จัดใหญ่-ใส่เต็มรับศักราชใหม่! 3 บิ๊กอีเว้นต์กีฬาระดับโลก“บุรีรัมย์ มาราธอน-โมโตจีพี รอบเทสต์-สนามเปิดฤดูกาล 2026”

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) พร้อมด้วยภาคเอกชน ผนึกกำลังจัดการประชุมเตรียมความพร้อมมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ประจำปี 2569 ได้แก่ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2026” ฉลองครบรอบ 10 ปี และรุกหนักแผนรับมือ “พรี-ซีซั่นเทสต์และสนามเปิดฤดูกาล” ต่อเนื่องปีที่ 2 “โมโตจีพี รายการ พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” เพื่อวางรากฐานการบริหารจัดการอย่างเต็มระบบ รองรับคลื่นนักวิ่ง-แฟนความเร็วนับแสนสู่ 3 บิ๊กอีเว้นต์ระดับโลก

ราชพฤกษ์คลับ นอร์ทปาร์ค กรุงเทพฯ : หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผนึกกำลังจัดการประชุมเตรียมความพร้อม 3 มหกรรมกีฬาระดับโลก ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์ช่วงต้นปี 2569 ได้แก่ “บุรีรัมย์มาราธอน 2026” และการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “PT Grand Prix of Thailand 2026” ทั้งการทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล หรือ พรี-ซีซั่นเทสต์ และการแข่งขันสนามที่ 1 สะท้อนศักยภาพของบุรีรัมย์ในฐานะศูนย์กลาง Sport Tourism ของประเทศ

ทั้งนี้ การประชุมช่วงเช้าเป็นการเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขัน บุรีรัมย์มาราธอน 2026 ไนต์รันอันดับหนึ่งของไทย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 24 มกราคม 2569 เฉลิมฉลองในวาระ 1 ทศวรรษ นอกเหนือจากเงินรางวัล 1.65 ล้านบาท บุรีรัมย์มาราธอนปีนี้ จัดเต็มมอบของขวัญพิเศมากมาย อาทิ เหรียญที่ระลึกพิเศษสำหรับแฟนพันธุ์แท้, หมวก BRM Sub 3 สำหรับนักวิ่งมาราธอนที่ทำเวลาต่ำกว่า 3 ชั่วโมง, ไอเทมลับฉลอง 10 ปี, แจกรูปนักวิ่งฟรีเรียลไทม์, สุ่มแจกทอง 10 เส้น และหมูกระทะฟรีสำหรับทำลายสถิติส่วนตัว (New PB) ฯลฯ เงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการแข่งขัน (Race Director) บุรีรัมย์มาราธอน กล่าวว่า บุรีรัมย์มาราธอนก้าวเข้าสู่ปีที่ 10 ในปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของงานวิ่งที่ได้รับความสนใจจากนักวิ่งทั่วโลกมากขึ้นทุกปี โดยงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเท่านั้น แต่ถูกออกแบบให้เป็นเทศกาลกีฬาที่ผสาน Music, Entertainment และ Night Run ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ซึ่งการจัดงานในปีนี้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในทุกรายละเอียด เพื่อรองรับนักวิ่งจำนวนมาก และสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้ร่วมงานทุกคน

จากความสำเร็จของการจัดงานในปี 2025 ที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 32,936 คน และสร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจให้จังหวัดบุรีรัมย์กว่า 966 ล้านบาท โดยในปี 2026 ก็มีนักวิ่งทั้งชาวไทยและต่างชาติสมัครเข้าร่วมมากกว่า 3 หมื่นคนเช่นกัน การจัดงานยังคงจุดเด่นเรื่องบรรยากาศความสนุกและความอบอุ่น พร้อมการปิดถนนตลอดเส้นทาง 100% ตั้งแต่จุดสตาร์ทที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ไปจนถึงเส้นชัยที่ช้าง อารีนา เพื่อสร้าง“สวรรค์ของนักวิ่ง” และส่งมอบประสบการณ์ที่ทำให้นักวิ่งอยากกลับมาเยือนบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่องในทุกปี

ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการประชุมความพร้อมการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก MotoGP สนามประเทศไทย ฤดูกาล 2026 ภายใต้ชื่อรายการ PT Grand Prix of Thailand 2026 นำโดยตัวแทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย ร่วมกับ นายฉลอง ติรไตรภูษิต ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ไตเติ้ลสปอนเซอร์
พร้อมด้วย นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และ นายโชติชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมต่างประเทศ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

การขับเคลื่อนทั้ง 2 งานใหญ่ในปี 2569 นี้ เกิดจากการบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้ง Buriram Marathon 2026 ที่ ฉลองครบ 10 ปีอย่างยิ่งใหญ่ และศึกรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” รายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026” (PT Grand Prix of Thailand 2026) โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ การทดสอบก่อนเปิดฤดูกาล หรือ Pre-Season Test วันที่ 21-22 ก.พ. และ สนามที่ 1 เปิดฤดูกาล ระหว่าง วันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อม MotoGP สนามประเทศไทย ปี 2026 ว่า ถือเป็นปีที่ 7 ที่ประเทศไทยอยู่บนปฏิทินการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตรายการสุดยิ่งใหญ่ของโลก และยังได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่เป็นสนามเปิดฤดูกาลติดต่อกันเป็นปีที่ 2 ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการจัดการแข่งขันและศักยภาพของสนามประเทศไทยในระดับสากลอย่างชัดเจน

สำหรับปี 2026 เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์ของแฟนความเร็วจากทั่วโลกให้ครบทุกมิติ ไม่เพียงเฉพาะการแข่งขันบนแทร็ก แต่รวมถึงการพัฒนาพื้นที่กิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Commercial Area และ PT Grand Prix Expo ให้มีความสมบูรณ์และรองรับผู้ชมจำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ PT Grand Prix of Thailand เป็น ‘World Grand Prix’ ที่สร้างความประทับใจ และตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลาง Sport Tourism ของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

การประชุมทั้ง 2 กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะ “มหานครแห่งกีฬา” ของประเทศไทย ที่ต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนโปรเจ็กต์กีฬาระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ภายใต้ปีกของสนับสนุนชั้นเลิศของ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยการกีฬาแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ กองทุนพัฒนาการกีฬา, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.), จังหวัดบุรีรัมย์ ฯลฯ ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็น น้ำแร่ธรรมชาติตราช้าง, บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, บริษัท เอ เอ เอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด (ดูคาติ ประเทศไทย),สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และผู้สนับสนุนอื่นๆมากมาย ซึ่งทั้งหมดสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยและจังหวัดบุรีรัมย์ ในการทำหน้าที่ “เจ้าบ้านที่ดี” ต้อนรับนักกีฬา แฟนกีฬา และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของบุรีรัมย์ในฐานะเมืองศูนย์กลางอีเวนต์กีฬาระดับโลกอย่างแท้จริง

Cyril Helmets Thailand เปิดตัวหมวกกันน็อค Limited Edition ที่ออกแบบโดย Chayanon Design!

Cyril เป็นผู้ผลิตมืออาชีพที่ดำเนินงานด้านการวิจัยและพัฒนา และการผลิตหมวกกันน็อค สำหรับรถจักรยานยนต์ โดยมีประสบการณ์ในการผลิตหมวกกันน็อคมากว่า 35 ปี โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการยกระดับ เทคโนโลยีการผลิตเพื่อให้บริการแก่แบรนด์หมวกกันน็อคชั้นนำทั่วโลก (OEM) Cyril เราคิดเสมอว่าจะมอบหมวกกันน็อคที่สวมใส่สบาย ปลอดภัย และราคาไม่แพงให้กับผู้รักมอเตอร์ไซค์ทั่วโลก ได้อย่างไรเพื่อเข้าถึงผู้ใช้ทั่วโลก แบรนด์ Cyril จึงถูกก่อตั้งขึ้น ในปี 2023 และจัดตั้งศูนย์ออกแบบและวิจัยในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอรร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

วันนี้ด้วยการออกแบบลวดลายจากดีไซน์เนอร์ระดับโลกชาวไทย แจ็ค ชยานนท์ (Chayanon Design) ผู้ซึ่งออกแบบลวดลายหมวกกันน็อคให้กับ สมเกียรติ จันทรา นักแข่งโมโต จีพี (MOTO GP) หนึ่งเดียวของไทย ดีไซน์เนอร์ผู้ที่ทำงานด้านนี้มามากกว่า 20 ปี โดยหมวกกันน็อค CyRIL (ไซริว) รุ่น CR1 (FF357) มีจำหน่ายเฉพาะประเทศ ไทยเท่านั้น โดยมีทั้งหมด 4 ลาย

1. IDENTITY


2. THE GAME


3. OH-SH-T


4. SAMURAI

โดยจุดเด่นของหมวกอยู่ที่ มุมมองคมชัดระดับพรีเมียมทัศนวิสัย 210° คมชัดดุจตาเห็นชิลด์หน้าความละเอียดสูง ให้มุมมองที่กว้างขวาง สว่างใส และสีไม่ผิดเพี้ยน มั่นใจได้ว่าคุณจะมองเห็นทุกรายละเอียดบนท้องถนนโครงสร้างที่ผสานระหว่าง วัสดุผสม ABS เสริมความหนา และ ชั้นซับแรงกระแทก EPS ความหนาแน่นสูง ทำให้หมวกกันน็อกนี้มีความเหนียวแน่นสูงและทนทานต่อแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม มั่นใจได้ในความปลอดภัยและเสถียรภาพ พร้อมมอบความสบายสูงสุดด้วย ผ้าบุ COOLMAX” นวมซับในแบบ 3 มิติ โค้งรับรูปหน้า มอบสัมผัสที่แนบสนิทกับศีรษะอย่างดีเยี่ยม ลดความรู้สึกไม่สบายที่เกิดจากการสวมใส่หมวกกันน็อกเป็นเวลานาน พร้อมด้วยมาตรฐาน DOT , ECE06 และ มอก. กับราคาเปิดตัวเพียง 1,890.

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ เปิดประสบการณ์บิดฝ่าขอบฟ้าสู่แดนมังกรในกิจกรรม ‘Asian Xperience 2025’ ผจญภัยเส้นทางเชียงของ–ต้าหลี่–ลี่เจียง

ฮอนด้าบิ๊กไบค์ สร้างประสบการณ์การเดินทางสุดท้าทายส่งท้ายปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่กับกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ASIAN XPERIENCE 2025: ROAD TO HORIZON มอบประสบการณ์การขับขี่ข้ามประเทศระดับเอเชีย ให้กับบิ๊กไบค์เกอร์จากทุกค่าย โดยนักขี่ทั้งหมดออกเดินทางข้ามพรมแดนบนเส้นทางในฝันจาก เชียงของ ประเทศไทย สู่เมืองต้าหลี่ และลี่เจียง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระยะทางรวมกว่า 2,600 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลา 8 วัน 7 คืน ระหว่างวันที่ 22 – 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

กิจกรรม ASIAN XPERIENCE 2025 ครั้งนี้ ฮอนด้าบิ๊กไบค์ได้เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่จากทุกค่ายและทุกสไตล์เข้าร่วม โดยมีรถจักรยานยนต์ฮอนด้าบิ๊กไบค์เข้าร่วมกิจกรรม ครอบคลุมหลากหลายรุ่น ทั้งรุ่นคลาสสิกอย่าง Honda Rebel 1100, Rebel 500 และ CL500 รวมถึงบิ๊กไบค์สายทัวร์ริ่งและแอดเวนเจอร์ อาทิ Honda CB1300, CB1100RS, CB1100EX, NT1100, CRF1100L, XL750, Forza 750, X-ADV750, CB650R และ NX500 ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมได้ทดสอบสมรรถนะของรถบนสภาพเส้นทางที่แตกต่างกัน พร้อมการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมงานและทีมเซอร์วิสมืออาชีพตลอดเส้นทาง


สำหรับทริปนี้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 30 คน ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่บนเส้นทางธรรมชาติอันงดงามและหลากหลาย ตั้งแต่เส้นทางเลียบภูเขาที่โอบล้อมด้วยวิวทิวทัศน์สุดอลังการ ไปจนถึงเส้นทางท่องเที่ยวระดับตำนาน พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศของเมือง ต้าหลี่ และ เมืองโบราณลี่เจียง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก และหนึ่งในไฮไลต์ของการเดินทางคือ ภูเขาหิมะมังกรหยก ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมทริปตลอดการเดินทาง
ทั้งนี้ ASIAN XPERIENCE 2025 ไม่เพียงเป็นกิจกรรมขับขี่ท่องเที่ยวระยะไกล แต่ยังสะท้อนแนวคิดของแคมเปญ “All in Xperience ออลทุกค่าย อินทุกแพสชัน” ที่ฮอนด้าบิ๊กไบค์ตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้ของนักบิดจากทุกค่าย ทุกสไตล์ให้ได้ร่วมออกเดินทาง พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างแรงบันดาลใจผ่านเส้นทางการขับขี่อย่างสมบูรณ์แบบไปพร้อมกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์: https://bit.ly/thaihondabigbike
เฟซบุ๊กรถจักรยานยนต์ฮอนด้า: www.facebook.com/hondamotorcyclethailand
เฟซบุ๊กฮอนด้าบิ๊กไบค์: www.facebook.com/HondaBigBikeTH

#AsianXperience2025 #HondaBigBikeAllinXperience #AllinXperience #HondaBigBike #ExcitesTheWorld #HondaBigBikeThailand
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda

ทัพนักบิด “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” กวาดรางวัล FMSCT Champion Awards 2025 ตอกย้ำต้นแบบทีมแข่ง ยกระดับมอเตอร์สปอร์ตไทยสู่นักกีฬาอาชีพ

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ตอกย้ำความเป็นผู้นำของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอย่างต่อเนื่อง จากผลงานในฤดูกาล 2025 ด้วยความสำเร็จในการคว้าชัยชนะในสนามแข่งขันระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมทั้งการก้าวกระโดดสำคัญในการพัฒนาเยาวชนนักแข่งของไทย ให้มีความสามารถในการแข่งขัน มีความพร้อมในการเป็นนักกีฬาอาชีพ ผ่านโครงการและหลักสูตรการฝึกสอน พร้อมทั้งขยายศักยภาพให้กับทีมแข่งและแม็คคานิกส์ของไทย สร้างความแข็งแกร่งและอนาคตให้กับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ในงาน FMSCT Champion Awards 2025 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568  ณ หอประชุมกานตรัตน์ กองทัพอากาศ ดอนเมือง

งาน FMSCT Champion Awards 2025 พิธีมอบรางวัลแชมป์ประเทศไทยในการแข่งขันรถจักรยายนต์ที่รับรองโดยสมาคมกีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย โดยงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอรรถกร ศิริลัทธยากร (รักษาการ)รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมงานพร้อมเป็นผู้มอบรางวัลนักกีฬาสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ร่วมกับคุณธงชัย วงษ์สวรรค์ ประธานสมาพันธ์ (FMSCT) และนายกสมาคมฯ (MSAT) ทีม “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” กวาดรางวัลจากความสำเร็จในการแข่งขันรวมถึงการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย สะท้อนผลสำเร็จจากความมุ่งมั่นในการวางรากฐานพัฒนานักบิด สนับสนุนเยาวชนนักแข่งไทย รวมถึงมอบโอกาสในการลงสนามแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักแข่งที่ได้รับรางวัลประเภทต่าง ๆ และรายการที่ลงแข่งขัน ดังนี้

ประเภทโมโตครอส

จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ รายการ FMSCT Thailand Motocross 2025

  • แชมป์ประเทศไทย รุ่น Premier MX-1 (อายุ 23 – 50ปี)
  • แชมป์ประเทศไทย รุ่น Pro MX-2 (อายุ 17 – 23ปี)

ประเภทโร้ดเรซซิ่ง

สมเกียรติ จันทรา

  • 2025 FIM GRAND PRIX WORLD CHAMPIONSHIP – MotoGP

ธัชกร บัวศรี

  • 2025 FIM GRAND PRIX WORLD CHAMPIONSHIP – Moto3

ธนฉรรต ประทุมทอง

  • 2025 Asia Talent Cup
  • All Japan Championship – J GP 3

นพรุธพงษ์ บุญประเวศ

  • 2025 Asia Talent Cup
  • All Japan Championship – J GP 3

เตชินท์ อินทร์อภัย

  • All Japan Championship – J GP 3
  • MAM Malaysia Championship / Honda Thailand Talent Cup

นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์

  • 2025 FIM GRAND PRIX WORLD CHAMPIONSHIP – Moto2
  • FIM World Endurance Championship 2025
  • 2025 Asia Roadracing Championship
  • All Japan Championship

ธนัช ละอองปลิว

  • 2025 Asia Roadracing Championship

กฤษฎา ธนโชติ

  • 2025 Asia Roadracing Championship

จักรีภัทร พฤฒิสาร

  • 2025 Asia Roadracing Championship

ณภัทร จาตูม

  • 2025 Asia Roadracing Championship
  • MAM Malaysia Superbike Championship / Honda Thailand Talent Cup

ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร

  • 2025 Asia Talent Cup
  • 2025 Asia Roadracing Championship
  • 2025 Suzuka Sunday Road Race
  • MAM Malaysia Superbike Championship / Honda Thailand Talent Cup

ปองคุณ เอี่ยมน้อย

  • 2025 Suzuka Sunday Road Race
  • MAM Malaysia Superbike Championship / Honda Thailand Talent Cup

ไฮไลท์สำคัญสำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ประเภทโมโตครอส FMSCT Thailand Motocross 2025 ยกระดับรุ่นท็อปสุด Premier MX-1 ด้วยรถแข่งพิกัด 450 ซีซี เพื่อทัดเทียมกับการแข่งขันระดับโลก ฮอนด้าคว้าแชมป์ประวัติศาสตร์แรกด้วยผลงานของ จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ และรถแข่ง Honda CRF450R ขณะที่ทางเรียบนั้น “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย ด้วยการเป็นนักแข่งไทยคนแรกที่ลงแข่งขันในรุ่นโมโตจีพีแบบเต็มฤดูกาล พร้อมกับเก็บคะแนนสะสมได้ถึง 7 แต้ม ทำผลงานตามแผนพัฒนาที่วางไว้ในการมีนักแข่งไทยลงแข่งขันในรุ่นโมโตจีพีในปี 2025

ขณะที่ผลงานสำคัญอีกด้านของ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” คือการสนับสนุนนักแข่งเยาวชนของไทย เพื่อก้าวขึ้นเป็นนักแข่งที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการเป็นนักบิดอาชีพ ผ่านโครงการ “ฮอนด้า เรซ ทู เดอะดรีม” มีการฝึกสอนที่เป็นระบบ มีการลงสนามที่ปลอดภัยด้วยรถแข่งมาตรฐานการแข่งขัน พร้อมทั้งเสริมความพร้อมด้านร่างกายและจิตใจด้วยวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อให้เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับมอเตอร์สปอร์ตให้สามารถขึ้นไปต่อสู้กับประเทศชั้นนำของวงการมอเตอร์สปอร์ตโลกในอนาคต

แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream  #HondaBigBike #FMSCTChampionAwards2025 #FMSCT

โรยัล เอ็นฟีลด์ ประกาศเปิดตัวมอเตอร์ไซค์คัสตอม VITA และ Carolina Reaper เป็นครั้งแรกของโลก ณ งาน 33rd Annual Yokohama Hot Rod Custom Show 2025

Royal Enfield (โรยัล เอ็นฟีลด์) ผู้นำระดับโลกในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลาง (250cc–750cc) เปิดตัวรถจักรยานยนต์คัสตอมสุดพิเศษสองรุ่น ได้แก่ VITA และ Carolina Reaper ในงาน 33rd Annual Yokohama Hot Rod Custom Show 2025 (HCS2025) ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงรถมอเตอร์ไซค์คัสตอมที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดย VITA เป็นผลงานสร้างสรรค์จากฝีมือของคุณยูอิจิ โยชิซาวะ (Yuichi Yoshizawa) และคุณโยชิคาสึ อุเอดะ (Yoshikazu Ueda) จาก Custom Works Zon โรงงานคัสตอมในจังหวัดชิกะ ที่กวาดรางวัลมาแล้วหลายเวทีทั่วโลก โดย VITA จะถูกจัดแสดง ณ บูธร่วมระหว่าง Custom Works Zon และ โรยัล เอ็นฟีลด์ ภายในงาน

Carolina Reaper ถูกสร้างสรรค์โดย Cheetah Custom Cycles นำโดยคุณโทชิยูกิ โอซาวะ (Toshiyuki Osawa) ศิลปินและบิวด์เดอร์จากโตเกียว ซึ่งไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงจากงานคัสตอมเท่านั้น แต่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะนักออกแบบกราฟิก ช่างแกะสลัก และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งงานแฟลตแทร็ก ‘Have Fun’ ที่เขาลงแข่งเองด้วย โดย Carolina Reaper ถูกจัดแสดงที่บูธ Have Fun ท่ามกลางบรรดารถมอเตอร์ไซค์แฟลตแทร็กอีกหลายคัน ก่อนที่จะถูกนำไปลุยสนามดินที่งาน HELL FUN ที่จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม ณ Off-Road Village เมืองคาวาโกเอะ จังหวัดไซตามะ หลังจบงาน HCS2025

VITA ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Royal Enfield CLASSIC 650 รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวที่งาน EICMA 2024 และปรากฏโฉมในญี่ปุ่นครั้งแรกที่งาน 2025 Osaka / Tokyo / Nagoya Motorcycle Shows จุดเด่นที่ทำให้รถคันนี้แตกต่างคือ การจัดเรียงเครื่องยนต์แบบคู่ โดยใช้เครื่องยนต์ SOHC สูบคู่ขนานระบายความร้อนด้วยอากาศขนาด 648 ซีซี จำนวนสองชุดจาก Classic 650 โดยชุดเครื่องยนต์ด้านหน้าถูกถอดระบบเกียร์ออกและลดขนาดข้อเหวี่ยงลง จากนั้นเครื่องยนต์ทั้งสองชุดจะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านระบบโซ่หลักทางด้านซ้าย

ชุดเครื่องยนต์ทั้งหมดถูกติดตั้งอยู่ในเฟรมเหล็กแบบฮาร์ดเทลที่ออกแบบและสร้างขึ้นเองโดยเฉพาะ จับคู่กับโช้คหน้า girder คลาสสิกสั่งทำพิเศษ และล้อขนาด 26 นิ้วแบบโมเดิร์น ทำให้เกิดการผสมผสานที่มีชีวิตชีวาของเสน่ห์แบบดั้งเดิมและสมรรถนะร่วมสมัย ในส่วนของตัวรถได้มีการนำวัสดุไม้มาฮอกกานีและอลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ทำสีมาใช้ร่วมกัน ซึ่งแสดงถึงความสอดคล้องอย่างยอดเยี่ยมระหว่างโลหะและพื้นผิวจากธรรมชาติ

Carolina Reaper มีพื้นฐานมาจาก GRR 450 / GUERRILLA 450 โรดสเตอร์สมัยใหม่ระดับพรีเมียมของ โรยัล เอ็นฟีลด์ ซึ่งเปิดตัวที่บาร์เซโลนาในเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์สูบเดี่ยว DOHC ระบายความร้อนด้วยของเหลว ‘Sherpa 450’ ขนาด 452 ซีซี รุ่นล่าสุด ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ใน Himalayan 450 โดยแนวคิดในการออกแบบของรถคันนี้คือ การผสมผสานสไตล์เรโทรและความโมเดิร์นเข้าด้วยกัน พร้อมนำสมรรถนะของรถแข่งอย่างแท้จริงมาผสานกับงานศิลปะการคัสตอม โดยมีแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งแฟลตแทร็กและรถแข่งอเมริกันยุค 1970 ที่เป็น ‘เครื่องจักรจริงจังซึ่งสร้างขึ้นด้วยจิตวิญญาณที่สนุกสนาน’

แม้รถคัสตอมคันนี้จะไม่มีการดัดแปลงเฟรมหลัก แต่มีการเพิ่มเฟรมท้ายที่สร้างขึ้นด้วยมือขึ้นมาใหม่ และงานตัวถังที่ทำจากแผ่นอลูมิเนียมทั้งหมด สวิงอาร์มแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยสวิงอาร์มเหล็กโครโมลี่ที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคการเชื่อมทองเหลือง และระบบกันสะเทือนท้ายได้ถูกปรับตั้งค่าใหม่ให้เป็นแบบติดตั้งโดยตรง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับแต่งเพื่อรองรับสมรรถนะการขับขี่แบบแฟลตแทร็กได้ดียิ่งขึ้น

ที่ โรยัล เอ็นฟีลด์ เราเชื่อว่าการคัสตอมและการสร้างสรรค์ความเป็นส่วนตัวนั้นคือรูปแบบอันยิ่งใหญ่ของการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ เราจึงได้เปิดตัวกิจกรรมที่ไม่เหมือนใครหลากหลายกิจกรรม เพื่อให้ลูกค้า เจ้าของ ผู้สนใจ และพันธมิตรของเรา สามารถสร้างรถมอเตอร์ไซค์ให้สะท้อนความเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง

YADEA ส่งมอบรถไฟฟ้า E-Bike ดีไซน์สุดล้ำ “OVA” ทั่วไทย จุดกระแสการเดินทางรูปแบบใหม่

YADEA แบรนด์ผู้นำระดับโลกด้านรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะที่มียอดขายอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 8 ปี ได้เริ่มทยอยส่งมอบ “YADEA OVA” รถไฟฟ้า E-Bike รุ่นใหม่ล่าสุดไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วไทย ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม หลังได้รับกระแสตอบรับเกินความคาดหมาย มียอดจองล่วงหน้าทะลุ 50% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดตัวเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ดีไซน์ตอบโจทย์ Young-Trendy-Smart

YADEA OVA วางตำแหน่งเป็น E-Bike สำหรับคนรุ่นใหม่ ในราคาเข้าถึงง่ายเพียง 29,900 บาท โดดเด่นด้วยคาแรกเตอร์ Young – Trendy – Smart ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้หญิงยุคใหม่ ดังนี้

  •   ตัวรถขนาดกะทัดรัด (1590 x 680 x 1100 มม.) ควบคุมง่าย จอดสะดวก แม้ในซอยแคบ
  •   ดีไซน์โค้งมนเรียบหรู พร้อมโทนสีสดใส 3 สี สะดุดตาทุกการขับขี่ ได้แก่ สี Aurora Red, Olive Green, Vivid Gold
  •   รองรับการตกแต่งแบบ DIY เปิดโอกาสให้ผู้ใช้แสดงความเป็นตัวเอง

ขุมพลังอัจฉริยะ TTFAR มั่นใจด้วยการรับประกัน  2 ปี

OVA มาพร้อมระบบพลังงานอัจฉริยะ YADEA TTFAR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ YADEA วิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง ทั้งแบตเตอรี่และมอเตอร์ เพื่อการเดินทางที่ไกลกว่า, นานกว่า และมีประสิทธิภาพสูง

  • แบตเตอรี่ 60V 23Ah วิ่งได้ไกลสูงสุด 85 กิโลเมตรต่อการชาร์จ
  • มอเตอร์ขนาด600Wความเร็วสูงสุด 42 กม./ชม.
  • ระบบCruise Control และ Hill Descent Control (HDC) ช่วยควบคุมความเร็วขณะขึ้น-ลงทางลาด
  • กันน้ำระดับIPX6พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) เพิ่มความปลอดภัยบนถนนลื่นในฤดูฝน

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ OVA เป็นรถไฟฟ้าที่ขับขี่ง่าย ปลอดภัย เหมาะกับผู้เริ่มต้นใช้งานรถ EV อย่างแท้จริง และยังเป็น E-Bike ที่ไม่ต้องมีใบขับขี่

นายแจ็ค หยาง (Mr.Jack Yang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยาเดีย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (YADEA Technology (Thailand) Co., Ltd.)  เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มส่งมอบ OVA ทั่วประเทศ เสียงตอบรับจากตัวแทนจำหน่ายเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างมาก ไม่เพียงช่วยให้การเดินทางประจำวันง่าย ประหยัด และมีสไตล์มากขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ YADEA ในการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดย YADEA พร้อมจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ฉลาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเข้าถึงง่าย ควบคู่กับการขยายเครือข่ายการผลิตและการจำหน่าย เพื่อร่วมสร้างอนาคตการเดินทางสีเขียวที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย

จากแบรนด์ระดับโลก สู่ฐานการผลิตในประเทศไทย

YADEA คือแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายสูงสุดในโลกติดต่อกัน 8 ปี มียอดขายสะสมกว่า 100 ล้านคัน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และมีโรงงานมากกว่า 10 แห่ง พร้อมทีมวิจัยกว่า 1,000 คน สิทธิบัตรกว่า 2,000 รายการ และงบลงทุน R&D กว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

ในปี 2024 YADEA ได้เปิดโรงงานผลิตในจังหวัดสมุทรปราการ อย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าผลิต 600,000 คันภายใน 3 ปี โดยใช้แรงงานไทยกว่า 80% และซัพพลายเออร์ในประเทศกว่า 70% เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม EV ไทยอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่: www.yadea.co.th

ไทยฮอนด้า จัดแข่งขันทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทั่วประเทศ

ไทยฮอนด้า ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งด้านแคมเปญขับขี่ปลอดภัย จัดการแข่งขัน “ทักษะครูฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า ระดับประเทศ ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568 (Honda Safety Instructor Competition 2025)” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและประเมินทักษะของครูฝึกจากศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้าทั่วประเทศ มุ่งยกระดับคุณภาพการถ่ายทอดความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัย และสร้างมาตรฐานการฝึกสอนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีจำนวนครูฝึกขับขี่เข้ารอบชิง 80 ท่านจากทั่วประเทศไทย ซึ่งรอบชิงชนะเลิศของการแข่งขันจะจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ
มร.ยูอิจิ ชิมิซุ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ไทยฮอนด้าให้ความสำคัญกับการขับขี่ปลอดภัยมาโดยตลอด และได้ดำเนินงานภายใต้โครงการ “ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย (Honda Safety Thailand)” อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุและการสูญเสียบนท้องถนนในปีที่ผ่านมา ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้อง และบทบาทสำคัญของครูฝึกฮอนด้าที่เป็นกำลังหลักในการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่ปลอดภัยให้สังคมไทย”
“สำหรับการแข่งขัน ฯ ครั้งนี้ ไทยฮอนด้าเราตั้งใจที่จะยกระดับทักษะและความรู้ของครูฝึกขับขี่ปลอดภัย ผ่านหลากหลายโปรแกรม หนึ่งในโปรแกรมสำคัญคือการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาแนวทางการฝึกอบรมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยกระดับทักษะครูฝึกให้รอบด้าน”
โดยการแข่งขันฯ ครั้งนี้ได้รวมตัวของครูฝึกผู้เชี่ยวชาญจากทั่วประเทศ เพื่อทดสอบทักษะการควบคุมรถจริง ความแม่นยำ ความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ บนท้องถนน รวมถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้เชิงลึกด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งปีนี้ ได้มีการเพิ่มรูปแบบการทดสอบใหม่ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผ่านการแข่งขันในรูปแบบการสอนตามหลัก Dealer Safety Instructor เพื่อพัฒนาครูฝึกให้มีทักษะครบด้าน ทั้ง ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน, ทักษะการสอน, และ ทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัย ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการประเมินและยกระดับศักยภาพครูฝึกให้รอบด้าน ตลอดจนเสริมความมั่นใจว่าครูฝึกสามารถปฏิบัติได้จริงในทุกสถานการณ์ และถ่ายทอดความรู้ด้านการขับขี่ปลอดภัยแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับการแข่งขันประเภทแรก จะเป็นทดสอบทักษะการขับขี่ของครูฝึกผ่านใช้รถจักรยานยนต์บนรูปแบบสถานีที่แตกต่างกัน ทั้งหมด 3 สถานีทดสอบ ได้แก่ สถานีการเบรก (Brake) สถานีทดสอบความคล่องตัวในการขับขี่ (Slalom) และสถานีการทรงตัวความเร็วต่ำ (Low Speed Balance /Narrow Plank) โดยจะทดสอบทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่
  1. รุ่นครูฝึกบิ๊กไบค์ แข่งขันด้วยรถ Honda CB500R
  2. รุ่นครูฝึกชาย แข่งขันด้วยรถ Honda CB300R
  3. รุ่นครูฝึกหญิง แข่งขันด้วยรถ Honda Giorno+
และสำหรับการแข่งขันประเภทที่สอง Instruction Skills จะเป็นการแข่งขันการสอน การนำเสนอหลักสูตรความปลอดภัย เพื่อวัดความรู้ ความเข้าใจในหลักอย่างถูกต้อง ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นครูฝึกบิ๊กไบค์ รุ่นครูฝึกชายและหญิง เช่นกัน
นอกจากนี้ยังได้มีพิธีมอบรางวัลให้กับร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าที่ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัยยอดเยี่ยมทั้งหมด 21 ร้าน ของปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยฮอนด้าในการยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย พร้อมเดินหน้าส่งเสริมการขับขี่อย่างถูกต้องและปลอดภัยในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
ติดตามผลการแข่งขันได้ที่
แฟนเพจเฟซบุ๊ก : facebook.com/HondaSafetyThailand
เว็บไซต์ : hondasafety.thaihonda.co.th
และฝึกคาดการณ์อุบัติเหตุ ช่วยการตัดสินใจอย่างแม่นยำขณะใช้รถใช้ถนนได้ที่ : hondasafetyAPT.com
#HondaSafetyThailand #HaveAGoodRide #ฮอนด้าเมืองไทยขับขี่ปลอดภัย
#รถจักรยานยนต์ฮอนด้า #HondaMotorcycleThailand #ไทยฮอนด้า #ThaiHonda

LAMBRETTA คว้ายอดจองอันดับ 1 Motor Expo 2025 “J200 ใหม่” เปิดตัวแรง พา DYNAMIC MOTOR ปิดยอดรวม 1,383 คัน!

LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) ตอกย้ำความนิยมในฐานะแบรนด์อิตาเลียนสกู๊ตเตอร์พรีเมียมระดับไอคอนิก ด้วยการคว้าตำแหน่งยอดจองรถมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งในงาน Motor Expo 2025 หลังสร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองกว่า 785 คันภายในงาน ความสำเร็จครั้งนี้นำโดยรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง LAMBRETTA J200 ที่เพิ่งเปิดตัวในระดับโลกที่งาน EICMA ประเทศอิตาลี ก่อนถูกนำมาเปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงานครั้งนี้ พร้อมไฮไลต์เปิดราคาช็อกไพรซ์ที่ทำให้ได้รับความสนใจจากเหล่าสาวกอย่างล้นหลาม

ภายในบูธ LAMBRETTA ผู้เข้าชมจำนวนมากให้ความสนใจต่อการกลับมาของไลน์อัพ J-Series ที่นำดีไซน์ดั้งเดิมในยุค 60s มาตีความใหม่ในแบบที่ทันสมัยยิ่งขึ้น กับรุ่น J200 ซึ่งโดดเด่นด้วยสัดส่วน Low & Long แบบฉบับของ LAMBRETTA ผสานเส้นสายที่คงเอกลักษณ์จากตำนาน พร้อมยกระดับความพรีเมียมด้วยฟีเจอร์ที่จัดเต็ม อาทิ เครื่องยนต์ขนาด 174.5 ซีซี หัวฉีด Bosch , Liquid cooled ,  ระบบเบรก ABS Dual Channel , ดิสก์เบรก หน้า-หลัง, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS) เปิด–ปิดได้โช๊คหน้า Double Arm-Link ปรับพรีโหลดได้ , กุญแจ Smart Key , บอดี้ฝาข้างหลังเหล็ก (Steel Body) , ไฟหน้าโปรเจคเตอร์ , USB Port Charger Type A + C , หน้าจอสี TFT ที่รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ทั้งหมดนี้มาพร้อมราคาพิเศษช่วงเปิดตัวเพียง 99,800 บาท (จากราคาปกติ 109,800 บาท) ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ J200 ขึ้นแท่นรุ่นที่มียอดจองสูงที่สุดของแบรนด์ในปีนี้ไปได้อย่างสวยงาม

ในภาพรวมของการเข้าร่วมงาน Motor Expo 2025 ปีนี้ ของ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ LAMBRETTA (แลมเบรตต้า) และ ZONTES (ซอนเทส) ในประเทศไทย ทั้งสองแบรนด์สามารถทำยอดจองรวมไปได้ถึง 1,383 คัน โดยแบ่งเป็น LAMBRETTA 785 คัน และ ZONTES 615 คัน ซึ่งสะท้อนการตอบรับที่แข็งแกร่ง แม้จะอยู่ในสภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

คุณกวิน ร่วมใจพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไดนามิค มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า แม้ว่าในช่วงเวลานี้สภาพเศรษฐกิจจะทำให้ภาพรวมตลาดรถจักรยานยนต์ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่เรายังคงได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าอย่างอบอุ่นและต่อเนื่อง ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งและเป็นกำลังใจสำคัญของทีมงานทุกฝ่าย พร้อมกล่าวขอบคุณลูกค้าชาวไทยที่ให้ความไว้วางใจต่อแบรนด์ทั้ง LAMBRETTA และ ZONTES พร้อมเสริมว่า “ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์ของเรา เสียงตอบรับที่เกิดขึ้นในงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันอันแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์และผู้ใช้ในประเทศไทย และเราพร้อมเดินหน้าพัฒนาและส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีขึ้นในทุกมิติ และสำหรับลูกค้าที่จองรุ่น J200 ใหม่ เราจะเริ่มทยอยส่งมอบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไปครับ”

ความสำเร็จในปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น คือการมองหารถที่ “ครบ” ทั้งเรื่องดีไซน์ที่โดดเด่น สไตล์ที่สะท้อนตัวตน และสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ควบคู่กับฟีเจอร์ที่คุ้มค่าและจับต้องได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั้ง LAMBRETTA และ ZONTES มุ่งพัฒนาและนำเสนออย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้สองแบรนด์ได้รับความสนใจในงาน Motor Expo 2025 ปีนี้

ฮอนด้า ร่วมกับ กรุงศรี ออโต้  จัดเต็มกิจกรรมแฟนมี๊ต “ก้อง-สมเกียรติ”แฟนคลับคับคั่ง-ส่งกำลังใจลุย “เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ 2026”

“ไทยฮอนด้า” ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย ร่วมกับ กรุงศรี ออโต้ ผู้นำสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เอาใจแฟนความเร็วจัดกิจกรรมแฟนมี๊ต “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ หลังผ่านการแข่งขันเข้มข้นตลอดทั้งปี “แฟนคลับ” หนาแน่น ร่วมส่งกำลังใจอย่างคับคั่งที่บูธรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2025 เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา


ทั้งนี้ภายในงาน “แฟนมี๊ต” กรุงศรี ออโต้ เปิดโอกาสให้ผู้โชคดีที่ได้ รับสิทธิพิเศษจากการสมัครของเงินสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัล บนแอป GO by Krungsri Auto เข้าร่วมรับหมวกกันน็อคพร้อมลายเซ็นยอดนักบิดชาวไทย “ก้อง สมเกียรติ“ ในงานเต็มไปด้วยแฟนคลับจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจ “ก้อง-สมเกียรติ” รวมถึงการร่วมอวยพรถึงอนาคตในเส้นทางอาชีพ ถ่ายภาพร่วมกัน และพูดคุยกันอย่างอบอุ่น


นักบิดขวัญใจชาวไทยเจ้าของรถแข่งหมายเลข 35 กล่าวว่า “วันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้เจอกับทุกๆ คน ผมสัมผัสได้ถึงกำลังใจที่มอบให้เสมอ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงเวลาที่หนักทั้งในและนอกสนาม ผมสู้อย่างเต็มที่ ฝึกซ้อมอย่างหนัก และไม่เคยลืมว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนชาวไทยในระดับโลก ปีหน้าจะแข่งใน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ร่วมกับทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี ผมจะสู้และทำสุดความสามารถเหมือนเดิม ขอให้ทุกคนช่วยส่งกำลังใจให้เหมือนเดิมนะครับ”
สำหรับ “ก้อง-สมเกียรติ” เพิ่งผ่านการทดสอบรถแข่ง Honda CBR1000RR-R ร่วมกับทีมในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก่อนจะกลับมาพักฤดูกาลในเมืองไทยราว 2 เดือน ก่อนจะเข้าร่วมโปรแกรมทดสอบครั้งต่อไปในเดือนมกราคมปีหน้า โดยสนามแรกของปีจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กุมภาพันธ์ 2026

แฟนความเร็วชาวไทยสามารถส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้าพร้อมติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ : https://facebook.com/HondaRacingTeamTH

#HondaRacingThailand #RaceToTheDream #MotoGP #HondaBigBike #SC35 #Kong
#WSBK #WorldSBK2026 #WSBK2026

 

 

 

 

สรยท. จัดเสวนา “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทย ปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” ปี 2569 ถึงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โครงสร้างภาษี, ยานยนต์ไฟฟ้า, ตลาดในประเทศ และตลาดส่งออก ปัจจัยสำคัญหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) จัดเสวนาในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรรม ยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย นางสาวพธู ทองจุล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม, นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และรศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษา สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกันฉายภาพให้เห็นการแข่งแข่งของตลาด
ยานยนต์ในประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขทางภาษีต่างๆ จากภาครัฐที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงและมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2569 โดยมีนายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนาในครั้งนี้ต่อ นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” ประธานในพิธี, วิทยากร และสื่อมวลชน ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-5 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42” กล่าวเปิดการสัมมนาว่า การเสวนา “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและการแข่งขัน” เป็นประเด็นสำคัญของผู้ที่อยู่ในแวงวงยานยนต์ทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า การลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การปรับภาษี การเข้ามาของผู้ผลิตรายใหม่ รวมถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ผันแปรไปตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น

“หากมองถึงยอดขายรถยนต์ 9 เดือน ปี 2568 ชี้ให้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างช้า โดยมียอดขาย 478,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2% ส่วนเดือนกันยายน 2568 มียอดขายเพิ่มขึ้น 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อยอดขายรวมเติบโตขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาพอสมควร การเสวนาครั้งนี้จะเป็นเวทีการแลกเปลี่ยนข้อมูลนำไปสู่การกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค ระดับโลกได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนอีกด้วย”

นายสุรศักดิ์ จรินทร์ทอง นายกสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ Thai Automotive Journalists Association (TAJA) กล่าวว่า “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์มีความเปลี่ยนแปลงทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งการปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับระเบียบกติกา มาตรการด้านภาษี ดังนั้นเพื่อให้ผู้อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป สมาคมฯ จึงจัดเสวนาในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรรมยานยนต์ไทยปี พ.ศ. 2569 : นโยบาย ทิศทางและ การแข่งขัน” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง ภาพรวม และชี้ทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งนโยบายภาครัฐ เทคโนโลยี และการแข่งขันที่รุนแรง

“การเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม, สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) และสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ไทย (EVAT) มาเป็นวิทยากรให้ข้อมูลเชิงลึก ร่วมมองไปข้างหน้าถึงโอกาส และความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2569 และในปีต่อไป คิดว่าเวทีการเสวนาวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย อีกทั้งสื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมเสวนาครั้งนี้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องสู่สาธารณะในวงกว้างต่อไป”

นางสาวพธู ทองจุล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1 สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีผลกรทบทั้งทางบวกและทางลบอันเนื่องมาจากต้องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ จะมีกรอบครอบคลุมตั้งแต่ ขนาดของเครื่องยนต์และประเภทของยานยนต์ไฟฟ้า (xEV), อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2), การใช้ชิ้นส่วนภายใสประเทศ, มาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถ และการติดตั้งระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งจะมีข้อกำหนดในการติดตั้ง ADAS แตกต่างกันไปตามประเภทรถยนต์และได้รับอัตราภาษีที่แตกต่างกันไปด้วย ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า ตามโครงการ EV 3.5 และ 3.5 ก็ให้อยู่ในข้อกำหนดตามมาตรการนั้นๆ

“ถ้ารถยนต์รุ่นใดไม่ร่วมโครงการ อาทิ รถยนต์ไฮบริด (HEV) เครื่องยนต์สันดาปภายในร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก (MHEV) จะต้องได้รับผลกระทบทางภาษีปรับขึ้นเป็นขั้นบันได หรือถ้าเข้าร่วมโครงการจะได้รับการลดหย่อนภาษีตามเงินลุงทุน, การใช้แบตเตอรี่ และการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเข้ามาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาภาษี และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ซึ่งในปี 2569 จะมีรถยนต์กลุ่มปิกอัพบางยี่ห้อเข้าเกณฑ์ได้รับอัตราภาษีใหม่ 2-3% เท่านั้น ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ก็มีบางรุ่นได้รับการปรับฐานภาษีใหม่ด้วย แม้สัดส่วนการลดหย่อนภาษีจะน้อยกว่ารถยนต์กลุ่มปิกอัพก็ตาม” อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ในปี 2569 จะส่งผลดีกับการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอีกด้วย ส่วนมาตรการกำจัดซากรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการออกมาตรการมารองรับปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา

 

ทางด้านนายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (TAIA) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยผลิตรถยนต์เป็นอันดับ 10 ของโลก ในปี 2567 ผลิตรถยนต์ลดลง 19.9% ซึ่งผลิตได้เพียง 1.47 ล้านคัน ลดลงจากปี 2566 ประมาณ 23% ขณะที่ประเทศจีนผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น 27% โดยไทยได้เปลี่ยนนโยบายไปผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกแทนยอดขายภายในประเทศที่ลดลงในช่วงที่ทผ่านมา อันเนื่องประเทศจีนได้ก้าวเข้าสู่การผลิตรถยนต์สมัยใหม่ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว “ตลาดส่งออกของรถยนต์ 80% ที่ผลิตจากประเทศไทยประกอบด้วย เอเชีย, ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง มีออสเตรเลียเป็นตลาดใหญ่ของปิกอัพที่ผลิตจากไทย ปัจจุบันเริ่มได้รับผลกระทบจากรถไฟฟ้าจีนบ้างแล้วจากการกำจัดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพราะปิกอัพ 99.5% เป็นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ขณะที่รถยนต์นั่งอีก 33% ก็ยังเป็นเครื่องยนต์สันดาป (ICE) จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ประเทศไยต้องปรับกลยุทธ์ให้ส่งออกรถยนต์ให้มาขึ้นทดแทนตลาดในปะเทศ ทั้งนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป เนื่องจากมีรถยนต์ทางเลือกมากขึ้น โดยพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบัน ผู้บริโภคให้ความสำคัญไปที่ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง, สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า ส่วนข้อกังวลก็ยังมีเรื่องสถานีชาร์จแบตเตอรี่ เวลาที่ใช้ในการชาร์จ และราคาแบตเตอรี่”

ทางด้านโครงการส่งเสริมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 ในสองปีแรกรัฐบาลส่งเสริมให้นำรถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เข้ามาจำหน่าย โดยสนับสนุน 150,000 บาท/คัน แต่ในสองปีหลังให้ผู้นำเข้าผลิตรถยนต์ชดเชย 1:1 ซึ่งโครงการ EV 3.0 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นี้ แต่รัฐบาลอนุโลมให้จดทะเบียนได้ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 หลังจากนี้จะยังเหลือเพียงโครงการ EV 3.5 ที่จะต้องเดินหน้าต่อไปสำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในปี 2569 ตลาดยังมีดความเชื่อมโยงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยปี 2568 จะอยู่ประมาณ 2.8% หากมองไปถึงปี 2569 ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ในประเทศไทยจะอยู่ประมาณ 2.4% ขณะที่นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐบาลส่งผลให้ราคารถยนต์นั่งปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ส่วนรถยนต์ปิกอัพราคาลดลงเล็กน้อย ภารกิจของรัฐบาลต้องเร่งเจรจาภาษีกับคู่ค้าให้ได้ภาษีรถยนต์ที่จะส่งออกที่เหมาะเพื่อให้รถยนต์จากไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ “ตลาดรถยนต์ของไทยผูกกับการส่งออก เมื่อใดที่ไทยได้รับผลกระกับการส่งออกตลาดรถยนต์ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ถึงอย่างไรก็ยังคาดว่า ตลาดรถยนต์ในปี 2569 จะเป็นบวกเล็กน้อย โดยเศรษฐกิจการเมืองมีผลกระทบกับตลาดรถยนต์โดยตรง อยู่ทีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมืองของรัฐบาล”

รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ และที่ปรึกษาสมาคม สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวถึงสถาการณ์ยานยนต์ไฟฟ้าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มองเห็นความก้าวหน้าของ ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ยานยนต์ไฟฟ้ามีข้อดีในเรื่องของการลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน และยัง

ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดมลพิษ อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย และปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยมากขึ้น ตั้งแต่เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 มีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนคิดเป็นสัดส่วน 15.6% ของตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันมียอดจะทะเบียน 229,562 คัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ EV 3.0 ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่นำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจำนวนมาก

“ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าบ้านเรายังมีแนวโน้มการเติบโต แม้ที่ผ่านผู้บริโภคจะตอบรับจำนวนมาก สิ่งที่กังวลยังเป็นเรื่องสถานีชาร์จที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งรัฐบาลจะต้องส่งเสริมการลงทุน ปัจจุบันสถานีชาร์จในบ้านเรามี 3,800 แห่ง หรือประมาณ 10,000 ชาร์จ มีสัดส่วน 30 คัน/หัวชาร์จ แต่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งยังไม่ตอบโจทย์การเดินทางผู้ที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า”สำหรับในปี 2568 มีทางรถยานยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์ต่างเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 100 รุ่น ทำให้ตลาดมีการแข่งขันราคากันอย่างรุนแรง แต่มาตรฐานการพัฒนาแบตเตอรี่ระยะทางในการวิ่งต่อการชาร์จแบตเตอรี่ของแต่ละเซกเม้นต์เริ่มนิ่ง ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในการตัดสินใจ หลังจากนี้รถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวเข้าสู่การแข่งขันสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ โดยตลาดรถยนต์ไฟฟ้านับจากนี้ไปจะอยู่ที่นโยบายด้านสรรพสามิตที่จะส่งผลให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และมีกาถ่ายทอดเทคโนโลยีและใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากขึ้น

“โฮมเรซประวัติศาสตร์! นักบิดไทยเหมาแชมป์ทุกรุ่น ‘ชิพ-มิกซ์-ไอเดีย-เติ้ล’  ยืนโพเดี้ยมที่ 1 ปิดฉาก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง 2025 อย่างยิ่งใหญ่

เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง สนามสุดท้ายที่ประเทศไทย จบด้วยชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของนักบิดไทยพาเหรดคว้าชัยและขึ้นโพเดียมทุกรุ่น นำโดย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ยอดนักบิดไทย  จาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ นำม้วนเดียวผงาดคว้าแชมป์รุ่นใหญ่ไปครอง ส่วน”มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ คว้าแชมป์ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี , “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ จาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม คว้าแชมป์ในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี , และ “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก วัน ฟอร์ ออลล์ แซงเดือด 11 คันรอบสุดท้ายซิวแชมป์รุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี เพลงชาติไทยดังกึกก้องในทุกโพเดียม สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้สองล้อไทยที่สามารถคว้าชัยชนะทุกรุ่นการแข่งขันในรอบ 11 ปี ที่จัดในประเทศไทย

การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแแชมป์ประจำทวีปเอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ สนามที่ 6 ดวลความเร็วเรซสุดท้าย เพื่อตัดสินแชมป์ประจำปี เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก

โดยไฮไลต์ในรุ่นใหญ่อย่าง เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) เต็มไปด้วยความเข้มข้น ซึ่งหลังผ่านเรซแรกในวันเสาร์ “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ นักบิดชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ รั้งรองจ่าฝูงตามหลังผู้นำอย่าง ฮาฟิซ ซยาห์ริน อดีตนักบิดโมโตจีพีชาวมาเลเซียจาก เจดีที เรซซิ่ง ทีม อยู่เพียง 8 แต้มเท่านั้น

เกมเรซนี้ดวลกันทั้งสิ้น 13 รอบสนาม โดย “ชิพ” นครินทร์ ที่ตัดสินใจใช้ตัวเลือกยางหน้าและหลังเป็นมีเดียมเพียงคนเดียวของเรซ ทะยานขึ้นไปรั้งตำแหน่งหัวแถวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบิดนำม้วนเดียวจบคว้าชัยชนะไปครองด้วยเวลา 20 นาที 45.446 วินาที

อย่างไรก็ดีการตัดสินแชมป์เอเชียในรุ่นต้องมาพลิกในรอบสุดท้าย เมื่อ ซยาห์ริน ที่ต้องการจบเรซในอันดับ 2 มาไล่แซง ซัควาน ไซดี้ เพื่อนร่วมชาติจาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า เรซซิ่ง มาเลเซีย ในรอบสุดท้าย บิดเข้าเส้นชัยในอันดับ 2 ตามหลังผู้ชนะ 2.505 วินาที พร้อมกับผงาดคว้าแชมป์ประจำปีในรุ่นใหญ่ได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ ไซดี้ ตามหลัง 2.614 วินาที

ส่วนในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี เป็นอีกเรซที่น่าจดจำอย่างมาก โดยก่อนแข่งเรซนี้ “ตี” อนุภาพ ซามูล นักบิดไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม มีลุ้นแชมป์เต็มตัว เพราะตามหลังจ่าฝูงอย่าง คาสมา ดาเนียล คาสมายูดิน นักบิดมาเลเซียจาก หง หลง ยามาฮ่า เรซซิ่ง เพียง 3 แต้ม

เกมเรซนี้ชิงชัยกัน 12 รอบสนาม และมีการสลับตำแหน่งผู้นำกันแทบทุกรอบ ก่อนจะมาพลิกอีกครั้งในรอบสุดท้าย โดยผลปรากฏว่า “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว ดาวรุ่งชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ อาศัยจังหวะที่ยอดเยี่ยม เสียบแซงเข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 20 นาที 7.296 วินาที คว้าชัยชนะส่งท้ายปีไปครองอย่างสุดมันส์ เฉือน อัลดี้ มาเฮ็นดร้า นักบิดอินโดนีเซียจาก ยามาฮ่า เรซซิ่ง อินโดนีเซีย อันดับ 2 เพียง 0.162 วินาทีเท่านั้น

ขณะที่ “ตี-อนุภาพ” เบียดขึ้นโพเดียมในอันดับ 3 ตามหลังผู้ชนะ 0.351 วินาที โดยมี ดาเนียล คาสม่า บิดเข้าป้ายอันดับ 4 ตามหลัง 0.892 วินาที และ “แสตมป์” อภิวัฒน์ วงศ์ธนานนท์ นักบิดไทยจาก ยามาฮ่า ทีเอ็นพี อันดับ 5 ตามหลัง 0.930 วินาที

ภายหลังจบเรซนี้คะแนนสะสมลุ้นแชมป์ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี สูสีอย่างมาก โดยแชมป์ตกเป็นของ คาสม่า ดาเนียล ซึ่งมีแต้มเท่ากันกับ “ตี-อนุภาพ” แต่ผลในการคว้าชัยชนะต่อเรซนั้นมากกว่า ทำให้นักบิดไทยคว้าได้เพียงรองแชมป์เอเชียในฤดูกาลนี้

ด้านผลการแข่งขันในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี ชัยชนะเรซสุดท้ายยังคงเป็นของนักบิดไทย “ไอเดีย” กฤตภัทร เขื่อนคำ ดาวรุ่งชาวไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่ง ทีม ด้วยเวลา 18 นาที 45.076 วินาที เฉือน “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ ดาวรุ่งจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ อันดับ 2 เพียง 0.133 วินาทีเท่านั้น ส่วนอันดับ 3 ได้แก่แชมป์เอเชียอย่าง ฟาดิลลาห์ อาร์บี อดิทาม่า นักบิดอินโดนีเซียจาก แอสตร้า ฮอนด้า เรซซิ่ง ทีม ตามหลัง 1.010 วินาที โดย “ไอเดีย-กฤตภัทร” ทำคะแนนสะสมขยับขึ้นมาคว้ารองแชมป์เอเชียในรุ่นนี้ได้สำเร็จ

ส่วนผลในรุ่น อันเดอร์โบน 150 ซีซี ชัยชนะเรซนี้ตกเป็นของนักบิดชาวไทยอย่าง “เติ้ล” พีระพงษ์ หลุยบุญเป็ง จาก วัน ฟอร์ ออลล์ ที่พลิกแซง 11 คันในรอบสุดท้ายเข้าป้ายคันแรกด้วยเวลา 16 นาที 31.710 วินาที เฉือน จอห์น เอเมอร์สัน อิงกีโต นักบิดฟิลิปปินส์จาก โฟร์เอสวันเอ็ม อีโว ยามาฮ่า เรซซิ่ง ทีม อันดับ 2 เพียง 0.068 วินาที อันดับที่ 3 ได้แก่ กูปิต้า เครสน่า วาร์ดาน่า นักบิดอินโดนีเซีย จาก เซียอาร์ แอลเอฟเอ็น เอชพี969 เอ้มซีอาร์ อาร์บีที 34 ตามหลัง 0.438 วินาที

นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันซัพพอร์ตเรซ ในรุ่น ทีวีเอส เอเชีย วันเมคเรซ แชมเปียนชิพ ซึ่งชัยชนะเรซสุดท้ายตกเป็นของนักบิดชาวญี่ปุ่นอย่าง ฮิโรกิ โอโนะ ด้วยเวลา 14 นาที 44.800 วินาที ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง มูฮัมหมัด แรมแดน รอสลี นักบิดมาเลเซียถึง 3.652 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ หลุยส์ มิเกล นักบิดสเปนตามหลัง 3.672 วินาที

ในเรซสำคัญส่งท้ายปีนี้ ยังมีศิลปินคนดัง นำโดย “นิกกี้-ณฉัตร จันทพันธ์”, “โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี” พระเอกขวัญใจวัยรุ่น ที่สนใจในกีฬาการแข่งรถจักรยานยนต์อย่างมากและทำผลงานดีเยี่ยมจากสนามชิงแชมป์ประเทศไทยที่ผ่านมา ได้นำทัพแฟนคลับมากมาย มาสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันระดับเอเชียอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี คู่หูสุดป่วน “เจแปน ภานุพรรณ” และ “นาย เดอะ คอมเมเดี้ยน” มาสร้างเสียงหัวเราะและสีสันที่พิตเลน รวมทั้ง “โดโรธี เพ็ทโซลด์” นางแบบและอินฟลูเอนเซอร์สาวสวย ควงคู่มากับแฟนหนุ่ม “เอเลียส ดอเลาะ” แข้งคนสำคัญแห่งทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มาเติมเต็มความสนุกในสุดสัปดาห์มอเตอร์สปอร์ตระดับโลกนี้อีกด้วย

สำหรับ ศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปียนชิพ 2025 นับเป็นฤดูกาลที่มีการลุ้นแชมป์เข้มข้นที่สุดฤดูกาลหนึ่ง โดยต้องมาตัดสินกันถึงเรซสุดท้ายที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ขณะที่นักบิดไทยพาเหรดคว้าชัยและขึ้นโพเดียมทุกรุ่นในเรซส่งท้ายปี เพลงชาติไทยดังกึกก้อง สร้างประวัติศาสต์หน้าใหม่ให้สองล้อไทยที่สามารถคว้าชัยชนะทุกรุ่นการแข่งขันในรอบ 11 ปี ที่จัดในประเทศไทย

“ชิพ-นครินทร์” บิดนำม้วนเดียวจบ คว้าแชมป์รุ่นใหญ่ ASB1000

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” ระเบิดผลงานกวาด “ดับเบิ้ลวินเนอร์” โฮมเรซ “ชิพ-นครินทร์” บิดนำม้วนเดียวจบ คว้าแชมป์รุ่นใหญ่ ASB1000 ควง “มิกซ์-ธนัช” แชมป์ SS600 ในเรซ 2 ARRC พาธงชาติไทยโบกสะบัด ปิดฤดูกาลอย่างยิ่งใหญ่

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” พาเหรดคว้าโพเดียม ตอกย้ำศักยภาพการเป็นทีมแข่งชั้นนำของไทย ส่งทัพนักบิดยอดฝีมือลงสนามพร้อมอาวุธคู่ใจ Honda CBR Series นำทีมโดย “ชิพ-นครินทร์” ในรุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) ทำผลงานลุ้นแชมป์จนถึงเรซสุดท้าย คว้าวินเนอร์โฮมเรซไปครอง พร้อมควง “มิกซ์-ธนัช” ในการแข่งขันรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ปลดล็อคชัยชนะแรกของ The Next Successor ไทยสำเร็จ ขณะที่ดาวรุ่งไวล์ดการ์ดทำผลงานใน เอเชีย โปรดักชั่น 250 (AP250) “อุ้ม-นพรุธพงษ์” ที่ทำการลงแข่งขันเพียงครั้งแรกในรายการ คว้าดับเบิ้ลโพเดียม ในศึกความเร็วชิงแชมป์เอเชีย รายการ FIM Asia Road Racing Championship 2025 สนามที่ 6 เรซที่ 2 ในวันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์

รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) ยอดนักบิดไทย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ควบ Honda CBR1000RR-R หมายเลข 41 มุ่งมั่นและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด ออกสตาร์ตจากกริดที่ 3 ก่อนรีดความเร็วขึ้นมาเป็นผู้นำได้ทันทีตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งนักแข่งไทยพยายามยืดช่องว่างหนีออกไปเพื่อปิดโอกาสที่คู่แข่งจะขึ้นมาต่อสู้ได้ บวกเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดได้อย่างต่อเนื่อง บิดทะยานแบบม้วนเดียวจบ ผ่านธงตราหมากรุกคว้าชัยชนะไปครองได้สำเร็จ เก็บวินเนอร์ที่ 3 คว้ารองแชมป์ประจำปีให้กับตัวเอง และ ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ในการลงสนามแข่งขันรุ่นใหญ่สุดเป็นซีซั่นแรก พร้อมกับการพัฒนาเพื่อคว้าแชมป์อีกครั้งในซีซั่นต่อไป

รุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ส่งดาวรุ่ง The Next Successor ของไทยลงสนามกับยอดรถแข่ง Honda CBR600RR สร้างผลงานปลดล็อคสำคัญในซีซั่นนี้ จาก “มิกซ์” ธนัช ละอองปลิว หมายเลข 31 ที่ออกสตาร์ตจากกริดที่ 4 บวกความเร็วมาต่อสู้ในแถวหน้าที่มีหัวแถวของเอเชียและนักบิดประสบการณ์ระดับโลกต่อสู้กันหลายคัน ดาวรุ่งไทยไล่แซงขึ้นมาเป็นผู้นำ ยอดดาวรุ่งไทยปักหลักต่อสู้ได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบวกความเร็วขึ้นมาชิงจังหวะกันถึงโค้งสุดท้าย ทะยานเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 พาธงชาติไทยและเสียงเพลงชาติไทยกระหึ่มสนามโฮมเรซ

ขณะที่ 2 เพื่อนร่วมทีม “ไฮเปค” กฤษฎา ธนโชติ หมายเลข 18 ออกสตาร์ตจากกริดที่ 11  แม้ต้องรับโทษลองแล็ป แต่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ยกระดับความเร็วไล่แซงคู่แข่งขึ้นมาคว้าอันดับที่ 6 ได้สำเร็จ โดยมี “ข้าวกล้อง” จักรีภัทร พฤฒิสาร หมายเลข 20 เริ่มต้นการแข่งขันจากอันดับที่ 18 ขึ้นมาคว้าอันดับที่ 9

ด้านรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 (AP250) สองดาวรุ่งไวล์ดการ์ดก้าวข้ามขีดจำกัดของประสบการณ์อีกครั้งด้วยการขึ้นมาดวลความเร็วกับนักบิดแถวหน้า โดย “อุ้ม” นพรุธพงษ์ บุญประเวศ ที่ขี่ CBR250RR หมายเลข 20 เริ่มต้นจากกริดสตาร์ตที่ 5 เริ่มต้นออกสตาร์ต บวกความเร็วแซงคู่แข่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โชว์ความมุ่งมั่นไล่ลดช่องว่างจากกลุ่มนำขึ้นมาทันในช่วง 3 รอบสุดท้ายร่วมต่อสู้เพื่อลุ้นชัยชนะในเรซ ซึ่งมีการชิงจังหวะกันถึงโค้งสุดท้าย ก่อนที่ดาวรุ่งไทย “อุ้ม-นพรุธพงษ์” จะทะยานตัวแข่งคู่กายคว้าอันดับที่ 2 ขยับผลงานอีกครั้งในเรซนี้พร้อมกับพาธงชาติไทยขึ้นโพเดียมได้สำเร็จอีกครั้ง

ทางด้านของดาวรุ่งทีมเมท “เฟอร์” ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 12 เริ่มต้นการแข่งขันจากกริดสตาร์ตที่ 21 เปิดโหมดบุกแบบไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีคู่แข่งระดับนานาชาติ ไล่แซงขึ้นมาอยู่กลุ่มหัวแถวได้สำเร็จ ก่อนยกระดับผลงานได้อีกขั้นด้วยการคว้าอันดับที่ 5 มาครอง

 

“ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์” กับฤดูกาลที่สุดท้าทายในการแข่งขันรายการ FIM Asia Road Racing Championship 2025 ด้วยการลงแข่งขัน ASB1000 รุ่นใหญ่ที่สุดด้วยนักแข่งและทีมแม็คคานิกซ์ไทยร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นปีแรก ทำผลงานได้น่าประทับใจ ด้วยการลุ้นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของนักบิดไทย ขณะที่ SS600 ดัน The Next Successor ลงปะทะคันเร่งกับหัวแถวเอเชียและระเบิดผลงานคว้าวินเนอร์และโพเดียมมาครอง รวมถึง AP250 ที่ได้ส่งดาวรุ่งไทยลงสนามด้วยสิทธิ์ไวล์ดการ์ด ขึ้นไปต่อสู้แถวหน้าเอเชียก่อนทำผลงานขึ้นโพเดียมได้สำเร็จ ด้วยตัวแข่ง Honda CBR Series ตอกย้ำศักยภาพและความเป็นผู้นำของมอเตอร์สปอร์ตไทยในการแข่งขัน รวมถึงการมุ่งมั่นพัฒนานักแข่งไทยของ “ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์”

 

#ThaiHonda #Motorsport #HondaRacingThailand #RaceToTheDream #RaceToTheChampion #ARRC2025 #AsiaRoadRacingChampionship2025 #HondaCBR #Chip41 #Kaowkong20 #Mix31 #HiPeck18 #Idemitsu #Sittipol #KrungsriAuto #YumYum #KELA #Kushitani #SHOWA #SKF #KOWA #NGK #DID #ARAI #RCB #RuamJaiRakHospital #GariGari #EEST #DiosDesign #Nissin