2022 Triumph Speed Triple 1200RR

รถระดับพรีเมี่ยมชองผู้ผลิตจากอังกฤษอย่าง Triumph ได้พัฒนารถในซีรี่ส์ Speed Triple เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มีกลิ่นอายของสไตล์ cafe racer ที่มุ่งเน้นในด้านสมรรถนะ เพื่อความเป็นที่สุดของรถสปอร์ตสำหรับการใช้งานบนท้องถนน ultimate sports bike for the road ในรหัส 1200RR

นอกจากสมรรถนะในเรื่องเพอร์ฟอร์ม้านซ์ที่เกี่ยวเนื่องกับด้านพละกำลังเครื่องยนต์แล้ว คำหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนานี้ก็คือ คำว่าการควบคุม อันนำมาซึ่งการติดตั้งอุปกรณ์ระดับพรีเมี่ยม อย่าง Ohlins Smart EC 2.0 electronically-adjustable semi active suspension ที่จัดว่าเป็นระบบกันสะเทือนในระดับบน ที่ให้ประสิทธิภาพ รวมทั้งความสบายและการควบคุมที่ดี ยางติดรถสเปคเยี่ยมที่มีสเปคระดับเดียวกับยางสนาม Pirelli Diablo Supercorsa V3 ที่จัดว่าเป็นยางที่ให้ความหนึบชั้นยอด ซึ่งเป็นยางที่พัฒนามาใช้กับท้องถนนด้วยสมรรถนะในระดับเดียวกับยางที่ใช้ในสนามแข่ง ที่เพียงพอสำหรับรองรับขุมพลังเครื่องยนต์แบบ triple หรือเครื่องยนต์สามสูบ ขนาด 1,160 ซีซี 177-180 แรงม้า

ภาพลักษณ์ที่ดุดันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของรถรหัส RR ด้วยแฟริ่งในระดับงานฝีมือชั้นดีที่โดดเด่นด้วยไฟหน้ากลมแบบดวงเดียวในสไตล์รถสปอร์ตฉบับผู้ดีอังกฤษ ที่สัมผัสได้ถึงการออกแบบชิ้นงานที่สวยงามในระดับพรีเมี่ยม เพิ่มเติมรายละเอียดด้วยชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์ งานสีคุณภาพสูงด้วยเฉดสีแบบ twin colour schemes นอกจากชิ้นงานในระดับงานฝีมือของชิ้นส่วนแฟริ่งและองค์ประกอบต่างๆแล้ว ทางด้านเทคโนโลยีของ Speed Triple 1200 RR นี้ ยังได้ออกแบบปรับปรุงเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในด้วยเทคโนโลยีล่าสุดของ Triumph เองที่จัดอยู่ใน premium specification technology ที่นำมาใช้ในรถระดับสุดยอดของตน

อาทิ จอแสดงผลแบบ full colour 5” TFT ที่มาพร้อมกับระบบเชื่อมต่อ my triumph connectivity system อีกทั้งยังได้มีการติดตั้งระบบอิเล็คทรอนิคส์ อย่าง cornering ABS กับ cornering traction control รวมทั้ง โหมดการขับขี่ five riding modes ที่ประกอบด้วย road,rain,sport,track,rider-configurableที่เป็นโหมดให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเซ็ทได้เอง อีกทั้งยังติดตั้งควิกชิพ triumph shift assist up and down quickshifter และ advance front wheel lift controlที่ช่วยควบคุมจังหวะการยกของล้อหน้า

ENGINE & TRANSMISSION
Type Liquid-cooled, 12 valve, DOHC, inline 3-cylinder
Capacity 1160 cc
Bore 90.0
Stroke 60.8
Compression 13.2:1
Max Power EC 180 PS to 177 HP
Max Torque EC 125nm to 92 LB FT
System Multipoint sequential electronic fuel injection with electronic throttle control
Exhaust Stainless steel 3 into 1 header system with underslung primary silencer and side mounted secondary silencer
Final Drive X-ring chain
Clutch Wet, multi-plate, slip
Gearbox 6 speed
CHASSIS
Frame Aluminium twin spar frame,
bolt-on aluminium rear subframe
Swingarm Aluminium, single-sided
Front Wheel Cast aluminium, 17 x 3.5 in
Rear Wheel Cast aluminium, 17 x 6.0 in
Front Tire 120/70 ZR 17 (58W)
Rear Tire 190/55 ZR 17 (75W)
Front Suspension Öhlins 43mm fully adjustable USD forks, 120mm travel. Öhlins S-EC 2.0 OBTi system electronic compression / rebound damping
Rear Suspension Öhlins monoshock RSU with linkage, 120mm rear wheel travel. Öhlins S-EC 2.0 OBTi system electronic compression / rebound damping
Front Brakes Twin 320mm floating discs. Brembo Stylema monobloc calipers, OC-ABS, radial master cylinder with separate reservoir, span
Rear Brakes Single 220mm disc. Brembo twin piston caliper, OC-ABS. Rear master cylinder with separate reservoir
Instrument Display and Functions Full-colour 5”TFT instruments
DIMENSIONS & WEIGHTS
Width Handlebars 29.84 in (758 mm)
Height Without Mirror 44.1 in (1120 mm)
Seat Height 32.68 in (830 mm)
Wheelbase 56.65 in (1439 mm)
Rake 23.9 º
Trail 4.12 in (104.7 mm)
Dry Weight 438 Lbs
Tank Capacity 3.4 US gal (15.5 litres)
FUEL CONSUMPTION
Fuel Consumption 36.6 mpg (US gal)

 

NEW SMASH Fi NEXT EDITION สีใหม่สุดมัน!!! ซูซูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น “ดีไซน์ใหม่ ไปได้ทุกที่”

ถ้าพูดถึงรถจักรยานยนต์ครอบครัวที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว พร้อมความทนทานที่ดีเยี่ยม หลาย ๆ คนต้องรู้จัก ซูฐกิ สแมช ที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ล่าสุดซูซูกิได้ปรับแต่งให้ ชูซูกิ สแมช เอฟไอ โดนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ได้รับการการันตีจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

รยานยนต์ครอบครัวที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างสูงสุด กับดีไซนใหม่ล่สุด สวย เท่ ที่พร้อมจะพาคุณไปได้ทุกที่ พร้อมสีทูโทนใหม่ล่าสุด 4 สี 4 สไตล์ Thunder Smoke : สีเทา-เหลือง สปอร์ตทันสมัย ดึงดูดทุกสายตา Kabuki Black : สีดำ-ขาว คมเข้ม คุดัน Signature Blue : สีน้ำเงิน-เขียว สปอร์ต เร้าใจ สไตล์สปอร์ดไบค์ ชูซูกิ White-Burgundy : ขาว-แดง หรูหรา สวยงาม มีระดับ

อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ LEaP Technology ขนาด 112.8 ซีซี สมรรถนะเยี่ยม พร้อมกับระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดอัจฉริยะ (FI) ด้วยเครื่องยนต์ขนาดกระทัดรัดและน้ำหนักเบา ลดการสูญเสียพลังงานเชิงกล และลดแรงเสียดทาน แต่ยังคงความแข็งแรง ทนทานตลอดการใช้งาน ผสานการส่งกำลังด้วยระบบเกียร์แบบโรตารี่ 4 ระดับ ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยมในทุกอัตราเร่ง พร้อมประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 66.7 กิโลเมตร/ลิตร (ทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์) และสามารถใช้กับแก๊สโซฮอล์ E20 ได้อีกด้วย
โดดเด่นด้วยดีไชน์ ด้วยชุดไฟหน้าขนาดใหญ่สวยงาม ส่องสว่าง เพิ่มวิสัยทัศนในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยมทั้งกลางวัน และกลางคืน หน้าปัดเรือนไมล์ขนาดใหญ่ อ่านง่าย ชัดเจน และแม่นยำ ที่มาพร้อมกับไฟบอกตำแหน่งเกียร์ และไฟสัญญาณอื่นๆ อย่างครบครัน พร้อมที่เก็บของใต้เบาะอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ สามารถใส่ของใช้ส่วนตัวได้มากมาย หรือจะใช้ใส่หมวกกันน็อคแบบครึ่งใบก็ได้ ล้อแม็กดีไซน์สปอร์ตแบบ 5 ก้าน*

สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย กับดิสก์เบรกหน้า* * ที่สามารถหยุดรถได้ดั่งใจ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบสตาร์ทมือ เพียงสัมผัส สตาร์ทติดง่ายหายห่วง* * * เพิ่มระบบความปลอดภัยแบบด้วยกุญแจนิรภัย 2 ชั้น**** ปลอดภัยทุกครั้งที่จอด สบายใจ ไร้กังวล ด้วยรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวยังมาพร้อมกับบาร์ท้ายอะลูมิเนียมทรงสปอร์ต ที่ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง แข็งแรงทนทาน สวยงามด้วยกราฟฟิกดีไซนใหม่ สีส้นสดใส ได้ใจทุกคน ซูซูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น ใหม่ ยังมาพร้อมกับทางเลือก ให้ทุกท่านได้เลือกใช้ถึง 4 เวอร์ชั่น ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่น
ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อแม็ก (LE) / ดิสก์เบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LB) / ดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (IA) และดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด (A) สามารถเลือกได้อย่างหลากหลายให้
หมาะกับการใช้งาน ขับขี่ง่ายทั้งครอบครัว ด้วยนิยาม “ดีไซน์ ใหม่ ไปได้ทุกที่”ทั้งนี้ ซูซูกิ ยังรับประกันทั้งคัน 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร และกล้ารับประกันอุปกรณ์ระบบหัวฉีด 5 ปี (หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง กล่องควบคุมเครื่องยนต์ ECM เซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณออกชิเจน เซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ ชุดเรือนลิ้นเร่งและเซ็นเซอร์ภายในเรือนลิ้นเร่ง)

ท่านที่สนใจ ชูชูกิ สแมช เอฟไอ เน็ก อิดิชั่น ใหม่ สามารถพบกับตัวจริงได้ที่ร้านผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซูซูกิ ทั่วประเทศ หรือ Facebook : Suzuki Society Thailand / Instagram : suzukisocietythailand / Website : www.suzukimotosales.co.th หมายเหตุ *เฉพาะรุ่น LE **เฉพาะรุ่น LE / LB ***เฉพาะรุ่น LE / LB / LA ****ยกเว้นรุ่น JA

New Suzuki Smash Fi
• รุ่นดรัมเบรก สตาร์ทเท้า ล้อซี่ลวด (JA)
ราคาแนะนำ 39,800 บาท
• รุ่นดรัมเบรก สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LA)
ราคาแนะนำ 41,800 บาท
• รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทมือ ล้อซี่ลวด (LB)
ราคาแนะนำ 43,800 บาท
• รุ่นดิสก์เบรกหน้า สตาร์ทมือ ล้อแม็ก (LE)
ราคาแนะนำ 45,800 บาท

KYMCO DT X360

น่าจะเป็นการออกมาควบปีเป็นโมเดล 2021-2022 เพราะบางประเทศเปิดตัวช่วงปลายปี 2021 ที่ผ่านมา ขณะที่บางประเทศเพิ่งเปิดเป็นโมเดลปี 2022 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา รวมทั้งไฟล์ภาพชุดนี้ทางไรดิ้งเรานำมาให้ชมโฉมกันนี้ เป็นโมเดลปี 2022 ของอิตาลีที่เพิ่งจะกำหนดวางจำหน่ายพร้อมส่งไฟล์ประชาสัมพันธ์ออกมาล่าสุดนี้

ในเอกสารภาษาอิตาลีที่เราลองก้อปปี้แปลงใส่โปรแกรมแปลภาษาเบื้องต้น ระบุว่า นี่คือสกู๊ตเตอร์ในแนว adventure crossover ที่ถือว่าเป็นรถในคลาส maxi scooter หรือสกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่

ศึกมอนสแตอร์ เอเนอร์จี้ เอเอ็มเอ ซูเปอร์ครอส แชมเปี้ยนชิพ 2022 สนามถัดไป จะยกพลไปดวลความเร็วที่ ริง เซ็นทรัล โคลิเซียม เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 15 มกราคม นี้

Ducati Desert Sled Fasthouse

จำกัดการผลิตในแบบ limited edition ไว้ที่ 800 คัน สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดของครอบครัว Scrambler ที่ได้แตกแขนงย่อยออกมาเป็นรุ่น Scrambler Desert Sled ในช่วงปีที่ผ่านมา ก็ออกจำหน่ายไปตามปกติ ทีนี้ก็มีเหตุให้ต้องออกเป็นเวอร์ชั่นพิเศษลงไปอีกเมื่อปีที่แล้ว

เจ้า Ducati Scrambler ชนะในการแข่งขันประเภทออฟโรดในสหรัฐอเมริกา 2020 America Off Road Race ที่ชื่อรายการว่า Mont400 ในรุ่น Hooligan class ว่ากันว่าเป็นรายการเก่าแก่ต่อเนื่องของคนอเมริกันนั่นแหละ ดังนั้นไหนๆก็ลุยตลาดอเมริกาอย่างเต็มตัวก็เลนถือโอกาสนำเจ้า Ducati Scrambler ผลิตเวอร์ชั่นพิเศษออกมาซะเลย และนี่ก็คือที่มาของ Ducati Scrambler Desert Sled Fasthouse ที่จำกัดจำนวน 800 คัน เงื่อนไขการผลิตรุ่นนี้คือ “ทุกอย่าง” ต้องเป็นไปตามสเปคเดียวกับตัวที่ใช้แข่ง ดังนั้น CEO ของ Ducati ก็เลยเจรจาให้ Kenney Alexander ผู้ก่อตั้งและประธานของแบรนด์หรือค่าย Fasthoust จัดการภาระกิจนี้ ดังนั้น Ducati Scrambler Desert Sled จึงถูกมอบหมายโดยตรงให้สำนักงานใหญ่ของ Fasthouse ในแคลิฟอร์เนีย จัดหา
อุปกรณชิ้นส่วนสำคัญเพื่อนำมาใช้ในการปรับแต่งเสริมเติมให้เป็นรถรุ่นพิเศษดังกล่าวนี้

เริ่มต้นด้วยพื้นฐานของ Ducati Scambler Desert Sled ก็ได้รับการปรับเสริมเพื่อทำให้ออกมาเป็น Fasthouse Edition ที่มีความเหมือนหรือใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นที่ใช้ในสังเวียนการแข่งขันมากที่สุด แม้กระทั่งลวดลายกราฟฟิคแทบทุกจุดก็ถอดแบบมาจากตัวแข่งที่ใช้ใน Mont400 ด้วยโทนสีดำเทาเป็นหลัก ขณะที่ชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆนั้นล้วนเก็บรายละเอียดแบบเดียวกับรถแข่งดังกล่าว น่าจะเรียกได้ว่าเป็นงานในแบบเรพลิก้า ส่วนบนถังน้ำมันได้มีการติดโลโก้ Fasthouse คู่กับ Ducati Scrambler ในแต่ละคันจะมีเพลทอลูมิเนียมรันจำนวนหมายเลขการผลิตติดไว้

Ducati Scrambler Desert Sled Fasthouse มีขุมพลังจากเครื่องยนต์ขนาด 803 ซีซี ที่ยังคงสเปคเดียวกับ โมเดล Desert Sled จะมีปรับเปลี่ยนที่แตกต่างไปนั้นก็คงจะเป็นในส่วนของ สวิงอาร์ม ชุดแผงคอ Triple clamps และระบบกันสะเทือน ที่มีการเก็บรายละเอียดและอัพเกรดสเปคเพื่อให้เมาะสมกับการแข่งขัน เงื่อนไขสเปคดังกล่าวจึงถูกนำมาบรรจุไว้ในโมเดลที่จะผลิตขายทั้ง 800 คันนี้ ดังนั้นตำแหน่งท่านั่งขณะขับขี่จึงอาจจะแตกต่างไปบ้างกับรถเดิมของ Scrambler Desert Sled เบาะนั่งที่ปรับเปลี่ยนไป มีควมสูงของตำแหน่งนั่งขับขี่อยู่ที่ 860 มม. ขณะที่ระบบกันสะเทือน adjustable Kayaba suspension นั้น มีระยะยุบตัวที่ 200 มม. พักเท้าได้ถอดแผ่นยางออกเพื่อให้รองรับกับความต้องการการขับขี่ในแบบออฟโรด วงล้อเป็นสีดำ ขนาด 19 นิ้ว กับ 17 นิ้ว สำหรับล้อหน้าและหลัง ตามลำดับ ถูกจับคู่กับยาง Pirelli Scorpion Rally Tyres ขนาด 120/70 R19 M/C 60V M+S TL และ 170/60 R17 M/C 72V M+S TL

พร้อมกันนี้ยังมีคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าจาก Fasthouse ออกมาจำหน่ายควบคู่กันอีกด้วย รายละเอียดมีไม่มากนักจากไฟล์ที่ได้รับก็เอาเป็นว่า นี่คือ Desert Sled Fasthouse เวอร์ชั่นพิเศษที่ผลิตจำนวนจำกัด จากตระกูล Ducati Scrambler ซึ่งสเปคพื้นฐานที่จะลงต่อไปนี้เป็นสเปคของ Ducati Scrambler Desert Sled ซึ่งเป็นตัวตั้งเริ่มต้นที่ใช้ในการนำไปปรับแต่งเป็นโมเดลพิเศษนี้

ENGINE
TYPE L-Twin, Desmodromic distribution,
2 valves per cylinder, air cooled
DISPLACEMENT 803 cc
BORE X STROKE 88 x 66 mm
COMPRESSION RATIO 11:1
POWER 73 hp (53,6 kW) 8250 rpm/min
TORQUE 48,8 lb-ft (66,2 Nm) @ 5750 rpm
FUEL INJECTION Electronic fuel injection,
50 mm throttle body
EXHAUST Stainless steel muffler with catalytic converter and 2 lambda probes,
aluminium tail pipes

TRANSMISSION
GEARBOX 6 speed
RATIO 1=32/13  2=30/18  3=28/21  4=26/23  5=22/22  6=24/26
PRIMARY DRIVE Straight cut gears, Ratio 1,85:1
FINAL DRIVE Chain, front spocket 15,
rear sprocket 46
CLUTCH Hydraulically controlled slipper and self-servo wet multiplate clutch

CHASSIS
FRAME Tubular steel Trellis frame
FRONT SUSPENSION 46mm fully adjustable usd forks
FRONT WHEEL Spoked aluminium wheel 3,00″ x 19″
FRONT TYRE Pirelli SCORPION™ RALLY STR 120/70 R19
REAR SUSPENSION Kayaba rear shock, pre-load and rebound adjustable. Aluminium double-sided swingarm
REAR WHEEL 200 mm
REAR TYRE Spoked aluminium wheel 4,50″ x 17″
WHEEL TRAVEL (FRONT/REAR) Pirelli SCORPION™ RALLY STR 170/60 R17
FRONT BRAKE Ø330 mm disc, radial 4-pistoncalliper with Bosch Cornering ABS as standard equipment
REAR BRAKE Ø245 mm disc, 1-piston floating calliper
with Bosch Cornering ABS as standard equipment
INSTRUMENTATION LCD
DIMENSIONS AND WEIGHTS
DRY WEIGHT 193 kg (425,5 lb)
KERB WEIGHT* 209 kg (460,8 lb)
SEAT HEIGHT 860 mm (33,9 in) – low seat 840 mm (33,0 in) available as accessory
WHEELBASE 1.505 mm (59,3 in)
RAKE 24°
TRAIL 112 mm (4,4 in)
FUEL TANK CAPACITY 13,5 l – 3,57 gallon (US)

 

NEW Yamaha MT-03 DARK BLAST สปอร์ตเน็กเก็ดที่สุดในคลาส 300… สีใหม่ สุดเร้าใจ!!!

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ปลุกกระแสความเร้าใจครั้งใหม่!!! ด้วยสปอร์ตเน็กเก็ดที่สุดในคลาส 300 พร้อมปล่อย “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ 2 สี 2 สไตล์ สุดเร้าใจ!!! มาพร้อมกับรูปลักษณ์ใหม่ตามสไตล์ MT-Series ที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์สุดล้ำสมัย และเต็มเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มอารมณ์ตามแบบฉบับ The Dark Side of Japan

สำหรับ “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” ยังคงโดดเด่น สะดุดตา เท่ ดุดัน ตามสไตล์ MT-Series ด้วยชุดไฟหน้า FULL LED แบบ TWIN-EYES และเทคโนโลยี MONO FOCUS LED ที่ใช้ในรถ Big Bike ให้ความสว่างชัดทุกระยะการขับขี่, ถังน้ำมันรูปทรงใหม่ ดีไซน์เพิ่มความเท่ ดุดัน สไตล์ Big Bike สะท้อนเอกลักษณ์ MT-Series ที่ให้ความกระชับในการขับขี่ยิ่งขึ้น และเพิ่มภาพลักษณ์สุดหรูที่มาพร้อมกับความเร้าใจด้วยโช้คหน้า TELESCOPIC แบบ UPSIDE DOWN ที่ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่ การทรงตัว การซับแรงสั่นสะเทือนที่ดีขึ้นทั้งในช่วงทางตรงและทางโค้ง พร้อมหยุดรถได้อย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ด้วยระบบเบรก ABS

นอกจากนี้ NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สุดล้ำสมัย ด้วยเรือนไมล์หน้าจอใหม่แบบ Full LCD โดดเด่น เห็นชัดครบทุกฟังก์ชัน, ไฟเลี้ยวแบบ LED ดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยว คมชัด แบบเดียวกับที่ใช้ในรถ Big Bike อีกทั้งยังคงตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างสนุกสุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์แบบ DOHC 2 สูบ 8 วาล์ว ขนาด 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่พร้อมตอบสนองในทุกจังหวะการบิดคันเร่งให้ความเร้าใจในทุกเส้นทางการขับขี่

สำหรับ NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST มาพร้อมกับสีสันใหม่ 2 สี 2 สไตล์ดาร์คสุดเท่ นั่นคือ “สีเทา – Pastel Dark Grey” ที่ให้ความรู้สึกสุขุมลุ่มลึกด้วยถังน้ำมันสีเทาพาสเทลที่ตัดกับวงล้อสีส้มสุดเร้าใจ และ “สีน้ำเงิน – เทา Deep Purplish Blue Metallic” ที่บ่งบอกความเป็นสปอร์ตเนคเก็ตได้อย่างแท้จริงด้วยโทนสีน้ำเงินทั้งถังน้ำมันและล้อแม็ก พร้อมราคาแนะนำที่ 187,700 บาท

โดยสามารถเป็นเจ้าของ “NEW YAMAHA MT-03 DARK BLAST” สปอร์ตเน็คเก็ดที่สุดในคลาส 300…สีใหม่ สุดเร้าใจ!!! ตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทั่วประเทศ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่ www.yamaha-motor.co.th

MV AGUSTA RUSH

ข้อความสั้นๆที่ MV AGUSTA ให้ความจำกัดความถึง RUSH ก็คือ The most extreme naked of all time นั่นหมายความว่า MV AGUSTA Rush คือรถที่น่าตื่นเต้นเร้าใจทุกๆการขับขี่ แน่นอนว่าทุกๆองค์ประกอบที่จะทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่สุดในรถพิกัดเดียวกัน ประเภทเดียวกัน คือต้องไม่ธรรมดา

ไฮไลท์สำคัญของการออกแบบรถรุ่นนี้ คือเน้นความโดดเด่น ความแข็งแกร่ง ดังนั้นรถรุ่นนี้จึงเป็นรถของคนที่ต้องการความโดดเด่น สะดุดตาเหนือผู้อื่น และไม่แคร์สายตาใคร
Feel the power of sound คือไฮไลต์หนึ่งของรถรุ่นนี้ ด้วยเสียงที่ทรงพลังที่แผดออกมาคือส่วนหนึ่งของการแสดงถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ inline-four cylinder engine ที่ต่อยอดมาจาก Brutal1000RR ที่มีอานิสงค์มาจากเทคโนโลยีของรถแข่ง F1 นำมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบรถจักรยานยนต์ ดังนั้นสมรรถนะพื้นฐานของ MV AGUSTA RUSH จึงอยู่ที่ 208 แรงม้า และสามารถอัพเป็น 212 แรงม้า ด้วยชุดคิทสำหรับการขับขี่ในสนามปิด ในส่วนของเครื่องยนต์นี้ได้รับการอัพเกรดพื้นฐานเพิ่มเติมจากเดิม ด้วย new sintered valve guides และ DLC coated tappets เพื่อลดค่าความเสียดทาน new cam profiles timing เพื่อที่จะเน้นในส่วนของการให้ค่าแรงบิดที่ดีในบางช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ และยังคงมีการปรับแต่งท่อไอสียในส่วนของ exhaust collector ขณะที่วัสดุไททาเนียมนั้นยังคงเดิม สำหรับชิ้นส่วนของ 16 radial titanium valves titanium connecting rods นอกจากสมรรถนะที่ดีขึ้นแล้ว เครื่องยนต์ยังอยู่ภายใต้มาตรฐานไอเสีย Euro5 อีกด้วย

หัวใจของความสมบูรณ์แบบน่าจะมีส่วนสำคัญมาจากระบบอิเล็คทรอนิคส์ ที่คอยจัดการและควบคุมระบบต่างๆของตัวรถ ซึ่งใน MV AGUSTA RUSH สามารถนิยามถึงระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่มีนี้ว่า More complete electronics ด้วยการอัพเกรดทุกๆระบบอิเล็คทรอนิคส์ยกระดับไปในขั้นที่สูงขึ้นกว่าที่เคยใช้มาในตลาดของ MV AGUSTA และใน RUSH ยังได้รับการติดตั้ง New IMU inertial platform ที่จะคอยตรวจวัดค่าต่างๆ ตามตำแหน่งการเคลื่อนไหวจริงในแต่ละช่วงเวลาขณะนั้นของตัวรถ พร้อมส่งข้อมูลที่ตรวจวัดได้เข้าสู่ ECU แม่นยำ หากลิสต์รายละเอียดของระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับส่วนของระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่มีใน RUSH ก็จะได้แก่ NEW ABS MK100 CONTINENTAL MODULE WITH CORNERING FUNCTION FOR CONSTANT SAFETY EVEN IN CURVES NEW INERTIAL PLATFORM NEW COLOUR 5.5” TFT DASHBOARD MOBISAT TRACKER , GPS AND BLUETOOTH MV RIDE APP NAVIGATOR INTEGRATED IN THE DASHBOARD FULL LED LIGHTING FRONT LIFT CONTROL LAUNCH CONTROL CRUISE CONTROL NEW EAS 3.0 ELECTRONIC GEAR SENSOR

โดยทั่วไประบบอิเล็คทรอนิคส์ที่ควบคุมการหมุนของล้อจะตัดเมื่อกำลังเครื่องยนต์ส่งออกมามากจนเกินควรเพื่อป้องกันความปลอดภัยขณะขับขี่ แต่สำหรับ FLV wheelie control นั้น จะควบคุมความเหมาะสมให้ผู้ขับขี่สามารถรับประสบการณ์อย่างเต็มที่ ไม่ว่ากำลังเครื่องยนต์ที่ถูกส่งออกมานั้นจะมากเพียงใดจากการเปิดคันเร่งจนล้อหมุนฟรีมากเกินไป ระบบนี้จะยังคงปล่อยให้กำลังที่มีมากนั้นทำงานต่อไป เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถรับความตื่นเต้น ความท้าทายได้อย่างสุดขีด โดยระบบจะช่วยควบคุมความเหมาะสมของกำลังที่ถูกส่งออกมา แต่จะไม่ตัดกำลังที่มีมากเกินไปนั้นแต่อย่างใด เช่นเดียวกับระบบเบรก ABS จะมีส่วนช่วยในจังหวะการเบรกขณะเข้าโค้ง โดยระบบจำคำนวณตามองศาการเอียงของรถขณะอยู่ในโค้งเพื่อช่วยให้ ABSทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสมแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของจอเรือนไมล์ TFT จะบอกข้อมูลที่จำเป็นอย่างเมาะสมผ่านหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วได้เป็นอย่างดีแล้ว ผู้ขับขี่สามารถเชื่อต่อ MV RIDE app อีกทั้งยังควบคุม ต่อเชื่อมกับสมาร์ทโฟน ที่สามารถทำงานผ่านหน้าจอนี้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

สำหรับสเปคพื้นฐานของตัวรถมีดังนี้
ENGINEType: Four cylinder, 4 stroke, 16 valve ,D.O.H.C
Total displacement : 998 cm3 (60.9 cu. in.)
Compression ratio : 13.4:1
Starting : Electric
Bore x stroke : 79 mm x 50.9 mm (3.1 in. x 2.0 in.)
Max. power – r.p.m. (at the crankshaft) : 153,0 kW (208 hp) at 13.000 r.p.m.
Max. torque – r.p.m. : 116,5 Nm (11,9 kgm) at 11.000 r.p.m.
Cooling system : Cooling with separated liquid and oil radiators
Clutch Wet : multi-disc with back torque limiting device and Brembo radial pump/lever assembly
Transmission : Cassette style; six speed, constant mesh
Primary drive : 48/82
Final drive ratio : 15/41
Voltage : 12 V
Alternator : 350 W at 5.000 r.p.m.
Battery : Li-ion 12 V – 4.0 Ah
Wheelbase : 1.415 mm (55.71 in.)
Overall length : 2.080 mm (81.89 in.)
Overall width : 805 mm (31.69 in.)
Saddle height : 845 mm (33.27 in.)
Min. ground clearance : 141 mm (5.55 in.)
Trail : 97 mm (3.82 in.)
Dry weight : 186 kg (410.06 lbs.)
Fuel tank capacity : 16 l (4.23 U.S. gal.)
Maximum speed* : over 300 km/h (186 mph)
FRAMEType : CrMo Steel tubular trellis
FRONT SUSPENSION : Öhlins Nix EC hydraulic “upside down” front forks with TiN superficial treatment.Completely adjustable with electronically controlled compression and rebound damping with manually controlled spring preload.
Fork dia.: 43 mm (1.69 in.)
Fork travel: 120 mm (4.72 in.)

REAR SUSPENSION : Progressive, single shock absorber Öhlins EC TTX completely adjustable with electronically controlled compression and rebound damping and spring preload
Front brake : Double floating disc with Ø 320 mm (Ø 12.6 in.) diameter, with steel braking disc and aluminium flange – Brembo radial pump/level assembly
Front brake caliper : Brembo Stylema radial-type, single-piece with 4 pistons Ø 30 mm (Ø 1.18 in.)
Rear brake : Single steel disc with Ø 220 mm (Ø 8.66 in.) dia. Brembo PS13 brake pump
Rear brake caliper : Brembo with 2 pistons Ø 34 mm (Ø 1.34 in.)
ABS System : Continental MK100 with RLM (Rear Wheel Lift-up Mitigation) and with cornering function
Front : Material/size With aluminium alloy spokes 3,50 ” x 17 ”
Rear : Material/size Forged alluminium alloy 6,00 ” x 17 ” with carbon fiber cover
Front Tyre : 120/70 – ZR 17 M/C (58 W)
Rear Tyre : 200/55 – ZR 17 M/C (78 W)
Environmental Standard : Euro 5
Combined fuel consumption : 6.8 l/100 km

 

2022 CFMOTO 700CL-X Heritage

สำหรับ 2022 CFMOTO 700CL-X Heritage นับเป็นโมเดลแรกจากสามโมเดล ของตระกูล 700CL-X ที่จะส่งออกมาสู่ตลาด ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นอกจาก 700 CL-X Heritage ที่เผยโฉมออกมานี้แล้ว ก็จะตามมาด้วย 700 CL-X Sport และ 700 CL-X Adventure ตามลำดับ

เชื่อกันว่า นี่จะเป็นโมเดล ที่ทางผู้ผลิตแบรนด์ดังจากจีนนี้ ตั้งใจจะให้เป็น รถในระดับสร้างชื่อ สร้างศรัทธา ในฐานะรถจักรยานยนต์ แบบ full power ขนานแท้ พัฒนาขึ้นมาอย่างตั้งใจตั้งแต่หัวจรดท้ายจริงๆ นอกจากการเน้นทำตลาดในออสเตรเลียด้วยรถ ATV , UTV , SSV รวมทั้ง สกู๊ตเตอร์บางรุ่น ก็ยังรุกสู่ยุโรปต่อเนื่อง โดยรวมแล้วปัจจุบันแบรนด์ผู้ผลิตจากจีนค่ายนี้ สามารถส่งขายไปมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้คอนเน็คชั่นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแบรนด์ดังจากออสเตรีย อย่าง KTM เพราะฉะนั้นในบางประเทศ CFMOTO อาจจะไปใช้พื้นที่ทำตลาดหรือแหล่งจำหน่ายร่วมกับ KTM

CFMOTO 700CL-X Heritage ว่ากันว่าเป็นรถในแบบ all-new ที่พัฒนาด้วยภาพลักษณ์ของความเป็นรถ neo-retro ที่ใช้เครื่องยนต์ 693ซี.ซี. parallel-twin ซึ่งมีช่วงชักที่ยาวขึ้นประมาณ 3ม.ม.เมื่อเทียบกับสเปคเครื่องยนต์ขนาด 650 ซีซี จากโมเดลอื่นๆนี้อย่าง 650GT จากขนาดความจุเครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้นมานี้ ทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้กับ CFMOTO 700CL-X มีกำลังเครื่องยนต์ในระดับ 73 แรงม้า ที่ 8500 รอบ ต่อ นาที พร้อมแรงบิดขนาด 68 นิวตันเมตร ที่ 6500 รอบต่อนาที มากกว่าเครื่องยนต์ขนาด650ซี.ซี. ประมาณ 18 แรงม้า ซึ่งเครื่องยนต์ติดตั้งยึดไว้กับโครงสร้างเฟรมของตัวรถที่เป็นแบบ chromoly tubular steel frame ที่มาพร้อมกับ aluminium swingarm ในภาคของเครื่องยนต์นี้ได้ติดตั้งระบบจ่ายเชื้อเพลิง Bosch electronic fuel injection นอกจากนี้รถยังเป็นการใช้คันเร่งแบบ ride-by-wire throttle อีกทั้งยังมีสองโหมดขับขี่ให้เลือก คือ Eco และ Sport ride modes

ระบบกันสะเทือนมาแบบ fully adjustable ซึ่งกันสะเทือนหน้าเป็น ฟอร์คแบบหัวกลับ 41 ม.ม. KYB inverted fork กับกันสะเทือนหลัง KYB monoshock ที่สามารถปรับทั้งค่า preload และ rebound สำหรับเบรกนั้นมาด้วยจานดิสก์เดี่ยว single-disc brake ทั้งหน้าและหลัง หากดูที่ คาลิเปอร์เบรก จะพบตรา J.Juan อาจจะโนเนมในความรู้สึก แต่ข้อมูลแล้ว แบรนด์นี้เป็นคาลิเปอร์เบรกจากสเปน ที่ถูกซื้อกิจการโดย Brembo ก็น่าจะพอเชื่อได้ในมาตรฐานความปลอดภัย เชื่อว่าด้วยเงื่อนไขในการทำตลาดด้วยราคาประหยัด ไปทั่วโลกของ CFMOTO แต่ก็คงไม่สามารถละเลยมาตรฐานของแต่ละประเทศได้ โดยเฉพาะในอิตาลี และหลายประเทศในยุโรป ที่มีการควบคุมมาตรฐานที่ไม่ธรรมดาสำหรับรถจักรยานยนต์แต่ละชนิดที่จะจำหน่ายนั่นเอง

จากการเช็คราคาโดยประมาณที่จำหน่ายในออสเตรเลีย กำหนดไว้ที่ 9490 เหรียญ เทียบกับคู่แข่งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้แก่ Benelli Leoncino500 ที่ตั้งราคาอยู่ 9390 เหรียญ Benelli 502C ราคา 9990 เหรียญ และ Yamaha XSR700 ที่มีราคา 13,299 เหรียญ กับรถในกลุ่ม middleweight roadster ด้วยกัน ก็ต้องวัดใจกันว่า CFMOTO 700CL-X Heritage นี้พอจะแทรกเข้ามาเป็นตัวเลือกของสิงห์นักบิดได้ดีแค่ไหน สำหรับสเปคของรถนั้น ตามไฟล์ที่ได้รับเป็นภาษาอิตาลี

 

 

Ducati Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Annivesary

ชื่อยาวพอสมควรกับ รถรุ่นพิเศษล่าสุดจากอิตาลีของค่าย Ducati เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นรุ่น ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ Troy Bayliss ได้แชมป์ครั้งแรกนั่นเอง และแน่นอนผลิตแบบรันหมายเลขแม้ไม่ได้แจ้งว่าจะมียอดผลิตกี่คัน แต่ว่ามีกำหนดระยะเวลาสั่งจองสำหรับรุ่นนี้ไว้ ซึ่งจะอยู่ในไลน์ผลิตสำหรับโมเดลปี 2022

ซึ่งแฟนๆก็น่าจะแฮปปี้กันกับโมเดลพิเศษนี้ แต่สำหรับแฟนๆรุ่นหลังของ WorldSBK ก็น่าจะมีบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร เพราะกาลเวลาผ่านมาแล้วถึงยี่สิบปี ต้องบอกว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในตำนานของนักแข่งออสเตรเลียที่ครองแชมป์ WorldSBK ได้สามสมัย ซึ่งในยุคนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพราะเกมฝั่ง WorldSBK นั้นยากที่จะหานักแข่งเหนือชั้นทิ้งห่างคู่แข่งแบบขาดลอย และแชมป์ครั้งแรกจากสามครั้งที่เขาทำได้ก็คือการก้าวสู่บัลลังก์แชมป์ในปี 2001 ด้วยรถแข่ง 996R จากนั้นทำได้อีกสองครั้งคือ ปี 2006 กับรถแข่ง 999R และ ปี 2008 กับรถแข่ง 1098R ไม่ซ้ำรุ่นรถกันเลยทั้งสามครั้ง รวมในช่วงชีวิตนักแข่งที่ทำผลงานร่วมกับ Ducati Corse ใน WorldSBK คว้าชัยชนะได้ 52 ครั้ง ยืนโพเดี้ยม 94 ครั้ง ครองแชมป์โลกสามสมัย ที่สำคัญด้วยสิทธิไวลด์การ์ดทำให้เขากลายเป็นนักแข่งคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถชนะการแข่งขันได้ทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในปีเดียวกันซึ่งเขาลงแข่งในปี 2006 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในนักแข่งตำนานของ Ducati Corse ด้วยเหตุนี้รถรุ่นพิเศษในวาระครบรอบยี่สิบปีของการครองแชมป์โลกครั้งแรก จึงเกิดขึ้นมาและลวดลายพิเศษก็คือการเรียกโทนกราฟฟิคและสีของรถนี้ว่า Baylissticจากพื่นฐานของรถ Panigale V2 นอกจากการปรับโทนสีและกราฟฟิคเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Troy Bayliss และระลึกถึงรถแข่ง 996R ที่ครองแชมป์ในปี 2001 ด้วยการเน้นสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ducati แล้วยังนำโทนสีเขียวกับขาวที่มีความเกี่ยวพันธ์ถึงจิตวิญญาณของโรงงานผลิตในโบโลญญ่าที่กล่าวว่าเป็นฐานใหญ่ของ Ducati ขณะที่มีการนำหมายเลข 21 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวของ Troy Bayliss รวมทั้งโลโก้น้ำมันแบรนด์หลักที่เป็นพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกับค่ายรถอิตาลีนี้ ขณะเดียวกันก็มีลายเซ็นของนักแข่งบนถังเชื้อเพลิง ขณะที่บริเวณแผงคอก็จะมีเพลทระบุชื่อรุ่นและหมายเลขการผลิตประจำรถระบุไว้ด้วย

สำหรับ Panigale V2 นั้น เริ่มทยอยส่งสู่ดีลเลอร์ต่างๆ ปลายปี 2020 สำหรับโมเดล 2021 ดังนั้น เจ้าเวอร์ชั่นพิเศษ Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary จึงได้รับการปรับเสริมองค์ประกอบเพื่อยกระดับให้เหนือกว่ารถเวอร์ชั่นมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นโมเดลแรกที่อยู่ในไลน์อัพของรถปี 2022 อีกด้วยจากเวอร์ชั่นมาตรฐานของ Panigale V2 ได้รับการเสริมประสิทธิภาพต่างๆ เพื่อการตอบสนองการขับขี่ในแทร็คหรือในสนามแข่งได้อย่างเต็มสมรรถนะมากขึ้น ดังนั้นไฮไลท์หรือองค์ประกอบสำคัญที่ถูกนำมาติดตั้งใน Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary ก็คือ อุปกรณ์ชั้นยอดจาก Ohlins ด้วยฟอร์คหน้า NX0 และโช้คอัพหลัง TTX36 ที่สามารถการันตีได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการซับแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยเป็นระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป้าหมายสูงสุดในการใช้งานบนสนามปิด หรือขับขี่ในแทร็คที่พร้อมให้ความนุ่มนวลสูงสุดไม่เพียงแค่นำมาติดตั้งเท่านี้ แต่ยังได้รับการเซ็ทอัพปรับแต่งให้มีความแม่นยำเที่ยงตรงสูงสุดเพื่อความมั่นใจของผู้ขับขี่ที่จะได้รับความรู้สึกอันยอดเยี่ยมจากประสิทธิภาพที่ได้รับจากระบบกันสะเทือนชุดที่เสริมเข้าไปใหม่นี้

เทียบกับเวอร์ชั่นมาตรฐานหรือเวอร์ชั่นสแตนดาร์ตแล้วจะพบว่า Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary นี้ มีน้ำหนักเบากว่า 3 กก. ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการปรับมาใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion battery อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนเป็นแบบเบาะนั่งเดี่ยวแบบเดียวกับรถแข่งนั่นหมายความว่าเบาะคนซ้อนกับพักหลังถูกถอดออกไป จึงมีส่วนช่วยให้น้ำหนักหายไปจากเดิมนั่นเอง แต่ถ้าต้องการเบาะซ้อนก็สามารถติดตั้งได้เช่นกัน เพียงแต่จุดประสงค์ของรถเวอร์ชั่นนี้ก็ชัดเจนว่าเน้นไปที่การนำมาขับขี่ในแทร็ค สำหรับ Panigale V2 นั้น จัดว่าเป็น Super-mid of Ducati sports bikes หรือจัดอยู่ในรถสปอร์ตขนาดกลางของ Ducati ที่ถูกจัดวางไว้ในกลุ่มรถตระกูล Panigale โดยพื้นฐานเครื่องยนต์ของเจ้า V2 นี้ มาจากแหล่งพลังขนาด 955 ซีซี Superquadro twin-cylinder ที่ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 10,750 รอบ ต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดระดับ 104Nm ที่ 9,000 รอบต่อนาที โดยใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบ monocoque frame ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Panigale V4ในฐานะของรถระดับบนจึงไม่แปลกที่ electronic package หรือระบบอิเล็คทรอนิคส์จึงถูกจัดสรรมาแบบเต็มๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสมรรถนะสูงสุด เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมสูงสุด ของรถในทุกๆจังหวะการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการเข้าโค้ง การขับขี่ในโค้ง cornering function ได้รับการปรับ ต่อยอดร่วมกับ Bosch ABS electronic quick shift gearbox ที่ทำงานผสานกันระหว่างการ downshifting กับ traction กล่าวคือ ความสัมพันธ์ในจังหวะการลดเกียร์กับแรงฉุดดึงของรถนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมหรือขี่ได้“เนียน”

นอกจากนี้ในส่วนของ engine brake , wheelie control หรือการควบคุมแรงเอ็นจิ้นเบรกกับการหมุนของล้อนั้น ล้วนเกี่ยวเนื่องกับระบบอย่าง Ducati Quick Shift Ducati Traction Control Ducati Wheelie Control Engine Brake Control ล้วนได้รับการ อัพเกรด และยกระดับ ให้มีความเหมาะสม สัมพันธ์กับการเลือกใช้โหมดการขับขี่ต่างๆ ซึ่ง จะมีมาให้สามไรดิ้งโหมด Riding Modes ทั้งสาม ก็คือ Race – Sport – Street เอาเป็นว่าในเวลานี้ นี่คือตัวท็อปของเครื่องยนต์ 955 ซีซี Superquadro อย่าง Borgo Panigale twin-cylinders ที่อัพเกรดมาใช้กับ Panigale V2 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตออกมาแทนที่ 959 Panigale และแน่นอนว่าในเวอร์ชั่นพิเศษนี้ย่อมได้รับการอัพเกรดเพิ่มความไม่ธรรมดามากไปกว่าเดิมอีกเช่นกัน ซึ่งราคาเริ่มต้นเปิดมา ที่ 21,000 เหรียญ สำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาที่จะทยอย ขาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับ สเปคของตัวรถมีดังนี้
Engine : Superquadro L-twin cylinder, 4 valve per cylinder, Desmodromic, liquid cooled
Displacement : 955 cc
Bore x Stroke : 100 x 60,8 mm
Compression Ratio : 12.5:1
Power : 155 hp (114 kW) @ 10.750 rpm
Torque : 76,7 lb-ft (104 Nm) @ 9.000 rpm
Fuel injection : Electronic fuel injection system. Twin injectors per cylinder. Full ride-by-wire elliptical throttle bodies.
Exhaust : 2-1-2-1 system, with 2 catalytic converters and 2 lambda probes
Gearbox : 6 speed with Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2
Primary Drive : Straight cut gears; Ratio 1.77:1
Ratio : 1=37/15 2=30/16 3=27/18 4=25/20 5=24/22 6=23/24
Final Drive : Chain; Front sprocket 15; Rear sprocket 43
Clutch : Hydraulically controlled slipper and self-servo wet multiplate clutch. Self bleeding master cylinder
Frame : Monocoque Aluminum
Front Suspension : Öhlins NIX30 43mm with TiN treatment, fully adjustable usd fork
Front Wheel : 5-spokes light alloy 3.50” x 17”
Front Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 120/70 ZR17
Rear Suspension : Fully adjustable Öhlins TTX36 monoshock. Aluminum single-sided swingarm
Rear Wheel : 5-spokes light alloy 5,50” x 17”
Rear Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 180/60 ZR17
Wheel travel (front/rear) : 120 mm (4.72 in) – 130 mm (5.12 in)
Front Brake : 2 x 320 mm semi-floating discs, radially mounted Brembo Monobloc M4.32 4-piston calipers with Bosch Cornering ABS EVO. Self bleeding master cylinder.
Rear Brake : 245 mm disc, 2-piston caliper with Cornering ABS EVO
Instrumentation : Digital unit with 4,3” TFT color display
Dry weight : 385 lb (174,5 kg)
Curb weight : 434 lb (197 kg)
Seat Height : 32,9 in (835 mm)
Wheelbase : 56,6 in (1.438 mm)
Rake : 24°
Front wheel trail : 3.90 in (99 mm)
Fuel tank capacity : 17 l – 4.5 gallon (US)
Safety Equipment : Riding Modes, Power Modes, Bosch Cornering ABS EVO, Ducati Traction Control (DTC) EVO 2, Ducati Wheelie Control (DWC) EVO, Engine Brake Control (EBC) EVO, Auto tire calibration
Standard equipment : Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2, Full LED lighting with Daytime Running Light (DRL), Öhlins steering damper, Auto-off indicators, Lithium-ion battery, Silencer outlet cover in carbon fiber and titanium

 

 

2022 Limited Production KTM RC 8C

จัดหนักสำหรับสาวก Orange Bull กับโมเดลใหม่ล่าสุด KTM RC 8C ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดติ่งจากสนามแข่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของเค้าแรงจริงๆ สำหรับเจ้ากระทิงส้ม ด้วยผลงานที่คว้าทั้งวินเนอร์ และขึ้นยืนบนโพเดี้ยมได้อย่างยอดเยี่ยมบนสังเวียน Moto GP สำหรับ ค่าย KTM สัญชาติออสเตรีย

โมเดลล่าสุด กับรหัส RC 8C ที่ใช้เทคโนโลยีในสนามแข่งสู่รถโปรดักชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเพื่อให้ได้สัมผัสถึงอารมณ์ความเร็ว ความแรง และความเร้าใจ ระดับเวิลด์คลาส โดย RC 8C จะใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก Duke 890 R ความจุ 889 ซีซี พาเรลเลียล สองสูบเรียง ชุดเกียร์ 6 สปีด มาพัฒนาใหม่ทั้งหมด ทำให้มันสามารถปลดปล่อยแรงม้าได้ถึง 128 ตัว
ตัวรถดีไซน์ทรงสปอร์ตครอบด้วยแฟริ่งรอบคัน พร้อมกับจัดวิงเล็ตคู่หน้าคาร์บอนเคฟล่าร์มาให้ด้วย แชสซีแบบ Bespoke Tubular ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในตัวแข่ง RC16 ใน Moto GP มีน้ำหนักเพียง 140 กก. เท่านั้น ไม่รู้ว่าอยู่ในโค้งด้วยความเร็วเกิน 120 กม./ชม. จะหวิวขนาดไหน เพราะฉะนั้นช่วงล่างการเกาะพื้นถนนหรือแทร็คก็ต้องอยู่ในพื้นฐานระดับเดียวกัน KTM ยังคงใช้บริการของแบรนด์ออฟฟิเชียล WP APEX PRO – Full Adjust ที่สามารถปรับได้อย่างละเอียด กันสะบัดก็เช่นกัน พักเท้าอลูมินั่มรองรับสีสระและปรับได้ 3 ตำแหน่ง

แฮนด์ปรับระยะระหว่าง 26-28 องศา ดิสก์เบรกหน้า คาลิเปอร์ Brembo Stylema จับคู่กับจานขนาด 290 มม. ส่วนดิสก์เบรกหลัง 230 มม. และคาลิเปอร์ Brembo สองลูกสูบ การควบคุมเบรกหน้าคือ Brembo 19RCS Corsa Corta radial master-cylinder โดยมันมีความพิเศษที่สามารถเซ็ทติ้งได้ 3 โหมด คือ ธรรมดา สปอร์ต และเรซ วงล้อแม็กอลูมินั่มฟอร์จหล่อขึ้นรูป Dymag UP7X ล้อหน้า 3.50 x 17 และด้านหลัง 6.00 x 17 หุ้มด้วยยาง Pirelli Superbike Racing ยางหน้า 120/70 – 17 และยางหลัง 180/60 – 17 หรือจะอัพเพิ่มเป็น 200/55-17 ก็ได้ ขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ D.I.D ขนาด 520 แต่ข้อมูลได้บอกอัตราทดสเตอร์มาให้

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการออกแบบให้ถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร ไปอยู่ใต้เบาะนั่งที่ซับเฟรมด้านหลัง ท่อจาก Akapovic Titanium ที่จะมีตัวเก็บเสียงเป็นออพชั่นเสริมสำหรับกฎหมายเรื่องของเสียงเกินกำหนด จอแสงดผล TFT โดยใช้แดชบอร์ด AIM Mxs 1.2 ขนาด 5 นิ้ว บันทึกข้อมูลและตั้งโปรแกรมในแต่ละโหมด รวมไปถึงการตั้งค่า ECU ได้อีกด้วย พร้อมยังมีระบบ Engine Brake ที่ปรับได้ถึง 2 ระดับ สำหรับใครที่อยากได้เป็นเจ้าของก็คงต้องลุ้นว่า VROOM THAILAND จะนำเข้ามาได้หรือไม่ เพราะมันไม่ใช่รถโปรดัก
ชั่นทั่วไป Track Only เท่านั้น

Honda ADV350 จะเข้ามาสร้างกระแสสายพานสายลุยในไทยไหม ลุ้นกันให้ดี

การออกแบบดีไซน์ในรูปแบบของสายลุย Adventure Scooter โดยให้มีสรีระความสูงของตัวรถที่ 145 มม. ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น มุมมองใหม่บึกบึน มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED และ ไฟ เดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ โฉบเฉี่ยว ถ่ายทอด DNA จาก ADV Series ของ Honda และเพื่อการบุกลุยที่ปลอดภัยพร้อมเสริมการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน

จอแสดงผลเรือนไมล์ ใช้หน้าจอLCD ดิจิตอลเต็มระบบ บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์, ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง, ระยะทริป, นาฬิกา ฯลฯ ระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จ USB Type C และยังรองรับการเชื่อมต่อกับ Smartphone อีกด้วย ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่

เบาะนั่งขนาดใหญ่แบ่ง 2 ตอน แยกตอนระหว่างคนขับและคนซ้อนออกจากกัน โดยเบาะคนขับมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ 795 มม. พื้นที่เก็บของใต้เบาะใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ถึง 2 ใบ ตำแหน่งวางเท้าวางได้ 2 แบบ คือแบบวางตรงกลาง และแบบยืดไปด้านหน้า เหมือนกับ Forza350

ช่วงล่างด้านหน้าเสริมความหล่อใช้โช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 37 มม. ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. พร้อมระบบ ABS Duo Channel ดิสก์เบรกหลังจานเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอน์ลูกสูบเดี่ยว โช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ พร้อมซับแท้งค์ วงล้อหน้าใช้เป็นล้ออลูมินัมขนาด 15 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 R15 ด้านหลังใช้ล้ออลูมินัมขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยาง 140/70 R14 โดยยางที่ใส่มาให้เป็นแบบกึ่งทางเรียบและสามารถลุยทางขรุขระได้

สำหรับเครื่องยนต์ของ ADV350 จะใช้เครื่องยนต์ eSP+ 1 สูบ ขนาดความจุ 330 ซีซี SOHC 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอบพละกำลังสูงสุด 28.83 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.5 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี HSTC Honda Selectable Toque Control เลือกปรับได้ 2 ระดับ ซึ่งถ้าว่าไปแล้วก็เป็นเครื่องยนต์ที่อยู่ใน Honda Forza350 ทุกประการ ไม่ว่าจะเอาสเป็คตรงไหนมาเทียบ ล้วนแล้วเหมือนกันทั้งหมด ส่วนนำหนักโดยรวมอยู่ที่ 186 กก.

Honda ADV350 มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ด้วยกัน ได้แก่ สีเงิน, สีเทา และสีแดง

DNA จากซูเปอร์ไบค์ CBR Series ปรับใหม่ให้อัตราเร่งและการคอนโทรลสนุกทุกการขับขี่

New CBR 500R หนึ่งในตระกูล 500 Series ได้รับการพัฒนาเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2021 ได้ทำการยกระดับให้เทียบเท่าซูเปอร์ไบค์ระดับท็อปคลาส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและตอบโจทย์นักบิดตัวจริง ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไป เพื่อให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่โลกของบิ๊กไบค์

New 500 Series มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “For The Real One” ถ่ายทอดความเร้าใจสู่สาวกบิ๊กไบค์ตัวจริง ตื่นตาตื่นใจด้วยดีไซน์ที่ดูบึกบึนโฉบเฉี่ยว แรงด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และออพชั่นที่ดีที่สุดในคลาส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ ส่งมอบประสบการณ์ขับขี่เต็มรูปแบบ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ Parallel Twin DOHC ขนาด 500 ซีซี 47 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด เสริมด้วยระบบ Assist Slipper Clutch เพิ่มความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์

ความคิดเห็นหลังการขับขี่

จตุรงค์ หมื่นทิพย์ กอล์ฟ ไรดิ้ง

เริ่มกันตั้งแต่ขึ้นคร่อมเลยแล้วกัน มันให้ความรู้สึกกระชับด้วยบอดี้แบบสปอร์ต หนีบขาได้แนบแน่นกับตัวรถ ความสูงจากพื้นถึงเบาะไม่สูงไม่มาก คนตัวเล็กๆ หรือผู้หญิงก็ไม่ต้องกลัวจนเกินไป เขย่งปลายเท้าก็เอาอยู่แล้วแค่ทรงตัว เพราะตัวรถมีน้ำหนักลดลงด้วย ท่านั่งด้วยตัวรถที่เป็นทรงสปอร์ตแต่ระดับแฮนด์ที่จับอยู่ใต้แผงคอก็จริงมันไม่ได้ก้มจนเกินไปจนรู้สึกเมื่อย พักเท้าอยู่กึ่งกลางของตัวรถทำให้ตัวไม่ก้มหรือเอนมาทางด้านหลัง

มาถึงความรู้สึกเมื่อได้ขับขี่ในสนามแข่ง มันเค้นสมรรถนะได้เต็มที่ด้วย เครื่องยนต์ 2 สูบ 47 แรงม้า ถึงจะเป็นพื้นฐานเดินจากตัวก่อน แต่มีการปรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ให้มีความสมบูรณ์กว่าตัวเก่า น้ำหนักลดลง ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้น 4% ความเร็วเพิ่มขึ้น จนรู้สึกหวิวๆ ในช่วงแรกๆ ได้มีการออกตัวแบบรถแข่ง ด้วยรอบประมาณ 6000-7000 รอบ/นาที ดีดคลัทช์ออกไปล้อลอย กำลังดีไม่ธรรมดา อัตราเร่งรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นแบบเนียนๆ ไม่พุ่งปี๊ดป๊าด เปลี่ยนเกียร์ที่ 9,500 รอบ/นาที เพื่อรักษาแรงม้า ไม่ให้แผ่วปลายรอบตัน ถ้าใครไม่ถนัดหรือไม่ได้สังเกตก็ไม่ต้องหว่างเพราะมีไฟ ชิฟไลท์ โชว์ด้วย อัตราทดเกียร์ 1-2 จะชิด แต่ เกียร์ 3-4-5 และ 6 ลากได้ยาวๆ บางทีเอาจนรอบตันเสียงเครื่องครางดัง ระบบสลิปเปอร์คลัทช์ที่มีมาให้ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เมื่อรวบเกียร์ลดลงในความเร็ว ล้อหลังจะลดการสลิปหรือส่าย ทำให้สามารถเลี้ยวง่ายและปลอดภัย ลองแล้วอันนี้ดีจริง ถ้าไม่มีอาจจะทำให้ท้ายสไลด์เสียงการทรงตัว และเลี้ยวรถไม่เข้า แต่ก็ต้องระวังบนพื้นทรายและน้ำ

การทรงตัว ในตรงหมอบกันได้สุดๆ ถึงจะมีลมปะทะบ้างแต่ก็ยังควบคุมรถได้ อันนี้บนนถนนคงไม่ได้ทำกันจริงๆ หรอกนะ มันอันตราย แต่การขับขี่ในโค้งต้องบอกว่ามันต่างจากตัวก่อนหน้านี้ เพราะมีการปรับมุมเคสเตอร์หน้าใหม่ทำให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น และพลิกรถได้เร็ว บวกกับน้ำหนักที่เบาลงด้วย ความเร็วในโค้ง 4 ของสนามช้าง เป็นโค้งขวาไฮสปีดที่ล็อคคันเร่งมาเกือบๆ 180 กม./ชม. เบรกนิดเดียวแล้วยกคันเร่งลดเกียร์ลง จาก 6 เป็น 5 แล้วเอียงรถเข้าไปเลย ตอนแรกยังทำใจไม่ได้ แต่พอลองแล้วถึงรู้ว่ามันเอาอยู่จริงๆ แต่ก็แอบบเสียดายกับรถในคลาสนี้ไม่แทร็คชั่นคอนโทรลมาให้ น่าจะช่วยให้ขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ช่วงล่างที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ไม่ได้มีแค่ความสวยงามเท่านั้น มันถูกเซ็ทค่ามาตรฐานโรงงานมาได้ลงตัว ถึงแม้นมันอาจจะไม่เหมาะในสนามแต่ก็ทำให้รู้ว่า ระยะยุบกับการกดเบรกหนักๆ ยังทำได้ดี ต่อด้วยเบรกหน้าเลยแล้วกัน จัดมาให้เป็นทวินดิสก์เบรก เรเดียลเม้าท์ 4 พอร์ท มันหนึบกว่าเดิมแน่นอนลดระยะให้สั้นลง ทำให้การใช้ความเร็วสูงและต้องเบรกเพื่อเข้าโค้งยกได้ลึกกว่าเดิมและมั่นใจได้ บางครั้งล้อหลังกระดกลอยขึ้นมาเลย ชุดหลังก็มีการเปลี่ยนสวิงอาร์มใหม่ ใหญ่ขึ้นแต่น้ำหนักเบาลง ทำให้ท้ายไม่สะท้านและลดอาการย้วย ด้วยการทำงานร่วมกับโช้คอัพหลัง รถนิ่งกว่าเดิม ส่วนยางถึงจะเป็นยางเดิมๆ ติดรถก็ขี่ได้สนุก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยางสำหรับแทร็คก็น่าจะสนุกได้มากกว่านี้

สรุปโดยรวมๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนของ New CBR500R ทำให้มีอัตราเร่งดีขึ้น ตัวรถเบาควบคุมง่าย นั่งสบาย ส่วนใครจะเพิ่มเติมเสริมของแต่อะไรก็เอาที่ชอบเลยแล้วกัน และที่สำคัญ มันราคาเดิมนี่สิ…219,800 บาท ถูกใจวัยรุ่นแน่นอน

 

 

YZF-R7 สปอร์ตสองสูบ 74 แรงม้า มาสเตอร์ทอร์ค กระชับ เรียว เพรียว บาง

เชื่อว่าหลายๆ คน คงได้เห็นข้อมูลผ่านตากันไปบ้างแล้วของตัวรถ แต่ผมจะสรุปแบบคร่าวๆ ถึงจุดเด่นของ YZF-R7 ก่อนที่จะให้ความคิดเห็นถึงสมรรถนะการขับขี่บนแทร็คสนามช้างฯภาพลักษณ์ดีไซน์ทันสมัยที่ลงตัวสอดรับผสมผสานความสปอร์ตไบค์ มีความเพรียว ไม่เทอะทะ ที่เป็นเอกลักษณ์ Series-R ดูโฉบเฉียวและลงตัวในการออกแบบ การใช้งานความสะดวกสบาย ที่สำคัญนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน

หลักพลศาสตร์ที่ใส่ใจในการออกแบบตามหลักการใช้งานจริงเพื่อสนองต่อผู้ใช้ที่ชื่นชอบความเป็นรถสปอร์ต แต่สามารถขับขี่ใช้งานได้ทั้งในเมือง และทางหลวงที่ต้องการความเร็ว ตัวเฟรมแข็งแรงน้ำหนักเบา ปรับมุมเคสเตอร์ให้รถสามารถเลี้ยวได้ง่าย การวางเท้าและเข่ากระชับทำให้แนบสนิทกับบอดี้ที่ลงตัว สมบูรณ์แบบในการเป็น R-Series ไม่แพ้รุ่นพี่ในสนามแข่ง

ออพชั่นที่จัดมาให้ลงตัวทั้งระบบการถ่ายเทความร้อน ช่องแรมแอร์ด้านหน้า โช้คอัพหน้า Upside Down ปรับได้เต็มระบบ ดิสก์เบรกหน้าดูโอ้ จานเบรกใหญ่ 289 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 พอร์ท ปั๊มบน Brembo โช้คอัพหลัง ปรับได้ 2 ระบบ พรีโหลด  รีบาวด์ 11 ระดับ องศาการจับแฮนด์แบบวีกริบ บอดี้ถังไม่ใหญ่เกินไปสำหรับคนตัวเล็กๆ ยางที่ติดมากับรถ บริดจสโตน แบทแลค S22 ซึ่งเป็นตัวท็อปของยางถนน ยางหน้าแบบ 3 คอมบาวด์ ยางหลัง 5 คอมบาวด์

เครื่องยนต์ 2 สูบ CP2 ความจุ 699 ซีซี ให้พละกำลัง 74 แรงม้า อาจจะดูไม่ได้มากมาย แต่จุดเด่นของเครื่องยนต์ตัวนี้คือ แรงบิดในช่วงต้นและกลาง ซึ่งได้ปรับระบบอีเล็กทรอนิกส์ให้สามารถทำงานได้ฉับไว พร้อมกับเสริมสลิปเปอร์คลัทช์ให้ขี่สนุกและควบคุมรถได้ง่ายเมื่อลดเกียร์ในความเร็ว อีกหนึ่งจุดที่ไม่ได้มีให้แต่เป็นออพชั่นเสริมกับจุดต่อควิกชิพที่รองรับพร้อมติดตั้งได้เลย

ความคิดเห็นหลังการขับขี่

สัมผัสแรกกับการขึ้นไปนั่งคร่อมจัดท่าทางแบบขับขี่ทั่วไป แฮนด์อยู่ใต้แผงคอมันเป็นรถสปอร์ตที่ไม่ก้มมากจนเกินไป มิติดูเหมือนใหญ่แต่มันเพรียวที่สุดในบรรดา R Series ทั้งหมด นั่งกระชับ หนีบรถได้ง่าย เบาะกว้าง ขยับมอบได้สบายๆ ความสูงจากพื้นถึงเบาะไม่มาก ผมสูง 168 ซม. เหยียบได้ครึ่งเท้า พยุงได้สบายๆ เพราะรถไม่หนักมาก

เครื่องยนต์ 2 สูบ แบบคลอสเพน ที่โดดเด่นเรื่องของกำลังแรงบิด ออกตัวเร็ว รอบขึ้นเร็ว และมีรอบเครื่องยนต์ใช้งานได้เหลือเฟือ จะอยู่เกียร์ 3 หรือ 4 กระแทกคันเร่งออกไปได้โดยที่กำลังไม่ตก อัตราทดเกียร์ 2 จะลากได้ยาว น่าจะเน้นสำหรับการใช้งานทั่วไปทำให้รอบไม่ตึงมาก เปิดคันเร่งเร็วๆ หน้าลอยง่ายๆ เลย ขี่ในแทร็คเปียกต้องใช้เอ็นจิ้นเบรกเยอะ สำหรับเครื่อยนต์ตัวนี้เอ็นจิ้นดึงแรงแต่ได้ออพชั่นเสริม สลิปเปอร์คลัทช์ ก็ช่วยได้ในระดับนึง มันไม่ได้ใช้แบบ 100% เพราะวันที่ขับขี่ฝนตกแทร็คลื่น แต่ก็ได้รับความรู้สึกเล็กๆ ว่ามันทำงาน ซึ่งมันก็คงไม่ต่างไปจากรถสปอร์ตทั่วไป ที่เคยสัมผัส ถ้าจะให้ดีไม่ควรยกคันเร่วจนหมดในจังหวะเดียว ค่อยๆ ผ่อนคันเร่งเครื่องยนต์จะสมูทกว่า แล้วก็ค่อยๆ เปิดคันเร่งเพราะประแทกแรง หน้าหงายได้เลย ความเร็วสุดปลายที่ทำได้ 215 กม./ชม. (มันยังไปได้อีกถ้าแทร็คแห้ง) ถ้าติดตั้งควิกชิพเพิ่มคงจะสนุกขึ้น อีกอย่างก็คือ น่าจะมีระบบแทร็คชั่นคอนโทรมาให้อีกตัว รับรองว่าครบเซ็ท ขี่กันมัน

ช่วงล่าง โดยส่วนตัวชอบมากสำหรับรถในคลาสนี้ โช้คอัพหน้า Upside Down ปรับได้เต็มระบบ ไม่ได้มีแค่ความสวย เท่ แต่ยังทำได้ดีบนแทร็คเปียกๆ ด้วยค่าสแตนเดาร์ดเดิมๆ จากไลน์ผลิต เบรกหน้าดิสก์คู่ พร้อมคาลิเปอร์ 4 พอร์ท และใช้ตัวปั๊มบนของ Brembo อันนี้ก็มั่นใจได้ ขนาดแทร็คเปียกชุ่ม ยังกดล้อหลังลอย แต่ต้องจับแฮนด์ให้ดีๆ นะไม่งั้นก็อาจปลิ้นหน้าไถลได้ แต่นั่นก็ได้ตัวช่วยที่ดีด้วย ก็คือ ยางที่มีประสิทธธิภาพด้วยคอมบาวด์ที่แบ่งไว้ ช่วยให้การขับขี่นั่นง่ายขึ้น ขนาดแทร็คเปียกๆ ยังเอียงรถเข้าโค้งได้

กับราคาค่าตัว 339,000 ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ รูปทรงสปอร์ต ไม่เทอะทะ นั่งสบาย ออพชั่นพอตัว อัตราเร่งดี เหมาะสำหรับไรเดอร์ที่ใช้งานทั่วไปก็ได้ หรือมาขี่บนแทร็คก็ได้ เพราะช่วงล่างมันสามารถปรับได้