Ducati Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Annivesary

ชื่อยาวพอสมควรกับ รถรุ่นพิเศษล่าสุดจากอิตาลีของค่าย Ducati เข้าใจง่ายๆก็คือเป็นรุ่น ฉลองครบรอบ 20 ปี ที่ Troy Bayliss ได้แชมป์ครั้งแรกนั่นเอง และแน่นอนผลิตแบบรันหมายเลขแม้ไม่ได้แจ้งว่าจะมียอดผลิตกี่คัน แต่ว่ามีกำหนดระยะเวลาสั่งจองสำหรับรุ่นนี้ไว้ ซึ่งจะอยู่ในไลน์ผลิตสำหรับโมเดลปี 2022

ซึ่งแฟนๆก็น่าจะแฮปปี้กันกับโมเดลพิเศษนี้ แต่สำหรับแฟนๆรุ่นหลังของ WorldSBK ก็น่าจะมีบ้างที่ไม่รู้ว่าเขาคือใคร เพราะกาลเวลาผ่านมาแล้วถึงยี่สิบปี ต้องบอกว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในตำนานของนักแข่งออสเตรเลียที่ครองแชมป์ WorldSBK ได้สามสมัย ซึ่งในยุคนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว เพราะเกมฝั่ง WorldSBK นั้นยากที่จะหานักแข่งเหนือชั้นทิ้งห่างคู่แข่งแบบขาดลอย และแชมป์ครั้งแรกจากสามครั้งที่เขาทำได้ก็คือการก้าวสู่บัลลังก์แชมป์ในปี 2001 ด้วยรถแข่ง 996R จากนั้นทำได้อีกสองครั้งคือ ปี 2006 กับรถแข่ง 999R และ ปี 2008 กับรถแข่ง 1098R ไม่ซ้ำรุ่นรถกันเลยทั้งสามครั้ง รวมในช่วงชีวิตนักแข่งที่ทำผลงานร่วมกับ Ducati Corse ใน WorldSBK คว้าชัยชนะได้ 52 ครั้ง ยืนโพเดี้ยม 94 ครั้ง ครองแชมป์โลกสามสมัย ที่สำคัญด้วยสิทธิไวลด์การ์ดทำให้เขากลายเป็นนักแข่งคนเดียวในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถชนะการแข่งขันได้ทั้ง MotoGP และ WorldSBK ในปีเดียวกันซึ่งเขาลงแข่งในปี 2006 ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า Troy Bayliss คือหนึ่งในนักแข่งตำนานของ Ducati Corse ด้วยเหตุนี้รถรุ่นพิเศษในวาระครบรอบยี่สิบปีของการครองแชมป์โลกครั้งแรก จึงเกิดขึ้นมาและลวดลายพิเศษก็คือการเรียกโทนกราฟฟิคและสีของรถนี้ว่า Baylissticจากพื่นฐานของรถ Panigale V2 นอกจากการปรับโทนสีและกราฟฟิคเพื่อเฉลิมฉลองให้กับ Troy Bayliss และระลึกถึงรถแข่ง 996R ที่ครองแชมป์ในปี 2001 ด้วยการเน้นสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Ducati แล้วยังนำโทนสีเขียวกับขาวที่มีความเกี่ยวพันธ์ถึงจิตวิญญาณของโรงงานผลิตในโบโลญญ่าที่กล่าวว่าเป็นฐานใหญ่ของ Ducati ขณะที่มีการนำหมายเลข 21 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำตัวของ Troy Bayliss รวมทั้งโลโก้น้ำมันแบรนด์หลักที่เป็นพันธมิตรมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกับค่ายรถอิตาลีนี้ ขณะเดียวกันก็มีลายเซ็นของนักแข่งบนถังเชื้อเพลิง ขณะที่บริเวณแผงคอก็จะมีเพลทระบุชื่อรุ่นและหมายเลขการผลิตประจำรถระบุไว้ด้วย

สำหรับ Panigale V2 นั้น เริ่มทยอยส่งสู่ดีลเลอร์ต่างๆ ปลายปี 2020 สำหรับโมเดล 2021 ดังนั้น เจ้าเวอร์ชั่นพิเศษ Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary จึงได้รับการปรับเสริมองค์ประกอบเพื่อยกระดับให้เหนือกว่ารถเวอร์ชั่นมาตรฐาน อีกทั้งยังเป็นโมเดลแรกที่อยู่ในไลน์อัพของรถปี 2022 อีกด้วยจากเวอร์ชั่นมาตรฐานของ Panigale V2 ได้รับการเสริมประสิทธิภาพต่างๆ เพื่อการตอบสนองการขับขี่ในแทร็คหรือในสนามแข่งได้อย่างเต็มสมรรถนะมากขึ้น ดังนั้นไฮไลท์หรือองค์ประกอบสำคัญที่ถูกนำมาติดตั้งใน Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary ก็คือ อุปกรณ์ชั้นยอดจาก Ohlins ด้วยฟอร์คหน้า NX0 และโช้คอัพหลัง TTX36 ที่สามารถการันตีได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดในการซับแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยเป็นระบบกันสะเทือนที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเป้าหมายสูงสุดในการใช้งานบนสนามปิด หรือขับขี่ในแทร็คที่พร้อมให้ความนุ่มนวลสูงสุดไม่เพียงแค่นำมาติดตั้งเท่านี้ แต่ยังได้รับการเซ็ทอัพปรับแต่งให้มีความแม่นยำเที่ยงตรงสูงสุดเพื่อความมั่นใจของผู้ขับขี่ที่จะได้รับความรู้สึกอันยอดเยี่ยมจากประสิทธิภาพที่ได้รับจากระบบกันสะเทือนชุดที่เสริมเข้าไปใหม่นี้

เทียบกับเวอร์ชั่นมาตรฐานหรือเวอร์ชั่นสแตนดาร์ตแล้วจะพบว่า Panigale V2 Bayliss 1st Championship 20th Anniversary นี้ มีน้ำหนักเบากว่า 3 กก. ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการปรับมาใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion battery อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนเป็นแบบเบาะนั่งเดี่ยวแบบเดียวกับรถแข่งนั่นหมายความว่าเบาะคนซ้อนกับพักหลังถูกถอดออกไป จึงมีส่วนช่วยให้น้ำหนักหายไปจากเดิมนั่นเอง แต่ถ้าต้องการเบาะซ้อนก็สามารถติดตั้งได้เช่นกัน เพียงแต่จุดประสงค์ของรถเวอร์ชั่นนี้ก็ชัดเจนว่าเน้นไปที่การนำมาขับขี่ในแทร็ค สำหรับ Panigale V2 นั้น จัดว่าเป็น Super-mid of Ducati sports bikes หรือจัดอยู่ในรถสปอร์ตขนาดกลางของ Ducati ที่ถูกจัดวางไว้ในกลุ่มรถตระกูล Panigale โดยพื้นฐานเครื่องยนต์ของเจ้า V2 นี้ มาจากแหล่งพลังขนาด 955 ซีซี Superquadro twin-cylinder ที่ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 10,750 รอบ ต่อนาที พร้อมด้วยแรงบิดระดับ 104Nm ที่ 9,000 รอบต่อนาที โดยใช้พื้นฐานแชสซีส์แบบ monocoque frame ที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Panigale V4ในฐานะของรถระดับบนจึงไม่แปลกที่ electronic package หรือระบบอิเล็คทรอนิคส์จึงถูกจัดสรรมาแบบเต็มๆ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด เพื่อสมรรถนะสูงสุด เพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมสูงสุด ของรถในทุกๆจังหวะการขับขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการเข้าโค้ง การขับขี่ในโค้ง cornering function ได้รับการปรับ ต่อยอดร่วมกับ Bosch ABS electronic quick shift gearbox ที่ทำงานผสานกันระหว่างการ downshifting กับ traction กล่าวคือ ความสัมพันธ์ในจังหวะการลดเกียร์กับแรงฉุดดึงของรถนั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยมหรือขี่ได้“เนียน”

นอกจากนี้ในส่วนของ engine brake , wheelie control หรือการควบคุมแรงเอ็นจิ้นเบรกกับการหมุนของล้อนั้น ล้วนเกี่ยวเนื่องกับระบบอย่าง Ducati Quick Shift Ducati Traction Control Ducati Wheelie Control Engine Brake Control ล้วนได้รับการ อัพเกรด และยกระดับ ให้มีความเหมาะสม สัมพันธ์กับการเลือกใช้โหมดการขับขี่ต่างๆ ซึ่ง จะมีมาให้สามไรดิ้งโหมด Riding Modes ทั้งสาม ก็คือ Race – Sport – Street เอาเป็นว่าในเวลานี้ นี่คือตัวท็อปของเครื่องยนต์ 955 ซีซี Superquadro อย่าง Borgo Panigale twin-cylinders ที่อัพเกรดมาใช้กับ Panigale V2 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตออกมาแทนที่ 959 Panigale และแน่นอนว่าในเวอร์ชั่นพิเศษนี้ย่อมได้รับการอัพเกรดเพิ่มความไม่ธรรมดามากไปกว่าเดิมอีกเช่นกัน ซึ่งราคาเริ่มต้นเปิดมา ที่ 21,000 เหรียญ สำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาที่จะทยอย ขาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ สำหรับ สเปคของตัวรถมีดังนี้
Engine : Superquadro L-twin cylinder, 4 valve per cylinder, Desmodromic, liquid cooled
Displacement : 955 cc
Bore x Stroke : 100 x 60,8 mm
Compression Ratio : 12.5:1
Power : 155 hp (114 kW) @ 10.750 rpm
Torque : 76,7 lb-ft (104 Nm) @ 9.000 rpm
Fuel injection : Electronic fuel injection system. Twin injectors per cylinder. Full ride-by-wire elliptical throttle bodies.
Exhaust : 2-1-2-1 system, with 2 catalytic converters and 2 lambda probes
Gearbox : 6 speed with Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2
Primary Drive : Straight cut gears; Ratio 1.77:1
Ratio : 1=37/15 2=30/16 3=27/18 4=25/20 5=24/22 6=23/24
Final Drive : Chain; Front sprocket 15; Rear sprocket 43
Clutch : Hydraulically controlled slipper and self-servo wet multiplate clutch. Self bleeding master cylinder
Frame : Monocoque Aluminum
Front Suspension : Öhlins NIX30 43mm with TiN treatment, fully adjustable usd fork
Front Wheel : 5-spokes light alloy 3.50” x 17”
Front Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 120/70 ZR17
Rear Suspension : Fully adjustable Öhlins TTX36 monoshock. Aluminum single-sided swingarm
Rear Wheel : 5-spokes light alloy 5,50” x 17”
Rear Tire : Pirelli Diablo Rosso Corsa II 180/60 ZR17
Wheel travel (front/rear) : 120 mm (4.72 in) – 130 mm (5.12 in)
Front Brake : 2 x 320 mm semi-floating discs, radially mounted Brembo Monobloc M4.32 4-piston calipers with Bosch Cornering ABS EVO. Self bleeding master cylinder.
Rear Brake : 245 mm disc, 2-piston caliper with Cornering ABS EVO
Instrumentation : Digital unit with 4,3” TFT color display
Dry weight : 385 lb (174,5 kg)
Curb weight : 434 lb (197 kg)
Seat Height : 32,9 in (835 mm)
Wheelbase : 56,6 in (1.438 mm)
Rake : 24°
Front wheel trail : 3.90 in (99 mm)
Fuel tank capacity : 17 l – 4.5 gallon (US)
Safety Equipment : Riding Modes, Power Modes, Bosch Cornering ABS EVO, Ducati Traction Control (DTC) EVO 2, Ducati Wheelie Control (DWC) EVO, Engine Brake Control (EBC) EVO, Auto tire calibration
Standard equipment : Ducati Quick Shift (DQS) up/down EVO 2, Full LED lighting with Daytime Running Light (DRL), Öhlins steering damper, Auto-off indicators, Lithium-ion battery, Silencer outlet cover in carbon fiber and titanium

 

 

2022 CRF Family

นอกจาก CRF250R ที่เป็นพระเอกนำร่องออกมาแล้ว ทาง Honda ยังส่งสมารชิกตระกูล CRF ตามมาอีกจำนวนหนึ่ง เชื่อว่าสายออฟโรดน่าจะแฮปปี้กันในระดับหนึ่ง นอกจากรถสูตรหรือโมโตครอสอย่าง CRF250R ก็จะมี CRF250RX และรถในพิกัดเล็กลงมาอย่าง CRF150R CRF125F , CRF110F และ CRF50F ตามออกมาสู่ตลาดสำหรับ2022โมเดล อีกด้วย

เริ่มด้วยออฟโรดในพิกัด 250F อย่าง CRF250RX ก็คงไม่ต้องพูดถึงรายละเอียดมากนัก เพราะพื้นฐานโดยรวมนั้น ก็แตกไลน์มาจากรถสูตรอย่าง CRF250R ด้วยการปรับเสริมบางจุดเพื่อการใช้งานในแบบออฟโรดไบค์ ซึ่งจะเน้นกำลังในช่วงรอบการทำงานเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ดังนั้น จึงมีการปรับในส่วนของ ECU ด้วยการเซ็ทให้ค่าแมปปิ้ง รวมทั้ง อัตราส่วนผสมของ อากาศกับเชื้อเพลิง และจังหวะการจุดระเบิดนั้น มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างไปจากสเปคเดิมในรถสูตรหรือรถโมโตครอส ซึ่งสเปคตัวรถมีดังนี้
Engine
Type : Liquidcooled 4stroke single DOHC
Displacement : 249.4cc
Bore x Stroke : 79mm x 50.9mm
Compression Ratio : 13.9:1
Oil Capacity : 1.35L
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 8 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Electric
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Constant mesh
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 2,176 x 839 x 1,281mm
Wheelbase : 1,477mm
Caster Angle : 27.15°
Trail : 114mm
Seat Height : 964mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 108kg
SUSPENSION
Type Front : 49mm Showa (Hitachi Astemo, Ltd)
coilspring USD fork
Type Rear : Showa (Hitachi Astemo, Ltd.) Mono
shock with Honda ProLink
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 90/9021 Dunlop AT81
Tyres Rear : 110/10018 Dunlop AT81
BRAKES
Front : 260mm hydraulic wave disc
Rear : 240mm hydraulic wave disc
INSTRUMENTS
Additional Features : HRC Launch Control

โมเดลถัดมาก็คือ CRF150R นี่เป็นรถที่จัดอยู่ในกลุ่ม รถที่ใช้สำหรับแข่งขัน เช่นเดียวกับ CRF250R และ CRF450R นี่คือรถโมโตครอสที่เล็กที่สุดในซีรี่ส์รถสูตรหรือรถแข่งของ Honda ที่ใช้เครื่องยนต์ 4-stroke UnicamEngine ที่มีทั้งกำลังและแรงบิดที่เพียงพอสำหรับสนามแข่งขันโดยรวมแล้วมีการเปลี่ยนแปลงจากโมเดลก่อนหน้านี้น้อยมาก นอกจากชุดสีแล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางเดียวกับ CRF250R นั่นคือองค์ประกอบของระบบกันสะเทือน Showa suspension ที่เป็น Showa inverted fork ขนาด 7 มม. และ Showa Shock ที่ทำงานร่วมกับ Pro-Link rear-swing arm ซึ่งทำงานร่วมกับ เฟรม high-tensile steel frame ที่มีน้ำหนักเบา ด้วยโครงสร้างแชสซีส์นี้ ได้ติดตั้งวงล้อหน้าขนาด 19นิ้ว กับวงล้อหลังขนาด 16นิ้ว ซึ่งข้อมูลตัวรถมี่รายละเอียดดังนี้
ENGINE
Type : Water cooled, four valve,
four stroke Unicam single
Displacement : 149.7cc
Bore x Stroke : 66.0 x 43.7mm
Compression Ratio : 11.7:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Keihin 32mm flatslide carburetor
Fuel Tank Capacity : 4.2L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kick
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Close ratio Manual 5speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1899 x 769 x 1170mm
Wheelbase : 1285mm
Caster Angle : 27°48’
Trail : 96mm
Seat Height : 866mm
Ground Clearance : 335mm
Kerb Weight : 84.8 kg
SUSPENSION
Type Front : 37mm fullyadjustable leadingaxle
inverted conventional Showa cartridge fork. 27.4cm
of travel
Type Rear : Prolink fully adjustable Showa single
shock. 27.1cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10019
Tyres Rear : 90/10016
BRAKES
Front : Single 220mm disc
Rear : Single 190mm disc

และถัดมาเป็นรถในกลุ่มออฟโรด ขนาดเล็ก แต่ก็ยังคงจัดอยู่ในตระกูล CRF เป็นรถที่เน้นสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถแข่งในรหัส CRF ที่นำมาด้วย CRF125F เป็นรถสำหรับวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นมาจากการขี่ CRF50F และ CRF110F ที่ต่างก็ จัดอยู่ในกลุ่มรถ fun performance โดยรวมแล้วต่างก็ได้รับการปรับในเรื่องของชุดสี โดยเฉพาะลวดลาย
กราฟฟิค ขณะที่ดีเทลอื่นๆนั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมน้อยมาก
โดยในส่วนของ 125F จะแบ่งย่อยลงไปเป็นสองเวอร์ชั่น คือ CRF125F กับ CRF125F Big Wheels ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
Technical Specifications :
CRF125F / CRF125F ‘BIG WHEEL’
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke SOHC 25º
single cylinder
Displacement : 124.9cc
Bore x Stroke : 52.4.0 x 57.9mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain 13T/46T / Chain 13T/49T
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1770 x 739 x 1000mm /
1857 x 769 x 1069mm
Wheelbase : 1219mm / 1255mm
Caster Angle : 27°30’
Trail : 81mm / 94mm
Seat Height : 739mm / 785mm
Ground Clearance : 211mm / 267mm
Kerb Weight : 87.99kg / 90.27kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork.13.2cm of travel
/ Inverted telescopic fork.16.8cm of travel
Type Rear : Single shock.13.97cm of travel /
Single shock.16.8cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/100-17 w/tube / 10/100-19 w/tube
Tyres Rear : 90/100-14 w/tube / 90/100-16 w/tube
BRAKES
Front : Hydraulic, single 220mm disc
Rear : Drum

เล็กลงไปอีกหน่อยกับ CRF110F ที่ออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานและใช้สำหรับฝึกทักษะ ด้วยเครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 109 ซีซี ขับขี่ง่ายสำหรับเด็กๆ ซึ่ง CRF110F นี้ก็ผลิตออกมาแทนที่ รถในอดีตอย่าง XR75 นั่นเอง โดยตัวรถมีข้อมูลพื้นฐานดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve, four stroke
SOHC 80º single cylinder
Displacement : 109.2cc
Bore x Stroke : 50.0 x 55.6mm
Compression Ratio : 9.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 4.5L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM : Starter Electric and
kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 4speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1541 x 678 x 922mm
Wheelbase : 1064mm
Caster Angle : 25°10’
Trail : 53mm
Seat Height : 657mm
Ground Clearance : 170mm
Kerb Weight : 76.66 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.9cm of travel
Type Rear : Single shock. 9.65cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 70/10014 w/tube
Tyres Rear : 80/10012 w/tube
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum
และมาปิดท้ายกับ CRF50F ที่เป็นน้องเล็กสุดในตระกูล CRF ว่ากันว่านี่คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับก้าวแรกของยุวชนตัวน้อยๆที่จะเริ่มต้นฝึกขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยเครื่องยนต์สี่จังหวะขนาด 49 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ที่มาพร้อมกับคลัทซ์ออโต Automatic clutch และด้วยตัวรถที่ใช้วงล้อขนาด 10 นิ้ว จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่เป็นยุวชนไม่ต้องกังวลกับความสูงของตำแหน่งขับขี่ อีกทั้งยังสามารถปรับเซ็ทคันเร่ง Adjustable throttle limiter ให้มีขีดจำกัดที่เหมาะสมกับผู้ขับขี่ได้อีกด้วย ซึ่งรายละเอียดสเปคของตัวรถมีดังนี้
ENGINE
Type : Air cooled, two valve,
four stroke SOHC single cylinder
Displacement : 49cc
Bore x Stroke : 39.0 x 41.4mm
Compression Ratio : 10.0:1
FUEL SYSTEM
Carburation : 11 piston valve carburettor
Fuel Tank Capacity : 4.1L (inc. reserve)
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Kickstarter
DRIVETRAIN
Clutch Type : Automatic
Transmission Type : Manual 3speed
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Steel
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 1298 x 581 x 775mm
Wheelbase : 912mm
Caster Angle : 25°
Trail : 32mm
Seat Height : 548mm
Ground Clearance : 152mm
Kerb Weight : 50.34 kg
SUSPENSION
Type Front : Inverted telescopic fork. 9.4cm of travel
Type Rear : Single shock. 6.9cm of travel
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 2.5 x 10
Tyres Rear : 2.5 x 10
BRAKES
Front : Drum
Rear : Drum

2022 Limited Production KTM RC 8C

จัดหนักสำหรับสาวก Orange Bull กับโมเดลใหม่ล่าสุด KTM RC 8C ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดติ่งจากสนามแข่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าของเค้าแรงจริงๆ สำหรับเจ้ากระทิงส้ม ด้วยผลงานที่คว้าทั้งวินเนอร์ และขึ้นยืนบนโพเดี้ยมได้อย่างยอดเยี่ยมบนสังเวียน Moto GP สำหรับ ค่าย KTM สัญชาติออสเตรีย

โมเดลล่าสุด กับรหัส RC 8C ที่ใช้เทคโนโลยีในสนามแข่งสู่รถโปรดักชั่นลิมิเต็ดอิดิชั่นเพื่อให้ได้สัมผัสถึงอารมณ์ความเร็ว ความแรง และความเร้าใจ ระดับเวิลด์คลาส โดย RC 8C จะใช้พื้นฐานเครื่องยนต์จาก Duke 890 R ความจุ 889 ซีซี พาเรลเลียล สองสูบเรียง ชุดเกียร์ 6 สปีด มาพัฒนาใหม่ทั้งหมด ทำให้มันสามารถปลดปล่อยแรงม้าได้ถึง 128 ตัว
ตัวรถดีไซน์ทรงสปอร์ตครอบด้วยแฟริ่งรอบคัน พร้อมกับจัดวิงเล็ตคู่หน้าคาร์บอนเคฟล่าร์มาให้ด้วย แชสซีแบบ Bespoke Tubular ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในตัวแข่ง RC16 ใน Moto GP มีน้ำหนักเพียง 140 กก. เท่านั้น ไม่รู้ว่าอยู่ในโค้งด้วยความเร็วเกิน 120 กม./ชม. จะหวิวขนาดไหน เพราะฉะนั้นช่วงล่างการเกาะพื้นถนนหรือแทร็คก็ต้องอยู่ในพื้นฐานระดับเดียวกัน KTM ยังคงใช้บริการของแบรนด์ออฟฟิเชียล WP APEX PRO – Full Adjust ที่สามารถปรับได้อย่างละเอียด กันสะบัดก็เช่นกัน พักเท้าอลูมินั่มรองรับสีสระและปรับได้ 3 ตำแหน่ง

แฮนด์ปรับระยะระหว่าง 26-28 องศา ดิสก์เบรกหน้า คาลิเปอร์ Brembo Stylema จับคู่กับจานขนาด 290 มม. ส่วนดิสก์เบรกหลัง 230 มม. และคาลิเปอร์ Brembo สองลูกสูบ การควบคุมเบรกหน้าคือ Brembo 19RCS Corsa Corta radial master-cylinder โดยมันมีความพิเศษที่สามารถเซ็ทติ้งได้ 3 โหมด คือ ธรรมดา สปอร์ต และเรซ วงล้อแม็กอลูมินั่มฟอร์จหล่อขึ้นรูป Dymag UP7X ล้อหน้า 3.50 x 17 และด้านหลัง 6.00 x 17 หุ้มด้วยยาง Pirelli Superbike Racing ยางหน้า 120/70 – 17 และยางหลัง 180/60 – 17 หรือจะอัพเพิ่มเป็น 200/55-17 ก็ได้ ขับเคลื่อนสุดท้ายด้วยโซ่ D.I.D ขนาด 520 แต่ข้อมูลได้บอกอัตราทดสเตอร์มาให้

อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการออกแบบให้ถังน้ำมันขนาด 16 ลิตร ไปอยู่ใต้เบาะนั่งที่ซับเฟรมด้านหลัง ท่อจาก Akapovic Titanium ที่จะมีตัวเก็บเสียงเป็นออพชั่นเสริมสำหรับกฎหมายเรื่องของเสียงเกินกำหนด จอแสงดผล TFT โดยใช้แดชบอร์ด AIM Mxs 1.2 ขนาด 5 นิ้ว บันทึกข้อมูลและตั้งโปรแกรมในแต่ละโหมด รวมไปถึงการตั้งค่า ECU ได้อีกด้วย พร้อมยังมีระบบ Engine Brake ที่ปรับได้ถึง 2 ระดับ สำหรับใครที่อยากได้เป็นเจ้าของก็คงต้องลุ้นว่า VROOM THAILAND จะนำเข้ามาได้หรือไม่ เพราะมันไม่ใช่รถโปรดัก
ชั่นทั่วไป Track Only เท่านั้น

Honda ADV350 จะเข้ามาสร้างกระแสสายพานสายลุยในไทยไหม ลุ้นกันให้ดี

การออกแบบดีไซน์ในรูปแบบของสายลุย Adventure Scooter โดยให้มีสรีระความสูงของตัวรถที่ 145 มม. ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น มุมมองใหม่บึกบึน มาพร้อมกับไฟหน้าแบบ LED และ ไฟ เดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ โฉบเฉี่ยว ถ่ายทอด DNA จาก ADV Series ของ Honda และเพื่อการบุกลุยที่ปลอดภัยพร้อมเสริมการติดตั้งการ์ดแฮนด์มาให้จากโรงงาน

จอแสดงผลเรือนไมล์ ใช้หน้าจอLCD ดิจิตอลเต็มระบบ บอกข้อมูลการขับขี่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์, ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง, ระยะทริป, นาฬิกา ฯลฯ ระบบกุญแจสมาร์ทคีย์ ช่องชาร์จ USB Type C และยังรองรับการเชื่อมต่อกับ Smartphone อีกด้วย ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่

เบาะนั่งขนาดใหญ่แบ่ง 2 ตอน แยกตอนระหว่างคนขับและคนซ้อนออกจากกัน โดยเบาะคนขับมีความสูงจากพื้นอยู่ที่ 795 มม. พื้นที่เก็บของใต้เบาะใส่หมวกกันน็อคเต็มใบได้ถึง 2 ใบ ตำแหน่งวางเท้าวางได้ 2 แบบ คือแบบวางตรงกลาง และแบบยืดไปด้านหน้า เหมือนกับ Forza350

ช่วงล่างด้านหน้าเสริมความหล่อใช้โช้คอัพแบบหัวกลับขนาด 37 มม. ระบบเบรกหน้าเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 256 มม. พร้อมระบบ ABS Duo Channel ดิสก์เบรกหลังจานเดี่ยวขนาด 240 มม. คาลิเปอน์ลูกสูบเดี่ยว โช้คอัพด้านหลังเป็นโช้คอัพคู่ พร้อมซับแท้งค์ วงล้อหน้าใช้เป็นล้ออลูมินัมขนาด 15 นิ้ว รัดด้วยยางขนาด 120/70 R15 ด้านหลังใช้ล้ออลูมินัมขนาด 14 นิ้ว รัดด้วยยาง 140/70 R14 โดยยางที่ใส่มาให้เป็นแบบกึ่งทางเรียบและสามารถลุยทางขรุขระได้

สำหรับเครื่องยนต์ของ ADV350 จะใช้เครื่องยนต์ eSP+ 1 สูบ ขนาดความจุ 330 ซีซี SOHC 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ มอบพละกำลังสูงสุด 28.83 แรงม้า ที่ 7,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 31.5 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ขับเคลื่อนด้วยสายพาน พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี HSTC Honda Selectable Toque Control เลือกปรับได้ 2 ระดับ ซึ่งถ้าว่าไปแล้วก็เป็นเครื่องยนต์ที่อยู่ใน Honda Forza350 ทุกประการ ไม่ว่าจะเอาสเป็คตรงไหนมาเทียบ ล้วนแล้วเหมือนกันทั้งหมด ส่วนนำหนักโดยรวมอยู่ที่ 186 กก.

Honda ADV350 มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ด้วยกัน ได้แก่ สีเงิน, สีเทา และสีแดง

2022 Honda CRF250R

โมเดลล่าสุดของรถสูตรในพิกัด 250F จากค่าย Honda มาพร้อมกับการอัพเดท ที่ในเอกสารระบุว่าเป็น model updates นั้น สรุปง่ายๆเบื้องต้นคือ เจ้า new CRF250R คันนี้ เป็นโมเดลที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าที่ผ่านมา โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนของแชสซีส์มาจาก 2022 CRF450R ที่ใช้แข่งใน MXGP ผสานกับฝาสูบที่พัฒนาให้ได้แรงบิดที่มากขึ้นในช่วงรอบต่ำ รวมทั้งหม้อน้ำใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น อีกทั้งคลัทซ์ได้เปลี่ยนมาเป็นแบบ 9 แผ่น และได้มีการปรับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับชุดเกียร์บ๊อกซ์ที่มีการปรับเสริมใหม่ในส่วนของอัตราทดที่เหมาะสมลงตัวมากกว่าเดิม

นั่นคือข้อความจั่วหัวในพรารากราฟแรกที่ถอดมาจากเอกสารเกี่ยวกับ 2022 CRF250R ที่กล่าวได้ว่าแม้จะเป็นรุ่นรองจากเรือธงอย่าง 450R แต่ทางค่ายก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อย้อนไปปี 2018 ที่ได้ริเริ่มการออกแบบเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับ CRF250R มากขึ้นด้วยแนวทางการพัฒนาที่เรียกว่า Absolute Holeshot อันสืบเนื่องมาจากผลพวงการพัฒนาที่ต่อยอดจาก 2017 โมเดล ที่ได้พัฒนาเฟรม ซึ่งนับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 7 ที่ถูกนำมาใช้ครั้งแรก ก่อนจะมีการปรับมิติและเสริมในส่วนของระบบกันสะเทือน จนทำให้ 2018 โมเดล มีความลงตัวมากขึ้น ทว่าด้วยแนวคิดที่มากไปกว่านั้น ทางวิศวกรจึงได้พยายามที่จะโฟกัสไปที่ระบบอิเล็คทรอนิคส์ โดยเฉพาะการปรับค่าแมปปิ้งของเครื่องยนต์ ให้สามารถเลือกปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ที่สำคัญต้องเอื้อประโยชน์ในส่วนของการออกตัว และนั่นจึงเป็นนิยามของการพัฒนาสู่คำว่า Absolute Holeshot จากนั้นในปีถัดมากับ 2019 โมเดล ก็ได้มีการพัฒนาต่อมาในแบบไมเนอร์เช็นจ์ ปรับในส่วนของช่องทางของพอร์ทไอดีและไอเสีย เพื่อช่วยเพิ่มแรงบิดที่ดีในรอบต่ำ รวมทั้งปรับเสริมตำแหน่งท่าทางการขับขี่และ เพิ่มประสิทธิภาพของ HRC launch control รวมถึงการปรับในส่วนของระบบเบรก จากนั้นใน 2020 โมเดล ก็ยังคงพัฒนาต่อเนื่องด้วยการตัดสินใจเปลี่ยนสวิงอาร์มใหม่ รวมทั้งปรับในส่วนของเฟรมด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีในส่วนนี้ มาจากเรือธงอย่าง 2019 CRF450R มาใช้กับ 2020 CRF250R ควบคู่กับแนวทางในการพัฒนาที่โฟกัสเครื่องยนต์ให้มีการตอบสนองที่ดีขึ้นในช่วงรอบกลาง ขณะที่ในปีที่ผ่านมากับ 2020 โมเดลนั้น ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในแบบไมเนอร์เช็นจ์ โดยโฟกัสไปที่เรื่องของ “ช่วง” เล็กน้อย ก่อนจะมาสู่โมเดลล่าสุด ตามที่กล่าวถึงตั้งแต่ช่วงพารากราฟแรกนั่นเอง

แม้ว่า 2022 CRF250R จะใช้พื้นฐานแชสซีส์เดียวกับ 2021 CRF450R แต่ก็มีการ”ปรับ” จนสามารถเซฟน้ำหนักเมื่อรวมกับเครื่องยนต์ลงได้รวม 3 กก. มีการเปลี่ยนแปลงมิติตัวรถบางจุดให้มีความเหมาะสม รวมทั้งอัพเกรดในส่วนของระบบกันสะเทือน ด้วยการออกแบบและปรับเปลี่ยน ทำให้เฉพาะในส่วนของเฟรมสามารถลดน้ำหนักลงได้ 700 กรัม เมื่อเทียบกับเฟรมก่อนหน้านี้ ขณะที่ในส่วนของซับเฟรมนั้นสามารถลดน้ำหนักลงได้ 320 กรัม เนื่องจากการ”ปรับ”รายละเอียดโดยรวมของแชสซีส์ มีส่วนช่วยให้แรงบิดแรงเค้นที่เกิดขึ้นขณะขับขี่เมื่อเทียบกับโมเดลก่อนหน้านี้ กล่าวได้ว่า ลดลง 20% นั่นหมายความว่า การปรับในส่วนของแชสซีส์ นี้จะช่วยให้”ช่วงของรถ”ดีขึ้น มีผลให้สามารถทำความเร็วในโค้งได้ดียิ่งขึ้น และจากการปรับในส่วนของแชสซีส์นี้ช่วยให้รถมีการให้ตัวที่ดีในแต่ละจุด ดังนั้นความคล่องตัว ความเฉียบคม และ สมดุล ของตัวรถมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบกันสะเทือน fully adjustable จาก Showa แบบอัพไซด์ดาวน์ Showa USD coil spring fork ซึ่งเป็นเวอร์ชั่น Showa Factory ที่ซัพพอร์ททีมแข่งในรายการออลเจแปน ที่ได้นำมาทำการปรับแต่งวาล์ว เพื่อเน้นความนุ่มนวลในโค้ง ขณะที่กันสะเทือนหลัง Showa rear shock มีการปรับ main piston valving เพื่อให้มีการตอบสนองที่ดี และเพิ่มการซับแรงสั่นสะเทือนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังใช้สปริงน้ำหนักเบาแบบ lightweight steel ซึ่งช่วยเซฟน้ำหนักไปได้ 120 กรัม

.มาที่ส่วนของเครื่องยนต์นั้นมีการปรับในส่วนของช่องทางเข้าของไอดี และฝาสูบ ที่พยายามออกแบบให้อากาศไหลเวียนผ่านเข้าไปได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาท่อไอเสียแบบปลายเดี่ยวที่ช่วยให้ได้กำลังเพิ่มขึ้น 10% เช่นเดียวกับแรงบิดที่มากขึ้น 15% สำหรับเครื่องยนต์ ขนาด 249.4 ซีซี DOHC เป็นการต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีกำลังเครื่องยนต์ที่จัดจ้านจาก 2020 โมเดล ที่เน้นกำลังสูงสุดและเพิ่นแรงบิดในช่วงรอบกลาง จนมาสู่ new CRF250R นี้ ทำให้ภาพรวมของกำลังเครื่องยนต์และแรงบิดนั้นเพิ่มขึ้นจากเดิม กล่าวคือ ในเกียร์เดียวกันการขับขี่แบบโค้งต่อโค้งนั้นจะได้อัตราเร่งที่เหนือกว่าจากโมเดลที่ผ่านมา และที่ขาดไม่ได้ก็คือระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่เป็นหัวใจสำคัญสำหรับรถจักรยานยนต์สมัยใหม่ ซึ่ง HRC Launch Control ได้มาพร้อมกับการออกสตาร์ทมาให้สามแบบ คือ Level 3 – 8,250rpm, muddy conditions/novice ; Level 2 – 8,500rpm, dry conditions/standard ; Level 1 – 9,500rpm, dry conditions/expert และเช่นเดียวกับ EMSB-Engine ModesSelect Button จะมีการติดตั้งค่าแมปปิ้งมาให้สามแมปด้วยกัน

ENGINE
Type : Liquid­cooled 4­stroke single DOHC
Displacement : 249.4cc
Bore & Stroke : 79mm x 50.9mm
Compression Ratio : 13.9:1
Oil Capacity : 1.35L
FUEL SYSTEM
Carburation : Fuel injection
Fuel Tank Capacity : 6.3 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Starter : Electric
DRIVETRAIN
Clutch Type : Wet multiplate
Transmission Type : Constant mesh
Final Drive : Chain
FRAME
Type : Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) : 2,177 x 827 x 1,265mm
Wheelbase : 1,477mm
Caster Angle : 27.32 degrees
Trail : 115mm
Seat Height : 961mm
Ground Clearance : 333mm
Kerb Weight : 104kg
SUSPENSION
Type Front : 49mm Showa (Hitachi Astemo, Ltd) coil­spring USD fork
Type Rear : Showa (Hitachi Astemo, Ltd.) Mono shock with Honda ProLink
WHEELS
Type Front : Aluminium spoke
Type Rear : Aluminium spoke
Tyres Front : 80/100­21 PIRELLI MX32 MIDSOFT
Tyres Rear : 100/90­19 PIRELLI MX32 MIDSOFT
BRAKES
Front : 260mm hydraulic wave disc
Rear : 240mm hydraulic wave disc

DNA จากซูเปอร์ไบค์ CBR Series ปรับใหม่ให้อัตราเร่งและการคอนโทรลสนุกทุกการขับขี่

New CBR 500R หนึ่งในตระกูล 500 Series ได้รับการพัฒนาเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับกลุ่มลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2021 ได้ทำการยกระดับให้เทียบเท่าซูเปอร์ไบค์ระดับท็อปคลาส เพื่อสร้างความตื่นเต้นและตอบโจทย์นักบิดตัวจริง ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไป เพื่อให้เป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่โลกของบิ๊กไบค์

New 500 Series มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “For The Real One” ถ่ายทอดความเร้าใจสู่สาวกบิ๊กไบค์ตัวจริง ตื่นตาตื่นใจด้วยดีไซน์ที่ดูบึกบึนโฉบเฉี่ยว แรงด้วยเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง และออพชั่นที่ดีที่สุดในคลาส ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ ส่งมอบประสบการณ์ขับขี่เต็มรูปแบบ ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 2 สูบ แบบ Parallel Twin DOHC ขนาด 500 ซีซี 47 แรงม้า ระบายความร้อนด้วยน้ำ ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด เสริมด้วยระบบ Assist Slipper Clutch เพิ่มความนุ่มนวลขณะเปลี่ยนเกียร์

ความคิดเห็นหลังการขับขี่

จตุรงค์ หมื่นทิพย์ กอล์ฟ ไรดิ้ง

เริ่มกันตั้งแต่ขึ้นคร่อมเลยแล้วกัน มันให้ความรู้สึกกระชับด้วยบอดี้แบบสปอร์ต หนีบขาได้แนบแน่นกับตัวรถ ความสูงจากพื้นถึงเบาะไม่สูงไม่มาก คนตัวเล็กๆ หรือผู้หญิงก็ไม่ต้องกลัวจนเกินไป เขย่งปลายเท้าก็เอาอยู่แล้วแค่ทรงตัว เพราะตัวรถมีน้ำหนักลดลงด้วย ท่านั่งด้วยตัวรถที่เป็นทรงสปอร์ตแต่ระดับแฮนด์ที่จับอยู่ใต้แผงคอก็จริงมันไม่ได้ก้มจนเกินไปจนรู้สึกเมื่อย พักเท้าอยู่กึ่งกลางของตัวรถทำให้ตัวไม่ก้มหรือเอนมาทางด้านหลัง

มาถึงความรู้สึกเมื่อได้ขับขี่ในสนามแข่ง มันเค้นสมรรถนะได้เต็มที่ด้วย เครื่องยนต์ 2 สูบ 47 แรงม้า ถึงจะเป็นพื้นฐานเดินจากตัวก่อน แต่มีการปรับระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ให้มีความสมบูรณ์กว่าตัวเก่า น้ำหนักลดลง ทำให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้น 4% ความเร็วเพิ่มขึ้น จนรู้สึกหวิวๆ ในช่วงแรกๆ ได้มีการออกตัวแบบรถแข่ง ด้วยรอบประมาณ 6000-7000 รอบ/นาที ดีดคลัทช์ออกไปล้อลอย กำลังดีไม่ธรรมดา อัตราเร่งรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นแบบเนียนๆ ไม่พุ่งปี๊ดป๊าด เปลี่ยนเกียร์ที่ 9,500 รอบ/นาที เพื่อรักษาแรงม้า ไม่ให้แผ่วปลายรอบตัน ถ้าใครไม่ถนัดหรือไม่ได้สังเกตก็ไม่ต้องหว่างเพราะมีไฟ ชิฟไลท์ โชว์ด้วย อัตราทดเกียร์ 1-2 จะชิด แต่ เกียร์ 3-4-5 และ 6 ลากได้ยาวๆ บางทีเอาจนรอบตันเสียงเครื่องครางดัง ระบบสลิปเปอร์คลัทช์ที่มีมาให้ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เมื่อรวบเกียร์ลดลงในความเร็ว ล้อหลังจะลดการสลิปหรือส่าย ทำให้สามารถเลี้ยวง่ายและปลอดภัย ลองแล้วอันนี้ดีจริง ถ้าไม่มีอาจจะทำให้ท้ายสไลด์เสียงการทรงตัว และเลี้ยวรถไม่เข้า แต่ก็ต้องระวังบนพื้นทรายและน้ำ

การทรงตัว ในตรงหมอบกันได้สุดๆ ถึงจะมีลมปะทะบ้างแต่ก็ยังควบคุมรถได้ อันนี้บนนถนนคงไม่ได้ทำกันจริงๆ หรอกนะ มันอันตราย แต่การขับขี่ในโค้งต้องบอกว่ามันต่างจากตัวก่อนหน้านี้ เพราะมีการปรับมุมเคสเตอร์หน้าใหม่ทำให้เลี้ยวได้ง่ายขึ้น และพลิกรถได้เร็ว บวกกับน้ำหนักที่เบาลงด้วย ความเร็วในโค้ง 4 ของสนามช้าง เป็นโค้งขวาไฮสปีดที่ล็อคคันเร่งมาเกือบๆ 180 กม./ชม. เบรกนิดเดียวแล้วยกคันเร่งลดเกียร์ลง จาก 6 เป็น 5 แล้วเอียงรถเข้าไปเลย ตอนแรกยังทำใจไม่ได้ แต่พอลองแล้วถึงรู้ว่ามันเอาอยู่จริงๆ แต่ก็แอบบเสียดายกับรถในคลาสนี้ไม่แทร็คชั่นคอนโทรลมาให้ น่าจะช่วยให้ขี่สนุกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ช่วงล่างที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่ โช้คอัพหน้าหัวกลับ Upside Down ไม่ได้มีแค่ความสวยงามเท่านั้น มันถูกเซ็ทค่ามาตรฐานโรงงานมาได้ลงตัว ถึงแม้นมันอาจจะไม่เหมาะในสนามแต่ก็ทำให้รู้ว่า ระยะยุบกับการกดเบรกหนักๆ ยังทำได้ดี ต่อด้วยเบรกหน้าเลยแล้วกัน จัดมาให้เป็นทวินดิสก์เบรก เรเดียลเม้าท์ 4 พอร์ท มันหนึบกว่าเดิมแน่นอนลดระยะให้สั้นลง ทำให้การใช้ความเร็วสูงและต้องเบรกเพื่อเข้าโค้งยกได้ลึกกว่าเดิมและมั่นใจได้ บางครั้งล้อหลังกระดกลอยขึ้นมาเลย ชุดหลังก็มีการเปลี่ยนสวิงอาร์มใหม่ ใหญ่ขึ้นแต่น้ำหนักเบาลง ทำให้ท้ายไม่สะท้านและลดอาการย้วย ด้วยการทำงานร่วมกับโช้คอัพหลัง รถนิ่งกว่าเดิม ส่วนยางถึงจะเป็นยางเดิมๆ ติดรถก็ขี่ได้สนุก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นยางสำหรับแทร็คก็น่าจะสนุกได้มากกว่านี้

สรุปโดยรวมๆ แล้ว การปรับเปลี่ยนของ New CBR500R ทำให้มีอัตราเร่งดีขึ้น ตัวรถเบาควบคุมง่าย นั่งสบาย ส่วนใครจะเพิ่มเติมเสริมของแต่อะไรก็เอาที่ชอบเลยแล้วกัน และที่สำคัญ มันราคาเดิมนี่สิ…219,800 บาท ถูกใจวัยรุ่นแน่นอน

 

 

YZF-R7 สปอร์ตสองสูบ 74 แรงม้า มาสเตอร์ทอร์ค กระชับ เรียว เพรียว บาง

เชื่อว่าหลายๆ คน คงได้เห็นข้อมูลผ่านตากันไปบ้างแล้วของตัวรถ แต่ผมจะสรุปแบบคร่าวๆ ถึงจุดเด่นของ YZF-R7 ก่อนที่จะให้ความคิดเห็นถึงสมรรถนะการขับขี่บนแทร็คสนามช้างฯภาพลักษณ์ดีไซน์ทันสมัยที่ลงตัวสอดรับผสมผสานความสปอร์ตไบค์ มีความเพรียว ไม่เทอะทะ ที่เป็นเอกลักษณ์ Series-R ดูโฉบเฉียวและลงตัวในการออกแบบ การใช้งานความสะดวกสบาย ที่สำคัญนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน

หลักพลศาสตร์ที่ใส่ใจในการออกแบบตามหลักการใช้งานจริงเพื่อสนองต่อผู้ใช้ที่ชื่นชอบความเป็นรถสปอร์ต แต่สามารถขับขี่ใช้งานได้ทั้งในเมือง และทางหลวงที่ต้องการความเร็ว ตัวเฟรมแข็งแรงน้ำหนักเบา ปรับมุมเคสเตอร์ให้รถสามารถเลี้ยวได้ง่าย การวางเท้าและเข่ากระชับทำให้แนบสนิทกับบอดี้ที่ลงตัว สมบูรณ์แบบในการเป็น R-Series ไม่แพ้รุ่นพี่ในสนามแข่ง

ออพชั่นที่จัดมาให้ลงตัวทั้งระบบการถ่ายเทความร้อน ช่องแรมแอร์ด้านหน้า โช้คอัพหน้า Upside Down ปรับได้เต็มระบบ ดิสก์เบรกหน้าดูโอ้ จานเบรกใหญ่ 289 มม. คาลิเปอร์แบบ 4 พอร์ท ปั๊มบน Brembo โช้คอัพหลัง ปรับได้ 2 ระบบ พรีโหลด  รีบาวด์ 11 ระดับ องศาการจับแฮนด์แบบวีกริบ บอดี้ถังไม่ใหญ่เกินไปสำหรับคนตัวเล็กๆ ยางที่ติดมากับรถ บริดจสโตน แบทแลค S22 ซึ่งเป็นตัวท็อปของยางถนน ยางหน้าแบบ 3 คอมบาวด์ ยางหลัง 5 คอมบาวด์

เครื่องยนต์ 2 สูบ CP2 ความจุ 699 ซีซี ให้พละกำลัง 74 แรงม้า อาจจะดูไม่ได้มากมาย แต่จุดเด่นของเครื่องยนต์ตัวนี้คือ แรงบิดในช่วงต้นและกลาง ซึ่งได้ปรับระบบอีเล็กทรอนิกส์ให้สามารถทำงานได้ฉับไว พร้อมกับเสริมสลิปเปอร์คลัทช์ให้ขี่สนุกและควบคุมรถได้ง่ายเมื่อลดเกียร์ในความเร็ว อีกหนึ่งจุดที่ไม่ได้มีให้แต่เป็นออพชั่นเสริมกับจุดต่อควิกชิพที่รองรับพร้อมติดตั้งได้เลย

ความคิดเห็นหลังการขับขี่

สัมผัสแรกกับการขึ้นไปนั่งคร่อมจัดท่าทางแบบขับขี่ทั่วไป แฮนด์อยู่ใต้แผงคอมันเป็นรถสปอร์ตที่ไม่ก้มมากจนเกินไป มิติดูเหมือนใหญ่แต่มันเพรียวที่สุดในบรรดา R Series ทั้งหมด นั่งกระชับ หนีบรถได้ง่าย เบาะกว้าง ขยับมอบได้สบายๆ ความสูงจากพื้นถึงเบาะไม่มาก ผมสูง 168 ซม. เหยียบได้ครึ่งเท้า พยุงได้สบายๆ เพราะรถไม่หนักมาก

เครื่องยนต์ 2 สูบ แบบคลอสเพน ที่โดดเด่นเรื่องของกำลังแรงบิด ออกตัวเร็ว รอบขึ้นเร็ว และมีรอบเครื่องยนต์ใช้งานได้เหลือเฟือ จะอยู่เกียร์ 3 หรือ 4 กระแทกคันเร่งออกไปได้โดยที่กำลังไม่ตก อัตราทดเกียร์ 2 จะลากได้ยาว น่าจะเน้นสำหรับการใช้งานทั่วไปทำให้รอบไม่ตึงมาก เปิดคันเร่งเร็วๆ หน้าลอยง่ายๆ เลย ขี่ในแทร็คเปียกต้องใช้เอ็นจิ้นเบรกเยอะ สำหรับเครื่อยนต์ตัวนี้เอ็นจิ้นดึงแรงแต่ได้ออพชั่นเสริม สลิปเปอร์คลัทช์ ก็ช่วยได้ในระดับนึง มันไม่ได้ใช้แบบ 100% เพราะวันที่ขับขี่ฝนตกแทร็คลื่น แต่ก็ได้รับความรู้สึกเล็กๆ ว่ามันทำงาน ซึ่งมันก็คงไม่ต่างไปจากรถสปอร์ตทั่วไป ที่เคยสัมผัส ถ้าจะให้ดีไม่ควรยกคันเร่วจนหมดในจังหวะเดียว ค่อยๆ ผ่อนคันเร่งเครื่องยนต์จะสมูทกว่า แล้วก็ค่อยๆ เปิดคันเร่งเพราะประแทกแรง หน้าหงายได้เลย ความเร็วสุดปลายที่ทำได้ 215 กม./ชม. (มันยังไปได้อีกถ้าแทร็คแห้ง) ถ้าติดตั้งควิกชิพเพิ่มคงจะสนุกขึ้น อีกอย่างก็คือ น่าจะมีระบบแทร็คชั่นคอนโทรมาให้อีกตัว รับรองว่าครบเซ็ท ขี่กันมัน

ช่วงล่าง โดยส่วนตัวชอบมากสำหรับรถในคลาสนี้ โช้คอัพหน้า Upside Down ปรับได้เต็มระบบ ไม่ได้มีแค่ความสวย เท่ แต่ยังทำได้ดีบนแทร็คเปียกๆ ด้วยค่าสแตนเดาร์ดเดิมๆ จากไลน์ผลิต เบรกหน้าดิสก์คู่ พร้อมคาลิเปอร์ 4 พอร์ท และใช้ตัวปั๊มบนของ Brembo อันนี้ก็มั่นใจได้ ขนาดแทร็คเปียกชุ่ม ยังกดล้อหลังลอย แต่ต้องจับแฮนด์ให้ดีๆ นะไม่งั้นก็อาจปลิ้นหน้าไถลได้ แต่นั่นก็ได้ตัวช่วยที่ดีด้วย ก็คือ ยางที่มีประสิทธธิภาพด้วยคอมบาวด์ที่แบ่งไว้ ช่วยให้การขับขี่นั่นง่ายขึ้น ขนาดแทร็คเปียกๆ ยังเอียงรถเข้าโค้งได้

กับราคาค่าตัว 339,000 ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ รูปทรงสปอร์ต ไม่เทอะทะ นั่งสบาย ออพชั่นพอตัว อัตราเร่งดี เหมาะสำหรับไรเดอร์ที่ใช้งานทั่วไปก็ได้ หรือมาขี่บนแทร็คก็ได้ เพราะช่วงล่างมันสามารถปรับได้

 

2021 MV Agusta Brutale 1000RR สุดจี๊ดกับ 208 แรงม้า

ปรับปรุงโมเดลในพิกัด 800 ซีซี กันไปจนครบ คราวนี้ก็เป็นทีของรถตัวพันกันบ้าง สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR 2021 ไฮเปอร์เน็กเก็ดจากเมือง Varese โดยการอัพเกรดชุดใหญ่คราวนี้ ยังคงมีเรื่องของกฎข้อบังคับมาตรฐานไอเสีย Euro5 ทำให้มีการปรับแต่งชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์เพื่อช่วยลดแรงเสียดทานในระบบด้วยการใช้วาล์วไทเทเนียม วาล์วไกด์ใหม่ และลูกกระทุ้งลิ้นเคลือบ DLC ทั้งยังออกแบบระบบไอเสียใหม่เพิ่มเติมเพื่อให้ค่าไอเสียที่สะอาดมากยิ่งขึ้น แต่ที่สำคัญคือกำลังเครื่องยนต์ขุมพลัง 4 สูบเรียง 998 ซีซี ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 208 แรงม้า (153 กิโลวัตต์) ที่ 13,000 รอบ และแรงบิดที่ 116.5 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ มีควิกชิฟเตอร์แบบ 2 ทาง และระบบสลิปเปอร์คลัทช์ มีระบบควบคุมแรงบิด 4 ระดับ

ตัวรถโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีมากมาย อาทิ หน้าจอเรือนไมล์สี TFT ขนาด 5.5 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ไฟหน้าที่น่าสนใจเพราะมันได้ไอเดียมาจาก Porsche 911 ในขณะที่ขับรถแล้วมองผ่านกระจกหลัง ระบบป้องกันล้อลอย ระบบแทร็คชั่นคอนโทรล 8 ระดับ ระบบเบรก ABS แบบใช้งานในโค้งได้ และระบบประมวลผลแรงเฉื่อยที่ช่วยให้ระบบอื่นๆ ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ช่วงล่างเด่นที่ระบบกันสะเทือนไฟฟ้าจาก Ohlins Nix EC ที่ด้านหน้า Ohlins TTX EC ที่ด้านหลัง พร้อมกันสะบัดปรับไฟฟ้า ระบบเบรกจาก Brembo โดยด้านหน้าเป็นคาลิเปอร์เบรก Stylema 4 พอร์ทกับจานเบรกคู่ขนาด 320 มม. แบบโฟลท์ติ้ง ขณะที่ด้านหลังเป็นคาลิเปอร์เบรก Brembo 2 พอร์ท พร้อมจานเบรกขนาด 260 มม. ใช้ยาง Pirelli Diablo Rosso Corsa ขนาด 120/70-17 ที่ด้านหน้า และ 200/55-17 ที่ด้านหลัง

สำหรับ MV Agusta Brutale 1000RR จะมีสีสันใหม่ให้เลือก 2 เฉดสี ได้แก่สีแดงเพลิงตัดด้วยสีดำเมทัลลิกแบบด้าน และสีเทาเมทัลลิกแบบด้านตัดด้วยสีเทาเข้มเมทัลลิกแบบด้าน ส่วนสนนราคานั้นจะเริ่มต้นที่ 32,300 ยูโร ลองเอา 40 ไปคูณดูแล้วกันว่าจะสักกี่ตังค์

2021 Kawasaki Ninja 650

ล่าสุด Kawasaki USA หรือ คาวาซากิ อเมริกา ก็ได้ทำการเผยโฉม Ninja 650 2022 แล้ว ซึ่งซูเปอร์สปอร์ตทัวเรอร์คันนี้ยังคงไม่ได้มีอะไรเพิ่มเติม นอกจากลวดลายกราฟิกใหม่ เพื่อความโดดเด่นสะดุดตามากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีลูกเล่นที่สำคัญๆ ก็ยังอยู่ครบ อาทิ ขุมพลังยังคงเป็นเครื่อง 2 สูบเรียงขนาด 649 ซีซี ระบายความร้อน ที่ให้อัตราเร่งช่วงต้นและกลางนั้นเร้าใจที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ไฟหน้าคู่แบบ LED เรือนไมล์ ที่มาพร้อมระบบเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านบลูทูธ และใช่งานร่วมกับแอพลิเคชัน Ride ology ให้คุณไม่พลาดการติดต่อ และการเดินทางที่ไม่สะดุด

ตัวแชสซีเหล็กกลม ที่มีน้ำหนักเบาและให้ความคล่องตัว ทวินดิสก์แบรกหน้า คาลิเปอร์ลูกสูบคู่ จานเบรกกิ้งโฟลท์ติ้ง 5 ตัว วงล้อแม็ก 5 ก้าน ดิสก์หลังจานเดี่ยว คาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว เบาะที่ดีไซน์ใหม่ให้ดูเป็นท้ายเรซซิ่งมากยิ่งชึ้นมาดูในส่วนที่เปลี่ยนกันบ้าง ซึ่งก็มีเฉพาะลวดลายกราฟิกภายนอกที่ออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น เส้นสายและการใช้สีทูโทน โดยทางอเมริกาจะจำหน่ายทั้งหมดด้วยกัน 3 โมเดล ได้แก่

โมเดลสแตนดาร์ด ไม่มี ABS ซึ่งจะมีให้เลือกด้วยกัน 2 เฉดสีคือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 7,699 เหรียญหรือราวๆ 241,000 บาท
โมเดล ABS ก็จะมีสองเฉดสีเหมือนกับโมเดลไม่มี ABS คือ สีเทาด้านตัดด้วยสีดำเมทัลลิก และสีขาวมุกตัดด้วยสีเทาคาร์บอนเมทัลลิก ในราคา 8,099 เหรียญหรือราวๆ 253,000 บาท
และโมเดล KRT Edition ซึ่งจะมาในเฉดสีเดียวกับทีมแข่ง WorldSBK คือสีเขียวตัดด้วยสีดำและสีขาวมุก ในราคา 8,299 เหรียญหรือราวๆ 259,000 บาท
*(ซึ่งราคาทั้งหมดยังไม่รวมภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ALL NEW FORZA350 ONLY FOR THE GREATEST เพราะที่สุด มีเพียงหนึ่งเดียว

อัตราเร่งดี บอดี้ ดีไซน์ใหม่เพิ่มความสปอร์ตดูพรีเมี่ยมมากขึ้น เพิ่มช่องการไหลของอากาศเพื่อการทรงตัวได้ดีเยี่ยมในความเร็ว และยังคำนึงถึงการคอนโทรลและความคล่องตัว ด้วยตำแหน่งท่านั่งที่ทำหู้ขับขี่นั่งได้สบาย วางเท้าได้สะดวก All New Forza350 มาพร้อมฟังก์ชันใหม่ที่เหนือชั้น ระบบไฟฉุกเฉิน ESS เพิ่มความปลอดภัย เมื่อใช้เบรกกระทันหัน สะดวกสบายด้วย In-Console USB Charger & Bottle Holder ช่องชาร์จไฟผ่าน USB Port ขนาดใหญ่ที่สามารถวางขวดน้ำได้ในตัว พร้อมด้วยฟังก์ชั่นล้ำสมัยมากมาย อาทิ แผงหน้าปัดแบบดิจิตอลสไตล์ Cockpit Area แสดงข้อมูลการขับขี่ครบครัน รีโมทอัจฉริยะฮอนด้าสมาร์ทคีย์ระบุตำแหน่งพร้อมกันขโมย

รถบิ๊กสกู๊ตเตอร์รุ่นยอดนิยมในบ้านเรา รุ่นใหม่นี้นอกจากรูปลักษณ์จะถูกเหลาให้มีเส้นสายที่คมชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่า การออกแบบช่องอากาศด้านข้างแฟริ่งให้ไหลผ่านและช่วยในการทรงตัวที่ดีขึ้น รวมไปถึงมุมเทลที่ปรับใหม่ให้การเข้าโค้งง่าย แน่นอน New Honda Forza 350 รุ่นใหม่ จะมีความกระฉับกระเฉงและคล่องตัวเพิ่มมากขึ้นในส่วนชิลด์หน้ายังคงเป็นการปรับด้วยระบบไฟฟ้าเพิ่มความสูงจากเดิม 110 มม. เป็น 150 มม. ปรับได้ที่สวิตช์แฮนด์ด้านซ้าย และตัวรถมาพร้อม Smart key ที่ใช้งานได้สะดวกสามารถบิดเพื่อเปิดระบบและสตาร์ทเครื่องยนต์ได้เลยโดยไม่ต้องเสียบกุญแจ ในส่วนช่องสัมภาระใต้เบาะขนาดใหญ่ รุ่นนี้สามารถเก็บหมวกกันน็อคได้พร้อมกันถึง 2 ใบ

ลื่นขึ้น แรงขึ้น ด้านขุมพลังมาพร้อมเครื่องยนต์ eSP+ ขนาด 330 ซีซี 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบบจ่ายน้ำมันแบบหัวฉีด PGM-FI แบบซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ให้การเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แรงเสียดทานต่ำลง ให้สมรรถนะสูงและแรงส่งที่ต่อเนื่อง พร้อมกระเดื่องวาล์วแบบโรลเลอร์ยูนิแคม ให้อัตราเร่งติดมือ เพิ่มเพลาบาลานเซอร์เพื่อสร้างสมดุลให้เพลาข้อเหวี่ยง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่ย้ายตำแหน่งมาอยู่ที่ด้านหน้ารถ ส่งผลให้การระบายความร้อนเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยในการกระจายน้ำหนักมาทางด้านหน้าทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น พร้อมระบบ Honda Selectable Tourque Control ป้องกันล้อหนมุนฟรีท้ายสไลด์ ไม่ให้เสียการทรงตัว ให้แรงม้าสูงสุดที่ 41 แรงม้า

New Honda Forza 350 มาพร้อมกับวงล้อหน้าขนาด 15 นิ้ว และล้อหลังขนาด 14 นิ้ว โช้คอัพด้านหน้าแบบเทเลสโคปิกจะมีขนาด 33 มม. เท่านั้น บางลงกว่าโมเดลเดิมที่มีขนาด 35 มม. ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบทวินโช้คที่สามารถปรับระยะพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานระบบดิสก์เบรกหน้า/หลัง ที่มาพร้อมกับ ABS แบบ 2 channel เช่นเดียวกับรถบิ๊กไบค์ ในขณะที่หน้าจอแสดงผลนั้นเป็นแบบดิจิตอลผสมกับอนาล็อค ซึ่งให้ความสดใหม่และโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม สะดวกสบายกับ In-console USB Charger & Bottle Holder ที่เก็บของคอนโซลหน้าขนาดใหญ่ พร้อมที่วางขวดน้ำในตัว รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิตอลฃด้วยที่ชาร์ทไฟสำรองอเนกประสงค์แบบ USB Charger Type C สีที่เปิดตัวกันในปีนี้นั้นจะมี สีน้ำเงิน-ดำ สีดำ, สีแดง-ดำ และ สีขาว-น้ำเงิน ในราคาเปิดตัวที่ 173,500 บาท

ความรู้สึกหลังการขับขี่
จตุรงค์ หมื่นทิพย์ กอล์ฟ ไรดิ้ง

มีความหรู พรีเมี่ยม แต่ซ่อนเขี้ยวเล็บที่แหลมคม อัตราเร่งม้าดีดเร้าใจตั้งแต่ออกตัว เพราะใส่ม้าเพิ่มมาให้อีก 4 ตัว อัพไซส์ลูกสูบจาก 72 มม. เป็น 77 มม. ความจุเป็น 330 ซีซี หัวเว้า 4 วาล์ว พร้อมค่าสปริงใหม่ ก้านข้อเหวียงใหญ่ รู้ได้ถึงเครื่องยนต์ที่นิ่งเสียงเงียบ ลดอาการสั่นด้วยการเสริมเพลาบาล้านซ์เซอร์ที่ข้อเหวี่ยง ทำให้รอบเดินเบาพลาสติกไม่มีกระพรือให้รำคาญ
ท่านั่งไม่ต่างจากตัวเดิม นั่งได้สบายๆ มีความคล่องตัวในระดับหนึ่งแต่ไม่ถึงกับพลิกพริ้ว ช่องเล็กๆ ก็ไปไม่รอดเหมือนกัน วิ่งปะทะลมสบายด้วยวินชิลด์ปรับระดับได้สูงถึง 150 มม. กรองอากาศขนาดใหญ่เปิดคันเร่งรอบสูงไม่ต้องกังวลเรื่องการดูดอากาศเข้าไปเผาไหม้ เรือนลิ้นเร่งแบบยิงตรง รู้สึกได้ถึงแรงบิดที่มาเร็วกว่าเดิม เห็นว่าหม้อน้ำย้ายไปข้างหน้าเพื่อให้ลมผ่านได้ดี และเสริมพัดลมไฟฟ้าระบายความอีกตัว แหม…แบบนี้ม้าไม่มีตกแน่นอน ช่วงล่างโช้คอัพหลังยังมีจังหวะเหวี่ยงๆ อยู่บ้างในโค้ง ขณะที่รถมีความเร็ว 80 กม./ชม แต่ถ้าใช้งานทั่วไปก็ปกติ ยางติดรถถือว่าเกาะพื้นถนนได้ดี ชุดหลังทดอัตรากำลังส่งเฟืองท้ายปรับใหม่ เม็ดแรงเหวี่ยงเพิ่มน้ำหนักเป็น 21 กรัม ออกตัวเร็วมีกำลังที่ต่อเนื่อง เร่งแซงได้ทันใจ ทำความเร็วได้แบบสะเทือนวงการรถเดิมๆ 160 กม./ชม. จาก 0-100 ในเวลาเพียง 8.42 วินาที ดิสก์เบรกแบบ ABS 2 Channels แยกการทำงานหน้า/หลัง สั่งหยุดหนึบๆ มั่นใจ ระบบแทร็คชั่นสั่งทำงานเร็วเมื่อล้อหลังสัมผัสกับ ฝุ่นทราย หินกรวด หรือน้ำ แต่ถ้าปิดระบบ ก็จะได้สัมผัสกับความมันอีกสไตล์ แต่สำหรับใครทียังไม่พอใจสำหรับความเร็วเต็มเกย์ เครื่องยนต์สามารถรองรับการปรับแต่งโมดิฟายไปต่อให้เร้าใจได้อีกเยอะ

2021 All New Honda CBR150R

เพื่อนบ้านที่อินโดนีเซีย ที่คลั่งใคล้กับความเร็วแรง และความสปอร์ตเป็นอย่ามาก เปิดตัว All New CBR150R ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ ผสมผสานเทคโนโลยีจากสนามแข่ง ให้อารมณ์ที่เร้าใจ กับเส้นสายลวดลาย และมิติของตัวรถที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

คอฟเวอร์ฟูลแฟริ่งใหม่รอบคัน แฟริ่งด้านข้างแบบใหม่พร้อมช่อง AIR DUCT ที่ด้านข้าง เพื่อให้อากาศใหลผ่านได้ดีและทำให้การทรงตัวของรถมีความนิ่ง ไฟหน้า LED ใหม่ 2 ชั้น กับไฟ Day time Running Light ที่ถอดแบบมาจาก CBR250RR ทำให้มีความสปอร์ตมากขึ้น ไฟท้าย LED แบบใหม่ และมาพร้อมกับระบบ ESS ไฟฉุกเฉินเมื่อทำการเบรกรถอย่างกะทันหัน เตือนรถข้างหลัง ซึ่งจะเป็นระบบมาตรฐานกับรถรุ่นอื่นๆ ด้วย

ปรับท่านั่งให้สมาร์ท คล่องตัว ด้วยองศาแฮนด์ใหม่ให้อารมณ์ความเป็นรถสปอร์ตมากขึ้น เบานั่ง 2 ชั้น ยกระดับด้านท้ายสำหรับผู้ซ้อน ด้วย เรือนไมล์ LCD ฟูลดิจิตอล ดีไซน์ใหม่สปอร์ตหรู และบอกรายละเอียดได้อย่างครบครัน และตอบสนองความต้องการตามคำเรียกร้องของวัยรุ่น กับระบบกันสะเทือนแบบใหม่ ด้วยโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down กระบอกสีทอง ที่ทำให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และซับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยมอีก โช้คอัพหลัง แบบ Mono Shock ระบบเบรก ABS ดิสก์เบรกหน้าขอบหยักแบบลดความร้อน คาลิเปอร์ลูกสูบคู่ และดิสก์เบรกหลังขอบหยักและคาลิเปอร์ลูกสูบเดี่ยว วงล้อแม็กก้านตัว Y ขนาด 17 นิ้ว

 

2021 All New CBR150R มาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดี่ยว ขนาด 150 ซีซี. DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้กำลังสูงสุด 17.1 แรงม้า ที่ 9,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 14.4 นิวตันเมตร ที่ 7,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์แบบ 6 สปีด และมาพร้อมระบบ Assist Slipper Clutch ติดตั้งมาด้วย ทำให้การขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัย เมื่อลดเกียร์ลงอย่างรวดเร็วในโค้ง หรือทางลื่น ราคาเปิดตัวที่อินนีเซีย เริ่มต้นที่ 75,000 บาท มี 4 รุ่น STD, ABS, Racing Red ABS และ MotoGP Version แต่สำหรับประเทศไทยถ้าเปิดตัวขายก็น่าจะแพงกว่านี้

2022 Honda CRF450R

กล่าวได้ว่านี่คือการ redesigned หรือปรับปรุงจากโมเดล 2021 CRF450R แต่ได้เสริมแนวคิดในการออกแบบ ด้วยนิยามสั้นๆว่า Razor-Sharp Cornering ซึ่งระบุชัดเจนว่า 2022 CRF450R พัฒนาคุณสมบัติเพิ่มเติมในการขับขี่การเคลื่อนไหวการควบคุมที่ยอดเยี่ยมในโค้งเป็นสำคัญ

ไม่เพียงเท่านี้ในการปรับปรุง 2022 CRF450R ยังระบุว่าได้มีการเน้นที่ส่วนของแรงบิดให้กับรอบการทำงานเครื่องยนต์ในช่วงต่ำและกลางอีกด้วย ขณะที่น้ำหนักของเฟรมและสวิงอาร์มนั้นสามารถพัฒนาจนมีน้ำหนักเบากว่าเดิมสองกิโลกรัม เมื่อเทียบกับโมเดล 2020 CRF450R กล่าวได้ว่า แนวคิดทั้งหมดของการพัฒนา 2022 CRF450R ล้วนต่อยอดมาจาก 2021 CRF450R นั่นเอง
ความเร็วคือเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาเพื่อผลที่ยอดเยี่ยมในสังเวียน MXGP ดังนั้นด้วยประสบการณ์ของ HRC จึงเป็นส่วนสำคัญที่พวกเขาจะเข้าใจดีว่าจะต้องจัดการอย่างไรเพื่อให้รถแข่งสามารถขับขี่ด้วยความเร็วสูงสุดได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากการอัพแดทสู่ความสมบูรณ์แบบที่เพิ่มขึ้นจาก 2021 CRF450R มาสู่ 2022 CRF450R ทั้งในส่วนเฟรมสวิงอาร์ม และเครื่องยนต์ในแบบของการ redesigned แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมีการอัพเดทควบคู่ไปด้วยก็คือ ECU ที่ได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ รวมไปถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบกันสะเทือน โดยการ re-valve ของ Showa suspension ทั้งในส่วนกันสะเทือนหน้า และกันสะเทือนหลัง เพื่อเสริมสมรรถนะในการซับแรงสั่นสะเทือนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพียงพอที่จะรองรับพละกำลังเครื่องยนต์ที่เค้นมาอย่างเต็มที่ในขณะแข่งขันด้วยความเร็วสูง

เมื่อกล่าวถึง ECU ก็ต้องพูดถึงระบบอิเล็คทรอนิคส์ ที่ปัจจุบันนับได้ว่าเป็นหัวใจสำหรับรถจักรยานยนต์ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถแข่งถือได้ว่าระบบอิเล็คทรอนิคส์เข้ามามีส่วนช่วยในการควบคุมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกันใน 2022 CRF450R ก็มีการอัพเดท Honda Selectable Torqque Control-HSTC ที่มาพร้อมกับ 3 riding modes (รวม off) HRC Launch Control มาพร้อมด้วยออพชั่นออกตัวสามรูปแบบ 3 start options คือ Level3 ที่ 8,250 rpm สำหรับการออกตัวในสภาพโคลน muddy codition-Level2 ที่ 8,500 rpm สำหรับการออกตัวในสภาพแห้ง dry condition หรือโหมดมาตรฐาน Level1 ที่ 9,500 rpm เป็นการออกตัวในสภาพ dry conditions แต่เป็นระดับมืออาชีพที่เหนือกว่าเลเวล 2 Engine Mode Select Button-EMSB มาพร้อมกับ 3 maps ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม HRC Setting tool สามารถปรับแต่ง Aggressive และ Smooth modes หากกล่าวโดยภาพรวมแล้ว 2022 CRF450R ก็คือการ”เก็บงาน” ที่อัพเดทเพิ่มเติมจาก 2021 CRF450R ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมายไปก่อนหน้านี้ หัวใจสำคัญของ 2022 CRF450R นั่นก็คือการอัพเดท ECU เพื่อให้ได้การส่งกำลังที่นุ่มนวลมากกว่าเดิม อีกจุดหนึ่ง็คือการ re-valce สำหรับ Showa suspenrion ตามที่กล่าวไป

สเปคของตัวรถมีดังนี้
ENGINE
Type Liquid-cooled 4-stroke single cylinder uni-cam
Displacement 449.7cc
Bore ´ Stroke 96.0mm x 62.1mm
Compression Ratio 13.5 : 1
FUEL SYSTEM
Carburation Fuel injection
Fuel Tank Capacity 6.3 litres
ELECTRICAL SYSTEM
Ignition Digital CDI
Starter Self-Starter
DRIVETRAIN
Clutch Type Wet type multi-plate
Transmission Type Constant mesh, 5-speed,manual
Final Drive Chain
FRAME
Type Aluminium twin tube
CHASSIS
Dimensions (L´W´H) 2,182 x 827 x 1,267mm
Wheelbase 1,481mm
Caster Angle 27.1°
Trail 114mm
Seat Height 965mm
Ground Clearance 336mm
Weight Dry 105.8kg – wet 110.6kg
SUSPENSION
Type Front Showa 49mm USD fork
Type Rear Showa monoshock using Honda Pro-Link
WHEELS
Type Front Aluminium, spoke
Type Rear Aluminium,  spoke
Tyres Front 80/100-21-51M Dunlop MX33F
Tyres Rear 120/80-19-63M Dunlop MX33
BRAKES
Front Single 260mm disk
Rear Single 240mm disk