“กวาร์ตาราโร” ทุบสถิติโมโตจีพีสนามออสเตรเลีย “มิลเลอร์” คว้าท็อปโฟร์ “สปรินต์เรซ”

“เอลดิอาโบล” ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร ยอดนักบิดเฟรนช์จาก มอนสเตอร์ ยามาฮ่า โชว์ความเร็วสุดร้อนแรง ควบรถแข่ง YZR-M1 ทุบสถิติคว้าโพลในศึก โมโตจีพี 2025 สนาม 19 ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ ขณะ แจ็ค มิลเลอร์ เจ้าถิ่นจาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า บิดคว้าท็อป 4 สปรินต์เรซ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ สนามฟิลลิป ไอส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย

การแข่งขัน โมโตจีพี 2025 สนาม 19 รายการ ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ ผ่านการจับเวลารอบควอลิฟายและสปรินต์เรซ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นหนึ่งในวันที่รถแข่ง YZR-M1 โชว์ศักยภาพได้อย่างยอดเยี่ยม

โดย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร นักบิดเฟรนช์หมายเลข 20 จาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี รีดความเร็วผงาดคว้าโพลมาครองด้วยการสร้างสถิติใหม่ในสนามแห่งนี้ ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 26.465 วินาที นอกจากนี้ แจ็ค มิลเลอร์ นักบิดเจ้าถิ่นหมายเลข 43 จาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี ยังได้ออกตัวจากแถวหน้าในกริดที่ 3

เกมในรอบสปรินต์ดวลกันทั้งสิ้น 13 รอบสนาม และถือเป็นการเริ่มเกมที่ท้าทายของ กวาร์ตาราโร เพราะเขารูดลงไปถึงอันดับ 5 หลังออกตัว เช่นเดียวกับ มิลเลอร์ ที่ไล่บี้ในกลุ่มหน้าอย่างสุดมัน

ผลการแข่งขันปรากฏว่า มิลเลอร์ บิดเข้าป้ายในอันดับ 4 ด้วยเวลา 19 นาที 9.347 วินาที ตามหลังผู้ชนะเพียง 5.376 วินาที ส่วน กวาร์ตาราโร จบเรซในอันดับ 7 ตามหลัง 8.706 วินาที สามารถคว้าแต้มได้ทั้งคู่

ด้าน อเล็กซ์ รินส์ นักบิดสแปนิชหมายเลข 42 จาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี จบเรซอันดับ 13 ตามหลัง 12.132 วินาที ตามด้วย มิเกล โอลิเวียร่า นักบิดโปรตุกีสหมายเลข 88 จาก พรีม่า พรามัค ยามาฮ่า โมโตจีพี ตามเข้าป้ายในอันดับ 14 ตามหลัง 17.494 วินาที

ทั้งนี้ ศึก ออสเตรเลียน กรังด์ปรีซ์ จะแข่งขันรอบชิงชนะเลิศในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคมนี้ เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทาง SPOTV

—————————–
#RevsYourHeart #ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด #YamahaBeyondTheLimits
#YamahaRacing #YamahaWorldChampion #YamahaNumber1RacingTeam
#YamahaMotoGP25 #TheBlueShift
#YamahaFactoryRacingTeam
#MonsterEnergyYamahaMotoGP #FQ20 #AR42
#PrimaPramacYamaha
#JM43 #MO88

ไทยฮอนด้า มอบหมวกกันน็อกครบรอบ 60 ปี ให้แก่สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย ส่งต่อวัฒนธรรมความปลอดภัยให้สังคมไทย

บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง ในวาระครบรอบ 60 ปี ด้วยการมอบหมวกกันน็อกมาตรฐาน มอก. จำนวน 60 ใบ รวมมูลค่า 60,000 บาท ให้แก่สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) การมอบหมวกกันน็อกในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมฯ เป็นผู้แทนรับมอบ ร่วมกันผลักดันการสร้างวัฒนธรรมการสวมหมวกกันน็อกให้แพร่หลายมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงความห่วงใยต่อสื่อมวลชนสายรถจักรยานยนต์ที่ต้องใช้รถในการปฏิบัติงาน พร้อมถ่ายทอดแนวคิดด้านความปลอดภัยสู่สังคมไทย เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่เดินทาง

 

ในโอกาสไทยฮอนด้า ครบรอบ 60 ปี ยังคงยึดมั่นในเจตนารมณ์ส่งต่อความปลอดภัยให้คนไทย ผ่านการจัดคาราวานมอบหมวกกันน็อกให้คนไทยทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดความสูญเสียบนท้องถนนและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน

 

#ไทยฮอนด้า60ปี #ThaiHonda60TH #ไทยฮอนด้าเคียงข้างสัมคมไทย

#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda

ไทยฮอนด้า เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชน จัดงาน “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” ครบรอบ 60 ปี แห่งความสำเร็จ

บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย สร้างประสบการณ์สุดพิเศษแก่สื่อมวลชน ด้วยการจัดงาน “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” เปิดบ้านพาชมกระบวนการผลิต ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษที่โรงงานไทยฮอนด้าได้เปิดประตูต้อนรับสื่อ เพื่อสะท้อนเส้นทางกว่า 60 ปีแห่งความสำเร็จ พร้อมประกาศวิสัยทัศน์สู่อนาคตที่ยั่งยืน
บรรยากาศงานเริ่มต้นด้วยคำกล่าวต้อนรับจาก มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหารบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ที่ย้ำถึงความภาคภูมิใจในเส้นทางที่องค์กรได้เดินเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน พร้อมแสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ไทยฮอนด้าได้พัฒนาจากโรงงานขนาดเล็กสู่หนึ่งในฐานการผลิตที่มีศักยภาพการผลิตอันดับต้นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับรถจักรยานยนต์กำลังการผลิตสูงสุดกว่า 6,600 คันต่อวัน และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 11,000 หน่วยต่อวัน โดยมียอดการผลิตสะสมกว่า 90 ล้านหน่วย โดยแบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 40 ล้านคัน และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ 50 ล้านเครื่อง รุ่นที่ครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ Honda WAVE110, Honda WAVE125, New Honda Giorno+ รวมถึงกลุ่มบิ๊กไบค์ Honda CB650 CBR500 Honda CB650 และ Honda CBR650 ซึ่งได้รับความนิยมสูงในตลาดต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
ความสำเร็จนี้เกิดจากมาตรฐานการผลิตระดับสากลที่ไทยฮอนด้ายึดถือมาโดยตลอด โรงงานดำเนินการภายใต้มาตรฐาน ISO 9001:2015 และระบบ Quality Management System ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ อาทิ การเชื่อมโครงสร้างด้วยเลเซอร์ (Laser Welding) การพ่นสีด้วยหุ่นยนต์ความเร็วสูง และการตรวจสอบด้วยเครื่องสแกนสามมิติ (3D Scanner) ควบคู่กับการใช้ทักษะและฝีมือของพนักงานไทยในงานที่ต้องการความละเอียด เช่น การประกอบ การเดินสายไฟ และการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ซึ่งสะท้อนแนวคิดการผสมผสานระหว่างคนและเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
ในด้านสิ่งแวดล้อม ไทยฮอนด้ายังเดินหน้าตามเป้าหมาย โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 46% ภายในปี 2573 (เทียบกับปี 2562) และมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 ผ่านการดำเนินโครงการพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การติดตั้ง Hybrid Generator ที่ช่วยลด CO2 ได้กว่า 1,800 ตันตั้งแต่ปี 2021 และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา ที่ช่วยลด CO2 ได้กว่า 1,600 ตันต่อปี พร้อมแผนขยายการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตเพิ่มอีก
พร้อมกันนี้ ระหว่างการเยี่ยมชมโรงงาน สื่อมวลชนได้สัมผัสกระบวนการผลิตจริงใน 3 สายการผลิตหลัก ได้แก่ 1.) Commuter Line ที่ผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กตั้งแต่รุ่น 110 – 300 ซีซี 2.) Global Line รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่หรือบิ๊กไบค์ตั้งแต่ 300 ซีซีขึ้นไป รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และไอคอนิกโมเดลจาก CUB House 3.) Power Product Line ที่ผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ โดยมีคณะผู้บริหารและผู้จัดการทั่วไปเป็นผู้นำบรรยาย ให้เห็นถึงมาตรฐานการผลิตที่เข้มงวด กระบวนการควบคุมคุณภาพหลายชั้น มาตรการด้านความปลอดภัย รวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่การผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาโรงงานไปสู่ Smart Factory
นอกจากนี้ยังมีช่วงถามตอบกับผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ มร.ฮายาโตะ เซกุจิ รองประธานบริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด พร้อมด้วย นางสาวิตรี แก้วพวงงาม กรรมการบริหาร, นายวิวัฒน์ เลิศผาติ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานขายและการตลาดนายณัฐชัย ศรีโสวรรณา หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานวางแผนองค์กรนายสัมพันธ์ ขวัญใจ ผู้จัดการทั่วไปโรงงานประกอบรถจักรยานยนต์  และนายเทียนชัย สีตา ผู้จัดการทั่วไปโรงงานผลิตเครื่องยนต์ต้นกำลัง ซึ่งได้อธิบายเชิงลึกเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การบริหารจัดการซัพพลายเชน การจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจหลังภาวะวิกฤต และมาตรการยกระดับคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้
งานในครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนโดย มร.ฮายาโตะ เซกุจิ ที่ย้ำถึงเจตนารมณ์ของไทยฮอนด้าในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทย เดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพ และพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่างยั่งยืน เป็นการปิดฉาก “Thai Honda Press-Exclusive Factory Tour” อย่างสมบูรณ์แบบ

สรยท. ประกาศรายชื่อรถเข้าเกณฑ์รถยอดเยี่ยมประจำปี 2568

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. ประกาศรายชื่อรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาตามกรอบกติกาใหม่สำหรับทั้ง 3 รางวัลที่จะมอบให้ในปีนี้ออกมาแล้ว หลังจากที่ได้รับการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถประจำปี 2568 ซึ่งประกอบไปด้วยสื่อมวลชนอาวุโสและผู้ทรงคุณวุฒิที่คร่ำหวอดอยุ่ในสายข่าวยานยนต์ร่วมพิจารณาคุณสมบัติรถยนต์แต่ละรุ่นที่จะผ่านเข้ารอบตามเงื่อนไขที่กำหนดอย่างครบถ้วน ก่อนที่จะได้รถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์รวมทั้งสิ้น 45 รุ่น ซึ่งประกอบด้วยรางวัล รถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Car Of The Year 2025), รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand EV Of The Year 2025) และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 (Thailand Motorcycle Of The Year 2025)

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวว่า “ในปีนี้ ทางสมาคมฯ และคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้มีการแก้ไขกฎระเบียบและ/หรือข้อบังคับที่จะใช้พิจารณารถที่ผ่านเกณฑ์ในรอบแรกใหม่ จากเดิมรถที่จะเข้าผ่านเข้ารอบต้องเป็นรถโฉมใหม่ (Model Change) เท่านั้น ภายใต้ระเบียบฉบับแก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ให้รวมไปถึงรถยนต์ที่ปรับโฉม (Minor Change) ด้วย แต่ในปีนี้คณะอนุกรรมการคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 ได้เพิ่มความเคร่งครัดในการพิจารณาคัดเลือกทั้งในส่วนรถยนต์สันดาป, รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ โดยจะใช้สัดส่วนรถยนต์สันดาป รถยนต์ไฟฟ้า 65% และรถจักรยานยนต์ 55% ตามลำดับ ดังนั้น จึงมีความมั่นใจได้ว่า รถยนต์ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาในรอบแรกนี้ แม้จะเป็นรถยนต์ปรับโฉมแต่ก็เป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายในจำนวนมากพอที่เข้ากฎระเบียบใหม่”

 

 

สำหรับการลงคะแนนรอบแรกจะลงคะแนนโดยสมาชิกสามัญของสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย หรือ สรยท. โดยมีระยะเวลาในการโหวตตั้งแต่วันที่ 7-15 ตุลาคม 2568 หลังจากนั้นจะมีการนับคะแนนในวันที่ 17 ตุลาคม 2568 โดยคณะอนุกรรมการคัดเลือกรถประจำปี 2568 และจะมีการประกาศรายชื่อรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์จักรยานยนต์ที่เข้ารอบสุดท้ายในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นี้ ก่อนที่จะมีการจัดทดสอบเพื่อให้คณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกได้ลงคะแนนอีกครั้งในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และจะมีพิธีจัดงานมอบรางวัลอย่างยิ่งใหญ่และสมเกียรติในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

 

 

YADEA Thailand ได้รับการรับรอง BOI พร้อมรุก สู่ตำแหน่ง “แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของไทย”

YADEA Thailand แบรนด์ผู้นำรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลก ได้รับ ใบรับรองส่งเสริมการลงทุน (Investment Promotion Certificate) จาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อย่างเป็นทางการ โดยมี นายสุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการ BOI เป็นผู้มอบ นับเป็นก้าวสำคัญด้านกลยุทธ์การลงทุนและขยายฐานการผลิตของ YADEA ในประเทศไทย ที่ไม่เพียงสะท้อนถึง มาตรฐานความปลอดภัยและเทคโนโลยีของโรงงาน YADEA Thailand เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมายในไทย และรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี  พร้อมปักหมุดก้าวสู่แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของไทย

แบรนด์อันดับหนึ่งของโลก : ทุก 25 วินาที มีรถ YADEA ประกอบแล้วเสร็จ 1 คันในสายการผลิต

YADEA (ออกเสียงว่า ยา-เดีย) เป็น แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดในโลกติดต่อกัน 8 ปีซ้อน (ตั้งแต่ปี 2017– ปี 2024) มียอดขายสะสมกว่า 120 ล้านคัน และมีโรงงานกว่า 10 แห่งทั่วโลก ทั้งในประเทศจีน ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม เม็กซิโก และบราซิล โดยมีสายการผลิตอัจฉริยะรวมกว่า 100 สาย ผลิตได้สูงสุด 30 ล้านคันต่อปี ด้วยระบบอัตโนมัติประสิทธิภาพสูงและความเร็วในการผลิตที่เหนือชั้นจึงสามารถผลิตรถได้ 1 คันในทุกๆ 25 วินาที และคุณภาพผ่านเกณฑ์การผลิตกว่า 99.9% สะท้อนมาตรฐานการผลิตระดับโลก

โรงงานอัจฉริยะในไทย : ศูนย์กลางการผลิตอาเซียน กำลังการผลิต 500,000 คัน/ปี

โรงงาน YADEA Thailand ตั้งอยู่ที่ อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและเทคโนโลยีของ YADEA ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยใช้ระบบการผลิตอัจฉริยะเหมือนกับ “Super Factory” ในจีน  และมีแผนการขยายกำลังการผลิตรวม 600,000 คันภายใน 3 ปี มีสัดส่วนพนักงานไทยมากกว่า 80% และสร้างงานให้คนไทยมากกว่า 500 ตำแหน่ง และในเชิง กลยุทธ์ยังตั้งเป้าให้เป็นศูนย์นวัตกรรมและการผลิตอัจฉริยะสำหรับตลาดอาเซียน

เทคโนโลยี TTFAR: แบตเตอรี่รับประกันนานถึง 2 ปี อึดขึ้น 3 เท่า ทนทุกสภาพอากาศ

เทคโนโลยีหลัก TTFAR (YADEA’s Technology helps you to Travel FAR) ได้รับการพัฒนาจากห้องทดลองขนาด 6,600 ตารางเมตรในประเทศจีน ผ่านการทดสอบกว่า 220 ชิ้นส่วน และการทดสอบทั้งคัน 41 รายการ เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมสุดโหดจากทั่วโลก สำหรับประเทศไทยที่มีลักษณะภูมิอากาศร้อน ชื้น ฝนตกบ่อย และสภาพถนนที่ไม่เรียบ YADEA ได้ปรับปรุงเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับการใช้งานจริงในประเทศ โดยเฉพาะแบตเตอรี่กราฟีน TTFAR ที่ทนความร้อนได้สูงถึง 55 องศา มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดทั่วไป และมาพร้อมการรับประกันนาน 2 ปี นอกจากนี้ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ยังผ่านมาตรฐานกันน้ำ IPX7 สามารถป้องกันน้ำได้ดีในช่วงฤดูฝน ตัวโครงรถผลิตจากเหล็กคาร์บอนความแข็งแรงสูง ผ่านการทดสอบการสั่นสะเทือนกว่า 300,000 ครั้ง และผ่านการทดสอบการป้องกันน้ำเกลือ เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความทนทานต่อสนิมและการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะสมกับสภาพถนนของประเทศไทยอย่างแท้จริง

ขับขี่มั่นใจทุกคัน : จดทะเบียนได้ตามกฎหมาย

หลังจากได้รับ BOI Certification มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ YADEA ที่ผลิตในไทยทุกคัน สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมายและรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี จึงมั่นใจได้ในคุณภาพและบริการ รุ่นเด่น เช่น Velax, VoltGuard, RS20, Ova ตอบโจทย์การเดินทางทั่วไป และในเมือง

ขยายช่องทางจำหน่าย : ครอบคลุมทั่วไทย 100 สาขาภายในปี 2025

ปัจจุบัน YADEA Thailand มีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 70 สาขา พร้อมโซนทดลองขับ และ ศูนย์บริการครบวงจร  และภายในปี 2025 ตั้งเป้าให้มีสาขาครอบคลุมกว่า 100 แห่งเพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศสามารถเข้าถึงร้านค้าและบริการหลังการขายได้อย่างสะดวกและทั่วถึง

“การได้รับ BOI Certification เป็นก้าวสำคัญของ YADEA Thailand เราไม่เพียงแค่สร้างโรงงาน แต่ยังผสานนวัตกรรมระดับโลกกับการวิจัยเชิงลึกเพื่อนำเสนอมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่สร้างสรรค์มาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ”  นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท YADEA Technology (Thailand) จำกัด สรุปทิ้งท้ายต่อความมุ่งมั่นในนำเสนอทางเลือกการเดินทางที่ปลอดภัย อัจฉริยะ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กรุงศรี ออโต้ เผยอินไซต์ “คนเมืองใช้เงินซื้อเวลา” ชี้ กว่า 49% เลือกซื้อมอเตอร์ไซค์เป็นรถคันที่สอง แม้เป็นเจ้าของรถยนต์

กรุงศรี ออโต้ ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยผลสำรวจจาก KA the Poll” ชี้ว่า 49% เลือกซื้อรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะคันที่สอง แม้มีรถยนต์ส่วนตัว เพราะมองว่า “เวลา” ทุกวินาทีมีมูลค่า และมอเตอร์ไซค์คือ “ตัวช่วยสำคัญ” ที่จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวิตประจำวันและลดการเสียเวลาบนท้องถนนของคนเมือง โดยข้อมูลนี้สอดคล้องกับแนวโน้มยอดขายรถจักรยานยนต์ในประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 1.5 – 2.5% ต่อปีในช่วงปี 2568 – 2570

“มอเตอร์ไซค์” เครื่องมือทุ่นเวลาของคนเมืองใหญ่

ผลสำรวจจาก “KA the Poll” แบบสำรวจความคิดเห็นภายในองค์กรที่รวบรวมมุมมองจากพนักงานกรุงศรี ออโต้ ซึ่งเป็นตัวแทนผู้ใช้รถ จำนวนกว่า 1,478 คน พบว่า 62% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่ารถจักรยานยนต์คือเครื่องมือในการ “บริหารจัดการเวลา” เพื่อทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้น ทั้งจากปัญหารถติด หรือแม้กระทั่งปัญหาที่จอดรถ ดังนั้น การตัดสินใจซื้อรถของพวกเขาจึงให้ความสำคัญกับ “การลงทุนเพื่อซื้อเวลา” ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตลาดรถจักรยานยนต์ยังคงเติบโตด้วยจำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมสูงถึง 22 ล้านคัน อ้างอิงตามรายงานของกรมการขนส่งทางบกในปีที่ผ่านมา

ตลาดยังโต แต่ความท้าทาย คือเรื่อง “ความปลอดภัย”

แม้มอเตอร์ไซค์จะตอบโจทย์เรื่องเวลา แต่ความปลอดภัยยังเป็นปัจจัยสำคัญ ผลสำรวจพบว่า เหตุผลอันดับหนึ่งที่คนส่วนใหญ่กว่า 37% ยังไม่เลือกซื้อรถจักรยานยนต์ เกิดจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยและทักษะการขับขี่ ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากข้อมูลครึ่งปีแรกของปี 2568 ที่มีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 424,206 ราย โดยในจำนวนนี้เกิดจากรถจักรยานยนต์มากถึง 91%

“สินเชื่อที่ยืดหยุ่น” กุญแจเพิ่มการเข้าถึงรถมอเตอร์ไซค์

แบบสำรวจ KA the Poll ยังชี้ว่าปัจจัยสำคัญอันดับสอง ที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อรถจักรยานยนต์มาจากเงื่อนไขทางสินเชื่อ เช่น ข้อเสนอผ่อนอัตราดอกเบี้ยต่ำ หรือการผ่อนระยะสั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลการเลือกระยะเวลาสินเชื่อ พบว่า 59% ของผู้ใช้รถเลือกผ่อนชำระระยะยาว 2-3 ปี มากกว่าผ่อนการชำระระยะสั้น (21%) หรือการซื้อเงินสด (19%) สะท้อนว่าความยืดหยุ่นทางการเงินคือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนเมืองเข้าถึงมอเตอร์ไซค์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายจาก ภาระหนี้ครัวเรือนสูงและค่าครองชีพเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถทุกกลุ่ม “กรุงศรี ออโต้” จึงได้มุ่งพัฒนาสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ที่เข้าถึงง่ายและครบวงจรที่สุดในตลาด เพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของรถได้จริง และช่วยให้ผู้บริโภค “ซื้อเวลา” ผ่านโซลูชันทางการเงินที่ยืดหยุ่นและออกแบบมาเพื่อตอบรับชีวิตคนเมืองอย่างแท้จริง

“ก้อง” สมเกียรติ จันทรา บวก 3แต้ม ที่ Mandalika

การแข่งขันรอบ Main Race ของ MotoGP สนาม 18 ที่ Pertamina Mandalika Circuit อินโดนีเซีย ก้อง สมเกียรติ จันทรา #35 จาก Idemitsu LCR Honda เริ่มการแข่งขันจากกริดที่ 19 และ รักษาความเร็วผ่านช่วงชุลมุน จนผ่านธงตาหมากรุกในอันดับที่ 13 บวกเพิ่มอีก 3 แต้ม
Luca Marini #10 จาก Honda HRC Castrol MotoGP นั้นเริ่มการแข่งขันจากแถว 2 กริดที่ 6 และผ่านเข้าเส้นชัยในอันดับ 5 ส่วน Johan Zarco #5 Castrol LCR Honda เริ่มจากกริดที่ 18 และจบเกมในอันดับที่ 13 ด้าน Joan Mir ไม่จบการแข่งขัน

#MotoGP #IndonesianGP #PertaminaMandalikaCircuit #MainRace #IdemitsuLCRHonda #SC35

Aldeguer แชมป์ IndonesianGP

การแข่งขัน Main Race ของ MotoGP สนาม 18 เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ณ Pertamina Madalika Circuit อินโดนีเซีย Fermin Aldeguer #54 จาก BK8 Gresini Racing เริ่มเกมจากกริดที่ 2 อาศัยจังหวะออกตัวที่ดีขึ้นนำและยืดระยะห่างนำยาวแบบม้วนเดียวจบคว้าแชมป์ไปครอง
.
1. Fermin Aldeguer
2. Pedro Acosta
3. Alex Marquez

#MotoGP
#IndonesianGP
#PertaminaMandalikaCircuit
#MainRace
#BK8GresiniRacing
#FM54

สรยท.เปิดกติกาใหม่ THAILAND CAR OF THE YEAR 2025 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

สรยท. เปิดกติกาคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 หรือ THAILAND CAR EV & MOTORCYCLE  OF THE YEAR 2025 โดยกติกาใหม่เปิดทางกลุ่มรถยนต์ปรับโฉม (Model Year) เข้าร่วมชิงชัย ภายใต้กฎเหล็กใหม่ 8 ข้อ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดรถในปัจจุบัน และเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอีกด้วย

สำหรับการปรับกฎระเบียบการคัดเลือกรถยอดเยี่ยมประจำปีใหม่ในครั้งนี้ เพื่อสอดคล้องกับบริบทของตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยวัตถุประสงค์ของการปรับกฎระเบียบในครั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ออกมาตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทุกด้าน อาทิ คุณภาพ, สมรรถนะ, ประโยชน์ใช้สอย และมีความคุ้มค่าออกสู่ตลาด เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รุ่นเปลี่ยนโฉม (Model Change) หรือรุ่นปรับโฉม (Minor Change) ดังกล่าว

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) เปิดเผยว่า “ในช่วงเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์รถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ 1 รุ่น ผู้ผลิตที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ จะขยายเวลาในการทำตลาดมากขึ้นกว่าปกติ จากเดิมที่มีการเปลี่ยนโฉมทุก 4-5 ปี แต่ปัจจุบันหลายรุ่นถูกขยายการทำตลาดนานขึ้น ส่วนรถจักรยานยนต์จะมีอายุการทำตลาดนานกว่ารถยนต์ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนโฉมออกสู่ตลาด”

“เพื่อเป็นการสนับสนุนในเรื่องของการนำนวัตกรรมและสิ่งที่ดีๆ ที่มีความคุ้มค่ามาสู่ผู้บริโภคชาวไทย โดยรุ่นปรับโฉมของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ในบางรุ่นทำได้ดีมากไม่แพ้กับรถยนต์แบบโมเดลเชนจ์ อาทิ รูปลักษณ์ เครื่องยนต์ และเทคโนโลยี ทางสมาคมฯ จึงเล็งเห็นความตั้งใจในด้านการยกระดับในหลายๆ ด้านของผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ จึงได้มีการประชุมกรรมการและทีมทำงานในการปรับกติกาเพื่อคัดเลือกรถที่เข้าเกณฑ์ทั้งในกลุ่มของรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี รถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมประจำปี และรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2568 โดยให้ครอบคลุมกับรถที่มีการปรับโฉมซึ่งเปิดตัวในช่วงกรอบเวลาที่กำหนด และถูกผลิตจากโรงงานในประเทศไทยหรือนำเข้าจากกลุ่มประเทศอาเซียน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการปรับโฉมนั้นจะมีเกณฑ์การพิจารณาแยกต่างหากผ่านทางการพิจารณาตามกรอบของอนุกรรมการที่ดูแล และการปรับเปลี่ยนนั้นจะต้องส่งผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทย” นายสุรศักดิ์ กล่าว

นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า “สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบการคัดเลือก คือ การส่งเสริมให้ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้นำผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เพียบพร้อมด้วยความยอดเยี่ยม ในหลายๆ ด้าน มีคุณภาพ สมรรถนะ และมีความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคชาวไทย ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในรุ่นเปลี่ยนโฉมและปรับโฉม”

ทางด้าน นายพุทธิ ผาสุข อุปนายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกและตัดสิน รถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 เผยว่า “สำหรับรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ที่มีคุณสมบัติในปีนี้ จะต้องเป็นรถรุ่นใหม่ (New Model) ที่เปิดตัวสู่ตลาดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 30 กันยายน 2568 แต่ปีนี้มีความพิเศษเป็นปีแรกในการนำรถที่มีการปรับโฉมตามอายุตลาด หรือ Minor Change เข้ามาพิจารณาชิงชัยรถยอดเยี่ยมประจำปี 2568 เพิ่มเติม โดยเรียกว่าเป็น “รถโฉมใหม่” (Model year) ตรงนี้สมาคมฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนระเบียบกฎกติกาใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความร่วมมือจากคณะอนุกรรมการที่มาจากสมาชิกสมาคมฯ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถอันเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย ให้เกียรติสมาคมฯ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการร่างกฎระเบียบกติกาใหม่ให้มีความโปร่งใส รัดกุม และเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันให้ได้มากที่สุด”

“การพิจารณารถรุ่นใหม่ (New Model) ยังคงยึดกติกาเดิม แต่เกณฑ์การพิจารณารถโฉมใหม่ (Model Year) ทั้งรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และรถจักรยานยนต์ จะมีหัวข้อในการพิจารณา 8 หัวข้อ แบ่งออกเป็น เครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง, ช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยว, ความปลอดภัย Active Safety, ความปลอดภัย Passive Safety, ดีไซน์ภายนอก, ดีไซน์ภายใน, การส่งเสริมการผลิตในประเทศ และการเพิ่มความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์ ซึ่งในกลุ่มรถยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 65% และรถจักรยานยนต์ ไม่น้อยกว่า 55% ตามตารางเกณฑ์สำหรับการพิจารณา  จากนั้นจึงจะส่งรายชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดให้กับสมาชิก สรยท. เพื่อทำการโหวตคัดเลือกรอบแรกจำนวนกึ่งหนึ่ง เพื่อเข้าสู่การพิจารณารอบสุดท้าย ที่จะเป็นการทดลองขับภาคสนาม ณ สนามทดสอบของศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) จ.ฉะเชิงเทรา ต่อไป

 

CASIO ร่วมบันทึกวาระฉลองครบ 40 ปีของ NISMO ด้วยนาฬิกา EDIFICE NISMO HERITAGE EDITION

วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ประเทศสิงคโปร์ เป็นวันที่ Casio เปิดตัวเรือนเวลา EDIFICE NISMO Heritage Edition ที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อร่วมฉลองวาระครบ 40 ปีของ Nissan Motorsports International ซึ่งก็คือ NISMO โดยการนำฝ่ายสร้างสรรค์นาฬิกาสไตล์มอเตอร์สปอร์ตของ Casio อันได้แก่ EDIFICE มาผสานรวมเข้ากับประวัติเรื่องราวอันยาวนานของ NISMO นำมาสู่นาฬิกาที่สะท้อนถึงนวัตกรรมอันยอดเยี่ยม

การเปิดตัวนาฬิการุ่นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตรงกับฤดูกาลแข่งขันและทันเวลาพอดีกับการแข่งขันยามค่ำคืนอันเป็นตำนานของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม

EDIFICE NISMO Heritage Edition

นาฬิการุ่น ECB-S10NIS-7ADR สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของ NISMO ด้วยธีม 3 สี คือ แดง ขาว และน้ำเงิน ซึ่งชวนให้นึกถึง R91CP รถแข่งในตำนานที่โด่งดังจากการคว้าชัยชนะเป็นครั้งแรกของรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น ในการแข่งขัน 24 Hours of Daytona (ทเวนตีโฟร์ อาวร์ส ออฟ เดย์โทนา) เมื่อ ค.ศ. 1992 ส่วนมรดกอื่น ๆ ที่ถูกอนุรักษ์ไว้บนนาฬิการุ่นนี้ก็คือ การใช้ตราสัญลักษณ์ NISMO แบบดั้งเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1984 จนถึง 1997 และการพิมพ์รหัสตัวถังของรถแข่งคันที่คว้าตำแหน่งชนะเลิศพร้อมตราสัญลักษณ์แบบดั้งเดิมลงบนสายของนาฬิกา

นาฬิการุ่นนี้ยึดมั่นในหลักการออกแบบระดับนวัตกรรมของ Casio โดยมาพร้อมฟังก์ชั่นเชื่อมต่อการทำงานกับโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไฟส่องสว่างชนิด Super Illuminator (ซูเปอร์ อิลลูมิเนเตอร์) ที่ทำให้อ่านค่าได้ในความมืด และกระจกคริสตัลแซพไฟร์ความใสสูงที่ทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วนได้ดี

นาฬิกา EDIFICE NISMO Heritage Edition รุ่น ECB-S10NIS-7ADR ถูกกำหนดราคาจำหน่ายไว้ที่ 16,000 บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ที่ร้าน G-SHOCK Casio ในประเทศไทย

สามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่

Website : https://www.casio.com/th/watches/edifice/

Facebook : CASIO Watches Thailand

Line : @casiowatchcmg

IG : casiothailand

 

 

 

โรยัล เอ็นฟีลด์ เปิดตำนานบทใหม่ครั้งแรกในไทย! ส่ง Royal Enfield Classic 650 จุดประกายตำนานคลาสสิก พร้อมขุมพลัง 650 Twin

Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) ประกาศเปิดตัว Royal Enfield Classic 650 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่ถ่ายทอด DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Classic ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ Royal Enfield 650 Twin ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ในโชว์รูมทั่วประเทศ ราคาเริ่มต้นที่ 249,900 บาท

ตลอดทุกยุคสมัย ‘Classic’ ยังคงเป็นตัวแทนและตอกย้ำ DNA แห่ง Royal Enfield นอกจากจะเป็นรากฐานสำคัญของหลายโมเดลแล้ว Classic ยังเป็นมอเตอร์ไซค์ที่สะท้อนความสง่างามเหนือกาลเวลา เสน่ห์แบบดั้งเดิม และคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน ที่มาพร้อมงานประกอบที่ประณีตในทุกรายละเอียด ทำให้ Classic กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการออกแบบยานยนต์คลาสสิก ทั้งในด้านสุนทรียะและวิศวกรรม

Classic 650 ใหม่ ถ่ายทอดจิตวิญญาณของตระกูล Classic ได้อย่างเด่นชัด แต่ยกระดับขึ้นอีกขั้นด้วยขุมพลัง 650 Twin อันเลื่องชื่อของ Royal Enfield ที่มอบทั้งความนุ่มนวลและพละกำลังในการขับขี่ที่เร้าใจ ตัวรถมีเส้นสายที่สง่างามและคลาสสิก ขี่ง่าย แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตระกูล Classic ไว้อย่างครบถ้วน Classic 650 มอบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความงามแบบวินเทจ ดูทรงพลังและสง่างาม

นายมาโนช กาจาร์ลาวาร์ หัวหน้าธุรกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของโรยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “ตลอดเวลาที่โรยัล เอ็นฟีลด์ ทำการตลาดในประเทศไทย รุ่น Classic คือมอเตอร์ไซค์ที่ครองใจนักขับขี่มาโดยตลอด ไม่เพียงสร้างรากฐานให้แบรนด์ แต่ยังปลูกฝังปรัชญา Pure Motorcycling ให้หยั่งรากลึกในสังคมนักขี่ Classic คือสัญลักษณ์ที่ทำให้เรายืนหยัดบน DNA ความเป็นโรยัล เอ็นฟีลด์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และวันนี้ Classic 650 ก็คือการสานต่อจิตวิญญาณนั้นให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมบนแพลตฟอร์ม 650 Twin ระดับโลก เรารักษาทุกอย่างที่เป็นตัวตนของ Classic ตั้งแต่สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ งานดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา ไปจนถึงความสง่างามบนท้องถนน ผสานกับงานประกอบที่ประณีตและเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นอย่างลงตัว เรามั่นใจว่ามอเตอร์ไซค์รุ่นนี้จะเข้าถึงหัวใจนักขับขี่ชาวไทย และยิ่งเติมเต็มความผูกพันที่มีต่อแบรนด์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

เสน่ห์ที่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า (Double the charm)

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Classic คือรากฐานสำคัญของหลายโมเดลจากโรยัล เอ็นฟีลด์ โดยถ่ายทอดทั้งมรดกและแรงบันดาลใจที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์การออกแบบของแบรนด์ไว้ครบถ้วน Classic 650 สานต่อดีเอ็นเอนี้อย่างชัดเจน ด้วยโครงสร้างเฟรมอันเป็นเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับรุ่นในอดีต ตั้งแต่ OG Classic, Thunderbird ไปจนถึง Super Meteor และ Shotgun รุ่นล่าสุด แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะ Classic 650 ก้าวไปไกลกว่านั้นด้วยเสน่ห์และคาแรกเตอร์ที่เหนือชั้นกว่าเดิม

สมรรถนะที่ยกระดับขึ้นอีกขั้น (Double the capability)

หัวใจสำคัญของ Classic 650 คือเครื่องยนต์ 648 ซีซี parallel twin ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก ปรับจูนใหม่เพื่อการตอบสนองที่ดียิ่งขึ้น ให้แรงบิดจัดตั้งแต่รอบต่ำ คันเร่งตอบสนองไว และยังคงสไตล์การขี่ที่สง่างามและเป็นเอกลักษณ์แบบ Classic ระบบเกียร์ที่ปรับจูนมาอย่างประณีต เปลี่ยนเกียร์ได้ลื่นไม่มีสะดุด แชสซีบาลานซ์ลงตัว ช่วยให้มั่นใจแม้บนเส้นทางที่ไม่เรียบ เครื่องยนต์ 650 Twin ที่ขึ้นชื่อเรื่องแรงบิดรอบต่ำ ทำให้การเร่งแซงทำได้มั่นใจ เติมพลังต่อเนื่องแบบไม่ต้องเค้นหนัก แต่ยังให้ความเร้าใจ
ทุกครั้งที่บิด

คาแรกเตอร์ที่เข้มข้นกว่าเดิม (Double the character) 

แม้ Classic 650 จะสืบทอดสายเลือดเดียวกับตระกูล Classic แต่ตัวรถถูกออกแบบใหม่ให้มีความทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ รุ่นนี้ใช้เส้นสายและสัดส่วนตัวรถที่ออกแบบให้รับกับเครื่องยนต์ Twin ที่วางทำมุมเฉียงไปข้างหน้า ทำให้ได้บุคลิกทรงพลังและมีท่าทางที่ดูดุดันขึ้น มาพร้อมบังโคลนสั้นทรงคลาสสิค ยางหน้าหลังไซส์ใหญ่ที่ขึ้นช่วยเสริมสมรรถนะ รวมถึงสัดส่วนตัวรถที่บึกบึนกว่าเดิม สอดรับกับเครื่องยนต์ความจุ 650 ซีซี ได้อย่างลงตัว

Classic 650 ใหม่ ใช้เฟรมหลักร่วมกับ Super Meteor และ Shotgun 650 มาพร้อมเบาะคู่แบบ Dual Seat ที่สามารถถอดเบาะซ้อนท้ายและแร็กออกได้เพื่อเพิ่มรูปลักษณ์ที่โดดเด่นมากยิ่งขึ้น งานดีไซน์ยังคงกลิ่นอายสไตล์อังกฤษยุคหลังสงคราม ด้วยรายละเอียดโครเมียมและอะลูมิเนียมขัดเงาบริเวณโคมไฟหน้าและชุดไฟเลี้ยวด้านหน้า ตัวรถเน้นเส้นสายที่ไหลลื่นตั้งแต่หัวจรดท้าย มาพร้อมถังน้ำมันทรงหยดน้ำอันเป็นเอกลักษณ์ และชุดฟแบบ ‘nacelle’ ที่ติดตั้งไฟหน้า LED ใหม่ ควบคู่กับไฟ ‘Tiger Lamps’ หรือไฟหรี่คู่ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของ Royal Enfield มาตั้งแต่ปี 1954

ท่านั่งในการขับขี่ที่ถูกออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ แฮนด์บาร์วางตำแหน่งได้พอดี จับถนัด และเบาะกว้างนุ่มสบาย ช่วยให้ผู้ขับขี่ผ่อนคลายตลอดการเดินทางไกล ช่วงล่างหน้า–หลังจาก Showa ถูกปรับเซ็ตมาอย่างละเอียด ซับแรงสะเทือนบนถนนได้อย่างนุ่มนวล พร้อมมอบความมั่นใจทั้งในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว และบนทางไกลที่ต้องการความมั่นคง

แผงหน้าปัดออกแบบเรียบง่ายไม่รกสายตา มาพร้อมหน้าจอ LCD ดิจิทัล แสดงข้อมูลครบทั้งมาตรวัดระยะทาง ทริปมิเตอร์ ระดับน้ำมัน เตือนการเข้ารับบริการ ตำแหน่งเกียร์ และนาฬิกา ช่วยให้ผู้ขี่โฟกัสและเพลิดเพลินกับการเดินทางได้เต็มที่ นอกจากนี้ยังมีชุดอุปกรณ์ตกแต่งแท้ (Genuine Motorcycle Accessories) ให้เลือกทั้งสไตล์ Classic และ Classic Tourer เพื่อการปรับแต่งรถให้ตรงกับสไตล์ของผู้ขี่มากยิ่งขึ้น Classic 650 คือการผสมผสานเสน่ห์เหนือกาลเวลาของมอเตอร์ไซค์เข้ากับความแม่นยำและความสะดวกสบายของเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

สีสันคลาสสิกกับเส้นสายเหนือกาลเวลา (Classic colours for classic contours) 

Royal Enfield Classic 650 มาพร้อมเฉดสีที่หวนรำลึกถึง Classic 500 อันเป็นที่รักของชาวคลาสสิค เลิฟเวอร์ พร้อมเพิ่มสีใหม่ ได้แก่ Bruntingthorpe Blue, Vallam Red และ Black Chrome ซึ่งแต่ละสีช่วยขับเส้นสายตัวถังที่โค้งสวยสง่างามให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ราคาจำหน่ายเริ่มต้น Bruntingthorpe Blue และ Vallam Red ที่ 249,900 บาท ส่วน Black Chrome อยู่ที่ 259,900 บาท มาพร้อมการรับประกัน 3 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง

ไทยฮอนด้า พาอัพสกิลสายลุย เปิดประสบการณ์ขับขี่สุดท้าทาย ณ จ.ขอนแก่น ในกิจกรรม ‘DIRT Xperience 2025 R.2’

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ จัดเต็มอีกครั้งกับกิจกรรม “DIRT Xperience 2025 R.2” พาไบค์เกอร์สายลุย และ ชาว CUB House เปิดประสบการณ์การขับขี่ทางฝุ่นสุดเร้าใจ ณ ภูคำแคมป์ปิ้ง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่วันที่ 20-21 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้ มีการจัดติวพื้นฐานการขับขี่โดยครูฝึกมากประสบการณ์จาก Honda Safety Riding รวมถึงโอกาสได้ใกล้ชิด ฝึกอัพสกิลแบบเข้มข้นจากอดีตนักแข่งระดับโปรเพลย์เยอร์
ภายในงานครั้งนี้ เต็มไปด้วยความคึกคักจากเหล่ารถจักรยานยนต์สายลุย ทั้งสาย Adventure และ Enduro ที่ขนโมเดลยอดนิยมมาให้สัมผัสอย่างพร้อมเพรียง กลุ่มแอดเวนเจอร์ยกทัพมาทั้ง Honda CRF1100L, CRF1000L, XL750, X-ADV, NC750X, CB500X และ NX500 ส่วนฝั่ง Enduro ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยไลน์อัปตระกูล CRF Series ครบครัน ทั้ง CRF450L, CRF300L, CRF250L, CRF300 RALLY และ CRF250 RALLY โดยผู้เข้าร่วมจะได้ทดลองขี่บนเส้นทางธรรมชาติสุดเร้าใจ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่แนวแอดเวนเจอร์อย่างแท้จริง
และสำหรับชาว CUB House ที่พารถจักรยานยนต์คู่ใจมาร่วมลุยอย่าง Honda CT125 รถสายเทรลรุ่นฮิตมาเติมสีสันให้กับการผจญภัยในงาน DIRT Xperience 2025 นับเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ขับขี่สาย CUB House ได้สัมผัสประสบการณ์ออฟโรดอย่างเต็มรูปแบบ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการต่อยอดคอมมูนิตี้สาย CUB House ให้ก้าวสู่โลกการขับขี่แอดเวนเจอร์อย่างมั่นใจ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สนุกสนาน ปลอดภัย และอัดแน่นด้วยการเรียนรู้ในทุกช่วงการขับขี่
ภายในกิจกรรม มีการแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็น 2 กลุ่ม คือ Rookie สำหรับนักบิดสายเริ่มต้น และ Experience สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานและทักษะมาก่อน โดยทุกคนจะได้ฝึกฝนทักษะจากครูฝึกอย่างใกล้ชิดในสนาม ก่อนออกไปทดสอบจริงบนเส้นทางธรรมชาติ
โดยเส้นทางในครั้งนี้ มีการเพิ่มอุปสรรคที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลุยป่าทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้และกอไผ่ การฝ่าดินโคลนลึกที่มีน้ำขังเป็นช่วง ๆ ซึ่งต้องอาศัยทักษะการควบคุมรถและการทรงตัว นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ เช่น การขับบนร่องลึก ขอนไม้ และการข้ามทางน้ำ ที่ท้าทายทั้งร่างกายและทักษะของผู้ขับขี่ มอบความมันส์ สะใจ ให้กับผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ ยังมีกิจกรรม “All in Xperience ออลทุกค่าย อินทุกแพสชัน” ชวนผู้ขับขี่จากทุกค่าย ทุกรุ่น ทุกระดับ เข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในทุกกิจกรรมจากฮอนด้าบิ๊กไบค์ พร้อมรับสิทธิพิเศษในการเลือกเช่ารถ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ กับ Moto Package สำหรับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟตลอดทั้งปี
                
#DIRTXPERIENCE #HondaBigBike #HondaBigBikeThailand #ExcitesTheWorld#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HowWeMoveYou #CUBHouse #CUBHousebyHonda