9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?

การกีฬาแห่งประเทศไทย เผยข้อมูลทุกมิติของโมโตจีพีตั้งแต่สัญญาแรก จนถึงปัจจุบัน เพื่อไขข้อข้องใจทุกประเด็นเกี่ยวกับการจัดและการต่อสัญญา โมโตจีพี สนามประเทศไทย เคลียร์ชัด “9 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ MotoGP สนามประเทศไทย ไม่คุ้มค่า-เอกชนไม่สนับสนุน-ไม่มีคนดู จริงหรือ?” พร้อมยืนยันด้วยตัวเลข มูลค่าทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนที่ประเทศได้รับอย่างชัดเจน ดังนี้

1.เงิน 3,997 ล้านบาท ตกไปที่ใคร และมีการใช้ทันทีทั้งหมดหรือไม่

ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ มีนโยบายที่จะทำสัญญากับ รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยตรงเท่านั้น เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะหน่วยงานรัฐ จึงเป็นคู่สัญญาโดยตรงแต่เพียงผู้เดียวกับ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ MotoGP ทั่วโลก

ค่าลิขสิทธิ์ทั้งหมดจะถูก ทยอยขออนุมัติงบประมาณเป็นรายปี และจ่ายตรงไปที่ ดอร์น่า สปอร์ต เท่านั้น ไม่ได้ผ่านคนกลางหรือตกไปที่เอกชนรายอื่น ในทางกลับกัน ผลประโยชน์และรายได้จากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นค่าตั๋วเข้าชมหรือเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน ก็จะถูกนำส่ง ตรงไปที่ กกท. เช่นกัน เพื่อใช้สมทบและลดภาระงบประมาณภาครัฐอย่างเต็มที่

2. ค่าลิขสิทธิ์แพงขึ้นมาก มีการเจรจาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศหรือไม่

ข้อเท็จจริงคือ ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นทุกประเทศและค่าลิขสิทธิ์ประเทศไทยถือว่า ต่ำกว่าประเทศอื่น โดย การกีฬาแห่งประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพหลักได้เจราจาต่อรองเรื่องค่าลิขสิทธิ์การแข่งขัน เพื่อให้ได้ในอัตราเท่าเดิม แต่เนื่องจากเกิดการแข่งขันในการเสนอตัวเป็นประเทศเจ้าภาพเพิ่มขึ้น ประกอบกับจากการจัดการแข่งขันที่ผ่านมา มีการแข่งขันในวันแข่งจริงเพียงวันเดียว แต่ในสัญญาใหม่ จะมีการแข่งขัน 2 วัน คือ วันที่แข่ง Sprint Race (วันเสาร์) และวันที่แข่งจริง (Race Day) (วันอาทิตย์) ส่งผลให้มีผู้ชมสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการแข่งขันมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การปรับเพิ่มราคาเกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยสามารถเจรจาได้ในอัตราที่ได้เปรียบกว่าประเทศอื่น จึงถือว่าการเจรจาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ

3. งบโมโตจีพีสำคัญกว่าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจริงหรือ

งบประมาณคนละส่วน รัฐมีการจัดสรรงบทางกีฬาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การเปรียบเทียบวงเงินนี้เชื่อมโยงกันอย่างไม่ถูกต้อง ตามหลักการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินของประเทศไทย งบประมาณสำหรับกิจกรรมส่งเสริมกีฬาและการเป็นเจ้าภาพระดับโลก (เช่น MotoGP) จะถูกจัดสรรในส่วนของรายจ่ายของส่วนราชการ (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ซึ่งมีวงเงินและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนตามยุทธศาสตร์ของประเทศ

ในขณะที่งบประมาณสำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน มักจะมาจาก ‘งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น’ ซึ่งเป็นงบฉุกเฉินที่รัฐบาลบริหารจัดการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยโดยเฉพาะ

ดังนั้น งบประมาณทั้งสองส่วนจึงแยกจากกันอย่างชัดเจน และการขออนุมัติกรอบวงเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับสัญญาปี 2570-2574 นั้น ไม่ได้กระทบต่องบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในปัจจุบันแต่อย่างใด

4.รีบเร่งต่อสัญญาเกินไปหรือไม่

ยืนยันว่า การเจรจาต่อสัญญาไม่ได้เป็นการ “เร่งรีบ” แต่เป็นการดำเนินการที่ล่าช้ากว่าช่วงเวลาที่ควรเริ่มดำเนินการด้วยซ้ำ เนื่องจากสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2569 (2026) และ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ กำหนดให้คู่สัญญาเดิมต้องแจ้งความประสงค์ต่อสัญญาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งหมายถึงต้องแจ้งภายในปี 2568 (2025)

ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา และการที่มีหลายประเทศทั่วโลกกำลังรอเสนอตัวและยื่นข้อเสนอเพื่อเป็นเจ้าภาพแทนประเทศไทย การดำเนินการเจรจาในขณะนี้จึงถือเป็นการตัดสินใจที่ทันต่อสถานการณ์และจำเป็น เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องเสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันระดับโลก ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 28,000 ล้านบาท ใน 5 ปีข้างหน้า

5. ผู้ชมน้อยลงทุกปี ความคุ้มค่าอยู่ตรงไหน

ข้อเท็จจริงคือ ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยเคยได้รับรางวัล Best Grand Prix of the Year ในปี 2561 ด้วยยอดผู้ชมสูงสุดในฤดูกาล 222,535 คน และเพิ่มเป็น 226,655 คน ในปี 2562 ส่วนยอดผู้ชมที่ลดลงในช่วงปี 2565 (178,463 คน) เป็นผลมาจากการจำกัดจำนวนผู้เข้าชมตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข แต่หลังจากนั้น ยอดผู้ชมก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี

สำหรับความคุ้มค่าด้านเศรษฐกิจ การจัดโมโตจีพี 8 ปีที่ผ่านมา (2561-2568) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยสูงถึง 24,927 ล้านบาท และสัญญาใหม่ 5 ปี (2570-2574) ถูกประมาณการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีก 28,000 ล้านบาท และยังไม่มีอีเว้นต์ไหนในประเทศไทยที่ทำได้

6. จริงหรือไม่ ? เอกชนลดการสนับสนุนลงทุกปี -รัฐแบกภาระเกินไป

ในการบริหารจัดการ การจัด MotoGP ในหลายประเทศทั่วโลก รัฐบาลเป็นผู้รับค่าลิขสิทธิ์เต็มจำนวนหรือเกือบทั้งหมด ในทางกลับกัน ประเทศไทย เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่พึ่งพางบประมาณภาครัฐในสัดส่วนที่น้อยมาก

โดยตลอดสัญญาที่ผ่านมา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากภาคเอกชนรายใหญ่ ทั้งกลุ่มพลังงาน ยานยนต์ และเครื่องดื่ม เข้ามาสนับสนุนการจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดภาระของรัฐบาลลงได้อย่างมาก

แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้เอกชนบางรายต้องลดหรือหยุดการสนับสนุนไปชั่วคราว กกท. ก็ยังคงพยายามหาเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้จากการจำหน่ายบัตร เพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายและยืนยันการเป็นเจ้าภาพต่อไป โดยในสัญญาใหม่ (2570-2574) ก็ยังคงตั้งเป้าระดมเงินสนับสนุนจากเอกชนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่พึ่งพาเอกชนเป็นหลักมาโดยตลอด

7.รายได้จากการแข่งขันตกไปที่เอกชนหรือไม่ -จัดที่อื่นได้ไหม ทำไมต้องที่บุรีรัมย์

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ไม่ได้มีสัญญาจ้างกับบริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จำกัด (เจ้าของสนามช้างฯ) ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคือ สนามช้างฯ ได้ให้การสนับสนุน กกท. โดย อนุญาตให้ใช้สนามแข่งฟรีโดยไม่คิดค่าเช่า โดยการให้ใช้สนามฟรีนี้มีมูลค่าถึง 12 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากต้องใช้สถานที่ในการเตรียมการจัดการแข่งขันและวันแข่งจริงประมาณ 30 วัน คำนวนรวม 6 ปี ที่รัฐไม่ต้องจ่ายค่าเช่า เป็นมูลค่า 72 ล้านบาท

“จัดที่อื่นไม่ได้ เนื่องจากมีสนามแห่งนี้เพียงสนามเดียวในประเทศไทย” ที่เป็นสนามระดับ FIM GRADE A ที่มีมาตรฐานสามารถจัดการแข่งขัน MotoGP ได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้งานกีฬาระดับโลกในการกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดอีสานใต้ รวมถึงการท่องเที่ยวต่อเนื่องไปยังจังหวัดอื่น ๆ ทุกภาคในประเทศไทย

8. เอื้อประโยชน์กับเจ้าของสนามแข่งหรือไม่

รายได้หลักจากการจัดแข่งขันทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขัน และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชน จะถูกนำส่งเข้าสู่การบริหารจัดการโดย กกท. โดยตรง ซึ่งรายได้เหล่านี้จะถูกนำไป หักลบกับภาระค่าลิขสิทธิ์ ที่ต้องจ่ายให้กับ ดอร์น่า สปอร์ต โดยตรง เพื่อลดภาระงบประมาณที่ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐให้เหลือน้อยที่สุด กระบวนการนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใส และการบริหารจัดการที่เน้นผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

9. MotoGP ถูกสนับสนุนมาทุกรัฐบาล

การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน MotoGP ได้รับการสานต่อและสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่องทุกชุด มาโดยตลอด เนื่องจากตระหนักถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศที่ได้รับ ดังนี้

สัญญาที่ 1: ปี 2561 – 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร) ครม. เห็นชอบสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์สมทบปีละ 100 ล้านบาท รวม 3 ปี เป็น 300 ล้านบาท

ผลการดำเนินงาน: กกท. ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและรายได้รวม 528 ล้านบาท (ใน 2 ปี) จากพันธมิตรรายใหญ่ 12 ราย/แหล่ง

ความสำเร็จ: ได้รับรางวัล Best Grand Prix of The Year ในปี 2561 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 2 ปี (2561-2562) ได้ถึง 6,584 ล้านบาท (จัดได้เพียง 2 ปี เนื่องจากโรคระบาด Covid-19)

สัญญาที่ 2: ปี 2565 – 2569 (เลื่อนจาก 2564-2568) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (รมว. พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ครม. เห็นชอบกรอบวงเงินเพื่อสมทบค่าลิขสิทธิ์ 900 ล้านบาท โดยเน้นให้นำรายได้จากภาคเอกชนมาสมทบก่อน

ผลการดำเนินงาน: ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนกว่า 770 ล้านบาท และจากกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ 800 ล้านบาท

ผลตอบแทนและข้อได้เปรียบ: สามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวม 6 ปี (2561 – 2568) กว่า 24,927 ล้านบาท อีกทั้งยัง ประหยัดค่าเช่าสนามได้ถึง 72 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสัญญา จากการใช้สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ฟรี

สัญญาที่ 3: ปี 2570 – 2574 (ล่าสุด)
สถานะปัจจุบัน: ครม. ให้ความเห็นชอบเพียงการเป็นเจ้าภาพเท่านั้น ส่วนงบประมาณ กกท. จะนำเสนอขอรับการจัดสรรเป็นรายปีตามภารกิจ ซึ่งประมาณการรายได้จากผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท (ซึ่งการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเป็นไปตามแผนงานในปี 2570 และไม่ได้กระทบกับงบประมาณที่จำเป็นเร่งด่วนในปัจจุบัน)

ขับเคลื่อนด้วยตำนาน | ชาร์จพลังสู่อนาคต โรยัล เอ็นฟีลด์ ฉลอง 125 ปี แห่งการขับขี่อย่างแท้จริง (Pure Motorcycling) ในงาน EICMA 2025

โรยัล เอ็นฟีลด์ แบรนด์รถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่องฉลองครบรอบ 125 ปี กับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่แห่ง Pure Motorcycling ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่ชื่นชอบได้เห็นภาพรวมของการเดินทางแห่งประวัติศาสตร์ จากอดีตอันเป็นตำนานสู่ปัจจุบันที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์

ตั้งแต่ปี 1901 โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้สร้างสรรค์ ดูแล และสร้างวัฒนธรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ทั่วโลก—ตั้งแต่อินเดีย (เจนไน) ไปจนถึงลอนดอน จากเส้นทางในแอมะซอนไปจนถึงยอดเขาหิมาลัย ที่งาน EICMA ในมิลาน—และต่อเนื่องด้วยงาน Motoverse ในกัว—โรยัล เอ็นฟีลด์ จะเริ่มต้นกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดทั้งปีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ของบริษัท

สิทธัตถะ ลาล ประธานบริหาร บริษัท ไอเคอร์ มอเตอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน EICMA ว่า “เป็นเวลา 125 ปีแล้ว ที่โรยัล เอ็นฟีลด์ ยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของงานฝีมือ และความสุขที่แท้จริงของการขับขี่รถจักรยานยนต์ เริ่มต้นจากการสร้างสรรค์รถจักรยานยนต์ที่สวยงาม และพัฒนาไปสู่วัฒนธรรมระดับโลก การแสดงออกถึงความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ไม่เพียงเป็นการมองย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการมองไปข้างหน้าด้วยความชัดเจนและความเชื่อมั่น ในงาน EICMA ปีนี้

เราจัดแสดงรถรุ่นใหม่ทั้งหมดที่โรยัล เอ็นฟีลด์ ยึดมั่น ตั้งแต่การออกแบบเหนือกาลเวลาไปจนถึงนวัตกรรมที่มุ่งสู่อนาคต ซึ่งจะกำหนดนิยามใหม่ของสิ่งที่เป็นไปได้ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ ทั้งรถต้นแบบ Electric Himalayan Testbed และ Flying Flea city+ เป็นตัวอย่างของนวัตกรรม ในขณะที่เรามองไปยัง 125 ปีข้างหน้า ภารกิจของเรายังคงเหมือนเดิม นั่นคือการสร้างรถจักรยานยนต์ที่มีจิตวิญญาณ และทำให้ Pure Motorcycling เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ทั่วโลก”

ในงาน EICMA โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่หลายรุ่น พร้อมนำเสนอภาพรวมของรุ่นและแพลตฟอร์มที่กำลัง จะเปิดตัวในไม่ช้า และจัดแสดงรุ่นพิเศษที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ชื่นชอบแบรนด์โรยัล เอ็นฟีลด์  บี. โกวินดาราจัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเชอร์ มอเตอร์ส จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รอยัล เอ็นฟิลด์ กล่าวเสริมว่า “EICMA 2025 เป็นการเฉลิมฉลอง 125 ปีของแบรนด์พอๆ กับเป็นการนำเสนอวิวัฒนาการของรถจักรยานยนต์
การเปิดตัวที่นี่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเราต่อการออกแบบที่เหนือกาลเวลา นวัตกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย และจิตวิญญาณของ Pure


Motorcycling สะท้อนจากการเปิดตัว Classic 650 125th Anniversary Special Edition ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างตำนานและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในขณะเดียวกัน เราเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของเราด้วย Himalayan Mana Black Edition ที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ และ Bullet 650 ซึ่งเติมสีสันใหม่ให้กับไอคอนที่กำหนดนิยามของคนหลายรุ่น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอนาคตของรถไฟฟ้าของเรา เรากำลังขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Flying Flea ด้วยรุ่น FF.S6 โดยเตรียมเปิดตัว ในปี 2026 เมื่อมองไปข้างหน้า เราจะยังคงเผยแพร่ DNA ของโรยัล เอ็นฟีลด์ ต่อไป โดยนำเสนอการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม และ Pure Motorcycling ให้กับผู้ขับขี่ทั่วโลก”

สมกับที่เป็นแบรนด์ที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมการขับขี่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่นำโดย Royal Enfield Bullet 650 ที่สง่างาม Bullet เป็นเสมือนหัวใจของแบรนด์มาอย่างยาวนาน มีคุณค่าเป็นมรดกตกทอดโดยผู้ขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบมาหลายรุ่น ตลอดเก้าทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทได้ปรับปรุงสายพันธุ์ของรถจักรยานยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ยังคงผลิตอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 ก็ได้พบกับ Bullet 650 ซึ่งเป็นแบบฉบับของความเท่แบบ Old School

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรุ่นพิเศษของ Royal Enfield Classic 650 ซึ่งได้รับการออกแบบใหม่เพื่อรำลึกถึง 125 ปีของรอยัล เอ็นฟิลด์ ในงานนี้ด้วย รุ่นพิเศษนี้ผสมผสานรูปทรงเหนือกาลเวลาของ Classic เข้ากับความงามที่ทันสมัยอย่างโดดเด่น ซึ่งแสดงถึงหลักการของโรยัล เอ็นฟีลด์ ในการสร้างสมดุลระหว่างวัฒนธรรมของการขับขี่และนวัตกรรม

การจัดแสดงรถจักรยานยนต์แอดเวนเจอร์รุ่นใหม่ที่เป็นที่ชื่นชอบของแบรนด์ โรยัล เอ็นฟีลด์ ได้เปิดตัว Himalayan Mana Black edition รุ่น Mana Black edition นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นทาง Mana Pass ที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่าเกรงขาม และเน้นย้ำถึงลักษณะที่สมบุกสมบันและเรียบง่ายของ Himalayan

โรยัล เอ็นฟีลด์ ยังได้เปิดตัวการคอลแลบกับ Shotgun x Rough Crafts ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรถจักรยานยนต์คัสตอมรุ่นเก๋าของทางค่าย ซึ่งเป็นการผสมผสานเอกลักษณ์ของปรัชญาการออกแบบนีโอ-เรโทรที่ทันสมัยของโรยัล เอ็นฟีลด์ และสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Rough Crafts ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองจิตวิญญาณแห่งความเป็นปัจเจกชน งานฝีมือ และความคิดสร้างสรรค์ที่กำหนดนิยามของวัฒนธรรมรถจักรยานยนต์คัสตอม

 
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวรถจักรยานยนต์สไตล์ Scrambler ใหม่ของ Flying Flea นั่นคือ FF.S6 ในงาน EICMA FF.S6 สร้างขึ้นเพื่อเน้นการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์ที่มีความคล่องตัวในเมือง  ด้วยรูปทรงที่พร้อมลุยไปได้ทุกพื้นที่จากการเลือกล้อขนาด 19 นิ้วในด้านหน้าและ 18 นิ้วในด้านหลัง

Harley-Davidson® จับมือ Realtree® เปิดตัวคอลเลกชัน “Get Lost”

 Harley-Davidson จับมือกับ Realtree® เปิดตัวคอลเลกชันสุดพิเศษ “Get Lost” ซึ่งเป็นลิมิเต็ดเอดิชันที่ผสานจิตวิญญาณอิสระเข้ากับความแกร่งในแบบธรรมชาติได้อย่างลงตัว ออกแบบมาเพื่อนักขับขี่และผู้ที่ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์อิสระและพร้อมลุยในทุกเส้นทาง

นับเป็นการจับมือกันของสองตำนานในแบบอเมริกันสไตล์ โดยคอลเลกชัน H-D® x Realtree® ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกายสำหรับขับขี่จากสไตล์คลาสสิกให้กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สะท้อนอิสระได้ทุกเมื่อที่ต้องการ และโดดเด่นสะดุดตาทุกครั้งเมื่อสวมใส่

ไม่ว่าจะเป็นเสื้อฮู้ด ชุดแจ็กเก็ต เสื้อยืดลายกราฟิก และกางเกงสไตล์ workwear เสื้อผ้าทุกชิ้นล้วนได้รับการรังสรรค์ขึ้นเพื่อเปลี่ยนให้ชุดกิจกรรมกลางแจ้งกลายเป็นชุดที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน เรียบง่ายและมีสไตล์  โดยเสื้อผ้าคอลเลกชันนี้ มาพร้อมกับลายพรางสุดไอคอนนิก Realtree APG ซึ่งให้โทนสีที่สบายตา

กว่าลายพรางทั่วไป สะท้อนความเป็นธรรมชาติ ผสานป่าไม้ใหญ่และทิวต้นสน ทุ่งหญ้า ลำธาร และแรงบันดาลใจจากชีวิตเอาท์ดอร์ ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson ได้อย่างประณีตกลมกลืน ผสานความเนี้ยบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และสไตล์สุดโดดเด่นได้อย่างลงตัว

ไฮไลท์จากคอลเลกชันประกอบด้วย:

เสื้อแขนยาว H-D Realtree® APG พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ชาย

เสื้อแขนยาวสุดทนทานแต่ระบายอากาศได้ดีจากผ้าฝ้ายทวิลล์ที่มีน้ำหนักและได้รับการฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มนวล โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใช้สีที่ตัดกันบริเวณปกคอและขอบกระดุมเพื่อเพิ่มความหรูหรา ทรงเสื้อมีชายเสื้อที่สามารถใส่เข้าในกางเกงหรือปล่อยออกข้างนอกได้ และมีปกซ่อนที่สามารถติดได้ด้วยปุ่มซ่อน เพื่อไม่ให้ปกคอหลุดออกขณะขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ลายพื้นหลังของเสื้อผู้ชายตัวนี้เป็นลายพราง Realtree APG ที่มีลวดลายสบายตากว่าลายทั่วไปและโทนสีที่เป็นกลาง ผสานกับการปักลาย H-D Bar & Shield ที่หน้าอกอย่างลงตัว

H-D Realtree® APG Trucker Cap

หมวกสไตล์ทรัคเกอร์ที่มาพร้อมกับแถบปรับขนาดด้านหลัง เพื่อความกระชับพอดีกับศีรษะ ตาข่ายด้านหลังช่วยระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สวมใส่เย็นสบายไม่รู้สึกอับชื้น บริเวณแผงด้านหน้าและปีกหมวกโดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ลิขสิทธิ์เฉพาะ ที่มีโทนสีสบายตาและสว่างกว่าลายพรางทั่วไป ปิดท้ายด้วยการปักโลโก้ ชื่อรุ่นอย่างประณีต พร้อมมอบลุคที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ Harley-Davidson ได้อย่างแท้จริง

H-D Realtree® APG Twill Jacket  พร้อมจำหน่ายทั้งสำหรับผู้ชายและผู้หญิง

เสื้อแจ็คเก็ตตัวนอก Outerwearผลิตจากผ้าคอตตอนแคนวาสเนื้อหนาเพื่อความทนทานพร้อมบุฉนวนใยโพลีเอสเตอร์แบบบุนวม ด้านในเพื่อเพิ่มความอบอุ่น โดยผ่านกระบวนฟอกจนให้สัมผัสที่นุ่มสวมใส่สบายตัว โดดเด่นด้วยกระเป๋าล้วงมือที่มีพื้นที่กว้างขวาง และยังมีกระเป๋าซิปด้านในสำหรับเก็บของจำเป็น นอกจากนี้ยังมีฮู้ดบุนวม และขอบผ้าแบบถักเป็นริ้ว Rib-Knit จึงเพิ่มความยืดหยุ่น โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พุ่มสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่เข้ากับบรรยากาศกลางแจ้งอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว

H-D Realtree® APG Utility Cargo Pant พร้อมจำหน่ายสำหรับผู้หญิง

กางเกงตัวนี้ผลิตจากผ้าคอตตอนทวิล เนื้อหนาที่มีความทนทานสูง แต่ระบายอากาศได้ดี และผ่านการฟอกเพื่อให้ผ้านุ่มพร้อมสัมผัสสบายพอดีตัว ด้วยรูปทรง Cargo ที่ออกแบบมาสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวตั้งแต่ช่วงสะโพกถึงต้นขา มาพร้อมกับคุณสมบัติที่ยืดหยุ่นในทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นห่วงคล้องอเนกประสงค์ด้านข้าง และกระเป๋าที่มีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวาง รวมถึงกระเป๋าเฉพาะสำหรับใส่โทรศัพท์มือถือด้านข้าง โดดเด่นด้วยลายพราง Realtree APG อันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานภาพป่าไม้ พงสน ทุ่งหญ้า และพื้นดินริมน้ำ เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้อย่างลงตัว

คอลเลกชัน Harley-Davidson® x Realtree® จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ h-d.com/realtree และตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson ทั่วประเทศ

ท่านสามารถดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่นี่

Miller กดเวลา 1:39.378 FP1 Portimao

ในรอบการซ้อมครั้งแรกของ PortugueseGP ที่ Portimao ประเทศ โปรตุเกส Jack Miller #43 จาก Prima Pramac Yamaha MotoGP อยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยเวลา 1:39.378 นาที ส่วนคู่หู Monster Energy Yamaha MotoGP นั้น Fabio Quartararo #20 อันดับ 11 เวลา 1:39.732 นาที ส่วน Alex Rins #42 เวลา 1:40.221 นาที อันกับที่ 16 และ Miguel Oliveira #88 เวลา 1:40.857 นาที อันกับที่ 20
.
#MotoGP #PortugueseGP #Portimao #FP1 #PrimaPramacYamahaMotoGP #PramacYamaha #JM43

ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ รับประกาศนียบัตร “เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่ Net Zero 2050

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้รับประกาศนียบัตรเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization – CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เพื่อสะท้อนความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและคำนึงถึงการจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

นายสุรชัย เพชรพงษ์ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรการ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด รับมอบประกาศนียบัตรจาก นางสาวภัทรานันท์ ทองประพาฬ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยไทยยามาฮ่ามอเตอร์มุ่งมั่นทำธุรกิจที่ยั่งยืน และลดคาร์บอนเพื่ออนาคตของประเทศไทย และบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนากระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง

การรับประกาศนียบัตรนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของไทยยามาฮ่ามอเตอร์ในการประเมิน และควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกกิจกรรม พร้อมส่งเสริมสังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยยามาฮ่ามอเตอร์ในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593

#YamahaSocietyThailand #Yamaha #ยามาฮ่า #RevsYourHeart #เร่งชีวิตให้เร้าใจ #NetZero

Harley-Davidson® ร่วมกับโซดาสิงห์ เตรียมจัดงาน ASIA HARLEY DAYS™ 2025 ณ Midwinter เขาใหญ่ ระหว่างวันที่ 21 – 22 พฤศจิกายน 2568

Harley-Davidson ขอน้อมถวายความอาลัยอย่างอย่างหาที่สุดมิได้ ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้งาน Asia Harley Days 2025 ครั้งที่ 4 โดย Harley-Davidson ร่วมกับพันธมิตรอย่างโซดาสิงห์ จะยังจัดขึ้นตามกำหนดเดิม ในวันที่ 21 – 22 พฤศจิกายน 2568 ณ Midwinter เขาใหญ่ โดยจะมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมบางส่วน เพื่อถวายความอาลัยในช่วงเวลาไว้ทุกข์อย่างเหมาะสม และจะมีการจัดพิธีถวายความอาลัยในพิธีเปิดงานในวันที่ 21 พฤศจิกายน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดยเทศกาลมอเตอร์ไซค์และดนตรีแห่งปีในครั้งนี้ ได้รวมเหล่านักขับขี่ แฟน ๆ และผู้ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ไบค์เกอร์จากทั่วภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย ไทย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง อินเดีย และสิงคโปร์ พร้อมด้วยสมาชิก H.O.G.™ (Harley Owners Group™) กว่า 80 แชปเตอร์ และกลุ่มผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์กว่า 100 กลุ่ม จากกว่า 20 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อแสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของชุมชนนักขับขี่ Harley-Davidson

เตรียมพบกับกิจกรรมภายในงานตลอด 2 วันเต็ม โดยมีไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด มีดังนี้:

  • ขบวนพาเหรดรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ที่รวมเหล่านักขับขี่รถมอเตอร์ไซค์กว่า 1,000 คัน มาร่วมกันแสดงพลังแห่งความเป็นหนึ่งเดียว ในวันที่ 22 พฤศจิกายน เวลา 13.00 น. โดยขบวนพาเหรดจะเริ่มออกเดินทางจาก Midwinter
  • การแสดงสตันท์, การขี่รถมอเตอร์ไซค์แบบยิมคาน่า (Gymkhana) และ การทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่นล่าสุด ภายใน Moto Zone เพื่อให้เหล่าแฟน ๆ ได้สัมผัสสมรรถนะของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด
  • การประกวด Custom Kings Asia การแข่งขันที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้โหวตรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ตนเองชื่นชอบ เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะรอบสุดท้ายของปีนี้

นอกเหนือจากกิจกรรมสำหรับสายไบค์เกอร์แล้ว Asia Harley Days ในครั้งนี้ ยังเตรียมเปลี่ยน Midwinter ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์สุดครบครัน เริ่มจากโซน Food Village ที่รวมร้านอาหารอร่อยและเครื่องดื่มไว้มากมาย Freedom Lane พื้นที่กิจกรรมเล่นเกม โชว์รูมขนาดย่อม ที่รวบรวมเสื้อผ้าและสินค้าลิขสิทธิ์จาก Harley-Davidson ให้เลือกช้อปกันอย่างจุใจ และ Full Throttle Workshops โซนจัดแสดงสินค้าจากแบรนด์พันธมิตร

พร้อมพบกับคอนเสิร์ตที่ยกไลน์อัพทุกแนวดนตรีทั้งร็อก เมทัล แร็ป ป๊อป และ EDM มาเอาใจคอดนตรีกันตลอดงาน โดยงาน Asia Harley Days ในปีนี้ จะเปลี่ยนบรรยากาศของสถานที่จัดงานให้กลายเป็นโลกแห่งเสียงดนตรี นำโดยศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ

ไฮไลท์ศิลปินในงานปีนี้ คือ วง Phil X and the Drills ซึ่งมีชื่อเสียงจากการร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง Bon Jovi และ Slash and the Conspirators พร้อมด้วยศิลปินนานาชาติอย่างวงเมทัลจากญี่ปุ่น Asterism และร็อกเกอร์ชื่อดัง Johnny Pandora นอกจากนี้ยังมีศิลปินไทยชื่อดังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หิน เหล็ก ไฟ, เจ เจตริน, ฟลัวร์, น้อย วงพรู และ Pok Mindset รวมถึงโชว์จากดีเจระดับโลกอย่าง ดีเจ Mykris (ดีเจประจำงาน Ultra Music Festival), ดีเจ Joy Lila และ ดีเจ Blackat

ภายในงานยังมีโซนเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง “Freedom Crew Hangout” ซึ่งเป็นโซนที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจะมาพบปะและพูดคุยกับแฟน ๆ อย่างใกล้ชิด นำโดย กาย รัชชานนท์, โร ฮงชอล จากเกาหลีใต้, เอลิซาด ชารีฟุดดิน จากมาเลเซีย และ แจสเตอร์ JasteRock จากสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมลุ้นรางวัลใหญ่ อาทิ ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ เพื่อร่วมงาน Harley-Davidson Homecoming 2026 ณ เมืองมิลวอกี ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกด้วย

บัตรเข้าร่วมงาน Asia Harley Days สามารถซื้อได้แล้ววันนี้ทางเว็บไซต์ https://www.asiaharleydays.com/ และที่ผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson ทั่วประเทศ สามารถเลือกซื้อได้ทั้ง บัตรแบบ 1 วัน หรือ 2 วัน พร้อมตัวเลือกเสริม Welcome Pack สุดพิเศษ ซึ่งแตกต่างกันตามประเภทของผู้ถือบัตร ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก H.O.G.™, เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson, หรือบุคคลทั่วไป โดยภายในแพ็กจะมีของที่ระลึกที่จัดทำขึ้นเฉพาะสำหรับงานนี้ นอกจากนี้ ยังมี เสื้อยืดอย่างเป็นทางการของงาน ซึ่งเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าแล้วผ่านผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson ที่ร่วมรายการด้วย งานนี้เป็น งานสำหรับครอบครัว โดยเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เข้าฟรี

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เผยโฉม Honda WN7 จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ที่งาน EICMA 2025

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เปิดตัว Honda WN7 จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน ภายในงาน EICMA 2025 (Milan Motorcycle Shows) ที่จัดขึ้น ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 4–5 พฤศจิกายน 2568 สำหรับสื่อมวลชน และวันที่ 6–9 พฤศจิกายน 2568 สำหรับผู้เข้าชมทั่วไป
ฟีเจอร์หลักของ Honda WN7
แนวคิดการพัฒนา
Honda WN7 เป็นจักรยานยนต์ไฟฟ้าสไตล์ Naked รุ่นแรกในซีรีส์ “FUN Category” ที่พัฒนาด้วยทิศทางใหม่ในฐานะรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้า ภายใต้แนวคิด “Be the Wind” ถ่ายทอดความสุขของการเคลื่อนไปอย่างอิสระดั่งสายลม พร้อมความเงียบเฉพาะตัวของรถพลังงานไฟฟ้า ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสเสียงและบรรยากาศรอบตัวได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยหรือเสียงหัวเราะของผู้คนริมทาง หรือเสียงใบไม้ที่พลิ้วไหว ซึ่งไม่อาจสัมผัสได้บนจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE : internal combustion engine) Honda WN7 ถ่ายทอดความตั้งใจของทีมพัฒนาออกมาเป็นการเร่งความเร็วที่หนักแน่นด้วยแรงบิดเต็มพลัง และการควบคุมที่คล่องตัว มอบความรู้สึกของการเคลื่อนไปอย่างอิสระดั่งสายลมได้อย่างแท้จริง
การออกแบบ
Honda WN7 ออกแบบภายใต้แนวคิดที่มุ่งเน้นการขัดเกลาฟังก์ชันการใช้งานให้สมบูรณ์แบบและสะท้อนตัวตน โดดเด่นด้วยพื้นผิวต่อเนื่องและเรียบลื่นในทุกจุดที่ผู้ขับขี่สัมผัส ผสานเข้ากับรูปทรงที่มีพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อม “แถบไฟหน้าแนวนอน” (horizontal light bar) ซึ่งจะกลายเป็น “ซิกเนเจอร์” ของจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าทุกรุ่นในอนาคต
นอกจากนี้ WN7 ยังเปิดตัวชุดสีเฉพาะสำหรับจักรยานยนต์ไฟฟ้าฮอนด้าเป็นครั้งแรก โดยใช้ตัวถังโทนสีดำตัดกับชิ้นส่วนประกอบที่ตกแต่งด้วยสีทอง ฮอนด้าจะใช้ชุดสีนี้กับจักรยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นทั่วโลก เช่นเดียวกับไฟซิกเนเจอร์
แชสซีแบบไร้เฟรม (Frameless Chassis)
จักรยานยนต์ทั่วไปใช้เฟรมเชื่อมต่อส่วนหน้าและส่วนท้ายของตัวรถเข้าด้วยกัน ในขณะที่โครงสร้างของ Honda WN7 ไม่ใช้เฟรม แต่ใช้กล่องแบตเตอรี่อะลูมิเนียมที่ติดตั้งอยู่กลางตัวรถทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหลัก และเชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับ “ส่วนคอ” (head pipe) ที่รองรับระบบบังคับเลี้ยวและ “ขายึดสวิงอาร์ม” (pivot bracket) ที่รับน้ำหนักด้านหลัง ช่วยให้ Honda WN7 มีน้ำหนักเบาเพราะไม่มีเฟรม รวมทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ตัวรถมีสัดส่วนที่เพรียวบางและกะทัดรัดได้
นอกจากนี้ การวางตำแหน่งแบตเตอรี่ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่มีน้ำหนักมากไว้บริเวณจุดศูนย์กลางแชสซี ยังช่วยเสริมสมดุลให้มวลน้ำหนักอยู่ตรงกลาง เพิ่มความคล่องตัวในการควบคุม
ชุดมอเตอร์ผนวกอินเวอร์เตอร์ (Integrated Motor-Inverter Unit)
Honda WN7 มาพร้อมมอเตอร์แบบใหม่ที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา และผนวกอินเวอร์เตอร์เข้าไว้ด้วยกัน โดยให้กำลังสูงสุด 50 กิโลวัตต์ เทียบเท่าจักรยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในขนาด 600 ซีซี พร้อมแรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับรถขนาด 1000 ซีซี มอบสมรรถนะอันทรงพลังทั้งยังควบคุมได้อย่างมั่นใจ สำหรับการขับขี่ในเมืองและบนทางโล่ง
กระปุกเกียร์ดีไซน์ใหม่ส่งต่อกำลังจากมอเตอร์ไปยังระบบสายพานขับเคลื่อน (belt-drive system) เพื่อถ่ายทอดกำลังสู่ล้อหลังได้อย่างราบรื่นและไม่ส่งเสียงดัง
แบตเตอรี่และมาตรฐานการชาร์จ
Honda WN7 มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบติดตั้งถาวร ขนาด 9.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง รองรับทั้งการชาร์จเร็วแบบ CCS2 (Combined Charging System Type 2) และการชาร์จปกติแบบ Type 2 ซึ่งรองรับการใช้งานร่วมกับเต้ารับไฟบ้านได้ในหลายประเทศ และหากใช้เครื่องชาร์จเร็ว แบตเตอรี่สามารถชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายในเวลาประมาณ 30 นาที ช่วยให้เติมพลังระหว่างการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ลดความกังวลเรื่องเวลารอชาร์จ
สำหรับการชาร์จแบบปกติ สามารถชาร์จเต็มจาก 0% ถึง 100% ได้ในเวลาไม่ถึง 2.4 ชั่วโมง เมื่อเต็มแล้วจะให้ระยะทางขับขี่สูงสุด 140 กิโลเมตร (มาตรฐาน WMTC mode)
ระบบเบรกแบบชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative Braking), ระบบเลือกความหน่วง (Deceleration Selector) และโหมด Walking Speed Mode
ระบบเบรกแบบชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative Braking) คือการที่มอเตอร์ของ Honda WN7 จะทำหน้าที่ชาร์จพลังงานคืนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (Energy Regeneration) ขณะชะลอความเร็วเมื่อปล่อยคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับความหน่วงด้วยสวิตช์ “Deceleration Selector” ที่แฮนด์ซ้าย เพื่อควบคุมความเร็วต่ำได้อย่างราบรื่นโดยแทบไม่ต้องใช้เบรก หรือหากเลือกแรงหน่วงน้อยลง จะรู้สึกเหมือนลอยเคลื่อนไป ซึ่งเป็นประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ Honda WN7 ยังมาพร้อมโหมด Walking Speed Mode ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขยับรถไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้อย่างช้า ๆ โดยควบคุมผ่านสวิตช์ที่แฮนด์ซ้ายและคันเร่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจอดรถหรือขยับรถในพื้นที่แคบ ๆ ในเมือง
Honda WN7 จะผลิตที่โรงงานของฮอนด้าในเมืองคุมาโมโตะ (Kumamoto Factory) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตจักรยานยนต์ทั่วโลกของบริษัท และจะทยอยเปิดตัวในตลาดประเทศใดก็ตามที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมไปกับการที่บริษัทผลักดันการใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า #HondaWN7 #EICMA2025

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า นำทัพไลน์อัปในงาน EICMA 2025 ด้วยจักรยานยนต์ CB1000GT รุ่นใหม่ พร้อมเปิดตัวจักรยานยนต์ไฟฟ้า Honda WN7 เป็นครั้งแรกในโลก

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เผยโฉมไลน์อัปใหม่ที่เสริมทัพความหลากหลายรับปี 2026 ภายในงาน EICMA ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ CB1000GT “สปอร์ตทัวเรอร์” รุ่นใหม่ และ Honda WN7 จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของฮอนด้า พร้อมกันนี้ รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ยังภูมิใจนำเสนอต้นแบบเครื่องยนต์ V3R 900 E-Compressor Prototype ซึ่งรวมร่างเครื่องยนต์ V3 รุ่นใหม่เข้ากับคอมเพรสเซอร์ชนิดควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนพัฒนาการของเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ไม่เคยมีใครในโลกทำได้มาก่อน* โดดเด่นด้วยโครงสร้างแชสซีสะดุดตา ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบเทคโนโลยีล้ำสมัยให้เข้าถึงผู้ขับขี่ทุกกลุ่มจึงได้เพิ่มเทคโนโลยี Honda E-Clutch ให้ครอบคลุมจักรยานยนต์ยอดนิยมเพิ่มอีก 5 รุ่น ตามมาด้วยการเผยโฉมจักรยานยนต์รุ่น CB1000F เป็นครั้งแรกในยุโรป, ปรับโฉมจักรยานยนต์รุ่น SH125i ครั้งใหญ่ รวมทั้งเปิดตัวแบรนด์ดิ้งใหม่สำหรับรถ EV และคอลเลกชันเครื่องแต่งกายใหม่หมดจด ตอกย้ำเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการตอบสนองทุกความต้องการของผู้ขับขี่ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบถ้วนที่สุดในอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์

CB1000GT

CB1000GT สปอร์ตทัวเรอร์รุ่นใหม่ล่าสุด เติมเต็มไลน์อัปของฮอนด้าด้วยทางเลือกสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการรถจักรยานยนต์ที่ครบครันทุกฟังก์ชัน อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายสูงสุดในการเดินทางระยะไกล พร้อมความเร้าใจเมื่อเข้าสู่ทางโค้งคดเคี้ยว เครื่องยนต์ขับเคลื่อนได้รับอิทธิพลจากจักรยานยนต์ตระกูล Fireblade ขุมพลังเดียวกับที่ใช้ใน CB1000 Hornet รุ่น GT ผสานทั้งสมรรถนะสปอร์ตและความสบายในการเดินทางไกลได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยดีไซน์ดุดัน โช้กอัป Showa EERA[1] (Electronically Equipped Ride Adjustment) และแฟริ่งที่ออกแบบมาอย่างลงตัวด้วยระบบจำลองการไหลของอากาศด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์และการป้องกันลมฝนอย่างสูงสุด พ่วงด้วยรายการอุปกรณ์มาตรฐานอย่างจัดเต็ม ทั้งระบบคันเร่งไฟฟ้า (Throttle-by-Wire), กล่องสัมภาระด้านหลัง, ระบบควบคุมแรงดันเบรกขณะเข้าโค้ง (cornering ABS) ด้วยเซนเซอร์วัดความเฉื่อย (IMU) แบบ 6 แกน, การ์ดแฮนด์, ขาตั้งกลาง, ระบบเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วโดยไม่ต้องบีบคลัตช์ (Quickshifter), ปลอกแฮนด์อุ่นมือ, ไฟเลี้ยวตัดอัตโนมัติ, ไฟฉุกเฉินกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน (emergency stop signal), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (cruise control) และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกผ่าน Honda RoadSync

Honda WN7

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เปิดตัว Honda WN7 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการในงาน EICMA ซึ่งพัฒนาให้ขับขี่ได้เงียบ นุ่มนวล และเร่งความเร็วได้ทันใจในแบบเฉพาะของรถไฟฟ้าภายใต้แนวคิด “Be the Wind” โดยผ่านการทดสอบบนถนนมาแล้วทั่วยุโรป เพื่อให้มั่นใจว่า Honda WN7 จะสามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งความสนุก สมดุล และความมั่นคงในสไตล์ของรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้อย่างเต็มเปี่ยม

Honda WN7 มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 9.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง ทำงานร่วมกับมอเตอร์ขนาด 18 กิโลวัตต์[2] รองรับใบอนุญาตขับขี่ระดับ A2 (A2 Licence Compliant) ให้ระยะทางวิ่งได้ถึง 140 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งนอกจากจะชาร์จไฟบ้านได้แล้ว ยังสามารถชาร์จผ่านระบบ CCS2[3] (Combined Charging System Type 2) แบบเดียวกับของรถยนต์ไฟฟ้าได้ด้วย โดยใช้เวลาเพียง 30 นาทีในการชาร์จจาก 20% เป็น 80% ส่วนด้านสมรรถนะและเทคโนโลยี ครบครันด้วยไฟส่องสว่างแบบ full LED รอบคัน, “ไฟวิ่งกลางวัน” ลายเฉพาะ, แชสซีแบบไร้เฟรม, ระบบช่วยเข็นเดินหน้า/ถอยหลัง, โหมดกำลังขับเคลื่อนหลายระดับ, ระบบเลือกการหน่วงขณะชะลอความเร็วจากการชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ (Regenerative Deceleration Selector), โหมดเดินหน้า/ถอยหลังแบบความเร็วเท่าเดิน, ระบบช่วยจำกัดความเร็วแบบปรับตั้งได้ (SSLA : Selectable Speed Limit Assist), ระบบควบคุมแรงดันเบรกขณะเข้าโค้ง (Cornering ABS) และระบบควบคุมแรงบิด Honda Selectable Torque Control (HSTC)

นอกจากจากดีไซน์เพรียว ล้ำอนาคตแล้ว จักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้ยังเสริมความสมบูรณ์แบบด้วยตราสัญลักษณ์ผลิตภัณฑ์ฮอนด้าแบบใหม่ สมความล้ำ นับเป็นการเปิดตัวทั้ง Honda WN7 และแบรนด์ดิ้งใหม่สำหรับกลุ่มรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน

V3R 900 E-Compressor Prototype

รถจักรยานยนต์ฮอนด้า พัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ให้มีขนาดกะทัดรัด ด้วยความจุ 900 ซีซี โดยใช้พื้นฐานการออกแบบจากเครื่องยนต์ V3 ที่ตัวลูกสูบจัดเรียงในมุม 75 องศาแบบตัววีและระบายความร้อนด้วยน้ำ (water-cooled 75-degree V3 engine) ซึ่งเคยเปิดตัวเป็นต้นแบบแล้วในงาน EICMA 2024 ที่ผ่านมา เครื่องยนต์รุ่นนี้มาพร้อมคอมเพรสเซอร์ชนิดควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ นับเป็นครั้งแรกของโลกในรถจักรยานยนต์ ช่วยให้แรงบิดตอบสนองได้ฉับไวตั้งแต่รอบต่ำ ด้วยการควบคุมแรงอัดของอากาศที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์โดยไม่ขึ้นกับรอบการทำงาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ผลักดันให้ฮอนด้ามุ่งพัฒนาเครื่องยนต์ขนาด 900 ซีซี ที่ให้สมรรถนะเหนือระดับเทียบเท่าเครื่องยนต์ 1200 ซีซีได้ พร้อมทั้งยังคงไว้ซึ่งความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นแบบรุ่นนี้พัฒนาภายใต้แนวคิด “รถไฟเหาะแบบไม่ต้องพึ่งราง” (“Non-rail Rollercoaster”) สื่อถึงความตั้งใจของฮอนด้าในการสร้างรถที่ผสานสองแนวคิดเข้าด้วยกันคือ “เร้าใจแน่” (guaranteed thrill) และ “สบายใจหายห่วง” (reassuring peace of mind) ตัวรถมาพร้อมแฟริ่งด้านข้างดีไซน์ไม่สมมาตร ถังน้ำมันติดตราสัญลักษณ์ “Honda Flagship Wing” แบบใหม่ที่เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ฮอนด้าตั้งใจให้ต้นแบบเครื่องยนต์ V3R 900 E-Compressor Prototype เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายใหม่ในเส้นทางแห่งความท้าทาย เพื่อมอบประสบการณ์ความสนุก ความตื่นเต้น และความภาคภูมิใจของการเป็นเจ้าของในแบบที่หาไม่ได้จากที่อื่น หลังจากนี้ฮอนด้าพร้อมแล้วที่จะเดินเครื่องสู่การผลิตจริงต่อไป

จักรยานยนต์ XL750 Transalp, CB750 Hornet, NX500, CBR500และ CB500 Hornet ทั้งหมดนี้ในรุ่นปี 2026 (26YM) มี Honda E-Clutch ให้เลือกแล้ว สำหรับรุ่นปี 2026 (26YM) ระบบคลัตช์อัตโนมัติ Honda E-Clutch ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในรถ 4 สูบคลาสมิดเดิลเวท (4-cylinder middleweight) อย่าง CBR650R และ CB650R เมื่อปี 2024 จะพร้อมให้เลือกเป็นออปชันในรถอีก 5 รุ่นเป็นครั้งแรก ระบบนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า ทำงานได้รวดเร็วและนุ่มนวลยิ่งกว่า Quickshifter (ระบบเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วโดยไม่ต้องบีบคลัตช์) มอบประสบการณ์การขับขี่สไตล์สปอร์ตเหนือระดับ อีกทั้งยังใช้งานง่าย เพียงใช้เท้าเปลี่ยนเกียร์ ไม่ต้องบีบคลัตช์เวลาออกตัว หยุดรถ หรือเปลี่ยนเกียร์ แต่หากต้องการก็ยังสามารถใช้คลัตช์แบบปกติได้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการขับขี่ สำหรับรุ่น Transalp และ Hornet ระบบ Honda E-Clutch ติดตั้งมาพร้อมระบบคันเร่งไฟฟ้า (Throttle-by-Wire) เป็นครั้งแรก ช่วยให้ระบบสามารถเร่งรอบเครื่องยนต์อัตโนมัติ เพื่อปรับรอบเครื่องให้สัมพันธ์กับความเร็วของล้อหลัง และลดเกียร์ได้อย่างนุ่มนวลและแม่นยำยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันในรุ่น Transalp ยังได้รับการปรับแต่งให้สามารถเพิ่มเกียร์ได้อย่างราบรื่น แม้ในช่วงที่ล้อหลังกำลังหมุนอยู่ระหว่างการขับขี่แบบออฟโรด โดยระบบ Honda E-Clutch ที่ทำงานร่วมกับระบบคันเร่งไฟฟ้า (Throttle-by-Wire) จะควบคุมการทำงานอย่างแม่นยำจากข้อมูลการตรวจจับความเร็วล้อหน้าและล้อหลัง

นอกจากนี้ ระบบ Honda E-Clutch ยังมีให้เลือกเป็นออปชันในรถคลาส 500 ซีซี ยอดนิยมอีก 3 รุ่น ได้แก่ CB500 Hornet, NX500 และ CBR500R ซึ่งการผสานความสปอร์ต ความง่ายในการใช้งาน และประโยชน์ใช้สอยอเนกประสงค์นี้ นับเป็นการเปิดมิติใหม่ของการขับขี่ให้กับผู้ขับขี่หลากหลายกลุ่มที่ชื่นชอบทั้งสามรุ่นนี้อยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เทคโนโลยี Honda E-Clutch เข้ามาอยู่ในรถที่รองรับใบอนุญาตขับขี่ระดับ A2 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่รุ่นใหม่ไฟแรงทั่วยุโรปได้สัมผัสสมรรถนะเหนือระดับของเทคโนโลยีนี้อย่างแท้จริง

SH125i

SH125i สกู๊ตเตอร์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของยุโรป กลับมาพร้อมโฉมใหม่ในรุ่นปี 2026 (26YM) ภายใต้ดีไซน์ที่เฉียบคมยิ่งขึ้น มาพร้อมลายไฟส่องสว่างใหม่ และหน้าจอ TFT ขนาด 5 นิ้ว ที่เพิ่มเสน่ห์ให้รุ่นนี้โดดเด่นยิ่งกว่าเดิม ด้านหน้าของตัวรถได้รับการออกแบบใหม่ด้วยแรงบันดาลใจจากรุ่น SH350i เพื่อผสานรูปลักษณ์ของจักรยานยนต์ตระกูล SH ทั้งสามรุ่นให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยทั้งหมดผลิตที่โรงงานในเมืองอาเตสซา (Atessa) ประเทศอิตาลี ด้วยแนวคิดการออกแบบที่ให้ความรู้สึกถึงความเป็น “เส้นเดียว” จากหน้าจรดท้าย จักรยานยนต์ตระกูล SH รุ่นปี 2026 (26YM) จึงมีบุคลิกโดดเด่นด้วยความเรียบง่ายแต่สะดุดตา คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของ SH พร้อมพัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นจากรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีรุ่น SH150i สำหรับจำหน่ายในบางประเทศอีกด้วย

CB1000F มาพร้อมสีใหม่หลายรุ่น

ภายในงาน EICMA รถจักรยานยนต์ฮอนด้ายังได้จัดแสดง CB1000F จักรยานยนต์แนวเรโทรสมรรถนะสูง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นรถประเภท “Big Naked” ที่ควบคุมง่าย ตอบโจทย์ครบเครื่อง รูปลักษณ์เร้าใจ สเปกจัดเต็ม และขุมพลังแรงจากเครื่องยนต์ที่พัฒนาต่อยอดจากจักรยานยนต์ตระกูล Fireblade

นอกจากนี้ ยังมีการเผยโฉมสีใหม่สำหรับ NC750X จักรยานสไตล์ครอสโอเวอร์, SH350i รุ่นเรือธงแห่งตระกูล SH รวมถึง “ทัวเรอร์” ระดับตำนาน ได้แก่จักรยานยนต์ทางไกลรุ่น Gold Wing และ Gold Wing Tour ซึ่งชื่อ Gold Wing นี้กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่หกของการผลิตอย่างภาคภูมิ

การคอลแล็บกันระหว่างแบรนด์ Honda × Kuromi

อีกหนึ่งไฮไลต์ภายในบูธของฮอนด้าในงาน EICMA คือรถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษสองรุ่นที่ตกแต่งลวดลาย “คุโรมิ” (Kuromi) ตัวการ์ตูนยอดนิยมของบริษัท ซานริโอ จำกัด (Sanrio Co., Ltd.) ซึ่งฮอนด้าได้จับมือคอลแล็บเพื่องาน EICMA นี้โดยเฉพาะ ประกอบด้วยรุ่น CB750 Hornet ในโทนสีม่วง-ชมพู และรุ่น CBR1000RR-R Fireblade ในโทนสีดำ-ม่วงในแบบของคุโรมิ สะท้อนความตั้งใจของฮอนด้าในการขยายฐานลูกค้ารถจักรยานยนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ทุกกลุ่ม

#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า

HARLEY-DAVIDSON® เผยโฉมรถมอเตอร์ไซค์รุ่นไฮไลท์ของปี 2026 เตรียมจำหน่าย ณ โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วโลกเร็ว ๆ นี้

Harley-Davidson เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์รุ่นไฮไลท์จากไลน์อัพ ปี 2026 บนเว็บไซต์ H-D.com พร้อมกับเปิดตัววิดีโอมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ภายใต้ชื่อ “Model Year 2026 Reveal – Chapter One – November 3rd” ผ่านช่องทาง YouTube โดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่เหล่านี้ จะพร้อมจำหน่าย ณ โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson อย่างเป็นทางการทั่วโลกเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ Harley-Davidson ยังประกาศกำหนดการเปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ปี 2026 เพิ่มเติม รวมถึงคอลเลกชัน Custom Vehicle Operation™ (CVO™) ซึ่งเป็นรุ่นลิมิเต็ด โดยจะถูกเผยโฉมใน Chapter Two ในวันที่ 14 มกราคม 2569

รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ปี 2026 รุ่นไฮไลท์ ได้แก่:

  • รุ่น Street Glide และ Road Glide : รถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Grand American Touring ที่ได้รับการอัพเกรดมาเพื่อเหล่านักขับขี่ที่ให้ความสำคัญกับความมีระดับ สมรรถนะ และความสะดวกสบาย ในการเดินทางระยะไกล นับเป็นสุดยอดผลงานจาก Harley-Davidson ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์รถมอเตอร์ไซค์เพื่อการขับขี่ระยะทางไกลโดยเฉพาะ

  • รุ่น Low Rider™ S, Low Rider™ ST, Heritage Classic, Breakout™, Fat Boy™, และ Street Bob™: รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ตระกูล Cruiser ที่มีความหลากหลาย ประกอบด้วยรถมอเตอร์ไซค์หกรุ่นอันโดดเด่น โดยแต่ละรุ่นล้วนมีสไตล์ที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สไตล์คลาสสิค ไปจนถึงสมรรถนะขั้นสูง และการคัสตอมแบบสะดุดตา ทุกรุ่นมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัย Rider Safety Enhancements by Harley-Davidson และขุมพลัง Milwaukee-Eight™ 117 ที่ได้รับการปรับจูนให้มี 3 เวอร์ชัน ซึ่งมีเอกลักษณ์การขับขี่เฉพาะตัว แตกต่างกันตามการออกแบบระบบไอดีและไอเสีย การตั้งค่าเพลาลูกเบี้ยวและโหมดการขับขี่ เพื่อมอบสมรรถนะที่เข้ากันกับรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser แต่ละรุ่น

  • รุ่น Sportster S, Nightster Special, และ Nightster: รถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Sport ที่ผสานสมรรถนะอันยอดเยี่ยมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจด้วยสไตล์ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถรุ่นตำนานของ Harley-Davidson มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ Revolution Max โดยรถมอเตอร์ไซค์ในตระกูลนี้ ได้รับการติดตั้งฝาครอบเครื่องยนต์ดีไซน์ใหม่ ที่ช่วยเสริมดีไซน์คัสตอมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น และสำหรับรุ่น Nightster มาพร้อมกับสีใหม่อย่าง Blood Orange โดดเด่นสะดุดตาด้วยลวดลายกราฟิกที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง Flat Track ของ Harley-Davidson
    รวมถึงการ์ดกันความร้อนท่อไอเสียแบบโครเมียม และล้ออะลูมิเนียมหล่อลาย 14 ก้าน โดยรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Sport จะพร้อมวางจำหน่าย ณ โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson ทั่วโลกในช่วงต้นปี 2569

  • รุ่น Pan America™ 1250 Special, และ Pan America™ 1250 ST: รถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Adventure Touring เพื่อนักขับขี่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการเดินทางธรรมดาให้กลายเป็นการผจญภัย โดยรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ เคยคว้ารางวัลในฐานะรถมอเตอร์ไซค์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีและสมรรถนะ
    อันหลากหลาย โดยได้รับการดีไซน์เพื่อให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการออกเดินทางไปบนเส้นทางที่หลากหลาย ทั้งบนถนน และทางวิบาก ส่วนรุ่น Pan America 1250 ST ได้ถูกปรับจูนมาเพื่อสมรรถนะการขับขี่แบบ Sport-Touring บนทางเรียบที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ด้วยส่วนประกอบช่วงล่าง และระบบเบรกระดับพรีเมียม
    ล้อขนาด 17 นิ้วที่มาพร้อมกับยางสมรรถนะสูง และระบบ Quickshifter โดยรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Adventure Touring รุ่นนี้ จะวางจำหน่าย ณ โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson อย่างเป็นทางการทั่วโลกใน ช่วงต้นปี 2569

ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีจำหน่าย รวมถึงรายละเอียดทางเทคนิค รุ่นย่อย สี และราคาของแต่ละรุ่น ได้ที่ผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson อย่างเป็นทางการใกล้บ้านท่าน ทั้งนี้ สเปก รุ่น สี และราคารถอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศที่วางจำหน่าย

Harley-Davidson ยืนหยัดเพื่อจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยและอิสรภาพเหนือกาลเวลาของเหล่านักขับขี่ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ตระกูล Grand American Touring ตระกูล Adventure Touring และตระกูล Cruiser รวมถึงรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson มือสองที่ผ่านการรับรอง พร้อมอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งแท้จาก Harley-Davidson สินค้าเครื่องแต่งกายสำหรับนักขับขี่ Harley-Davidson MotorClothes® และบริการด้านการเงินของ Harley-Davidson ได้ที่ H-D.com

ท่านสามารถชมภาพความละเอียดสูงเพิ่มเติมได้ที่นี่

ไทยฮอนด้า เปิดตัว “New Honda PCX160” สองสีใหม่ สีขาว White Blaze และ สีส้ม Amber Blaze

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดตัว New Honda PCX160 รถจักรยานยนต์สปอร์ตพรีเมียม ที่มาพร้อม 2 สีใหม่ที่ทุกคนรอคอย ได้แก่ สีขาว-ดำ (White Blaze) ในรุ่น RoadSync และ สีส้ม-ดำ (Amber Blaze) ในรุ่น Standard เสริมลุคให้ดูสปอร์ตพร้อมกับสีสันเทรนดี้ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ชอบความโดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยคอนเซปต์ “BE THE MARK OF PRIDE อีกระดับของความภูมิใจ ที่ใครก็อยากเป็น” เอกลักษณ์แห่งความภูมิใจที่ชูเทคโนโลยีไปอีกระดับ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ทั่วประเทศ
New Honda PCX เสริมเอกลักษณ์แห่งความภูมิใจด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ทรง Victory Shape พร้อมไฟเลี้ยวและไฟท้ายแบบ LED เพิ่มความโดดเด่นในทุกมุมมอง มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีขาว White Blaze ในรุ่น RoadSync เสริมลุคให้สะดุดตาด้วยเบาะสีน้ำตาล-ดำแบบทูโทน สปอร์ตพรีเมียม สะท้อนความภาคภูมิใจไม่ซ้ำใคร และ สีส้ม Amber Blaze ในรุ่น Standard สีสันสปอร์ตเทรนดี้ที่พร้อมสะกดทุกสายตาตั้งแต่แรกเห็น เพิ่มความหลากหลายให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตามสไตล์
New Honda PCX มาพร้อมพลังขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP+ 4 วาล์ว 157 ซีซี ให้สมรรถนะต่อเนื่อง ส่งเต็มกำลัง สมูท ลื่นไหล ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยระบบเบรก ABS ล้อหน้าที่มาพร้อมจานเบรกขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยป้องกันไม่ให้ล้อล็อกเมื่อเบรกกะทันหัน นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่จุได้ 30 ลิตร และกุญแจรีโมตอัจฉริยะ Honda SMART Key & Controller ที่สั่งงานง่ายเพียงบิดสวิตช์
สำหรับรุ่น RoadSync โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 5 นิ้ว แสดงข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน รวมถึงระบบ HSTC (Honda Selectable Torque Control) ระบบตรวจจับและควบคุมล้อหน้า-ล้อหลังให้สัมพันธ์กัน ป้องกันรถเสียการทรงตัว สะดวก ปลอดภัยในทุกการขับขี่ พร้อมเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Honda RoadSync เทคโนโลยีอัจฉริยะจากฮอนด้าที่ควบคุมการทำงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน ในการรับสายโทรเข้า-โทรออก, ระบบนำทาง, แอปพลิเคชันฟังเพลง และประวัติการเดินทาง พร้อมควบคุมผ่านปุ่มคอนโทรลเลอร์ดีไซน์ใหม่ในแบบมัลติฟังก์ชันสั่งการได้หลากหลาย ถือเป็นอีกระดับของการเชื่อมต่อระหว่างคนและรถ
New Honda PCX 2 เฉดสีใหม่ พร้อมวางจำหน่ายที่ศูนย์ Honda Wing Center ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยวางจำหน่ายพร้อมกับเฉดสีให้เลือกตามสไตล์ ดังนี้
  • รุ่น RoadSync : สีขาว-ดำ (White Blaze), สีน้ำเงิน (Innovate Blue), สีแดง-ดำ (Matt Red) ราคาแนะนำ 99,900 บาท
  • รุ่น Standard : สีส้ม-ดำ (Amber Blaze), สีดำ (Matt Gunpowder Black), สีน้ำเงิน-ดำ (Victory Blue), สีเทา-ดำ (Pearl Smoky Gray) ราคาแนะนำ 96,000 บาท

#AllNewHondaPCX160 #HondaPCX160 #BeTheMarkOfPride #อีกระดับของความภูมิใจที่ใครก็อยากเป็น

#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า #HondaMotorcycle #ThaiHonda #ไทยฮอนด้า

“อุ้ม–นพรุธพงษ์” ผงาดติดท็อป 5 เอเชีย! ปิดฉากฤดูกาล “อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” มาเลเซีย

“อิเดมิตสึ เอเชีย ทาเลนต์ คัพ 2025” สนามที่ 6 ปิดฉากฤดูกาล ที่ สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักบิดดาวรุ่งไทยจากโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม” ควบรถ Honda NSF250R ในรอบคลอลิฟาย “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ หมายเลข 20 ทำเวลา 02:19.337 นาที สตาร์ตลำดับที่ 7 ลุ้นคว้าท็อป 5 เอเชีย ตามมาด้วย “ออสติน” ธนฉรรต ประทุมทอง หมายเลข 5 ทำเวลา 02:19.867 นาที สตาร์ตลำดับที่ 13

เรซแรกการแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น “อุ้ม-นพรุธพงษ์” เริ่มต้นเกมด้วยการตกไปอยู่อันดับที่ 9 ก่อนที่จะโชว์ฟอร์มสุดแกร่งยกระดับความเร็วไล่แซงจนขยับไปลุ้นโพเดียมก่อนที่จะคว้าอันดับ 5 ได้อย่างยอดเยี่ยมเก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 11 คะแนน ขณะที่ “ออสติน-ธนฉรรต” ต่อสู้ท่ามกลางสนามสุดท้าทายจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 14 เก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 2 คะแนน

เรซสองซึ่งเป็นเรซสุดท้ายของฤดูกาล 2025 นักบิดดาวรุ่งไทยต้องฝ่าฟันอุปสรรคท่ามกลางอากาศสุดร้อนระอุ เกมการแข่งขันก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น “อุ้ม-นพรุธพงษ์” สู้สุดกำลังจบการแข่งขันด้วยอันดับที่ 9 เก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 7 คะแนน คว้าอันดับที่ 5 ของเอเชียไปครองด้วยแต้มสะสมรวมทั้งฤดูกาล 120 คะแนน ด้าน “ออสติน-ธนฉรรต” ใส่สุดขยับมาจบอันดับที่ 10 เก็บแต้มสะสมเพิ่มไป 6 คะแนน ได้อันดับที่ 11 ของเอเชียด้วยแต้มสะสมรวมทั้งฤดูกาล 60 คะแนน

ด้าน “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 24 ดาวรุ่งหน้าใหม่ แม้ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในสนามนี้ แต่ผลงานตลอด 5 สนาม 10 เรซ ที่ผ่านมาเก็บแต้มสะสมได้ทั้งหมด 39 คะแนน จบอันดับที่ 13 ของเอเชีย

#ThaiHonda #HondaRacingThailand #RaceToTheDream #RoadToMotoGP #Motorsport #AsiaTalentCup #IATC #Austin5 #Aum20 #Fer24