์ความต้องการ ซึ่งจากตลาดทั่วโลก ประมาณได้ว่าในโมเดล Multistrada 950 นี้จะมีสามเวอร์ชั่นที่ผลิตออกมาจำหน่าย

ซึ่งหนึ่งนั้นก็คือ Multistrada 950S ที่มีพื้นฐานเครื่องยนต์เช่นเดียวกับเวอร์ชั่นอื่น คือมาพร้อมกับเครื่องยนต์ในขนาด 937 ซีซี Testastretta11 twin ที่ออกแบบให้ได้แรงบิดที่ดีในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ต่ำถึงกลาง แต่ส่วนที่น่าสนใจก็คือ ระบบอิเล็คทรอนิคส์ ที่กล่าวว่าเป็น super technological โดยในทุกเวอร์ชั่นจะมาพร้อมกับ 6-axis Bosch IMU หรือ Inertial Measurement Unit ที่จะมีการประมวลผลจากหกแนวหรือหกแกน Bosch Cornering ABS Vehicle Hold Control หรือ VHC ที่จะเป็นระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่จะช่วยในขณะเริ่มการขับขี่ขึ้นเนินหรือที่ลาดชัน และติดตั้ง hydraulic clutch ในขณะที่ส่งล้อนั้น alloy wheels ได้ออกแบบใหม่สำหรับรถในโมเดลปีล่าสุดนี้
แต่สำหรับ Multistrada เวอร์ชั่น 950S จะมีความพิเศษ ด้วยระบบกันสะเทือนสุดล้ำสมัยเมื่อ Electronics suspension จะมาพร้อมกับ Ducati Skyhook Suspension หรือ DSS ที่จะปรับทั้งโช้ค และฟอร์คให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นผิวเส้นทางที่ขับขี่ มีระบบควิกชิพท์ DQS-Ducati Quick Shift UP & Down นอกจากนี้ในส่วนของจอแสดงผล เป็นหน้าจอ TFT ขนาดห้านิ้ว ส่วนไฟหน้านั้นเป็นไฟ Full-LED อีกทั้งยังมี Hand Free system และ Cruise Control เฟรมแบบ tubular steel trellis frame ตามแบบฉบับของ Ducati ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมกับสวิงอาร์มคู่แบบใหม่ที่มีน้ำหนักเบา double-sided aluminium swingarm พร้อมด้วยการใช้วงล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว จึงทำให้รถสามารถฝ่าไปได้ในทุกสภาพพื้นผิวการขับขี่ทั้งถนนราดยางแอสฟัลท์ในเมืองหรือบนถนนในชนบทรวมไปถึงเส้นทางพื้นผิววิบากในวันหยุดสบายๆที่พร้อมบุกตะลุยทุกเส้นทางการขับขี่ ด้วยระยะยุบตัวของระบบกันสะเทือนที่มีมากถึง 170 มม. ในการออกแบบมิติของตัวรถ Multistrada 950 นั้นระบุไว้ชัดเจนว่าเน้นถึงการขับขี่ในระยะทางไกลแบบ long-range touring ดังนั้นหัวใจของการออกแบบมิติของตัวรถก็คือ ออกแบบให้สมดุลด้วยการกำหนดมิติต่างๆ เป็นสามเหลี่ยม หรือ triangle เพื่อให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนนั้นได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดในระหว่างการเดินทาง สำหรับกันสะเทือนนั้นช่วงหน้าเป็น ฟอร์คแบบอัพไซด์ดาวน์ ขนาด 48 มม. ที่มีช่วงยุบ 170 มม. สามารถปรับเซ็ทค่าสปริง fully adjustable spring pre-load และ hydraulic compression กับ rebound damping เช่นเดียวกับกันสะเทือนหลังที่ rear shock สามารถปรับ spring pre-load และ hydraulic compression กับ rebound damping ซึ่งกันสะเทือนหลังก็มีระยะยุบตัว 170 มม. ซึ่งทั้ง fork และ rear shock ต่างก็เป็นระบบกันสะเทือนอิเล็คทรอนิคส์ อีกส่วนประกอบที่มีความทันสมัยก็คือระบบเบรคที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีชั้นนำ ด้วย Bosch Brembo brake system ที่มาพร้อมกับ cornering ABS system ซึ่งทั้งหมดนี้คือหนึ่งในส่วนประกอบที่เรียกว่า Ducati Safety Pack ที่ระบบเบรคจาก Brembo โดยที่เบรคหน้าจะเป็น Brembo M4-32 Monobloc radial calipers แบบ4piston นั้น จะมาพร้อมกับระบบ ABS 9.1ME Cornering device ที่จะทำงานภายใต้การควบคุมหรือการประมวลผลของ Bosch IMU ซึ่งจะทำงานผ่าน Riding Mode ซึ่งเบรคหน้าและหลังนี้จะทำงานประสานกันแบบคอมบายเบรคซึ่ง Ducati ได้ติดตั้งเป็น Electronic Combined Braking System มาจากโรงงาน เช่นเดียวกับ Riding Modes ที่นำมาติดตั้งกับรถในตระกูล Multistrada ครั้งแรกในปี 2010 ที่ออกแบบมาให้สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางและสไตล์การขี่ซึ่งใน Multistrada 950 โมเดลล่าสุดได้กำหนดค่า Riding Modes มาทั้งหมดสี่แบบ คือ Sport Touring Urban Enduro ซึ่งแต่ละโปรแกรมหรือแต่ละโหมดนั้นจะปรับหรือเลือกผ่าน electronic Ride-by-wire engine control system ซึ่งในการปรับโหมดนี้สามารถทำการเปลี่ยนแปลงได้ขณะที่กำลังขับขี่ ยกเว้นการปรับ ABS และ DTC ที่จะต้องทำการปรับเปลี่ยนขณะรถจอดหรือขณะปิดคันเร่ง

จากเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของตัวรถก็มาที่สเปคพื้นฐานกันด้วยเครื่องยนต์ Ducati Testastretta ขนาด 937 ซีซี มีมิติของ กระบอกสูบxช่วงชัก คือ 94×675 มม. ให้อัตราส่วนกำลังอัดของเครื่องยนต์ 12.6:1 โดยมีเครื่องยนต์สูงสุด 113 แรงม้า ที่ 9,000 รอบต่อนาที พร้อมกับแรงบิดสูงสุด 96 นิวตันเมตร ที่ 7,750 รอบต่อนาที มีน้ำหนักตัวรถเปล่าอยู่ที่ 207 กก. มีความจุถังเชื้อเพลิง 20 ลิตร โดยเคลมว่ารถมีอัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 5.5 ลิตร ต่อ 100 กม. มีระยะเวลาในการตรวจเช็คบำรุงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ด้วยระยะทาง 15,000 กม. ขณะที่ระยะปรับเซ็ทวาวล์อยู่ที่ 30,000 กม.

ยามาฮ่าเตรียมความพร้อมส่งรถจักรยานยนต์ลุยงาน Bangkok International Auto Salon 2019

ยามาฮ่าเตรียมความพร้อมส่งรถจักรยานยนต์ลุยงาน Bangkok International Auto Salon 2019 มหกรรมรวมรถแต่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากญี่ปุ่นส่งตรงถึงเมืองไทย

นายพลัฏฐ์ ประวีร์ชานนท์ (คนที่ 3 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนการขาย บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับนายรณฤทธิ์ ซื่อวาจา รองประธานผู้จัดงาน และ มร.มาซาฮารุ ซาไก กรรมการบริหาร บริษัท ซังเอ จำกัด และประธานผู้จัดงานโตเกียว ออโต ซาลอน ในงานแถลงข่าวเตรียมความพร้อมการจัดงานมหกรรมการจัดแสดงและจำหน่ายยนตรกรรม พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน Bangkok International Auto Salon 2019 ระหว่างวันที่ 3 -7 กรกฎาคม 2562 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี โดยยามาฮ่าได้เข้าร่วมจัดแสดงรถจักรยานยนต์พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งในงาน Bangkok International Auto Salon ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งงานแถลงข่าวในครั้งนี้มีขึ้น ณ ห้อง Jupiter 4-5 เมืองทองธานี เมื่อเร็วๆ นี้

FORZA 300 CUSTOM BIKE ADVENTURE STYLE

มาต่อกันด้วย EP.2 กับการแต่งรถสวยๆ เพื่อเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำเสนอไอเดียใหม่ๆ สำหรับชาวสองล้อที่ชื่นชอบการแต่ง กับรถจักรยานยนต์บิ๊กสกู๊ตเตอร์ Honda Forza300

จากตอนที่แล้วเป็นการแนะนำตัวรถต่างๆไปแล้ว ครั้งนี้ก็ขยับอัพสเต็ปเพิ่มออพชั่นขึ้นทำให้ตัวรถมีความโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมา ด้วยของแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อยสีสันสวยงามก็ต้องขอบคุณ GTR ที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์กับไรดิ้งของเรา และแบรนด์สินค้าระดับคุณภาพอย่าง โช้คอัพ Gazi ส่วนอื่นๆ ที่นอกเหนือจากนั้น ก็จะเป็นการคิดของทีมงานไรดิ้งเอง ซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจาก XADV750 รถจักรยานยนต์สไตล์แอดเวนเจอร์เครื่องยนต์แบบออโตเมติก DCT สำหรับการเปลี่ยนความสวยงามภายนอกรูปทรงยังคงเห็นเป็นสกู๊ตเตอร์แต่มีความแตกต่างดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น การเพิ่มชิ้นงานแต่งเข้าไปหลายๆ จุด ซึ่งเป็นงาน อลูมินัม CNC ไดซ์สีแดงให้ตัดกับสีของตัวรถและเพิ่มจุดสนใจของสายตา แผ่นวางเท้ามาเป็นชุดซ้าย/ขวา กันลื่น และวางเท้าได้กระชับทั้งสองระดับอันนี้สามารถอดเปลี่ยนเองได้ง่าย พักเท้าหลังสำหรับผู้ซ้อนท้ายแบบขาพับก็ใช้เป็นของแต่ง CNC ดีไซน์ขนาดเล็กกะทัดรัดมีแผ่นยางสำหรับวางเท้าให้ด้วย ชิ้นส่วนครอบฝาข้างกันล้มแบบแยกชิ้นก็สวยงามที่ชุดเครื่องยนต์ด้านข้าง
สิ่งที่โดดเด่นและสร้างความสวยงามที่เห็นได้ชัดเจนกับการเปลี่ยนช่วงท้ายระบบซับเพนชั่นที่ได้แบรนด์ของ Gazi ซับพอร์ทของแต่งมาให้กับ โช้คอัพคู่ ที่สามารถปรับได้เต็มระบบ พรีโหลด รีบาวด์ และ คอมเพรสชั่น เพื่อช่วยเสริมสมรรถนะช่วงล่างให้ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลและเกาะถนนด้วยคุณภาพระดับชั้นนำ แกนโช้คใหญ่ และสปริงสีแดงสด มีซับแท้งค์สีทองแบบบิ้วท์อิน ในส่วนนี้ขอแนะนำเลยเพราะแบรนด์นี้มีของแต่งตรงรุ่นไม่ต้องแปลง เปลี่ยนก็ไม่ยากช่วงท้ายดูสูงขึ้นก็เพราะการดัดแปลงข้ามสายพันธุ์ บังโคลนหลังของเดิมๆ ดูแล้วทำให้ท้ายมันทึบๆ ไม่เหมาะกับสไตล์แอดเวนเจอร์ที่ช่วงท้ายจะดูโด่งๆ จึงต้องใช้บังโคลนท้ายของ CB300R ที่มีความเพรียวเข้ามาสวมและยึดเข้าไปแทนที่ จึงออกมาหน้าตาดูสปอร์ตและท้ายโด่งมากขึ้นส่วนที่น่าสนใจอีกหนึ่งชุดนั่นก็คือ ชุดแฮนด์เดิ้ลบาร์ อันนี้ต้องใช้ความสามารถของช่างช่วย เพราะว่าเปลี่ยนทั้งยวง ใช้แผงคอใหม่จากรุ่นน้องในค่าย PCX150 เพื่อให้ละม้ายคล้ายคลึงกับรถสไตล์แอนเวนเจอร์ XADV จากแฮนด์ที่ดูพรีเมี่ยมมีชุดครอบเรียบหรูดูดี กลายเป็นชุดแฮนด์ Fat Bar อลูมินัมปีกนกกว้างยกระดับด้วยตุ๊กตาที่ดูแล้วกลมกลืนลงตัวและใช้งานได้จริงๆ อาจจะทำยากเพราะต้องหาช่างที่มีความชำนาญและมีไอเดียสร้างสรรค์ ก้านมือเบรกทั้งสองช้างก็เปลี่ยนให้เป็นสไตล์เดียวกันกับของแต่ง GTR

ซึ่งดูโดยรวมๆ แล้ว การเปลี่ยนแปลงที่เสริมเข้าไปใหม่ในแต่ละจุด ทำให้ตัวรถน่ามองและมีจุดน่าสนใจเพิ่มขึ้น สีสันของชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ การลงมือคัสตอมครั้งนี้ยังไม่จบเพียงแค่นี้ ยังมีอีกสองตอนให้ติดตามกัน อะไหล่ ชิ้นงาน รอการประกอบ รับรองว่าการตกแต่งเสริมหล่อครั้งนี้ของ Forza300 Custom Bike Adventure Style จะทำให้คุณตะลึงกับแรงบันดาลใจจะทำให้กลายเป็น XADV300 ว่าจะออกมาหน้าตาอย่างไร

FMSCT SX 2019 ขนอม ขุนพล CRF ขยับขึ้นรั้งจ่าฝูง หลังผ่านสามสนามซูเปอร์ครอสชิงแชมป์ประเทศไทย สนาม 2 ศรีสัชนาลัย+ สนาม 3

การแข่งขันเก็บคะแนนสะสมชิงแชมป์ประเทศไทย FMSCT Thailand Supercross Championship ประจำปี 2019

กับสองเกมล่าสุดที่สนามพระยาลิไท อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และ สนามแยกควนเหลง อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช และแน่นอนว่าไฮไลท์ก็จะอยู่ที่เกมใน Division1 ที่เป็นการชิงชัยของยอดนักแข่งของไทยและดาวรุ่งชั้นนำของวงการเข้ามาชิงชัยกัน หลังประเดิมฤดูกาลด้วยชัยชนะสนามแรกของทัพ Blue Army จากขุนพล YZF โดยเฉพาะ ธนรัตน์ เพ็ญจันทร์ ที่คว้าชัยแรกของฤดูกาลไปได้ ก่อนที่เกมสนามถัดมาที่ ศรีสัชนาลัย เป็นการพลิกสถานการณ์กลับมาของเหล่า Red Riders ที่นำตัวแข่ง CRF เดินหน้าคว้าชัยและก้าวสู่โพเดี้ยม โดยเฉพาะสายขุนพล CRF เลือดใหม่ อย่าง กฤษฎา จำรูญจารีต ที่แก้เกมปรับแผนจนกลับมาแก้มือในเกมนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถขยับขึ้นไปมีคะแนนสะสมนำร่วมเท่ากับเจ้าของตำแหน่งแชมป์เก่าอย่าง เบน ประสิทธิ์ ฮัลเกรน ที่จบเกมนี้ด้วยอันดับสาม จนมี 31 คะแนนเท่ากัน ซึ่งตำแหน่งบนโพ เดี้ยมของ Division2 ที่สุโขทัยนี้เกือบจะ

เป็นนักแข่งฮอนด้าทั้งหมด ซึ่งผลก็คือ กฤษฎา จำรูญจารีต CRF หมายเลข 17 พัสกร ปริยวงศธร CRF หมายเลข 3 ประสิทธิ์ ฮัลเกรน YZF หมายเลข 1 ปิยณัฐ เกิดศิริ CRF หมายเลข 4 และ จักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล CRF หมายเลข 24 ทว่าผู้ชนะในนัดเปิดฤดูกาลอย่าง ธนรัตน์ นั้นพลาดล้มอย่างหนักจนต้องดูอาการอยู่ที่ ร.พ.หนึ่งคืน ซึ่งหลังจากออกจาก ร.พ. ธนรัตน์ ได้กล่าวว่า

“ผมล้มตอนแข่งเมื่อวานนี้ในจังหวะโดดเนินชุด 5 ลูก เนื่องจากอยู่ในกลุ่มท้ายๆฝุ่นค่อนข้างเยอะทำให้มองไม่ค่อยเห็นเนิน รวมกับความใจร้อนที่อยากจะขยับขึ้นไปในกลุ่มหน้า ทำให้จำจังหวะคันเร่งผิด โดดเคาะลูก 3 ตัวกระเด็นไปลูกที่ 4 ทำให้สลบไปขณะแข่งขัน และมีคิ้วแตกต้องเย็บไปกี่เข็มไม่รู้ จำไม่ได้ หมอให้นอนดูอาการ 1 คืน ตอนนี้ร่างกายดีขึ้นแล้วครับ เดินได้ขยับตัวได้ปกติมีปวดเมื่อกล้ามเนื้อเล็กน้อยสายๆก็กลับบ้านได้ครับ ขอบคุณทุกกำลังใจที่เป็นห่วงกันเสมอครับ สนามหน้าพบกันใหม่แน่นอนครับ”
และไม่ถึงสองสัปดาห์เกมการแข่งขันเก็บคะแนนสะสมชิงแชมป์ประเทศไทยสนาม 3 ก็ต้องล่องใต้สู่อำเภอขนอม ซึ่งใน Division1 นั้นต้องยอมรับว่าเหล่าขุนพล CRF ต่างกำลังคึกคักจากเกมที่ศรีสัชนาลัยที่ กฤษฎา จำรูญจารีต สามารถนำผองเพื่อน Red Riders ก้าวขึ้นสู่โพเดี้ยมได้เกือบครบ ที่มีเพียงแชมป์เก่า เบน ประสิทธิ์ ที่นำ YZF แทรก เข้ามายืนบนโพเดี้ยม ขณะที่ ธนรัตน์ เพ็ญจันทร์ ยังคงไม่เต็มร้อยจากการล้มแรง จนคณะกรรมการควบคุมการแข่งขันต้องมีการประชุมตัดสินใจร่วมกับนักแข่งเพื่อพิจารณาเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ แต่ก็สรุปได้ว่า ธนรัตน์ สามารถลงแข่งขันได้ ตามที่ได้รับการรับรองจากแพทย์และพิจารณาจากสภาพปัจจุบันร่วมกันกับทางผู้ควบคุมการแข่งขันกับนักแข่งและทีมต้นสังกัด ดังนั้นในเกมนี้น่าจะไม่ใช่งานง่ายสำหรับทัพ Blue Army ในการที่จะเปิดเกมไล่ล่าแต้มกับ Red Riders ที่กำลังคึกสุดขีด ซึ่ง เบน ประสิทธิ์ ในฐานะแชมป์เก่าและผู้นำคะแนนร่วมได้กล่าวถึงเกมนี้ว่า

“แม้อากาศที่ขนอมจะร้อน แต่ก็ยังดีกว่าสนามก่อนที่ศรีสัชนาลัยที่ร้อนมากกว่านี้ เท่าที่ดูสภาพสนามและได้ลงซ้อมผมคิดว่าจะสามารถทำผลงานได้ดีในเกมนี้เนื่องจากสภาพแทร็คไม่ยากเช่นที่ศรีสัชนาลัย เชื่อว่าน่าจะเอื้อกับสไตล์การขี่ของผม ซึ่งผมเองก็หวังอย่างยิ่งที่จะคว้าชัยแรกของฤดูกาลนี้ให้ได้ ดังนั้นผมจะพยายามให้เต็มที่เพื่อผลงานที่ดี

ที่สุด และแน่นอนว่าผมจะต้องเน้นผลงานที่ดีเพื่อโอกาสในการป้องกันแชมป์ของผมด้วย”
ต้องบอกเลยว่านี่น่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฤดูกาลอีกเกมหนึ่งที่เมื่อ เบน ประสิทธิ์ พยายามเน้นไล่ตำแหน่งในกลุ่มสู้เพื่อโพเดี้ยมนั้นก็ต้องออกจากเกมไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อรถแข่งปะทะกับ ธนรัตน์ จนรถของเขานั้นเสียหายไม่สามารถแข่งขันต่อได้ ไร้แต้มจากเกมนี้ไปอย่างน่าเสียดาย เช่นเดียวกับ จักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล ที่ทะยานขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกม ทิ้งห่างคันหลังอย่างเหนือชั้นจนแทบจะการันตีได้ว่าชัยชนะในเกมนี้คงยากที่ใครจะมาแย่งไปจากเขา แต่แล้ว “ยางหน้ารั่ว” ทำให้ความเร็วค่อยๆลดลง เพื่อประคองอันดับก่อนที่จะถูก กฤษฎา จำรูญจารีต ไล่มาทันและแย่งตำแหน่งจ่าฝูงของการแข่งขันไปครอง จนครบรอบการแข่งขัน ชัยชนะในเกมนี้ตกเป็นของ กฤษฎา พร้อมทั้งทำแต้มสะสมขึ้นนำเดี่ยวบนตารางคะแนนสะสม ในขณะที่ตำแหน่งบนโพเดี้ยมนั้นตามมาด้วย จักรกฤษณ์ ศุขศรีไพศาล#24 ตระการ ทั่งทอง#5 ปิยะณัฐ เกิดศิริ#4 ธนรัตน์ เพ็ญจันทร์#71 และที่น่าสนใจก็คือการฟื้นฟูสภาพร่างกายจนสามารถกลับมาชิงชัยได้ในเกมนี้ของ ชัยยันต์ โรมพันธ์#311 แชมป์ประเทศไทยสี่สมัยที่นำรถแข่ง Husqqvarna จบด้วยอันดับที่เจ็ดในเกมนี้ ซึ่ง ชัยยันต์ ได้กล่าวว่า
“อาการก็ดีขึ้นครับหลังจากสนามแรกที่กระดูกนิ้วเท้าแตกและกล้ามเนื้อขาได้รับบาดเจ็บจากการถูกกระแทก ก็พยายามที่จะกลับมาฟื้นฟูร่างกายให้ดีที่สุดครับ แต่ก่อนอื่นต้องบอกว่าการที่ผมกลับมาแข่งอีกครั้งในฤดูกาลนี้นั้นก็อยากจะตอบแทนผู้สนับสนุนตอบแทนแฟนๆที่ยังคงติดตามกันอยู่เสมอ ดังนั้นผมจึงคิดว่าคงจะต้องกลับมาลงแข่งอีกครั้ง แต่ก็ต้องยอมรับส่วนหนึ่งว่าผลงานคงจะไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่ผมเคยครองแชมป์ประเทศไทยได้สี่สมัย ซึ่งเป้าหมายของผมนั้นก็เพื่อที่จะเรียนรู้เทคนิคการขี่ใหม่ๆในปัจจุบันเพิ่มเติม ซึ่งทุกวันนี้ตัวผมเองเน้นหนักบทบาทไปทางด้านการเป็นโค้ชเป็นเทรนเนอร์ แต่เทคนิคใหม่ๆในวงการแข่งขันนั้นมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ตัวผมจึงต้องรู้จักที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ เพราะผมเชื่อว่าการที่เราจะสอนนักแข่งได้นั้นเราเองก็ต้องเป็นนักแข่งเองด้วยเช่นกัน แม้จะประสบความสำเร็จกับตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว แต่ตัวผมก็ยังจะต้องเรียนรู้เองตลอดเวลาด้วยเช่นกัน เอาเป็นว่าสำหรับแฟนๆที่ยังคงติดตามยังคงหวังในผลงานที่ดีจากผมนั้น ผมก็ขอขอบคุณซึ่งเวลานี้ผมกำลังพักฟื้นร่างกายก็จะพยายามกลับมาทำผลงานให้ดีที่สุด โดยจะพยายามกลับมาสู้เพื่อโอกาสในการขึ้นโพเดี้ยมให้ได้อีกครั้งครับ”
และนอกจากรุ่นไฮไลท์ในเกมระดับ Division1 (แข่งรวม A+B คิดคะแนนทั้ง
โอเวอร์ออลและแยกรุ่น) แล้ว ในเกม Division 2 ที่เป็นการแข่งขันรวมของบรรดานักแข่งดาวรุ่งแถวหน้า จากคลาส C + Junior+Novice ที่มีการแยกคะแนนสะสมแต่ละคลาส เพียงแต่เพิ่มโอกาสในการฝึกฝนฝีมือด้วยการชิงชัยแบบโอเวอร์ออลใน Division2 ที่น่าสนใจก็คือ นักแข่งวัย 13 ปี อย่าง จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์#77 เจ้าของตำแหน่งแชมป์ประเทศไทยรุ่น 85 ซีซี ที่ก้าวขึ้นมาแข่งในรุ่น 250Junior ซึ่งต้องพบกับเกมที่ยากลำบากในรูปแบบของ Division2 นี้แม้ว่าภาพรวมจากการแข่งขันในแบบโอเวอร์ออลนั้นจะไม่ง่ายนักที่ต้องเจอกับนักแข่งในเกมที่ประสบการณ์กับรถแข่ง 250F นั้นเหนือกว่า ทว่า จิรัฎฐ์#77 ก็สามารถรั้งผลงานในรุ่นของตนเองได้อย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อต้องเจอกับนักแข่งในคลาสจูเนียร์อย่าง วิศรุต ศาลางาม#19 อทิญุต เตียงทองคำ#4 หรือแม้แต่ กฤตภัทร เขื่อนคำ#32 และนักแข่งคนอื่นๆในรุ่น ซึ่งในเกมสนามสามที่นามพระยาลิไทย จิรัฎฐ์#77 สามารถคว้าชัยในรุ่นไว้ได้ก่อนจะมาเจอปัญหาในเกมสนามสี่ที่ขนอม เมื่อล้มจนเกิดปัญหากับมือคลัทซ์ แต่ก็พยายามจัดการรับมือปัญหาด้วยตนเอง ก่อนจะค่อยๆประคองรถแข่งเข้าไปรับการช่วยเหลือในพื้นที่ที่กำหนดไว้จนสามารถกลับมาแข่งขันต่อได้พร้อมทั้งเก็บแต้มสะสมจนรั้งอันดับสามบนตารางคะแนนของรุ่นไว้ได้

นอกจากนี้ในฤดูกาลนี้ทั้งสามสนามที่ผ่านมาได้มีการจัดรุ่นการแข่งขัน 85 ซีซี Lady ขึ้นมา ซึ่งในเกมแรกนัดเปิดฤดูกาลนั้นถือว่ามีนักแข่งหญิงค่อนข้างหนาตา แต่เนื่องจากหลายคนเป็นทีมแข่งอิสระจึงไม่ได้เดินทางร่วมชิงชัยครบทุกสนามคงเพราะเรื่องของค่าใช้จ่าย ดังนั้นสองเกมที่ผ่านมา รุ่นเลดี้จึงจัดแข่งร่วมกับรุ่นซัพพอร์เรซอย่าง KLX150 ที่น่าสนใจก็คือ มีนักแข่งหญิงอย่าง นัทชา เสนาภิรมย์ ที่ตามร่วมแข่งขันครบทั้งสามสนามจึงมีคะแนนสะสมรั้งจ่าฝูงของตารางคะแนนสะสมของรุ่น ซึ่งในเกมที่ขนอมก็เป็นไปตามคาดที่ นัทชา#115 คว้าชัยไปตามระเบียบ ซึ่งในเกมนี้ก็มีนักแข่งหญิงอย่าง ปัทมวรรณ กวางทุม #743 ตามมาร่วมชิงชัยด้วย ซึ่งเธอเพิ่งเริ่มต้นฝึกฝนเข้าสู่เกมการแข่งขันได้เพียงปีเดียว ก็กล้าที่จะตัดสินใจก้าวมาลองเสริมประสบการณ์ในเกมระดับชิงแชมป์ประเทศไทยนี้ด้วย
สำหรับสามสนามผ่านไปผลการแข่งขันนั้นก็คงจะทราบกันไปจากการถ่ายทอดสดผ่านจานส้ม IPM หรือ ผ่านทางไลฟ์สตรีมมิ่ง ช่อง WROOMM กันไปแล้ว

A.P.Honda คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8

คุณจุฑามาศ อินปริงกานันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปส่วนงานสื่อสารการตลาด. บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย รับรางวัลเกียรติยศ ในฐานะแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ในงาน MARKETEER No.1 Brand Thailand 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย โดยมี คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเป็นประธานมอบรางวัล ณ ห้องฉัตราบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้

ลูกค้า XMAX ร่วมพัน บิดชมศึก 2 ล้อที่ พีระฯ

ไทยยามาฮ่าจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้า โดยในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้จัดไบค์ทริปชวนลูกค้า XMAX มากกว่า 800 คัน ร่วมเดินทางไปร่วมชมการแข่งขัน ศึกยามาฮ่า แชมเปี้ยนชิพ 2019 สนาม 2 ที่ พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต (พัทยา)

สำหรับการแข่งขันรายการดังกล่าว เป็นเกมความเร็วของรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ซึ่งเปิดโอกาสให้นักบิดหน้าใหม่ รวมถึงนักบิดระดับชั้นนำของเมืองไทย เข้าร่วมชิงชัยภายใต้มาตรฐานระดับสากล

โดย ขบวนลูกค้า XMAX ได้เริ่มเดินทางจาก สถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) ก่อนจะเคลื่อนขบวนคาราวาน มุ่งหน้าไปยัง พีระ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ซึ่งไทยยามาฮ่า ได้อำนวยความสะดวกและดูแลด้านความปลอดภัยตลอดการเดินทาง

หลังจากนั้นคาราวาน XMAX ได้ร่วมชมการแข่งขัน ศึกยามาฮ่า แชมเปี้ยนชิพ 2019 ถึงขอบสนาม โดยมีรุ่น XMAX เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการแข่งขัน ท่ามกลางนักบิดที่ลงชิงชัยถึง 20 คัน

สำหรับผลการแข่งขันในสนามที่ 2 ของฤดูกาล แชมป์ XMAX คลาสโอเพ่น ตกเป็นของ พันธุ์เทพ สอนประสม ที่บิดคว้าชัยไปครอง ขณะที่ นันทกร ปรีชาธรรมรัช ซิ่งซิวแชมป์ คลาสแสตนดาร์ด ไปครอง

นอกจากนี้ ผู้ร่วมคาราวาน XMAX ยังได้รับโอกาสสัมผัสบรรยากาศการลงบิดบนสังเวียนแข่งขันชั้นนำของประเทศไทย เพื่อเสริมทักษะการขับขี่ เพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถบนท้องถนน

โดยมี นักแข่งดีกรีแชมป์ในสังกัด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ทำการเทรนนิ่งให้ลูกค้าและร่วมสร้างสีสันให้กับกิจกรรมดังกล่าว

“รอสซี่” ควงคู่ “มอร์บิเดลลี่” ออกสตาร์ทแถว 2 ล่าแชมป์ กรังด์ปรีซ์ เดอ ฟรองซ์

วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 ดาวบิดจอมเก๋า สังกัดมอนสเตอร์ ยามาฮ่า โมโตจีพี บิดคว้ากริดสตาร์ทที่ 5 ศึกกรังด์ปรีซ์ เดอ ฟรองซ์ ขนาบข้างด้วย ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 ดาวรุ่งสังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ที่ประจำการณ์ในกริดที่ 6 ลุ้นล่าแชมป์ช่วงหัวค่ำวันนี้

ศึกโมโตจีพี 2019 สนามที่ 5 ของฤดูกาล ยกพลดวลความเร็ว ที่ เลอ มองส์ บูกัตติ กรังด์ปรีซ์ เรซ เซอร์กิต ประเทศฝรั่งเศส ระยะทางต่อรอบ 4.2 กิโลเมตร ในรายการชาร์ค เฮลเมท กรังด์ปรีซ์ เดอ ฟรองซ์

เกมรอบควอลิฟายมีขึ้นในช่วงเย็นที่ผ่านมา โดยขุนพลนักบิดค่ายยามาฮ่า สามารถทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ ควบรถแข่งยามาฮ่า YZR-M1 แย่งชิงตำแหน่งที่ดีที่สุดบนกริดสตาร์ท

และเป็นทางด้าน วาเลนติโน่ รอสซี่ #46 นักบิดมากประสบการณ์ สังกัดมอนสเตอร์ ยามาฮ่า โมโตจีพี ที่บิคคว้ากริดสตาร์ท ที่ 5 มาครอง ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 41.655 วินาที สร้างโอกาสคว้าแชมป์ในรอบไฟนัล

รวมถึง ฟรังโก้ มอร์บิเดลลี่ #21 นักบิดทีมแซทเทิลไลท์ สังกัดปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ขนาบข้างดาวบิดรุ่นพี่ร่วมชาติบนกริดสตาร์ทในกริดที่ 6

ด้าน ฟาบิโอ การ์ตาราโร่ #20 เพื่อนร่วมสังปิโตรนาส ยามาฮ่า เอสอาร์ที ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 10 ถัดไปเป็น มาเวริค บีญาเลส #12 ดาวบิดสังกัดมอนสเตอร์ ยามาฮ่า โมโตจีพี ในกริดที่ 11

สำหรับเกมรอบชิงชนะเลิศในรุ่นใหญ่ ศึกชาร์ค เฮลเมท กรังด์ปรีซ์ เดอ ฟรองซ์ จะออกสตาร์ทในเวลา 19.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) โดยแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถร่วมส่งกำลังใจให้กับนักแข่งทีมยามาฮ่าด้วยการติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง PPTV 36 HD

ร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง!!! Suzuki ขึ้นโพเดียม 2 สนามติด MotoGP 2019

สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก “MotoGP” 2019 สนามที่ 4 รายการสแปนิช กรังปรีซ์ ณ สนาม Circuito do Jeresz – Angel Nieto ประเทศสเปน อเล็กซ์ รินส์ นักบิดชาวสเปน หมายเลข 42 สังกัด Team Suzuki Ecstar ได้คว้าชัยในสนามนี้ โดยควบ Suzuki GSX-RR แซงคู่แข่งผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ในสนามที่ 3 อเล็กซ์ รินส์ ทำผลงานได้น่าทึ่งโดยการคว้าแชมป์สนามมาแล้วเช่นกัน โดยมีคะแนนสะสมรวมอยู่ลำดับที่ 2 ห่างจากผู้นำเพียง 1 คะแนนเท่านั้น ติดตามเชียร์ และเป็นกำลังให้ อเล็กซ์ รินส์ คว้าแชมป์ในสนามที่ 5 ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ณ สนาม Le Mans ประเทศฝรั่งเศส

ไทยยามาฮ่า ร่วมใจสวมเสื้อเหลืองถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

มร.ชิเงโอะ ฮายาคาวะ ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด พร้อมกลุ่มบริษัทในเครือ ร่วมใจสวมเสื้อสีเหลืองแสดงความจงรักภักดีและร่วมถวายพระพรเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๒

ในการนี้ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร และรักษาการผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า ได้เปิดกรวยดอกไม้ถวายราชสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมกล่าวนำผู้บริหารและพนักงานถวายพระพรในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ จากนั้นคณะผู้บริหารและพนักงาน ร่วมกันปลูกต้นรวงผึ้ง อันเป็นต้นไม้ประจำรัชกาล จำนวน ๑๐ ต้น เพื่อเป็นสิริมงคลกับบริษัทอีกด้วย

ณ บริเวณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด บางนา-ตราด กม.21 เมื่อเร็วๆ นี้

บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัดถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

คณะผู้บริหาร และพนักงาน บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ได้พร้อมใจยืนถวายความจงรักภักดี พร้อมร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒ 
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน 
บริษัท ไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด

2019 BENELLI T R E series

จากงาน 2019 MOTOR BIKE EXPO ที่เวโรน่า ในอิตาลี ค่ายรถอย่าง Benelli ได้ร่วมออกบู๊ธจัดแสดงรถโมเดล 2019 หลากหลายรุ่นแบบจัดเต็มไลน์การผผลิต และหนึ่งในไลน์การผลิตที่น่าสนใจก็คือ รถในสายแอดเวนเจอร์ อย่างซีรี่ส์ TRK ซึ่งมีกระแสข่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วกับการเปิดไลน์รุ่นเล็กของซีรี่ส์อย่าง TRK251 ในงาน 2017 EICMA ก่อนที่มีข่าวว่าจะบุกตลาดอินเดียและนำเข้าไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ล่าสุดโฉมใหม่โมเดลปี 2019 อย่างที่เกริ่นจั่วหัวไว้ว่าได้ถูกส่งมาโชว์โฉมอย่างเป็นทางการที่อิตาลี ร่วมกับรุ่นใหญ่ในซีรี่นี้ อย่าง TRK502 กับ TRK502X

คาดว่าสเปคพื้นฐานคงไม่ต่างอะไรจากเวอร์ชั่นประกาศบุกอินเดียในปี 2018 จากพื้นฐานสเปคเครื่องยนต์ขนาด 249 ซีซี 1 ลูกสูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว แบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 25.4 แรงม้าที่ 9,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 21.2 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที พร้อมด้วยด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside-Down ขนาด 41 มม. และระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock ชิลด์หน้าขนาดใหญ่ในแนวแอดเวนเจอร์ที่มาพร้อมกับไฟ LED รอบขณะที่ จานเบรคมาแบบ Wave Disc หน้าหลัง พร้อมด้วยวงล้อขนาด 17 นิ้ว ที่ติดตั้งยางขนาด 110/70-ZR17 และ 150/60-ZR17 ต้องยอมรับว่าแปลกกับไฟล์พีอาร์ที่เราได้รับจากงาน 2019 Motor Bike Expo จากเวโรน่า ที่เสร็จสิ้นเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมานั้น นอกจากภาพรถทุกคันทุกรุ่นที่คาดว่าจะทำตลาดในปี 2019 กับข้อความระบุมาว่าเป็นโมเดล 2019 แล้ว “ไม่มีรายละเอียดใดๆ ให้เลย” กอง บ.ก.ไรดิ้งเรา ก็คงต้องอ้างอิงจากสเปคเดิมที่ได้จากการเปิดตัวใน 2017 EICMA คร่าวๆ ก็แล้วกัน ก็ตามที่กล่าวถึงไปนั้น และเมื่อลองเสิรืชจากเว็บไซด์ของอินเดีย ก็มีข้อความแจ้งกำหนดการเปิดตัว 2019

TRK251 ไว้ ในเดือนมีนาคม 2019 พร้อมกับสเปคบางส่วนที่มีระบุถึงตัวรถดังนี้
Engine Type: Liquid Cooled, Single Cylinder, 4-Valves, DOHC
Engine Displacement (CC): 249 cc
Power (PS@rpm): 25.83 PS @ 9,250 rpm
Torque (Nm@rpm): 21.2 Nm @ 8,000 rpm
Bore: 72 mm
Stroke: 61.2 mm
No Of Cylinders: 1
Drive Type: Chain Drive
Valves (per cylinder): 4
Fuel System: Fuel Injection
Fuel Type: Petrol
Ignition: Delphi MT 05

โดยมีระบบส่งกำลังเกียร์แบบแมนนวล 6 สปีด พร้อมกับระบบกันสะเทือนหลัง Trestle in steel tubes awingarm with central shock absorber กับระบบกันสะเทือนหน้าอย่างที่กล่าวไปแล้ว คือ Upside down fork 41 มม.
ขณะที่ในส่วนของพี่ใหญ่สุดของซีรี่ส์อย่าง TRK502 และ TRK502X นั้น ก็คาดว่าไม่มีรายละเอียดใดๆ แตกต่างไปมากนัก เพราะเมื่อพิจารณาจากไฟล์ภาพแล้ว ก็น่าจะเป็นการส่งรถมาแบบไมเนอร์เช้นจ์แค่นั้น กล่าวคือ น่าจะเป็นสเปคควบระหว่าง 2018-2019 นั่นเอง ที่สำคัญงาน 2019 Motor Bike Expo นี้ แม้จะเป็นงานจัดแสดงจักรยานยนต์ของอิตาลี แต่ก็ไม่น่าจะมีความสำคัญมากไปกว่า EICMA และ Intermot ที่มักจะเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในระดับนานาชาตินั่นเอง เราจึงมั่นใจว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากนักแม้จะส่งไฟล์ภาพมาพร้อมระบุว่าเป็น 2019 โมเดล โดยไม่มีรายละเอียดใดใดก็ตาม โดยในเพรสคิทมีกล่าวถึง TRK502X ว่าปรับจากพื้นฐานของรถแบบให้สามารถลุยได้มากขึ้นจากพื้นฐานเดิม TRK 502 ด้วยการ เปลี่ยนเป็นวงล้ออลูมิเนียม หน้า 19 นิ้ว หลัง 17 นิ้ว อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว พร้อมกับกล่าวถึงเฟรมแบบ steel trellis ว่ามีความแข้งแกร่งเพียงพอสำหรับการถูกพัฒนาให้เป็นรภใน adventure style นี้ ด้วยพื้นฐานเครื่องยนต์ 4 จังหวะ 2 สูบ 4 วาล์วต่อสูบ ให้กำลังสูงสุด 47.6 แรงม้าที่ 8,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 45 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบ/นาที มีสมรรถนะมากพอสำหรับการตอบสนองการขับขี่ในแบบแอ๊ดเว้นเจอร์นี้ ซึ่ง โมเดล 2019 ของ TRK502X นี้ จะมี สีขาว กับ สีดำแดง ให้เลือก สำหรับเจ้า TRK502 นั้นจะต่างที่แรงบิดนั้นจะมาพร้อมกับกำลังขนาด 46 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยมีกำลังสูงสุดเท่ากัน นอกจากนี้วงล้อก็ยังคงเดิม คือ มากับขนาดขอบ 17 หน้าหลัง โดยมีสองโทนสีให้เลือกเหมือนกัน