2020 Ninja ZX-25R

เปิดตัวมาในปี 2020 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างมาก กับรถซูเปอร์สปอร์ต Ninja ZX-25R ขนาด 250 ซีซี มาพร้อมเครื่องยนต์ Inline 4 สูบเรียง รอบจัด เครื่องยนต์บล็อคใหม่กับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากคาวาซากิ

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีกระบอกสูบ x ช่วงชัก = 50.00 x 31.8 มม. ปริมาตรความจุ 250 ซีซี อัตราส่วนกำลังอัด 11.5:1 ให้แรงม้าสูงสุด 47 แรงม้าที่ 15,500 รอบ/นาที ให้แรงบิด 30 นิวตันเมตร จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีด มีชุดลิ้นปีกผีเสื้อขนาด 30 มม. x 4 ช่อง ระบบคลัทช์มาพร้อม Assist & Slipper Clutch เกียร์ 6 สปีด โดยเครื่องยนต์สามารถปั่นรอบได้สูงกว่า 17,000 รอบ/นาที

แรมแอร์ไดเร็ก ช่วยให้รอบปลายทำงานได้อย่างสุงสุด เป็นเทคโนโลยีที่ขึ้นชื่อในตระกูล Ninja ZX จากคาวาซากิ ระบบท่อดักอากาศ หรือ Ram-Air ถูกติดตั้งไว้บริเวณกึ่งกลางด้านหน้าของตัวรถ โดยได้แรงบันดาลใจมาจาก Ninja H2 อากาศที่ถูกอัดเข้าช่อง Ram-Air ไอดีจะมีปริมาณที่มาก และเร็ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์ ซึ่งเห็นผลจากแรงม้า และกำลังที่จะเพิ่มขึ้นในความเร็วสูงเสริมระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการทำงานที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพ Ninja ZX-25R เป็นรถขนาด 250 ซีซี รุ่นแรกที่ติดตั้งระบบ Traction Control และ Quick Shifter ที่ทำงานได้เต็มระบบ ทั้ง Up และ Down ให้กำลังของเครื่องยนต์ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และยังให้โหมดสำหรับการขับขี่ Power Mode ที่มีให้เลือก Full และ Low

รม และช่วงล่างจัดเต็มสมรรถนะ เฟรมแบบ Trellis หรือแบบโครงถัก เป็นเฟรมใหม่ที่ช่วยกระจายแรงได้ดี โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ของ Showa ขนาด 37 มม. การทำงานภายในแบบ SFF-BP (Separate Function Fork – Big Piston) ด้านหลังโช้คอัพเดี่ยววางนอนเกือบจะขนานกับพื้นหรือในชื่อ Horizontal Back-link ดิสก์เบรกหน้าเดี่ยวขนาด 330 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ เป็นคาลิเปอร์โมโนบล็อคยึดแบบเรเดียลเมาท์ ด้านหลังดิสก์ขนาด 220 มม. คาลิเปอร์ขนาด 1 ลูกสูบ ล้อแม็ก 17 นิ้ว ยางหน้าขนาด 110/70R17 ยางหลังขนาด 150/60R17 ใช้รุ่น Dunlop GPR300
ถังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดความจุ 15 ลิตร ความสูงจากพื้นถึงเบาะ 785 มม. ระยะฐานล้อหรือ Wheelbase ที่ 1,380 มม. มีน้ำหนักตัวรวมของเหลว 184 กิโลกรัม

ถ้าสนใจก็สามารถสอบถามหรือเข้าไปที่ตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านได้แลย Kawasaki Ninja ZX-25R มี 2 สีคือ สีเขียว Lime Green / Ebony (SE) และสีดำ Metallic Spark Black / Pearl Flat Stardust White (SE) เปิดราคาที่ 269,000 บาท

ความรู้สึกหลังจากการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding
ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตแต่กลับให้อารมณ์เหมือนรถทัวร์ริ่งทั่วๆ ไป ที่ให้ท่านั่ง และการควบคุมที่รู้สึกสบายๆ ไม่ก้มมากจนเกินไป น้ำหนักที่แขนไม่ทิ้งไปที่แฮนด์ เบาะนั่งที่ต่ำ 78 ซม. รองรับสำหรับผู้ชายตัวเล็กและผู้หญิงเพิ่มความมั่นใจเมื่อได้คร่อม การวางเท้าก็ไม่ได้เยื้องไปข้างหลังอยู่ในตำแหน่งที่กำลังดี ทำให้ตัวผู้ขับขี่ไม่โน้มไปข้างหน้านั่นเอง น้ำหนัก 184 กิโลกรัม ถือว่าเยอะมาก แต่เมื่อออกตัวไปรู้สึกเบา และมีความเสถียรมั่นคง บอดี้ที่ใหญ่พอๆ กับตัว 600 ซีซี แต่การพลิกเลี้ยวคล่องตัว วงเลี้ยวแคบทำให้ซิกแซกง่าย แต่มีอุปสรรคที่กระจกหน้าที่เป็นเหมือนหนวดกุ้ง เพราะว่าระดับพอดีกับกระจกรถยนต์เครื่องยนต์บล็อคใหม่ๆ ซิงๆ 4 ลูก เรียง แต่มันขัดใจนิดหน่อยเรื่องอัตราเร่งช่วงออกตัวที่จะอืดๆ เล็กน้อย ไม่พุ่งปรี๊ดปร๊าดอย่างที่หลายๆ คนคิดเอาไว้ สำหรับคนที่ชอบขี่เกียร์สูงรอบต่ำก็พอได้อยู่สัก 3,000-4,000 รอบ/นาที แต่พอรอบกวาดไปถึง 7,500-8,000 รอบ/นาที ทีนี้ล่ะความสนุกเร้าใจเริ่มบังเกิดขึ้นแล้ว เกียร์ 3-4-5-6 มาเต็ม มีย่านกำลังให้ใช้เหลือเฟือ จะกระแทกคันเร่งตอนไหนก็ได้ ด้วยเครื่องยนต์ที่เป็น 4 สูบ ทำให้การลากรอบได้ถึง 15,500 รอบ/นาที ความเร็วปลายทะลุ 180 กม./ชม. การเสริมช่องแลมแอร์มาให้ช่วยการดักอากาศเข้าไปที่กรองเพื่อใช้ในรอบปลาย กับความเร็วตั้งแต่ 100กม./ชม. ขึ้นไป จะรู้สึกได้เมื่อใช้ความเร็วรอบที่เหมาะสม โหมดการขับขี่ 2 โหมด Full และ Low สามารถปรับใช้งานได้ง่าย ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล ปรับได้ 3 ระดับ และปิดการใช้งานได้เพื่อความสนุกในเซอร์กิต และ ควิกชิพเตอร์ ทำงานรวดเร็วเข้าง่ายแทบไม่ต้องใช้คลัทช์ แต่จังหวะลดเกียร์ต้องใช้แรงกดมากหน่อย
ช่วงล่างด้านหน้าเซ็ทได้ลงตัว Upside Down รับแรงกระแทกและแรงกดได้หนึบ สะท้านถึงมือน้อย ช่วงหลังโช้คอัพที่วางตำแหน่งองศาเกือบขนานกับพื้น การรับน้ำหนัก และแรงกดกำลังเครื่องยนต์ก็นุ่มหนึบใช้ได้ แต่ตอนเข้าโค้งมีสวิงเล็กน้อย อาจเป็นที่พื้นถนนด้วย แต่ถ้าขี่ในสนามไม่น่าจะมีปัญหา เบรกหน้าไร้กังวล จัดมาให้แบบดับเบิ้ลดิสก์ ส่วนดิสก์เบรกหลังเดี่ยวก็มั่นใจได้
สรุปโดยรวม การออกแบบตัวรถสปอร์ตสวยเท่ และเครื่องยนต์ออกมาตอบโจทย์การใช้งานทั่วไป นั่งสบาย คล่องตัว เสียงเพราะ และขับขี่สนุกด้วยอัตราเร่ง

ซูซูกิ เปิดตัว All New Suzuki Hayabusa เทคโนโลยีจัดเต็ม!!!

พร้อมส่งมอบแล้วในไทยวันนี้พร้อมกันทั่วประเทศ ราคาของเจ้าพญาเหยี่ยว All New Suzuki Hayabusa นั่นอยู่ที่ 899,000 บาท หลังจากที่ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น Suzuki V-Strom 1050XT “Master of Adventure”, Suzuki V-Strom 650XT, Suzuki GSX-S750 และรถจักรยานยนต์สไตล์สปอร์ต Middle Class อย่าง Suzuki Gixxer SF “Your Track Redefined”
ล่าสุดเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วย All New Suzuki Hayabusa “The Legend is Back” รถจักรยานยนต์ Ultimate Sport Bike ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก พร้อมราคาสุดเร้าใจ 899,000 บาท All New Suzuki Hayabusa ได้รับการพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์การขับขี่ขั้นกว่า ด้วยสมรรถนะที่เยี่ยมยอด พร้อมเทคโนโลยีใหม่สุดล้ำแบบจัดเต็ม อีกทั้งยังพัฒนาตามมาตรฐานการปล่อยมลพิษ Euro 5 เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดมลพิษในอากาศ แต่ยังคงไว้ซึ่งความ สง่างาม น่าดึงดูด ด้วยสไตล์ที่โฉบเฉี่ยว ดุดัน ตามแบบฉบับเอกลักษณ์ของ Hayabusa
คุณพลอยไพลิน ศักดาเพชรศิริ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด กล่าวว่า “อย่างที่ทราบกันดีว่า All New Suzuki Hayabusa Generation 3 ได้มีการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อแทนคำขอบคุณและสร้างความเชื่อมั่นให้กับครอบครัวซูซูกิ ในวันนี้ บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเปิดตัว All New Suzuki Hayabusa ในประเทศไทยพร้อมกันกับการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลก ภายในปีเดียวกัน กับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลก”

All New Suzuki Hayabusa คือเทคโนโลยีระดับตำนานที่พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ด้วย เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 1,339.8 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ อัพเกรดอุปกรณ์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความทนทานไปอีกขั้น New Exclusively Designed Exhaust System ดีไซน์ระบบไอเสียแบบพิเศษ ช่วยพัฒนาและเสริมพละกำลังและแรงบิดช่วงต่ำถึงกลางให้ดี ทั้งยังเป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 คุณลักษณะของเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่นี้ ส่งผลให้มีกำลังเครื่องยนต์ที่นุ่มนวลและสม่ำเสมอมากขึ้น ผ่านรอบเครื่องยนต์ระดับต่ำถึงกลาง ซึ่งเป็นย่านความเร็วที่ใช้กันมากที่สุดในการขับขี่ประจำวัน
โครงสร้างของตัวรถน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง ด้วยเฟรมอลูมิเนียมอัลลอยแบบ ทวิน-สปา และสวิงอาร์มที่ขึ้นรูปด้วยการหล่อและรีดขึ้นรูป สามารถผสมผสานและรองรับพลังกำลังของ Hayabusa ในช่วงความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาลิปเปอร์ Brembo Stylema® รุ่นล่าสุด น้ำหนักเบากว่าคาลิปเปอร์ทั่วไป และสามารถระบายความร้อนได้ดีกว่า พร้อมจานเบรกขนาดใหญ่ถึง 320 มม. พร้อมการออกแบบรูระบายความร้อนแบบใหม่ มั่นใจในทุกครั้งที่ต้องการหยุดรถเหนือกว่าด้วยเทคโนโลยี อัจฉริยะ Suzuki Intelligent Ride System (S.I.R.S.) ชุดระบบอิเล็กทรอนิกส์สุดล้ำ ใหม่ล่าสุด เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบสนองทุกช่วงขณะการขับขี่ ดึงศักยภาพของตัวรถออกมาในทุกช่วงรอบความเร็ว และปรับโหมดการขับขี่ได้อย่างหลากหลายตามความต้องการ เพื่อให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งความสนุกแบบไม่หยุดยั้งตามแบบฉบับของ Hayabusa
ใหม่สุดจัดเต็มด้านเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ Suzuki Drive Mode Selector Alpha หรือ (SDMS-α) เป็นการนำเสนอโหมดการขับขี่ 3 ระดับตั้งต้น คือ (A: Active, B: Basic, C: Comfort) ซึ่งโหมดการควบคุมที่ตั้งค่ามาจากโรงงานนั้น ประกอบด้วย 1. Power Mode Selector 2. Motion Track Traction Control 3. Anti-lift control 4. Engine Brake Control และ 5. Bi-directional Quick Shift Systems และยังสามารถตั้งเป็นโหมด Custom ได้อีก 3 โหมด (U1, U2, U3)
นอกจากนี้ All New Suzuki Hayabusa นับเป็นครั้งแรกของเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ ที่ผู้ขับขี่สามารถกำหนดขีดจำกัด ความเร็วได้ ด้วยระบบ Active Speed Limiter ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้ความเร็วเกินกำหนดอีกต่อไป และยังมีระบบ Launch Control System ที่จะควบคุมรอบและแรงบิดของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กัน ถึง 3 โหมด ช่วยให้การออกตัวได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ
ครั้งแรกกับฟังก์ชันพิเศษ Emergency Stop Signal ที่จะทำงานด้วยการ กะพริบสัญญาณไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อเตือนรถที่ตามมา เมื่อผู้ขับขี่เบรกกะทันหันที่ความเร็ว 55 กม./ชม. ขึ้นไป เพิ่มเติมเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวก Suzuki Easy Start System ให้ผู้ขับขี่ก่อนเดินทาง สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เพียงการกดสวิตช์เพียงครั้งเดียว ระบบ Low RPM Assist เพิ่มรอบความเร็วของเครื่องยนต์อย่างราบรื่น เมื่อออกตัวหรือขับขี่ที่ความเร็วต่ำ ป้องกันเครื่องยนต์ดับ เพื่อช่วยเพิ่มความมั่นใจทุกครั้งที่ขับขี่ แม้ในสภาพการจราจรที่ติดขัด ระบบ Cruise Control System สามารถตั้งค่าความเร็วคงที่ในช่วงความเร็วระหว่าง 31-200 กม./ชม. โดยขับขี่ที่รอบความเร็ว 2,000 – 7,000 รอบ ที่เกียร์ 2 หรือสูงกว่า ระบบเบรกแบบกระจายหน้า-หลัง Combined Brake System เพียงแค่บีบมือเบรกด้านหน้า
เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ระบบ Motion Track Brake System ช่วยในการควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้งหรือลงทางลาดชัน โดยรับข้อมูลและประมวลผลจากระบบ IMU เพื่อทรงตัวที่ดีเยี่ยม Slope Dependent Control System ระบบป้องกันล้อหลังยกตัวขณะลงเนินหรือทางลาดชัน ทำงานร่วมกับกล่อง IMU โดยจะตรวจสอบท่าทางและองศาของตัวรถ การควบคุมแรงดันเบรกขณะลงเนิน Hill Hold Control System ระบบช่วยหยุดรถบนทางลาดชัน โดยระบบจะสั่งการเบรกหลังให้ทำงานอัตโนมัติ โดยไม่ต้องบีบมือเบรกค้าง เพื่อป้องกันการไหลของตัวรถโดยมีระยะเวลา 30 วินาที ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดของ All New Suzuki Hayabusa คุณพลอยไพลิน กล่าวถึงรายละเอียดอย่างมั่นใจ
ทั้งนี้ All New Suzuki Hayabusa ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “The Refined Beast” หมายถึง ความงดงามน่าเกรงขามแต่แฝงไปด้วยความชาญฉลาด เปรียบเสมือนเหยี่ยวเพเรกรินของญี่ปุ่น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัย พร้อม Feature ใหม่ๆ มากมาย กับสไตล์รูปทรงที่ดุดัน หรูหราด้วยเส้นสายที่เฉียบคม และการออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ สามารถถ่ายทอดด้วยความรู้สึกพุ่งทะยานไปข้างหน้า พร้อมไฟท้ายแบบใหม่ที่สะดุดตา ท่อไอเสียสไตล์สปอร์ต การดีไซน์ล้อแบบ 7 ก้านใหม่ ที่ดึงดูดใจ และทรงประสิทธิภาพ รูปลักษณ์ด้านหน้าแบบใหม่หมดจด ด้วยการออกแบบไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Positioning Light ที่รวมเอา Day Time Running Light กับชุดไฟเลี้ยวสไตล์สปอร์ตเข้าด้วยกัน โดดเด่น เร้าใจยิ่งขึ้น พร้อมเทคนิคการใช้สีและสร้างความโดดเด่นเฉพาะตัว เพื่อแสดงออกถึงสมรรถนะที่เป็นที่สุดของ Hayabusa แบบ Two Tone ทั้ง 3 แบบ กับเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

คุณณวีเอก พิชยามารินทร์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขาย กล่าวเสริมว่า “สีสันของพญาเหยี่ยวที่ทาง บริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้เตรียมมาในการเปิดตัวครั้งนี้ เรานำเข้าทั้ง 3 สีนั้น มาในรูปแบบของความดุดัน สปอร์ต สะท้อนความปราณีต แม้แต่ในรายละเอียดเล็กๆ ทีมออกแบบของซูซูกิก็ยังใส่ใจอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกอัตราเร่ง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร” เริ่มด้วยสีแรก Glass Sparkle Black / Candy Burnt Gold : สีดำ/ส้ม สปอร์ตเร้าใจ ลึกลับ น่าค้นหา บ่งบอกถึงความเป็นญี่ปุ่น สีที่ 2 Metallic Matte Sword Silver / Candy Daring Red : บรอนซ์/แดง สปอร์ตล้ำแห่งอนาคต พละกำลังที่ซ่อนเร้น หรูหรา มีระดับ และสีที่ 3 Pearl Brilliant White / Metallic Matte Stellar Blue : ขาว/น้ำเงิน สปอร์ตเรียบง่าย หรูหรา ตามสไตล์ Suzuki
จากการเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา All New Suzuki Hayabusa ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั่วโลก แม้กระทั่งในประเทศไทยเอง ที่การเปิดตัวในครั้งนี้ถือเป็นการปลุกกระแส Hayabusa ให้กลับมาโลดเล่นอีกครั้ง สมกับการเป็นเจ้าตำนานความเร็ว ที่เปลี่ยนนิยามของการขับขี่รถจักรยานยนต์ไปตลอดกาล โดยสนนราคาของเจ้าพญาเหยี่ยว All New Suzuki Hayabusa นั่นอยู่ที่ 899,000 บาท พร้อมเงื่อนไขพิเศษ ฟรี ประกันภัยชั้น 1 ค่าจดทะเบียน พรบ. Roadside Assistance พร้อม Warranty ไม่จำกัดระยะทางถึง 2 ปีเต็ม
คุณพิทักษ์ ทับทิม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการกล่าวสรุปว่า “จากความตั้งใจ ความทุ่มเทของทีมงานชาวซูซูกิทุกท่าน เราพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ซูซูกิ และในปีนี้ ทางบริษัท ซูซูกิ โมโตเซลส์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จะมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์อีกหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ หวังว่าทุกท่านจะได้รับประสบการณ์อันดีเยี่ยมในวันนี้ และต่อๆไป”นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของ All New Suzuki Hayabusa ท่านที่สนในสามารถติดต่อได้ที่ผู้แทนจำหน่าย Suzuki Big Bike ทั่วประเทศ หรือ Website: www.suzukimotosales.co.th ช่องทาง Facebook ที่ Suzuki Society Thailand

2021 KTM 125SX

สเต็ปแรกสำหรับการก้าวสู่ระดับอาชีพในฐานะนักแข่งวิบาก KTM เขาว่ามาอย่างนั้น สำหรับคำจำกัดความของ KTM 125SX ที่จั่วหัวว่า Kickstart your MX racing career

นี่คือรถโมโตครอสที่มีขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบาที่สุดในกลุ่มรถ full-size bike ด้วยโครงสร้างแชสซีส์ที่มีน้ำหนักเบามากเมื่อผสานกับเครื่องยนต์พร้อมแข่งขนาด 125 ซีซี แบบสองจังหวะก็สามารถเร่งเร้าพลังความกระหายชัยชนะให้กับนักแข่งวัยรุ่น ที่พร้อมเค้นสมรรถนะที่สามารถทะยานพุ่งไปได้อย่างรวดเร็วคล่องแคล่วเฉียบคมทุกจังหวะการขับขี่

องค์ประกอบแรกที่ KTM กล่าวถึง คือ ระบบไอเสียที่ชุดท่อไอเสียได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมทั้งระบบ อีกทั้งปรับรูปทรงให้เหมาะสมกับมิติของตัวรถ อีกทั้งจำกัดระดับมาตรฐานไอเสียตามข้อกำหนดในกติกาของสนามแข่งขององค์กรควบคุมอย่าง FIM และแน่นอนว่าระบบไอเสีย รวมทั้งท่อไอเสีย มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมขึ้น พร้อมเค้นสมรรถนะมาอย่างเต็มกำลัง

ด้วยปริมาตรเครื่องยนต์ขนาด 124.8 ซีซี จากระยะช่วงชัก 54.5 มม. และขนาดกระบอกสูบ 54 มม. พร้อมที่จะส่งพลังขับเคลื่อนออกมาเต็มพิกัดในระดับเครื่องยนต์ของ 125SX ที่มีระบบส่งกำลังแบบ 6 สปีด พร้อมคลัทช์ แบบ Multi-plate clutch,Brembo hydraulics นี่คือรถที่มีอัตราส่วนระหว่างกำลังต่อน้ำหนักอยู่แถวหน้าของคลาสนี้

ในช่วงต้นจะกล่าวถึงระบบไอเสียที่ออกแบบท่อใหม่แล้ว ในส่วนของระบบไอดีนั้นก็ได้มีการพัฒนาในส่วนของ Airbox เพื่อให้สามารถป้อนอากาศหรือออกแบบให้มีอากาศไหลเวียนเข้าไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ดังนั้นใน KTM125SX นี้จึงออกแบบ Airbox รวมทั้ง intake snorkels หรือท่อทางเดินอากาศ ให้สามารถป้อนอากาศได้ดีกว่าเดิม รวมถึงมีการใช้กรองอากาศขนาดใหญ่ ที่นอกจากมีขนาดที่ใหญ่เพื่อการไหลเวียนที่ดีแล้ว ยังจำเป็นต้องออกแบบให้มีการป้องกันสิ่งสกปรกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ข้อมูลตัวรถ มีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้

ENGINE
TRANSMISSION 6-speed
STARTER Kickstarter
STROKE 54.5 mm
BORE 54 mm
CLUTCH Multi-plate clutch, Brembo hydraulics
DISPLACEMENT 124.8 cm³
EMS Kokusan
CHASSIS
WEIGHT (WITHOUT FUEL) 87.5 kg
TANK CAPACITY (APPROX.) 7.5 l
FRONT BRAKE DISC DIAMETER 260 mm
REAR BRAKE DISC DIAMETER 220 mm
FRONT BRAKE Disc brake
REAR BRAKE Disc brake
CHAIN 5/8 x 1/4”
FRAME DESIGN Central double-cradle-type 25CrMo4 steel
FRONT SUSPENSIONWP XACT-USD, Ø 48 mm
GROUND CLEARANCE 375 mm
REAR SUSPENSIONWP XACT Monoshock with linkage
SEAT HEIGHT 850 mm
STEERING HEAD ANGLE 63.9 °
SUSPENSION TRAVEL (FRONT) 310 mm
SUSPENSION TRAVEL (REAR) 300 mm

Honda Gold Wing

ถึงคราวอัพเดทยักษ์ใหญ่สายทัวร์ริ่งประจำค่าย Honda อย่าง รถในรหัส GL1800 ที่มีการขยับไลน์อัพโมเดล 2021 ในเบื้องต้น ส่งออกมาสองเวอร์ชั่น คือ GL1800 GoldWing กับ GL1800 GoldWing Tour

โดยตัวแรก GL1800 Gold Wing จะมาพร้อมกับเฉดสีแบบ contemporary new colour scheme หรือโทนสีแบบร่วมสมัย ขณะที่ GL1800 Gold Wing Tour ได้รับการปรับเสริมเติมแต่งเพิ่มออพชั่นเข้าไปเพื่อให้มีขีดความสามารถในการใช้งานเดินทางไกลได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น และทั้งสองโมเดลต่างก็จะได้รับการอัพเกรดในส่วนของระบบเครื่องเสียงด้วยกันทั้งคู่

โดยรวมแล้วก็น่าจะกล่าวว่าเป็นการปรับในแบบไมเนอร์เชนจ์เป็นส่วนใหญ่ สำหรับเจ้า GL1800 ยักษ์ใหญ่จากค่ายฮอนด้า ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เปิดตัวมาแม้จะเป็นการปรับเสริมในแบบไมเนอร์เชนจ์ก็ตามที ซึ่งในปีนี้ตามแพลนของตลาดยุโรปนั้น จะมีส่งออกมาจากไลน์การผลิตทั้งสิ้นยี่สิบสี่รุ่น นั่นเอง

แม้จะมีสองเวอร์ชั่นหลักตาที่กล่าวไปแล้ว ก็ยังมีรายละเอียดย่อยในแต่ละเวอร์ชั่นออกมา คือ Gold Wing สแตนดาร์ด กับ Gold Wing DCT และ เวอร์ชั่น Tour นั้นก็จะมี Gold Wing Tour-Gold Wing Tour DCT-และ Gold Wing Tour DCT Airbag ตามลำดับ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดสเปคให้มาอย่างเป็นทางการ แต่ก็ตามที่กล่าวไปแล้ว ว่านี่คือไมเนอร์เชนจ์ ดังนั้นคงไม่มีแตกต่างจากโมเดลก่อนหน้านี้เท่าไรนัก

ความสนุกของการขับขี่ WR155R ที่จะเปลี่ยนทุกเส้นทางของคุณให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป

ความสนุกของการขับขี่ WR155Rที่จะเปลี่ยนทุกเส้นทางของคุณให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป‼️ 🏍เก็บเกี่ยวทุกเส้นทาง และประสบการณ์ใหม่ๆแล้วจะพบว่าทุกเส้นทางที่เราได้ไป…มักมีสิ่งสวยงามรอเราอยู่ทั้งสองข้างทางเสมอ

MV AGUSTA Superveloce Limited Edition by Alpine

เป็นอีกค่ายที่ไม่ค่อยจะให้รายละเอียดตัวรถ โดยเฉพาะเวอร์ชั่นพิเศษที่ขยันส่งออกมามากมายหลากรุ่น ใช่แล้ว MV Agusta จากอิตาลี ที่ประกาศผลิต Limited Edition ล่าสุดออกมา ทั้งที่เพิ่งจะส่ง เวอร์ชั่นครบรอบ 75 ปี ออกมาก่อนหน้านี้

และนี่คือเวอร์ชั่นพิเศษ ที่ MV Agusta จะผลิตออกมาจำกัด 110 คัน กับการแตกย่อยมาจากรุ่น Superveloce โดยเวอร์ชั่นนี้ได้จับมือกับผู้ผลิตรถสปอร์ตและพาร์ทคิทสำหรับการแข่งขันจากฝรั่งเศษอย่างแบรนด์ Alpine โดยพื้นฐานเครื่องยนต์จะเป็น เครื่องยนต์สามสูบแถวเรียงของ MV Agusta ที่มีขนาดกำลัง 147 แรงม้า ซึ่งสามารถทำความเร็วได้มากกว่า 240 กม. ต่อ ชม. โดยจะเสริมแต่งชิ้นส่วนที่พัฒนามาตามแบบฉบับรถสปอร์ตจาก Alpine A110 ซึ่งรายละเอียดไม่มีอะไรมากนัก นอกจากไฟล์ภาพที่ได้รับมา ดังนั้น เรามาชมโฉมของ MV Agusta Superveloce Alpine ที่มีผลิตออกมา 110 คัน

ครั้งที่แล้วได้นำเสนอ Superveloce ตัวฉลองครบรอบ 75 ปีไป ถ้าคิดว่า ค่าตัวของเวอร์ชั่นนั้น อยู่ที่ 25,000 ยูโร แพงแล้วล่ะก็ ยังคงห่างชั้นจาก Al[ine Edition คันนี้ ที่มาพร้อมกับราคาเบ็ดเสร็จที่ 36,000 ยูโร แต่ไม่ต้องคิดมาก เพราะยอดจำหน่าย “ครบจำนวนเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

Yamaha GT125 New Generation of Torque เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ…จัดจ้านเร้าใจ สีสันใหม่ สไตล์สปอร์ตเมติก

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์คุณภาพ ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ออโตเมติกของเมืองไทย พร้อมส่ง Yamaha GT125 ใหม่! New Generation of Torque เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ…จัดจ้านเร้าใจ สีสันใหม่ สไตล์สปอร์ตเมติก ออโตเมติกหัวฉีด 125 ซีซี ดีไซน์สปอร์ต สีสันใหม่โฉบเฉี่ยวเร้าใจ ออกตัวแรง ขี่สนุก คล่องตัวกว่า ด้วยเครื่องยนต์บลูคอร์ บิดเร่งเร้าใจ…สไตล์วัยมันส์ และคุ้มค่ากว่าด้วยการรับประกันมากกว่า ถึง 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร* ต้องยามาฮ่าเท่านั้น!

Yamaha GT125 ใหม่! จัดจ้านเร้าใจ สีสันใหม่ สไตล์สปอร์ตเมติก มาพร้อมเครื่องยนต์บลูคอร์ 125 ซีซี เทคโนโลยีแห่งความแรงและประหยัด ออกตัวแรง อัตราเร่งดีด้วยเครื่องยนต์ 125 ซีซี ที่ประหยัดน้ำมัน พัฒนาให้การเผาไหม้ได้สมบูรณ์กว่า ระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

Yamaha GT125 ใหม่! สปอร์ตบาดใจ…เท่แบบจัดเต็มด้วยไฟหน้า FULL LED พร้อมไฟหรี่และไฟเลี้ยวบิวท์อินกับตัวรถ พร้อมด้วย Meter แผงหน้าปัดดีไซน์สปอร์ต พร้อมไฟ ECO Lamp ช่วยบอกถึงสถานะการประหยัดขณะขับขี่ Yamaha GT125 ใหม่! เท่บาดใจ ปลอดภัยสุดๆ ด้วย กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM เปิดช่องกุญแจอัตโนมัติพร้อมไฟเรืองแสง และส่งสัญญาณบอกตำแหน่งรถ ปลอดภัยด้วย Parking Brake สวิตช์ล็อกเบรกหลัง เพิ่มความสะดวกเมื่อจอดในที่ลาดชัน และขับขี่สนุก เข้าโค้งสุดมันส์ได้อย่างมั่นใจด้วยล้อแม็ก 14” แข็งแกร่ง พร้อมยางหลังขนาด 100/70 มม. สปอร์ตหนึบแน่น
Yamaha GT125 ใหม่! เฟี้ยวฟาสต์ บาดใจ…จัดจ้านเร้าใจ สีสันใหม่ สไตล์สปอร์ตเมติก มาด้วย 2 สีสันใหม่ คือ สีแดง (Red Force) จี๊ดจ๊าดสุดเร้าใจ และสีเทา (Mystic Grey) เท่เข้มบาดใจ พร้อมวางจำหน่ายในราคาเพียง 46,900 บาท ตั้งแต่วันนี้! ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 และสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที
Facebook: Yamaha Society Thailand
Instagram: @yamahasocietythailand
Youtube: Yamaha Society Thailand

Ducati Diavel1260 Lamborghini

ก็ฮือฮาไปพักใหญ่กับการประกาศยุติบทบาทในฐานะตัวแทนจำหน่าย Ducati ในประเทศไทย ของกลุ่มธุรกิจยานยนต์ชั้นนำของไทย ส่วนจะเป็นใครมารับช่วงต่อนั้นก็ต้องติดตามกันต่อไป ซึ่งก็คงต้องทำการบ้านหนักไม่น้อยสำหรับการรับช่วงดูแล Ducati ในประเทศไทย

เอาล่ะก็มาที่ทางฝั่งบริษัทแม่เองก็ได้เดินหน้า ส่งรถโมเดลใหม่ออกมาเช่นเคย และหนึ่งในไลน์อัพก็คือ สปอร์ตครุยเซอร์ที่ต้องขออนุญาติกล่าวว่า ไปได้ไม่ค่อยสวยนักในบ้านเรา แต่เอาน่า เขาก็มีกลุ่มนิยม ไม่เช่นนั้นคงไม่มีพัฒนาออกมาจำหน่ายในประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง กับ Ducati Diavel 1260 ที่ส่งออกมาสามเวอร์ชั่น คือ Diavel1260 – Diavel1260 S – Diavel 1260 Lamborghini สามโมเดล ที่มาพร้อมกับการแบ่งรายละเอียดการวางจำหน่ายในแต่ละซีกโลกเป็นสามโซน คือ ในกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรฐานไอเสียระดับ Euro5 ในกลุ่มประเทศ สหรัฐอเมริกา,แคนาดา,เม็กซิโก และ โซนที่สาม คือ ประเทศอื่นที่ไม่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวทั้งสองโซนที่กล่าวถึง ความต่างกันในแต่ละโมเดลจากทั้งสามโซนนั่นก็คือ เลเวลของแรงม้า หรือกำลังเครื่องยนต์ ที่ในโซนแรกนั้นจะมีกำลัง 162 แรงม้า ที่ 9,500 รอบ ต่อนาที ในโซนถัดมา จะมีกำลัง 157 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ ต่อ นาที และ โซนสุดท้าย จะมาพร้อมกับกำลัง 159 แรงม้า ที่ 9,500 รอบ ต่อ นาที นั่นหมายความว่า ถ้าคุณนำเข้ารถเองโดยผ่านผู้นำเข้าอิสระก็ต้องดูว่ารถนั้นมาจากโซนไหน สำหรับเลเวลของกำลัง 157-162 แรงม้า

แต่พื้ฐานเครื่องยนต์ทั้งสามโซนนั้นเป็นสเปคเดียวกัน ด้วย Testastretta DVT 1262 V2-90 องศา สี่วาวล์ ต่อ สูบ Desmodromic Variable Timing , Dual Spark ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมปริมาตรความจุเครื่องยนต์ ขนาด 1,262 ซีซี ที่มีอัราส่วนกำลังอัด 13.0:1 และมีแรงบิตเท่ากันที่ 13.2 กม. หรือ 129 Nm ที่ 7,500 รอบ ต่อนาที ซึ่งรายละเอียดพื้นฐานของทั้งสามโมเดลนั้น เราได้นำมาลงไว้ด้านท้ายให้ได้ดูกัน และที่ Riding เราค่อนข้างจะสนใจก็คือ เวอร์ชั่นที่น่าจะเรียกว่าพิเศษ อย่าง Lamborghini Edition ที่เป็นการร่วมมือยินยอมพร้อมใจ ของสองค่ายชั้นนำในแวดวงยานยนต์ จากอิตาลีที่จะส่ง DUCATI DIAVEL 1260 LAMBORGHINI ออกมาสู่ตลาดทั่วโลกจำนวนจำกัดที่ 630 คัน

โดยในการออกแบบนั้น ทาง Ducatiได้นำแนวคิดของการออกแบบรถยนต์ของ Lamborghini มาเป็นพื้นฐานในการแต่งแต้มเสริมความเป็นสปอร์ตของ Diavel เวอร์ชั่นพิเศษนี้ เอาสั้นๆ ก็คือหยิบคอนเซ็ปท์การออกแบบรถยนต์รุ่น Sian FKP7 มาถ่ายทอดลงบน Diavel ด้วยวัสดุชั้นยอด แข็งแกร่ง และเบา ไม่ว่าวงล้อแบบ forged wheels ชิ้นส่วนจากคาร์บอยไฟเบอร์ รวมทั้งการเลือกโทนสี Gea Green กับ Electrum Gold แบบที่ทางฝั่ง Sant’Agata Bolognese หรือทาง โรงงาน Lamborghini ใช้กับรถรุ่นพิเศษอย่าง Sian FKP37 ที่ออกมาในวาระพิเศษ พร้อมทั้งใส่หมายเลข 63 เพื่อระลึกถึงการก่อตั้งของโรงงาน Lamborghini ในปี 1963 และเมื่อผลิต ทาง Ducati จึงจำกัดไว้ที่ 630 คัน

นอกจากเครื่องยนต์ Ducati แบบ Testastretta DVT 1262 engine ที่ใช้กับสามโมเดลดังกล่าว ที่แยกจากไลน์อัพอื่นในตระกูล Diavel ด้วยกันแล้ว เจ้า Lamborghini Edition ยังเสริมด้วยชิ้นส่วนพิเศษ พาร์ทพิเศษ รวมทั้ง ระบบอิเล็คทรอนิคส์เพิ่มเติมพิเศษบางจุด เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมซีรีส์ 1262 engine ที่มาพร้อมมาตรฐานในเลเวลเดียวกันอย่าง Trellis tubular steel frame Aluminium single-sided swingarm หรือ ชุดเบรก Brembo brakes with 320 mm diameter front discs and M50 monobloc calipers, 265 mm diameter rear disc เช่นเดียวกับชุดไฟ LED ทั้ง Front headlight with DRL and LED lighting system เช่นเดียวกับจอแสดงผลหรือเรือนไมล์แบบ Colour TFT instrumentation และแน่นอนว่าพื้นฐานหรือหัวใจสำคัญของรถจักรยานยนต์ยุคใหม่ต้องมาพร้อมกับระบบอิเล็คทรอนิคส์ชั้นยอด หรือ Electronic package ที่มีมาให้อย่าง Bosch 6-axis Inertial Measurement Unit (6D IMU)Bosch Cornering ABS EVO, Ducati Traction Control (DTC) EVO, Ducati Wheelie Control (DWC) EVO, Ducati Power Launch (DPL) EVO, Cruise Control เป็นต้น ขณะที่โครงสร้างตัวรถนั้น ในส่วนของระบบกันสะเทือนจัดเต็มด้วย Fully adjustable 48mm diameter Öhlins front fork กับชุดหลังอย่าง Fully adjustable Öhlins shock absorber นอกจากนี้ก็มี Ducati Quick Shift up & down (DQS) EVO รวมทั้งความบันเทิงเริงรมย์ด้วย Ducati Multimedia System (DMS) ที่มีติดตั้งมาด้วย เป็นต้น ซึ่งรายละเอียดตัวรถก็ตามที่กล่าวไว้ เรานำมาฝากกันทั้งสามเวอร์ชั่นกันเลย

 

Benelli ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ TRK502X

เอาใจสายเดินทาง ใหม่ล่าสุดจากค่าย Benelli ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ TRK502X สายลุยในตระกูล TRK502 Series ที่มาพร้อมกับความโดดเด่นของดีไซน์ และสีสัน เสริมความลงตัวให้ครบครันด้วยฟังก์ชั่นที่ตอบสนองการขับขี่ของไบค์เกอร์ชาวไทยมากยิ่งขึ้น มาถึงเวอร์ชั่นที่ 2 ของรถจักรยานยนต์ทัวร์ริ่งแอดเวนเจอร์ของค่าย Benelli ที่จะมาเติมเต็มความสนุกเร้าใจ พร้อมตะลุยไปทุกเส้นทางกับ TRK502X ด้วยการปรับปรุงใหม่ให้เหมาะกับการใช้งานกับไบค์เกอร์มากที่สุด ตัวรถดีไซน์ด้วยเส้นสายแบบสปอร์ต ลายสติ๊กเกอร์ดุดัน คมเข้ม รู้สึกถึงการเดินทางผจญภัย วินชิลด์ทรงสูงโปร่งใสมองเห็นเด่นชัด ติดตั้งการ์ดแฮนด์สำหรับป้องกันการประแทก ปลอกแฮนด์บางแบบพิมพ์ลาย TRK ให้การจับกระชับมากขึ้น ก้านเบรกและก้านคลัทช์ เหรียญปรับระดับได้

ชุดแฟริ่งใหญ่ดูบึกบึนสไตล์ของรถแอดเวนเจอร์ แต่สามารถตัดอากาศได้ดี ข้างหน้ามีช่องดักอากาศเข้าไปช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ด้านข้างเสริมแคสบาร์เหล็กดัดเชื่อมกันล้ม ไฟหน้าพร้อมไปเดย์ไลท์ LED ไฟท้ายทับทิมแดงส่องสว่างด้วยหลอด LED 12 หลอด ถังน้ำมันขนาดใหญ่ความจุ 20 ลิตร ฟีเจอร์โดดเด่น จอแสดงผล ดิจิตอล มาพร้อมลายกราฟฟิกใหม่ ครบทุกฟังก์ชั่น สีสันชัดเจน รอบเครื่องยนต์เป็นเข็มแบบอะนาล็อค สวิตช์แฮนด์ดีไซน์ใหม่พร้อมไฟเรืองแสง ช่องเสียบชาร์จไฟ 5V 2A แบบ USB และมีฝายางปิดกันน้ำ ด้านท้ายเสริมแรคที่ทำจากโลหะผสมอลูมินั่มรองรับสำหรับออพชั่นเสริม เบาะนั่ง Low Seat เน้นสำหรับไบค์เกอร์ชาวไทยโดยเฉพาะ นั่งสบายทั้งผู้ขับขี่ และผู้ซ้อนท้าย

ในส่วนของเครื่องยนต์มีปริมาตรความจุ 499.6 ซีซี 2 สูบเรียง 8 วาล์ว แบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ แรงบิดสูงสุด 46 นิวตันเมตร ที่ 6,000 รอบ/นาที กำลัง 11.5:1 แรงม้าสูงสุด 48 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที สนุกไปกับอัตราทดเกียร์ 6 สปีด ท่อไอเสีย ออก 2 รวม 1 สวมด้วยปลายขนาดใหญ่วงล้ออลูมินั่มแบบซี่ลวด ข้างหน้า 19 นิ้ว วงล้อหลัง 17 นิ้ว ยางแบบดูโอเพอร์โพส แบบกึ่ง ได้ทั้งทางเรียบ และทางดินอัดแน่น

ยางหน้า 110/80-19 ยางหลัง 150/70-17 ระบบเบรกหน้า ดับเบิ้ลดิสก์เบรก 320 มม. คาลิเปอร์ 2 พอร์ท ดิสก์เบรกหลังจานเดี่ยว 260 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว ซึ่งมาพร้อมกับระบบ ABS ทั้งหน้า และหลัง โช้คอัพหน้า Upside Down ขนาด 50 มม. โช้คอัพหลังเดี่ยวปรับตั้งค่าได้เต็มระบบ พรีโหลด รีบาวด์ และ คอมเพรสชั่น สวิงอาร์มเหล็กคู่แข็งแรง

สำหรับราคามี 2 เวอร์ชั่น สแตนดาร์ด 254,500 บาท มี 3 สี ขาว, เทา และ น้ำเงิน ตัวลิมิเต็ดเพิ่มออพชั่นกล่อง 3 ใบ 278,500 บาท มีสีเหลืองเท่านั้น และยังคงรับประกันเครื่องยนต์ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

ความรู้สึกหลังจากการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ Golf Riding

อะไรมันช่างใหญ่ขนาดนี้ สำหรับรถจักรยานยนต์ขนาดมิดไซส์ ที่มีรูปร่างบึกบึนไปเทียบเท่ากับพี่ใหญ่ระดับ 1000 ซีซี อัพ แต่การดีไซน์ไม่ธรรมดาความเป็นสปอร์ต คมเข้ม ถังน้ำมันขนาดใหญ่ เบาะนั่งกว้างและความสูงไม่มากคร่อมแล้วรู้สึกมั่นใจแม้จะประครองด้วยปลายเท้า น้ำหนัก 213 กิโลกรัม ทะลุเพดานของรถไซส์ใหญ่บางรุ่นไปเลย จะขยับโยก หรือ จูงเข็น ค่อนข้างยากสักนิด แต่มันก็มีข้อดีคือการทรงตัวนิ่ง และมั่นคง โดนลมปะทะแรงๆ แทบไม่ขยับ การซิกแซกก็ทำได้เยี่ยม แต่ถ้าเจอรถติดๆ ช่องเล็กๆ ก็ไปไม่ได้เหมือนกันเครื่องยนต์เน้นที่แรงทอร์ค แรงบิด ช่วงต้น และกลาง รู้สึกได้ในการออกตัวที่เร็ว รอบไม่ต้องใช้เยอะมาก 4-5,000 รอบ/นาที กำลังขี่สนุก เกียร์ 6 สปีด ได้สนุกกับช่วงเกียร์ 3-5 แต่เกียร์ 6 รอบจะตึงๆ มือ การบิดเร่งแซงสามารถเปิดคันเร่งได้เลย อาจจะรอรอบสักนิด ในรอบปลายลากกันยาวๆ ทะลุ 160 กม./ชม. เครื่องยนต์ยังแสดงถึงกำลังที่จะไปต่อ เพราะฉะนั้นสามารถปรับลดเพิ่มสเตอร์ได้ตามความเหมาะสมช่วงล่างหนึบพอตัวเลยทีเดียว ข้างหน้าโช้คอัพหัวกลับไม่ได้มาแต่ความสวยดูหรูพรีเมี่ยมเท่านั้น แต่ใช้งานดีเลยทีเดียว ระยะยุบอาจจะไม่เยอะให้พร้อมลุยทางขรุขระสักเท่าไหร่แต่ทางเรียบๆ นี่สิ แหม…มันดี โช้คอัพหลังเดี่ยวที่ปรับได้เต็มระบบ เดิมๆ ก็ทำงานได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากได้ความเหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ของแต่ละคนก็ปรับได้เลยเบรก ที่ให้มาพร้อมกับระบบ ABS ทั้งหน้าและหลัง เพิ่มความมั่นใจมากขึ้น ข้างหน้าจานดิสก์คู่ 320 มม. แต่คาลิเปอร์ลดสเปคลงมาจากตัวเก่า จาก เรเดียลเม้าท์ 4 พอร์ท เป็นแบบ 2 พอร์ท แต่ก็เพียงพอสำหรับความเร็วของเครื่องยนต์ ดิสก์หลังก็ใช้งานได้ปกติทั่วไป ดอกยางไม่ได้ลึกมากการขับขี่บนท้องถนนทั่วไปถือว่าเกาะถนนได้ดี แต่ถ้าลงดินแนะนำให้เป็นดินอัดแน่น หรือดินลูกรัง ถ้าเจอทรายหรือโคลนรับรองล้อฟรีแน่นอนถ้าจะว่าไปแล้วคาแรคเตอร์ของ TRK502X น่าจะไม่ค่อยเหมาะกับสายบิดทะลุทะลวง ที่ชอบความปี๊ดปร๊าดลากรอบยาวๆ เพราะเครื่องยนต์ของ TRK502X จะได้กำลังช่วงต้นกลางที่โดดเด่น ออกตัวเร็ว แซงผ่านสบาย และช่วงปลายสบาย ๆเหมาะสำหรับสายชิวมากกว่า

Husqvarna TC50

เริ่มต้นการพัฒนา ด้วย TC50 จาก Husqvarna คือ คำจำกัดความล่าสุด Pression starts here ที่มาพร้อมกับ รถโมโตครอสเครื่องยนต์สองจังหวะสำหรับยุวชนโมเดลล่าสุดที่ยังคงส่งออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องทุกปี

แน่นอนว่าสำหรับ Husqqvarna นี่ไม่ใช่แค่ “รถของเล่น” แต่พวกเขาจริงจังกับการพัฒนาด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีในระดับเดียวกับรถโมโตครอสในแบบ full size ด้วยเหตุนี้ TC50 จึงเป็นรถโมโตครอสที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากยุวชนนักบิดสายวิบากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ จากสมรรถนะในระดับสูง ประสิทธิภาพเทียบชั้นกับรถ โมโตครอสขนาดใหญ่ ที่พร้อมเค้นขีดความสามารถและทักษะพื้นฐานที่ดีให้กับว่าที่ซูเปอร์สตาร์ในอนาคตบนสังเวียนทางฝุ่นองค์ประกอบ มิติ ประสิทธิภาพต่างๆ ถอดแบบให้อยู่ในระดับเดียวกับไลน์อัพรถโมโตครอสระดับ full size เพียงแต่ย่อขนาดของตัวรถและปริมาตรเครื่องยนต์ลงมาให้มีมิติการขับขี่ที่เหมาะสมกับยุวชน โดยรวมแล้วความเหมือนระหว่าง TC50 กับ รถโมโตครอส full size ก็คือคุณสมบัติในมาตรฐานระดับเดียวกัน ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ ภาพลักษณ์รูปโฉมของ TC50 เมื่อมองแล้วจะสัมผัสถึงความรู้สึกของคำว่า premium look

ดังนั้นเมื่อกวาดตามองดูรถโมโตครอสระดับเริ่มต้นในตลาดรถสำหรับนักแข่งยุวชนแล้วอาจจะพบว่า TC50 คือ the most premium 50cc motocross model ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมหรือจัดว่าเป็น superior level of quality ในระดับหัวแถวที่มีสมรรถนะยอดเยี่ยมที่สุดในเชิงการแข่งขัน ที่พร้อมจะนำยุวชนก้าวสู่ความเป็นสุดยอดนักแข่งในอนาคตด้วยศักยภาพอันเต็มเปี่ยม ที่พัฒนามาใน 2021 Husqvarna TC50 เจนเนอร์เรชั่นล่าสุดนี้ด้วยขีดความสามารถอันเต็มเปี่ยมของ TC50 นั้น มีผลต่อเนื่องาจากพื้นฐานการพัฒนาโครงสร้างตัวรถที่ยอดเยี่ยม advanced steel frame ที่ออกแบบมารองรับเครื่องยนต์อันทรงพลังได้อย่างเพียงพอ ขณะเดียวกันก็ลงตัวกับองค์ประกอบชั้นยอดในส่วนของระบบกันสะเทือน อย่างเช่น WP XACT fork ขนาด 35 มม. ซึ่งเจ้าระบบกันสะเทือนหน้าหรือชุดฟอร์คหน้า WP รุ่น XACT forks มาพร้อมกับ AER technology แบบเดียวที่ใช้ในระบบกันสะเทือนหรือ
ฟอร์คของรถในแบบ full size ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและสมรรถนะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทีนี้มาไล่กันคร่าวๆว่า 2021 TC50 นี้ มาปรับเปลี่ยนในแบบไมเนอร์เชนจ์ไปในจุดไหนบ้าง

New high-grip seat cover นอกจากการมิติส่วนของเบาะนั่งให้เพรียว บวกกับใช้ชิ้นส่วนฝาครอบแอร์บ็อกซ์แบบชิ้นเดียวที่ทำให้ การเคลื่อนที่บนเบาะนั่งทำได้คล่องแคล่วแล้วนั้นก็ได้มีการปรับหุ้มเบาะใหม่ที่ออกแบบมาให้ มีการยึดเกาะที่ดีขึ้น แน่นอนว่ามีส่วนสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ที่สามารถยึดเกาะไปกับรถได้อย่างมั่นใจในทุกจังหวะที่สามารถเคลื่อนท่าทางได้คล่องแคล่วควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ ในส่วนของลวดลายกราฟฟิคนั้น ก็เช่นเดียวกับ TC85,TC65 ที่มีการปรับ new Graphic ให้มีความทันสมัยและบ่งบอกถึงสไตล์ของรถในแบบออฟโรดมากขึ้น มีการปรับตามแบบของชิ้นส่วนมือเร่งแบบเดียวกับที่ทำในรุ่น TC85 ออกแบบแก้ไขชิ้นส่วนของชุดปะกับคันเร่ง เพื่อพัฒนาให้สามารถมีการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ตอบสนองได้ดี ในทุกจังหวะของการเปิดปิดคันเร่งได้อย่างนุ่มนวล อีกทั้งยังช่วยยืนระยะเวลาในการใช้งาน นอกจากนี้ยังเพิ่มกำลังในการหยุดยั้งความเร็วรวมทั้งเพิ่มความมั่นคงให้กับจังหวะการเบรก โดยมีการรปรับระบบเบรกใหม่ด้วย new Formula brake ซึ่งก็คือการออกแบบปรับปรุงระบบเบรกทั้งชุด ไม่ว่า caliper+clutch+brake ssemblies แบบเดียวกับในรุ่น TC85 ที่ได้รับการอัพเดทใหม่ ก่อนที่จะส่งต่อมายังน้องเล็กอย่าง TC50 และนอกจากนี้ยังได้ทำการปรับเพื่อพัฒนามิติท่วงท่าการขับขี่ และเพื่อเสริมความมั่นคงในทุกจังหวะควบคุมด้วย new NEKEN tapered รวมทั้ง aluminum handlebars แบบเดียวกันทั้งในรุ่น TC65 และ TC50

แม้ว่า TC50 จะถูกแต่งเติมให้มีสมรรถนะมากเพียงใดก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า นี่คือรถแข่งในระดับเริ่มต้นสำหรับยุวชนนักบิดสายวิบาก ดังนั้นหัวใจหรือกุญแจสำคัญสำหรับ TC50 และอาจจะรวมถึงรถรุ่นอื่นๆในสายวิบากจากค่ายต่างๆ นั่นก็คือ คำว่า Autoatic clutch เนื่องจากเป็นบันไดขั้นแรกของการพัฒนาทักษะ จุดประสงค์สำคัญจึงออกแบบมาเพื่อให้รถในพิกัดนี้มีไว้เพื่อให้ยุวชนนักบิดพุ่งเป้าหมายไปที่การเรียนรู้ฝึกฝนกรรมวิธีเพื่อขับขี่ โดยไม่ต้องกังวลกับการจัดการกระบวนการควบคุมรถแข่ง ในส่วนของการใช้คลัทซ์ และเกียร์ด้วยวัตถุประสงค์นี้เอง Husqqvarna จึงพัฒนา Automatic centrifugal clutch ด้วยการออกแบบให้ multi-disc clutch สามารถทำงานได้อย่างเที่ยงตรงแม่นยำ มีส่วนให้สามารถส่งผ่านกำลังได้อย่างเหมาะสม เต็มที่ในแต่ละรอบการทำงานของเครื่องยนต์ที่ใช้ และข้อมูลล่าสุดของ 2021 Husqqvarna TC50

สเปคพื้นฐาน ดังนี้

Husqvarna TC50

Engine type Single cylinder, 2-stroke
Displacement 49 cc
Bore/stroke 39,5/40 mm
Starter Kickstarter
Carburetor Dell’Orto PHBG 19 BS
Control –
Lubrication Mixture lubrication 1:60
Transmission Single gear automatic
Gear ratios 14:31
Primary ratio 33:61
Final drive 11:40
Cooling Liquid cooling
Clutch Centrifugal clutch (adjustable)
Ignition Selettra 2p D36

Chassis
Frame Chrome-molybdenum steel central-tube frame
Subframe Steel
Handlebar Tapered Aluminium Ø 28/22/18 mm
Front suspension WP XACT Upside-Down fork, Ø 35 mm
Rear suspension WP XACT PDS monoshock
Suspension travel front/rear 205/185 mm
Front brake Disc brake Ø 160 mm
Rear brake Disc brake Ø 160 mm
Front/rear rims 1.50 x 12”; 1.60 x 10” Alu
Front/rear tires 60/100 x 12”; 2.75 x 10”
Chain 1/2 x 3/16”
Silencer Aluminium
Steering head angle 66°
Triple clamp offset 22 mm
Wheel base 1,032 mm ± 10 mm
Ground clearance 252 mm
Seat height 665 mm
Tank capacity 2,3 Liter
Weight (without fuel)  41.5 kg

All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155 Ride The Next Level ดุดัน…ขั้นสุดแห่งความเร้าใจ

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เดินหน้ารุกตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงไตรมาส 3 แบบเต็มพิกัด ด้วยการเปิดตัว “All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155” ที่มาพร้อมกับ ดีไซน์ใหม่ ดุดันเร้าใจไปอีกขั้น ตั้งแต่หัวจดท้าย ภายใต้คอนเซ็ปต์ R-Series DNA สัมผัสแห่งความแรง พร้อมรูปทรงแอโรไดนามิกเจนใหม่ของ Sport Moped ตอกย้ำความเป็นผู้นำรถจักรยานยนต์ Sport Moped ในเมืองไทยอย่างแท้จริง!!! พร้อมทั้งการันตีคุณภาพสินค้ากล้ารับประกันทั้งคัน 5 ปี หรือ 50,000 กม. เจ้าแรกและเจ้าเดียวที่กล้ารับประกัน

สำหรับ “All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155” ยังคงให้ความสนุกเร้าใจในทุกจังหวะการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 155 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบเต็มระบบ แรงเต็มขั้นด้วยระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด และระบบ Assist & Slipper คลัตช์ เพิ่มความปลอดภัยมั่นใจในการขับขี่ทุกโค้ง ให้อารมณ์และความรู้สึกแบบเดียวกับรถสปอร์ต อย่างเต็มพิกัด

All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155 ยังเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ให้เร้าใจยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบดีไซน์ เฟรมใหม่ เป็นรูปตัว Y ที่มีน้ำหนักเบา เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัวดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น โดยทำงานสัมพันธ์กับ โช้คหน้า เทเลสโคปิค ปรับระยะยุบใหม่ โดยทำการเพิ่มระยะยุบของโช้คหน้าให้สามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น มีความนุ่มนวลและเกาะถนนมากขึ้น ให้ความมั่นใจในการขับขี่ทุกสภาพถนน พร้อมโช้คอัพหลังแบบ MONO SHOCK โฉบเฉี่ยวมั่นใจ ที่ได้รับการออกแบบตามหลัก “คันโนะเฮียวกะ”* พร้อมส่วนป้องกันโช้คอัพที่แผงกันล้อหลัง ผสานการทำงานร่วมกับสวิงอาร์ม ช่วยลดแรงกระแทก ขับขี่นุ่ม นั่งสบาย ทรงตัวดี ส่งผลให้ทุกจังหวะการขับขี่เต็มไปด้วยความเร้าใจและความมั่นใจมากยิ่งขึ้น*ประเมินสมรรถนะการขับขี่จากมุมมองและความรู้สึกของนักขี่ทดสอบ
นอกจากนี้ All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155 ยังได้รับการปรับโฉมใหม่ให้มีความทันสมัยตั้งแต่หัวจดท้าย ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า LED รูปแบบใหม่ ให้ความส่องสว่างทุกการขับขี่ ด้วยไฟหน้า LED แบบแยกโคมไฟสูงและไฟต่ำ โฉบเฉี่ยวสไตล์ Super Sport พร้อม Day Time Running Light สว่างชัดเจนทุกองศาของการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย ไฟท้าย ดีไซน์ใหม่ แบบ LED ให้ความโฉบเฉี่ยวเร้าใจทุกมุมมอง และไฟเลี้ยวแบบแยกชิ้นสไตล์สปอร์ต สว่างปลอดภัย โดยมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่อย่าง Full LCD Meter หน้าจอเรือนไมล์ LCD ดีไซน์สปอร์ต พร้อมแผงหน้าปัดดิจิทัลเต็มระบบ ทันสมัย แสดงฟังก์ชันการทำงานที่ครบครัน พร้อมตอบสนองทุกการเดินทางไกลด้วย ถังน้ำมัน ความจุมากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น ด้วยถังน้ำมันขนาดความจุ 5.4 ลิตร
สำหรับ “All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155” มาพร้อมกับสีสันใหม่สุดเร้าใจด้วยกัน 2 สี 2 สไตล์ คือ สีน้ำเงิน GP BLUE ให้ความรู้สึกเรซซิ่งแบบแฟคทอรี่ทีมอย่างเต็มอารมณ์ และสีดำ RC BLACK เข้ม ดุดัน ทุกมุมมอง โดยยามาฮ่ายังได้เตรียม ACCESSORIES ที่สามารถแต่งให้สปอร์ตเร้าใจสุดๆ กับชุดแต่งและอะไหล่แท้จากยามาฮ่าในราคาพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น ชุดมือเบรก-มือคลัตช์สีทอง, ชุดจุกปิดแฮนด์สีทอง, บังโคลนหลังสีดำ, ชุดยึดแผ่นป้ายทะเบียน, บังไมล์สปอร์ตสีควันบุหรี่ และกันลายสีดำ
All New! ยามาฮ่า เอ็กซ์ไซเตอร์ 155…Ride The Next Level ดุดัน…ขั้นสุดแห่งความเร้าใจ พร้อมวางจำหน่ายในราคาเพียง 68,000 บาท ตั้งแต่วันนี้! ที่ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 และสามารถติดตามความเคลื่อนไหว และข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่
Facebook: Yamaha Society Thailand
Instagram: @yamahasocietythailand
Youtube: Yamaha Society Thailand

ยามาฮ่า เปิดตัวรถใหม่ 6 รุ่น ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ All New EXCITER 155 VVA

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ เปิดตัวรถใหม่ 6 รุ่น ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ All New EXCITER 155 VVA นำทัพสานต่ออัตราเติบโตครึ่งปีแรกพร้อมตอกย้ำคุณภาพสินค้ากล้า “รับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กม.” เชื่อตลาดรถจักรยานยนต์เติบโตต่อเนื่อง ปิดยอดประจำปีที่ 1.53 ล้านคัน
บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า เดินเกมรุกตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีหลัง สานต่อความสำเร็จหลังผ่าน 2 ไตรมาสแรก ยามาฮ่ามีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 15.2% พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยรถใหม่ 6 รุ่น นำโดย All New EXCITER 155 ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างเหมาะสม พร้อมตอกย้ำคุณภาพสินค้าด้วยการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ยึดมั่นปรัชญา “Kando creating company” พันธกิจ และวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของยามาฮ่า คาดตลาดรถจักรยานยนต์ปิดยอดประจำปีที่ 1.53 ล้านคัน ขยับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.7%
มร.ทัตสึยะ โนซากิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์โดยรวมของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกว่า “จากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปีที่ผ่านมานั้น ธุรกิจรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าธุรกิจอื่นๆในประเทศ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะการระบาดในระลอกใหม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถจักรยานยนต์ยังคงเป็นตัวเลือกสำหรับการประกอบอาชีพ และการลดต้นทุนในการเดินทางตามสถานการณ์ปัจจุบัน และยามาฮ่ายังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และเหมาะสมกับทุกการใช้งาน”
“ในทางกลับกันกำลังการผลิตในด้านอื่นๆ ไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การผลิตชิ้นส่วนวงจรไฟฟ้าและอะไหล่อื่นๆ ต่างได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้ พร้อมกับราคาวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น โรเดียม และอลูมิเนียม ที่จำเป็นต่อการผลิตรถจักรยานยนต์ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยามาฮ่าไม่ได้ผลักภาระต้นทุนดังกล่าวสู่ท้องตลาดและกระทบกับผู้บริโภค โดย ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ยังคงสู้วิกฤติโควิด-19 ด้วยการปรับการผลิตและการขายให้ตอบสนองต่อทุกการเปลี่ยนแปลง “ทั้งนี้ยามาฮ่ายังคงวางแผนระยะยาวด้วยแนวคิด “ART for Human Possibilities” และได้เริ่มต้นเดินหน้าสู่ปี 2030 ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาสินค้ายามาฮ่าด้วยวิทยาการชั้นสูง ผ่านวิถีของ ยามาฮ่า และเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเดินทาง เพื่อเพิ่มศักยภาพความเป็นไปได้ของผู้คน และทำให้สังคมและการใช้ชีวิตดียิ่งๆขึ้นไป”
นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า “สำหรับสภาวการณ์หลังผ่าน 2 ไตรมาสแรกของปี 2564 ภาพรวมของตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศมีการเติบโตขึ้นถึง 19.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา (ม.ค.-มิ.ย.) ซึ่งยามาฮ่าเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วถึง 19.5% ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เราทำการเปิดตัวในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เช่น All New YAMAHA AEROX และ NMAX Connected ใหม่ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ยามาฮ่าสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของสินค้าด้วยยอดจำหน่ายใน 2 ไตรมาสแรกมากกว่า 1.32 แสนคัน ส่งผลให้การคาดการณ์ตลาดรวมรถจักรยานยนต์ในประเทศจนถึงปลายปี 2564 จะมียอดจำหน่ายราว 1.53 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.7%”
“โดยยามาฮ่าตั้งเป้าครองส่วนแบ่งการตลาดที่ 16.5% ด้วยการเสริมผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างทั่วถึง ด้าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.) การเปิดตัวสินค้าใหม่ 6 รุ่น ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในตลาดรถจักรยานยนต์ให้ได้มากยิ่งขึ้น 2.) มุ่งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าด้วยการรับประกัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ในรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่นที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 400 ซีซี 3.) ยกระดับและพัฒนาศูนย์บริการยามาฮ่าทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้วยมาตรฐานสูงขึ้น 4.) รุกการตลาดแบบออนไลน์เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ใช้การสื่อสารด้านออนไลน์เป็นทางเลือกหลักมากยิ่งขึ้น”ขณะที่ นายภาณุพล กิตติคำรณ รองผู้จัดการใหญ่ด้านการขายและการตลาด กล่าวถึงภาพรวมและการตลาด 2 ไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ว่า “สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ยามาฮ่ายังคงไม่หยุดที่จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดรถจักรยานยนต์ และครั้งนี้เราได้เปิดรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ครบทุกเซกเมนต์ถึง 6 รุ่น ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ด้วยกันถึง 2 รุ่น นำโดยกลุ่มรถครอบครัวอย่าง All New YAMAHA EXCITER ที่มาพร้อมกับ ดีไซน์ใหม่ ดุดันเร้าใจพร้อมราคาแนะนำที่ 68,000 บาท และ YAMAHA FINN รุ่นใหม่ “สตาร์ทมือ-ดรัมเบรก” ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถจักรยานยนต์ที่มีราคาย่อมเยาด้วยราคาแนะนำที่ 39,800 บาท สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน และเรายังคงเน้นเรื่องการรับประกันทั้งคัน 5 ปี ไม่จำกัดระยะทางใน YAMAHA FINN ทุกรุ่นอีกด้วย
ในส่วนของกลุ่มรถสปอร์ต ยามาฮ่าได้ทำการเปิดตัวรถสปอร์ตคลาส Mediumweight เครื่องยนต์ขนาด 321 ซีซี อย่าง YZF-R3 สีใหม่ และ MT-03 สีใหม่ โดยใน 2 รุ่นนี้ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดรถจักรยานยนต์สไตล์สปอร์ตไซซ์กลาง โดย YZF-R3 สีใหม่นี้ นำโดยสี ฟ้า Cyan ที่เป็น Global Trend พร้อมกับสีน้ำเงิน Racing Blue และ สีดำ Matt Black ด้วยราคาแนะนำที่ 198,200 บาท ในส่วนของ Naked Sport อย่าง MT-03 สีใหม่ ที่ได้รับความนิยมและสร้างยอดจำหน่ายได้เป็นอย่างดีตั้งแต่ทำการเปิดตัวด้วยยอดจำหน่ายถึง 200 คันในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ที่ผ่านมา ซึ่งในครั้งนี้เราเปิด 2 สีใหม่ สุดเร้าใจ!!! นั่นคือ “สีเทา – Pastel Dark Grey” ที่ และ “สีน้ำเงิน – เทา Deep Purplish Blue Metallic” ด้วยราคาแนะนำที่ 187,700 บาท และที่ขาดไม่ได้กับกลุ่มรถออโตเมติกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศมาในครั้งนี้ ยามาฮ่าพร้อมเปิดตัวรถ Automatic Style Modern Classic ที่ขายดีที่สุดในประเทศครองใจลูกค้า มานานกว่า 10 ปี ด้วยยอดขายกว่า 500,000 คัน พร้อมกับระบบ Hybrid รุ่นแรกของประเทศไทย New Grand Filano Hybrid 6 สีใหม่ สุดพรีเมี่ยมซึ่งเป็นสีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในยุโรป และกลุ่มสีแฟชั่นเซตในปี 2022 ได้แก่สีชมพู Charming Old Rose สุดทันสมัย และสีน้ำตาล Earth Brown ในรุ่น ABS พร้อมราคาแนะนำที่ 63,100 บาท และ 4 สี ในรุ่น Standard นำโดยสีแดง Energetic Red, สีเทา Luxury Grey, สีน้ำเงิน Fresh Blue และสีดำ Majestic Blackพร้อมราคาแนะนำที่ 58,600 บาท โดยเรายังคงใช้วง Getsunova เป็นพรีเซนเตอร์อย่างต่อเนื่องพร้อมกับการสร้าง Brand GF ให้มีความโดดเด่นต่อไป
สำหรับรุ่นสุดท้ายในวันนี้ยามาฮ่าพร้อมเปิดตัวรถออโตเมติกสไตล์สปอร์ตที่ได้รับความนิยมด้วยยอดขายกว่า 1 แสนคัน จากกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงาน ตอบสนองไลฟ์สไตล์ สปอร์ต และโฉบเฉี่ยว สีจัดจ้าน ด้วยรุ่น GT125 2 สีใหม่ ที่ยังคงความสปอร์ตจัดจ้านอย่างชัดเจน อีกทั้งยังตอบสนองอัตราเร่ง และประหยัดน้ำมันอย่างดีเยี่ยม นำโดยสีแดง Red Force แดงสดใสพร้อมกราฟิกใหม่ เน้นย้ำความเป็น Sport Automatic อย่างชัดเจน และ สีเทา Mystic Gray พร้อมราคาแนะนำที่ 46,900 บาท
โดยไทยยามาฮ่ามอเตอร์ มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มศักยภาพของแบรนด์ยามาฮ่าในประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ครบทุกเซกเมนต์ พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าว่ารถจักรยานยนต์ยามาฮ่านั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ด้วยการรับประกันรถจักรยานยนต์ทั้งคัน 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ในรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดไม่เกิน 400 ซีซี ทุกรุ่น โดยเฉพาะในกลุ่มรถครอบครัวอย่าง ”ยามาฮ่าฟินน์” ที่ยามาฮ่า กล้าให้การรับประกันทุกชิ้นส่วนยาวนานถึง 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ขอขอบคุณร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ พันธมิตรทางธุรกิจ บริษัท Finance และสื่อมวลชนทุกๆ ท่านที่ให้การสนับสนุนบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา โดยบริษัทฯ จะยังคงมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและบริการที่ดีรวมทั้งกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าทั่วประเทศ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านเป็นอย่างดีเหมือนเช่นที่ผ่านมา