New Yamaha Tenere700 Rally Edition

ในบ้านเราเพิ่งจะเปิดตัวขาย Tenere700 ตามหลังยุโรปไปได้ไม่นาน ทางฝั่งยุโรปก็ส่งเวอร์ชั่นล่าสุดออกมาเป็นทางเลือกเพิ่มเติมด้วย Tenere700 Rally Edition ที่มาพร้อมกับ โทนสีอันเป็นสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยกันดีสำหรับคนที่ติดตามผลงานของ Yamaha ในรายการแรลลี่ดาการ์ และนี่คือ Iconic Dakar heritage colours ที่ย้อนไปถึง Tenere โมเดลแรกซึ่งผลิตออกมาจำหน่ายในปี 1983 ที่มาด้วยโทนสีน้ำเงินเหลืองพร้อมลวดลาย speed block อันเป็นเอกลักษณ์ของ Yamaha

ก่อนจะถึงคราวกำเนิดของ Tenere นั้น ต้องย้อนไปในปี 1976 ที่ Yamaha ได้เปิดตัวรถในสไตล์ Dual purpose อย่าง XT500 เครื่องยนต์สี่จังหวะสูบเดียว มีคาแรคเตอร์ไปในทางรถเอ็นดูโร่ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีในยุโรป จากนั้นรถรุ่นนี้ก็เริ่มปรากฏในสังเวียนการแข่งขันเมื่อผู้ใช้นำไปลงแข่งขัน อย่างนักขี่ชาวฝรั่งเศส ได้นำไปลงแข่งแรลลี่ จากนั้นในระหว่างช่วงเดือนธันวาคม ปี 1978 รถรุ่นนี้ก็เป็นจำนวนหนึ่งใน 182 คันที่ลงแข่งดาการ์แรลลี่ และนับจากนั้นมา XT500 ก็กลายเป็นรถที่ขายดีมากที่สุดรุ่นหนึ่งในยุโรป ควบคู่กับความสำเร็จของการคว้าชัยชนะใน DakarRally ด้วยกระแสความสำเร็จในฐานะรถแข่งแรลลี่นี้เองจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างรถในแบบแอดเวนเจอร์แท้ๆออกมาสู่ตลาด ด้วยการมีถังเชื้อเพลิงที่มีความจุมากพอสำหรับการเดินทางไกล ระบบกันสะเทือนที่มีระยะยุบตัวมากพอสำหรับรองรับทุกสภาพเส้นทางพร้อมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบโช้คอัพเดี่ยวโมโนครอส และนี่คือรถโปรดักชั่นในประเภทแอดเวนเจอร์รุ่นแรกของ Yamaha มาในชื่อ XT600Z Tenere ที่ผลิตออกมาในปี 1983 และนับตั้งแต่ผลิตออกมาในฐานะรถ โปรดักชั่นแล้ว XT600 Z Tenere นี้ ยังได้ถูกนำไปใช้เป็นรถแข่งโดยทีมแข่งอิสระต่างๆอีกด้วย

หลังจากที่ Tenere700 เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2019 ก็กลายเป็นรถรุ่นหนึ่งที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้ทั่วโลกด้วยเครื่องยนต์ที่เน้นเรื่องแรงบิดและมีพละกำลังที่ดี จาก CP2 engine ซึ่งมีความจุ 689 ซีซี พร้อมตอบสนองการใช้งานในแบบออฟโรด และมีคุณสมบัติรองรับการเดินทางไกล ร่วมด้วยการตอบสนองที่สะดวกสบายขณะขับขี่บนทางไฮเวย์ ที่ผู้ขับขี่จะได้รับจาก Tenere700 และเพื่อเพิ่มทางเลือก จึงได้ส่งเวอร์ชั่นล่าสุด Tenere700 Rally Edition ที่มาพร้อมกับโทนสีน้ำเงินเหลือง พร้อมลวดลาย speedblock ตามแบบฉบับของตัวแข่งแรลลี่ ในปี 83-84 จากสังเวียน Dakar Rally เราคงจะไม่พูดถึงสเปคพื้นฐานของ Tenere700 ที่เป็นพื้นฐานเดียวกับ Tenere700 Rally Edition แต่จะกล่าวถึงเฉพาะองค์ประกอบเพิ่มเติมที่ทาง Yamaha บอกว่า เป็น high specification เหนือกว่ารถเวอร์ชั่นสแตนดาร์ด ที่มีการติดตั้งชิ้นส่วนเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการป้องกันตัวรถ อาทิ chassis protection ที่คอยป้องกันตัวรถขณะนำไปขับขี่ในเส้นทางออฟโรด ด้วยแผ่นอลูมิเนียมที่มีความหนา 4 มม. ซึ่งติดตั้งมาจากโรงงาน หรือแม้แต่ heavy duty skid plate ที่เป็นการ์ดคอยปกป้องการกระแทกเครื่องยนต์ และป้องกันการกระแทกที่บริเวณชิ้นส่วนของเฟรมด้านล่าง รวมทั้ง aluminium radiator protector ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสียหายของชิ้นส่วนหม้อน้ำ และยังรวมถึงชิ้นส่วน aluminium chain guard ที่ชิ้นส่วนเหล่านี้ออกมาเพื่อเพิ่มการป้องกันโครงสร้างตัวรถจากการกระแทกหรือขูดขีดจากสิ่งต่างๆระหว่างการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดนั่นเอง

มาที่ส่วนของเบาะนั่งได้ปรับมาเป็นเบาะนั่งที่เหมาะกับการใช้งานในแบบแรลลี่ ด้วย one-piece rally seat ที่เป็นเบาะแบบชิ้นเดียวซึ่งมีความสูงเพิ่มจากเดิม 20 มม. ทำให้ตำแหน่งเบาะนั่งสูงอยู่ที่ 895 มม. ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขยับปรับเปลี่ยนช่วงขาได้สะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหวในการปรับเปลี่ยนจากการนั่งขี่มาเป็นยืนขี่ระหว่างตะลุยไปบนทางออฟโรด พร้อมกันนี้ยังมี grip pads ซึ่งเป็นแผ่นยางพิเศษที่ติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานกับ Tenere700 Rally Edition ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้สะดวกขึ้น โดยด้านในของช่วงขาจะสามารถยึดเกาะกับรถได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชุดแฮนเดิ้ลบาร์ที่มาแบบออฟโรดสไตล์ที่ปรับองศาให้เหมาะสมกับการใช้งานกับ off road handlebar grips และรายละเอียดอื่นๆ ของ Tenere700 Rally Edition มีข้อมูลดังนี้

Engine type : liquid-cooled, 4-stroke,
4-valves, DOHC, 2-Cylinder
Displacement : 689cm³
Bore x stroke : 80.0mm x 68.6mm
Compression ratio : 11.5:1
Maximum power : 54.0kW@9000rpm
Maximum Torque : 68.0Nm@6500rpm
Lubrication system : Wet sump
Clutch Type : Wet, Multiple Disc
Ignition system : TCI
Starter system : Electric
Transmission system : Constant Mesh, 6-speed
Final transmission : Chain
Carburettor : Fuel Injection
Frame : Steel tube backbone, Double cradle
Front suspension system : Upside down
telescopic fork
Rear suspension system : Swingarm, (Link type suspension)
Front travel : 210mm
Rear Travel : 200mm
Front brake : Hydraulic dual disc, Ø 282mm
Rear brake : Hydraulic single disc, Ø 245mm
Front tyre : 90/90 R21 M/C 54V M+S – Spoke wheels with Pirelli Scorpion Rally STR
Rear tyre : 150/70 R18 M/C 70V M+S – Spoke wheels with Pirelli Scorpion Rally STR
Overall length : 2,370mm
Overall width : 910mm
Overall height : 1,455mm
Seat height : 895mm
Wheel base : 1,595mm
Minimum ground clearance : 240mm
Wet weight (including full oil and fuel tank) : 204kg
Fuel tank capacity : 16L

Review All New YAMAHA WR155R

2020 Yamaha WR155 R ออฟโรดเอ็นดูโร่ ทางเลือกใหม่ของสายทางฝุ่น พร้อมดีไซน์ใหม่โฉบเฉี่ยวกับขุมพลังรีดแรงมา 16 ตัว

Yamaha Tenere 700

เป็นอีกหนึ่งโมเดลที่มีผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก กับ Yamaha Tenere 700 รถจักรยานยนยนต์ Off-Road Rally เต็มรูปแบบคันแรกของค่ายส้อมเสียงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเปิดตัวและจับจองเป็นเจ้าของไปแล้วในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ปลายปีที่แล้ว และได้เวลาของการส่งมอบให้กับลูกค้า พร้อมกับได้ทดสอบขับขี่กันแล้ว ทีมงานไรดิ้งจึงไม่รอช้าขอลองความมันสักหน่อย

Yamaha Tenere 700 ถูกเติมเต็มด้วยรูปแบบ จากรถจักรยานยนต์แรลลี่ ที่เราเห็นในการแข่งขันระดับโลกอย่าง Darka Rally โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 689 ซีซี Crossplane 2 ลูกสูบเรียง 4 จังหวะ 8 วาล์ว (4 วาล์ว ต่อสูบ) แบบ DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งก็เป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ Yamaha MT-07 ที่เน้นสมรรถนะของแรงบิดสูงในรอบต่ำ 68.0 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที พละกำลังสูงสุด 54 แรงม้า (KW) ที่ 9,000 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์แบบ 6 สปีด ระบบคลัทซ์มือแบบเปียกหลายแผ่นซ้อนกัน ส่งกำลังสุดท้ายด้วยระบบโซ่

ไฟหน้า 4 ดวง แบบ LED วินชิวด์ทรงสูง แฮนด์เดิ้ลบาร์กว้าง หน้าจอแสดงผลแบบดิจิตอล TFT โครงสร้างตัวรถ Blackbone Double Cradle ระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ Upside-Down ขนาด 43 มม. ระยะยุบตัว 8.3 นิ้ว ระบบกันสะเทือนหลัง Singe Shock ทำงานร่วมกับสวิงอาร์มอลูมินัม สามารถปรับระดับ Preload และ Rebound ได้ ระยะยุบตัว 7.9 นิ้ว ระบบเบรกหน้าคู่ขนาด 282 มม. พร้อมคาลิเปอร์ Brembo ระบบเบรกหลังดิสก์เดี่ยว ขนาด 245 มม. คาลิเปอร์ลูกสูบคู่ โดยมีระบบเบรก ABS ที่สามารถเลือกเปิดและปิดการทำงานได้อย่างอิสระ วงล้อมีขนาดที่ไม่เท่ากัน โดยวงล้อหน้าจะมีขนาด 21 นิ้ว ตามแนวทางของรถที่ใช้ในการตะลุยทางวิบาก สวมยางขนาด 90/90R21 และวงล้อหลังขนาด 18 นิ้ว สวมยางขนาด 150/70R18 โดยตัวยางจากโรงงานจะเลือกใช้งานยางของแบรนด์ Pirelli Scorpion Rally STR มิติตัวรถมีความยาว 2,365 มม. ความกว้าง 915 มม. ความสูงโดยรวม 1,455 มม. ความสูงเบาะนั่ง 875 มม. ฐานล้อ 1,590 มม. ถังน้ำมันจุได้สูงสุด 16 ลิตร

ความคิดเห็นนักทดสอบ จตุรงค์ หมื่นทิพย์

มันคือรถจักรยานยนต์ที่ออกมาตอบสนองการขับขี่ที่หลากหลายรูปแบบจริงๆ การดีไซน์ขนาดของตัวรถที่เพรียว ดูไม่เทอะทะ เบาะนั่งที่ไม่สูงมาก วงล้อหน้าใหญ่หลังเล็ก และเสริมออพชั่นการ์ดกันล้มพร้อม แลคหลังสำหรับติดตั้งกล่อง สำหรับการผจญภัยโดยไร้ความกังวลสัมผัสแรกของการขึ้นไปคร่อม ท่านั่งกำลังดีกับสรีระของผมกับความสูง 168 ซม. ปลายเท้ายังพอจิกพื้นเอาตัวรอดได้ ถังน้ำมันทำสโล้ปให้รับกับเบาะนั่ง มันสะดวกในการใช้หัวเข่าหนีบรถ น้ำหนักประมาณ 220 กิโลกรัม เอาเรื่องอยู่นะกับขนาดรถเพียง 700 ซีซี แต่พอได้สตาร์ทออกตัวไป รอบเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงแบบ Crossslane ดุดัน รุนแรง ทำให้รู้สึกถึงการควบคุมที่เบาแรงหักล้างกับน้ำหนัก การบิดกระแทกคันเร่งอย่างรวดเร็วทำเอาท้ายสไลด์ปั่นฝุ่นกระจาย แต่อัตราการทดเกียร์ช่วงต้นเกียร์ 1-2 ลากกันได้ยาว ทำให้ขี่ได้สนุกไม่ต้องกลัวแรงกระชากในการเปลี่ยนเกียร์ กำลังดีไม่มีตกรอบที่ต่อเนื่อง
ระบบช่วงล่าง การใช้วงล้อหน้าใหญ่ 21 นิ้ว สไตล์รถวิบาก มันพร้อมสำหรับการลุยฝ่าอุปสรรค ทางวิบาก ท่อนไม้ ก้อนหิน หรือการโดดเนินได้อย่างไม่ต้องกังวล แต่สำสหรับยางที่ไม่ใช่ดอกลึกคงต้องระวังกันหน่อย โช้คอัพหน้า แบบหัวกลับ ตั้งค่าสแตนดาร์ดก็เอาอยู่สำหรับการรับแรงกระแทกจากการโดด และขึ้นเนินลงหลุม การ์ดกันแคร้งเครื่องยนต์ด้านล่างพร้อมปะทะ ส่วนโช้คอัพหลังเดี่ยวก็เช่นกัน การเปิดคันเร่งในโค้งท้ายสไลด์คงไม่แปลกแต่มันช่วยซับแรงกด และสามารถคอนโทรลกลับเข้าสู่เส้นทางได้มั่นใจ ระบบดิสก์เบรกที่จัดหนักมาให้กับ Brembo คู่หน้า มั่นใจได้กับแบรนด์นี้ แต่ถ้าเจอทรายก็มีอาการแถๆ แถดๆ ออกข้างไปบ้าง ดิสก์เบรกหลังเดี่ยวก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แฮนด์เดิ้ลบาร์ ติดตั้งการ์ดมาให้สบายใจได้เมื่อลุยเข้าป่า จอแสดงผลแบบ TFT ธรรมดาๆ อ่านง่ายจอใหญ่
โดยจุดเด่นที่เหนือกว่าก็คือ รูปแบบของตัวรถที่เปิดโอกาสในการใช้งานได้หลากหลายของ Off-Road อย่างเต็มที่ ทั้งทางขรุขระ ทางวิบาก เนิน หลุม ทราย น้ำ และด้วยการใช้ถังน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ถึง 16 ลิตร สามารถเดินทางท่องเที่ยว หรือลุยเข้าป่าลึกได้โดยไม่ต้องกังวลในเรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับไบค์เกอร์มือเก๋าๆ ทั้งหลายน่าจะชอบอารมณ์ลุยๆ ที่มีความคล่องตัว แต่ไบค์เกอร์มือใหม่ คงต้องทำความรู้จักกับกำลังเครื่องยนต์ และการควบคุมสักพักรับรองว่าขี่แล้วสนุกแน่นอนส่วนราคาค่าตัวเปิดด้วยตัวสแตนดาร์ด ด้วยราคา 439,000 บาท และออพชั่นเสริม Touratech 493,000 บาท ส่วนตัวท็อปมีเพียง 7 คันเท่านั้น มาพร้อมของแต่ง Touretech เต็มคัน ราคา 575,600 บาท

Husqvarna 701 Supermoto

ด้วยขุมพลังระดับ 74 แรงม้า มาพร้อมระบบอิเล็คทรอนิคส์ล้ำสมัย advanced electronics และ โครงสร้างแชสซีส์ชั้นยอดที่ขนานให้เป็น state-of-the-art chassis ทำให้ 701 Supermoto เป็นรถจักรยานยนต์ที่มีสมรรถนะในระดับรถแข่ง แต่พร้อมที่จะตอบสนองการขับขี่บนท้องถนนในเวลาเดียวกัน

รหัสรุ่น 701 นี้คือรถในไลน์ผลิต street motorcycle segment หรือรถที่พัฒนามาเพื่อใช้งานบนท้องถนนตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งมีทั้ง endure และ supermoto ที่มีการอัพเดทปีต่อปีที่มีการพัฒนาเวอร์ชั่นล่าสุดออกมา

และแน่นอนว่าโมเดล 2020 ล่าสุดนี้ ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์การส่งกำลังเครื่องยนต์ใหม่เพื่อให้สนุกกับการขับขี่ยิ่งขึ้น ด้วยการเซ็ทค่าของโหมดการขี่ใหม่ที่สามารถปรับผ่าน New Switchable Ride Modes พร้อมด้วยการติดตั้งระบบอิเล็คทรอนิคส์ที่จำเป็น และสำหรับรถจักรยานยนต์สมัยใหม่ อย่างเช่น New Bosch cornering ABS ที่จะช่วยคำนวณจังหวะการเบรกกิ้งได้เหมาะสมกับองศาการเลี้ยว หรือแม้แต่ New Easy Shift function ที่ช่วยให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์สั้นลง และพัฒนาค่าแทร็คชั่นที่ล้อหลังให้ดีขึ้น improved rear wheel traction อีกทั้งยังมี New lean angle sensitive motorcycle Traction Control มีการคำนวณค่าแมร็คชั่นของล้อหลังที่เหมาะสมกับแต่ละจังหวะที่รถกำลังเอียงหรือเลี้ยวได้เหมาะสมกับแต่ละองศาในการขี่ขณะเลี้ยวนั่นเอง แน่นอนว่า กราฟฟิคและสีสันคือสิ่งที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเป็นปกติโดยกราฟฟิคในโมเดลล่าสุดนี้ได้ออกแบบให้เข้ากับมิติตัวรถที่เพรียวมากขึ้นจากเดิม

ด้วยขุมพลังขนาด 74 แรงม้า ตามที่กล่าวไว้แล้วนั้น มาจากเครื่องยนต์สูบเดียว single overhead camshaft สี่วาล์วระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มีการปรับฝาสูบด้วยการใช้ intake valve หรือ วาล์วไอดี ขนาด 42 มม. พร้อม exhaust valve หรือ วาล์วไอเสีย ขนาด 34 มม. ซึ่งเครื่องยนต์ให้แรงบิดขนาด 71 นิวตันเมตร ที่ 6,750 รอบ ต่อนาที และแน่นอนว่ากำลังสูงสุด 74 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ ต่อนาที ซึ่งจะส่งผ่านชุดเกียรแบบ เกียร์บ๊อกซ์น้ำหนักเบา lightweight 6 speed gearbox ที่มาพร้อมกับ easy shift function ที่ออกแบบมาให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ทำได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้คลัทช์ในการจ่ายน้ำมันนั้นใช้ Keihin electronic fuel injection system ที่มีเรือนลิ้นเร่งขนาด 50 มม. ซึ่งจังหวะการเปิดปิดคันเร่งนั้นเป็นแบบ Ride-by -wire throttle ที่ควบคุมการทำงานด้วยไฟฟ้า และผ่านการสั่งงานโดย engine management system หรือ EMS ที่จะประมวลผลผ่านเซ็นเซอร์

สเปคพื้นฐานของตัวรถมีข้อมูลดังนี้
ENGINE
Displacement 7 cm³
Power in KW 55 kW
Design1-cylinder, 4-stroke engine
Bore 105 mm
Stroke 80 mm
Starter Electric starter
Lubrication Forced oil lubrication with 2 oil pumps
Transmission 6-speed
Cooling Liquid cooled
Clutch APTC(TM) slipper clutch, hydraulically actuated
EMS Keihin EMS with RBW, twin ignition
CHASSIS
Frame design Chromium-Molybdenum steel trellis frame, powder coated
Suspension travel (front) 215 mm
Suspension travel (rear) 240 mm
Front brake Brembo four-piston radial fixed calliper, brake disc
Rear brake Brembo single-piston floating calliper, brake disc
Front brake disc diameter 320 mm
Rear brake disc diameter 240 mm
ABS Two-channel Bosch 9.1 MP ABS (incl. Cornering ABS and Supermoto mode Disengegable)
Steering head angle 6 °
Ground clearance 238 mm
Seat height 890 mm
Tank capacity (approx.) 13 l
Weight without fuel 147 kg

2020 Yamaha WR450F

นี่คือรถออฟโรดที่มีความใกล้เคียงกับรถโมโตครอสมากที่สุด Yamaha เขาระบุมาว่าอย่างนั้น สำหรับ WR450 เจเนอเรชั่นล่าสุด ที่ใช้พื้นฐานตัวรถเกือบทั้งหมดมาจาก YZ450F นั่นเอง ด้วยขุมพลังจากเครื่องยนต์ที่ปรับใหม่ของรถโมโตครอส YZ450F ซึ่งได้รับการจัดการเรื่องศูนย์รวมน้ำหนัก mass-cemtralized 449 ซีซี สูบเดียว ที่เป็นเจเนอเรชั่นล่าสุด จึงมีสมรรถนะในระดับเดียวกัน เพียงแต่ได้ทำการเซ็ทติ้งให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในแบบเอ็นดูโร่ ด้วยพื้นฐานเดิมของเครื่องยนต์สเปคเดียวกับ YZ450F ได้ทำการปรับในส่วนของระบบไอดี ไอเสีย ระบบหัวฉีด และการตั้งค่า map ที่คำนึงถึงการขับขี่ที่ดีที่สุดสำหรับนักแข่งในประเภทเอ็นดูโร่ ด้วยการคำนึงถึงการส่งกำลังที่มากและลากรอบได้ยาวกว่า ขณะที่เฟรมแบบ bilateral beam frame ได้ติดตั้งมาพร้อมกับระบบกันสะเทือนจาก KYB ก็เป็นพื้นฐานเดียวกันกับ YZ450F เพียงแต่ได้มีการเซ็ทติ้งให้มีความเหมาะสมกับการแข่งขันเอ็นดูโร่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

เครื่องยนต์ที่ให้กำลังและแรงบิดที่ยอดเยี่ยม พร้อมโครงสร้างแชสซีส์อลูมินัมขนาด
กะทัดรัดน้ำหนักเบาพร้อม bodywork ที่เพรียวบาง ล้ำด้วยความสะดวกในการปรับจูน ผ่านสัญญาณ wifi ด้วยการใช้แอพ Power Tuner app นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบที่เด่นเช่น มีปุ่ม หรือ สวิทซ์ สำหรับปรับเปลี่ยนโหมดการส่งกำลังเครื่องยนต์ ที่ติดตั้งไว้บนแฮนด์เดิ้ลบาร์ , CPU ที่สามารถสั่งงานด้วย Power Tuner app , KYB suspension

ที่มีความนุ่มนวลและมั่นคงในทุกจังหวะการขับขี่ เบาะนั่งแคบและต่ำ มีส่วนให้ผู้ขับขี่สามารถขยับเปลี่ยนท่าทางได้อย่างสะดวกคล่องตัว , air filter สามารถปรับเปลี่ยนได้สะดวกด้วยการออกแบบ Easy-access air filter box design ซึ่งภาพรวมของ WR450F ที่ทาง Yamaha ได้ระบุว่าเป็น key features ได้แก่
-Engine based on latest-generation YZ450F motocross bike เครื่องยนต์มาจากพื้นฐานรถโมโตครอสรุ่นล่าสุด
-เครื่องยนต์ออกแบบมาเป็น rearward-slanted engine design ที่มาพร้อมกับฝาสูบ 4-valve cylinder headพร้อม titanium valve
-Forward-mounted fuel injectionติดตั้ง
ตำแหน่งยึดหัวฉีดไว้ด้านหน้า ขณะที่ทางออกไอเสียให้ออกทางด้านหลัง rear-exiting wraparound exhaust โดยส่วนของเรือนลิ้นเร่ง Fi throttle body และ air box ถูกติดตั้งตำแหน่งยึดไว้ด้านหน้าเครื่องยนต์ เพื่อเอื้อกับการเชื่อมต่อตรงกับทางเดินอากาศที่จะส่งตรงสู่เครื่องยนต์ที่จะเอื้อให้ประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องส่วนผสมของอากาศและเชื้อเพลิงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่สำคัญอากาศเย็นที่ไหลเข้ามานั้นจะทำให้เชื้อเพลิงที่จะป้อนสู่กระบวนการเผาไหม้นั้นมีคุณสมบัติที่ดีในการเผาไหม้
• สตาร์ทไฟฟ้า ที่ออกแบบให้สามารถทำการรีสตาร์ทได้ในทุกเกียร์
• เกียร์ 5 สปีด ที่มาพร้อมกับอัตราทดเกียร์ที่กว้าง
• มีพัดลมหม้อน้ำ radiator fan
• ระบบกันสะเทือนแบบ fully adjustable suspension ที่มีพื้นฐานมาจากรถแข่งรหัส YZ
• ล้อหลังขนาด 18 นิ้ว
• ไฟหน้าขนาด 35 วัตต์ พร้อมไฟท้ายแบบ LED
• ขาตั้งอลูมิเนียม forged aluminium sidestand

ข้อมูลของรายละเอียดสเปคของตัวรถมีดังนี้
Engine type : liquid-cooled;4-stroke; 4-valves;DOHC
Displacement : 450cc
Bore x stroke : 97.0 mm x 60.9 mm
Compression ratio : 12.8 : 1
Lubrication system : Wet sump
Clutch Type : Wet;Multiple Disc
Ignition system : TCI
Starter system : Electric
Transmission system : Constant Mesh;5-speed
Final transmission : Chain
Carburettor : Fuel Injection
Frame : Semi double cradle
Front travel : 310 mm
Caster Angle : 27º10
Trail : 116mm
Front suspension system : Telescopic forks
Rear suspension system : Swingarm; (link suspension)
Rear Travel : 318 mm
Front brake : Hydraulic single disc, Ø270 mm
Rear brake : Hydraulic single disc, Ø245 mm
Front tyre : 90/90-21 54M+S
Rear tyre : 130/90-18 69S+M
Overall length : 2,175 mm
Overall width : 825 mm
Overall height : 1,270 mm
Seat height : 955 mm
Wheel base : 1,480 mm
Minimum ground clearance : 320 mm
Wet weight (including full oil and fuel tank) : 120 kg
Fuel tank capacity : 7.9litres
Oil tank capacity : 0.90litres

2020 KTM 300XC

ค่ายรถจากออสเตรียอย่าง KTM ยังคงเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์สองจังหวะต่อไป พร้อมกับส่งรุ่นล่าสุดของรถเอ็นดูโร่ในกลุ่มเครื่องยนต์สองจังหวะ ที่ว่ากันว่า “ไร้คู่แข่ง”

ด้วยความที่เป็นรถที่มีอัตราส่วนระหว่างกำลังต่อน้ำหนัก power-to-weight ratio ที่ดีที่สุด จากพื้นฐานความดุดันของรถซูเปอร์โครอส/โมโตครอส ที่ได้รับการเพิ่มกำลังและแรงบิดขึ้นไปอีกระดับ ปรับให้มีระยะการทำการที่ไกลมากขึ้นด้วยการเพิ่มปริมาตรความจุของถังเชื้อเพลิง เปลี่ยนล้อหลังเป็นขนาด 18 นิ้ว ที่กล่าวมานี้ก็จะเป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้ได้รถ dirt bike ที่มีความดุดัน แข็งแกร่งมากที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถ cross country racer ที่ทาง KTM ยังเพิ่มความทันสมัยให้กับเครื่องยนต์สองจังหวะนี้ด้วย TPI หรือ Transfer Port Injection ซึ่งเป็นระบบจ่ายเชื้อเพลิงที่ทันสมัยที่สุดสำหรับเครื่องยนต์สองจังหวะ ที่มีมาใน KTM 300 XC TPI จากเครื่องยนต์สองจังหวะขนาด 293.2 ซีซี พร้อมความก้าวหน้าของเทคโนโลยี TPI ที่ช่วยให้ไม่ต้องใช้การผสมถังและเซ็ทนมหนูเช่นเครื่องยนต์สองจังหวะแบบเดิม ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการจ่ายเชื้อเพลิง TPI fuel injection technology นี้เอง รวมทั้งโครงสร้างของส่วนประกอบใหม่อย่าง CNC exhaust port กับ port timing ที่ช่วยให้เครื่องยนต์ของ 300XC TPI นี้ มีกำลังสูงสุดในกลุ่มรถคลาสเดียวกัน มาที่ส่วนของโครงสร้างแชสซีส์ของ KTM 300XC TPI นั้นมีโครงสร้างที่เบาด้วยเฟรม high tech steel frame ที่รู้กันดีว่าเป็นเฟรมที่มีความคล่องแคล่วในการเคลื่อนไหวทุกจังหวะ อีกทั้งยังสามารถให้ความรู้สึกในการตอบสนองที่ดีต่อผู้ขับขี่ที่จะสัมผัสได้ถึงปฏิกิยาตอบสนองที่ดี รวมทั้งมีคุณสมบัติในการให้ตัวหรือมีความยืดหยุ่นที่ดี ช่วยให้โครงสร้างของรถมีประสิทธิภาพที่ดีในการรองรับแรงกระแทกหรือแรงกระทำที่เกิดจากการขับขี่อย่างดุดันรุนแรงในแต่ละจังหวะ ในขณะที่ใช้ความเร็วสูง และในโมเดลล่าสุดนี้ได้มีการเปลี่ยนชิ้นส่วนของพักเท้ามาเป็นแบบ no dirt footpegs อีกด้วย เช่นเดียวกับในส่วนของระบบกันสะเทือนที่มีการพัฒนาสมรรถนะในการรับแรงกระแทก รวมทั้งมีการปรับค่าการเวทติ้งให้มีความนุ่มนวลขึ้นจากเดิม เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับความรู้สึกที่สบายมากขึ้น โดยในส่วนของกันสะเทือนหน้านั้น ได้ติดตั้ง New WP XACT fork ที่นอกจากปรับค่าการเซ็ทติ้งในส่วนของ damping ใหม่แล้ว ยังได้ปรับสมรรถนะด้วยการเปลี่ยนชิ้นส่วนภายในอย่าง New fork piston ที่จะทำงานได้ลงตัวกับ air spring ที่ออกแบบให้สามารถใช้ค่าต่างๆในการปรับเซทได้หลากหลายมากขึ้น เช่นเดียวกันกับในส่วนของกันสะเทือนหลัง ที่ติดตั้ง New WP XACT rear shock ที่ปรับเซ็ทมาใหม่ ด้วยความลงตัวของระบบกันสะเทือนที่พัฒนามาใช้กับ High tech chrome moly steel frame จนช่วยให้รถมีความสบายและมั่นคงมากยิ่งขึ้นในแต่ละจังหวะของการขับขี่ รวมทั้งการขับขี่ในช่วงทางตรงได้อย่างมีเสถียรภาพยิ่งขึ้นด้วยการปรับสวิงอาร์มเป็นแบบชิ้นเดียว single piece cast aluminium swingarm ในส่วนของบอดี้เวิร์ค ที่ยังคงการออกแบบให้มีความเพรียวบางเพื่อผลทางด้านความสะดวกสบาย ที่มีผลต่อการควบคุมรถและความมีอิสระในการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ขับขี่ที่สามารถเปลี่ยนท่าทางตำแหน่งได้อย่างสะดวก เช่นเดียวกับส่วนของแอร์บ๊อกซ์ที่ออกแบบให้สามารถปกป้องชิ้นส่วนกรองอากาศและภายในได้ดียิ่งขึ้นแต่ก็สามารถไหลเวียนอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเช่นกัน และในการเซอร์วิสกรองอากาศนั้นสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ

จากบอดี้เวิร์คก็มาที่ชุดคลัทซ์ซึ่งเป็น Hydraulic Brembo clutch system ที่เบาแรง ควบคุมได้ง่ายดาย อีกทั้งทำงานได้อย่างแม่นยำเที่ยงตรง ขณะที่ในส่วนของระบบเบรกนั้นใน KTM ได้เลือกใช้ชุดเบรกมาตรฐานสูงเพื่อความปลอดภัย ด้วย High tech Brembo brakes ที่ได้กลายเป็นมาตรฐานของ KTM ไปแล้วว่ารถหลายรุ่นจะใช้ระบบเบรกจาก Brembo เป็นอุปกรณ์ติดรถจากโรงงาน สมกับคอนเซ็พท์ Ready to race ของค่ายผู้ผลิตจากออสเตรีย

รายละเอียดของตัวรถเพิมเติมมีสเปคดังนี้

Engine Type: Single Cylinder, 2-Stroke
Displacement: 293.2 cc
Bore / Stroke: 72 / 72 mm
Starter: Electric Starter / 12.8V, 2Ah
Transmission: 6 Gears
Fuel System: TPI, Dell’Orto Throttle Body Ø 39 mm
Lubrication: Electronically Regulated Oil Pump
Primary Ratio: 26:73
Final Drive: 13:51
Cooling: Liquid Cooling
Clutch: Wet Multi-Disc DDS-Clutch, Brembo
Hydraulics
Ignition: Continental EMS
Frame: Central Double-Cradle
Type 25CrMo4 Steel
Sub Frame: Aluminum
Handle bar: Neken, Aluminum Ø 28/22 mm
Front Suspension: WP XACT USD fork,
Ø 48 mm
Rear Suspension: WP XACT Monoshock
with Linkage
Suspension Travel Front/Rear: 310 mm / 12.2 in; 300 mm / 11.81 in
Front/Rear Brakes: Disc Brake 260 mm
/ 10.24 in; 220 mm / 8.66 in
Front/Rear Rims: 1.60 x 21” / 2.15 x 18” Giant
Front/Rear Tires: 90/90-21” / 110/100-18” Dunlop AT81
Chain: 5/8 x 1/4 in
Silencer: Aluminum
Steering Head Angle: 26.1º
Triple Clamp Offset: 22 mm
Wheelbase: 1,485 mm ± 10 mm / 58.5 ± 0.4 in
Ground Clearance: 370 mm / 14.6 in
Seat Height: 950 mm / 37.4 in
Tank Capacity, Approx: 8.5 L / 2.25 gal
Weight (without fuel), Approx: 101.3 kg / 223.3 lbs

2019 Yamaha WR450F

นี่คือรถออฟโรดที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับรถโมโตครอสและรถวิบากในรหัส YZ และ FX มากที่สุด จากค่ายYamaha หากคุณกำลังมองหารถวิบากสำหรับการขับขี่ในแบบออฟโรดสักคันนี่คือตัวเลือกที่ดี

ซึ่งนิยามที่ฝั่งอเมริกากล่าวถึงรถรุ่นนี้ก็คือ ข้อความที่ว่า The Bike for All Reasons คือหากต้องการตอบคำถามว่าทำไมจึงควรเลือกรถรุ่นนี้ “คำตอบนั้นมีทุกข้อหรือมีทุกเหตุผลที่ควรจะมี” สำหรับ WR450F ในโมเดลปี 2019 นี้ นับเป็นวาระครบรอบยี่สิบปีนับตั้งแต่การผลิตออกมาจนถึงโมเดลล่าสุดในตลาดเวลานี้ที่มีการใช้พื้นฐานของรถ YZ450F นั่นเอง ดังนั้นนี่คือรถหนึ่งในรุ่นที่นักขี่สายเอ็นดูโร่มีความต้องการมากที่สุดรุ่นหนึ่งนั่นเอง
ขุมพลังของเครื่องยนต์ใหม่ new WR450F เป็นเครื่องยนต์รุ่นล่าสุดที่นำมาจาก YZ450F ที่มีการออกแบบภายใต้แนวคิดการออกแบบคือ mass centralized หรือจุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักที่ดีที่สุดรุ่นหนึ่งในกลุ่มรถเครื่องยนต์สูบเดียว ซึ่ง WR450F นี้มาพร้อมกับปริมาตรเครื่องยนต์ 449 ซีซี ที่มีการเซ็ทติ้งค่าต่างๆเน้นถึงการตอบสนองการขับขี่ที่เน้นเพื่อเกมเอ็นดูโร่โดยเฉพาะ สำหรับ All new WR450F ได้รับการปรับวางฝาสูบใหม่ด้วยการจัดตำแหน่งเสื้อสูบให้เอียงไปทางด้านหลังเพื่อให้ได้ผลทางด้านจุดศูนย์รวมน้ำหนักของเครื่องยนต์ที่ดียิ่งขึ้นตามแบบที่ได้จากข้อมูลของรถแข่งโมโตครอสใน MXGPแต่ได้ทำการปรับคุณสมบัติให้มีความเหมาะสมกับการขับขี่ในสไตล์เอ็นดูโร่ด้วยการปรับสเปคของ ระบบวาล์วไอดีและวาล์วไอเสียใหม่ รวมทั้งกำหนดค่าเซทติ้งการจ่ายเชื้อเพลิง การจุดระเบิดของเครื่องยนต์ ซึ่งก็คือ ได้ทำการ รีแมพให้ มีความเหมาะสม ด้วยพัฒนา ignition advance maps ให้มีความเหมาะสมกว่าเดิม จนเป็นเครื่องยนต์ที่ให้แรงบิดที่สูง high torque 450 c.c.4valve engine ที่ส่งกำลังได้อย่างนุ่มนวลต่อเนื่องรวมทั้งให้สมรรถนะทางด้านการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยมพร้อมตะลุยได้ในทุกสภาพพื้นผิวอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยในการปรับเซทค่าการจูนนิ่งเครื่องยนต์นั้นสามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนด้วยการใช้ power tuner app ที่ควบคุมผ่านสัญญาณ wifi ที่ช่วยให้สามารถเลือกเซ็ทติ้งได้เหมาะสมกับสภาพแทร็คหรือสภาวะอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันก็จะมีชุดคิทเป็นออพชั่นสำหรับจัดการ CCU หรือ communication control unit ที่จะช่วยให้สามารถอัพโหลดหรือแชร์ค่าการเซ็ทติ้งเพิ่มเติมจากค่ามาตรฐานที่ติดตั้งมาให้ได้อีกด้วย สำหรับ WR450F นี้จะสามารถปรับเลือกใช้ engine mode ได้ด้วยการกดสวิทซ์ที่แฮนเดิ้ลบาร์ ที่สามารถเปลี่ยนค่าได้สองค่าที่เซ็ทไว้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในการขับขี่ที่จะเลือกให้เครื่องยนต์ส่งกำลังได้อย่างเหมาะสม นอกจากเครื่องยนต์ใหม่แล้ว WR450F ยังได้พัฒนาแชสซีให้ตอบสนองการขี่ที่รวดเร็วควบคุมง่ายในทุกจังหวะ โดยเฉพาะการเลี้ยวที่ว่องไว ด้วยเฟรม all-new aluminium bilateral frame ที่มีความเพรียวบางและน้ำหนักเบา ที่ช่วยให้เลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่วบนเส้นทางคดเคี่ยวพร้อมผ่านเส้นทางทุกสภาพทั้งหิน ป่า หรือพื้นผิวที่ต้องใช้เทคนิคในการควบคุมมากเป็นพิเศษ ที่สามารถผสานการทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนได้อย่างลงตัว โดย WR450F ได้พัฒนาระบบกันสะเทือนให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนและมีการเคลื่อนไหวอย่างมั่น คง สม่ำเสมอ ด้วยการออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการรองรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม โดยในส่วนของ front forks นั้น ได้ปรับชิ้นส่วนภายในกระบอกโช้คด้วยสปริงแบบ longer high-rate springs ซึ่งเป็นส่วนประกอบในกันสะเทือนหน้าจาก KYB ซึ่งเป็นแบบ air-oir separate upside-down front forks ที่ให้ความมั่นคงในทุกสภาพการขับขี่บนพื้นผิวที่หลากหลาย ส่วนกันสะเทือนหลังนั้นเป็น rear shock absorber ที่ยังคงพื้นฐานระบบกันสะเทือนหลังมาจาก YZ450F แต่ได้มีการปรับค่าเซ็ทติ้งให้เหมาะสมกับการขับขี่ในสไตล์เอ็นดูโร่มากขึ้น เช่นการเปลี่ยน coil spring เป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 11.5 มม. รวมทั้งปรับปริมาตรภายในโช้คหลังให้มีความจุเพิ่มจากเดิมอีก 30 ซีซี เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการซับแรงได้ดีขึ้นอีกทั้งช่วยลดความร้อนของระบบการทำงานภายในของระบบกันสะเทือนหลังอีกด้วย แน่นอนว่าในการใช้งานสไตล์ออฟโรดหรือขี่ในสไตล์เอ็นดูโร่นี้ย่อมมีระยะทางที่เพิ่มากขึ้นจากรถโมโตครอสในสนาม

ดังนั้นจึงได้ปรับขนาดถังเชื้อเพลิงเพิ่มเป็น 7.9 ลิตร หากกล่าวโดยรวมแล้ว โมเดล 2019 ของ WR450F นี้ได้รับการปรับใหม่ พร้อมยกระดับสเปคที่สูงขึ้น All New High-Spec Enduro ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่มาจากพื้นฐานของรถโมโตครอสอย่าง YZ450 จนกลายเป็นรถเอ็นดูโร่ที่มีสมรรถนะสูงมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทั้งด้านกำลังเครื่องยนต์ สมดุลในการควบคุม และความยืดหยุ่นของตัวรถ ที่ล้วนส่งให้ WR450F เป็นรถที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดในพิกัดเดียวกันสำหรับสังเวียนเอ็นดูโร่

ซึ่งรายละเอียดของตัวรถมีดังนี้

Engine : Liquid-cooled, DOHC, 4-valve (titanium), single
Displacement : 449 cc
Bore and Stroke : 97 x 60.8 mm
Compression Ratio : 12.8:1
Fuel Delivery : Keihin 44 mm throttle body F.I.
Lubrication : Wet sump
Ignition / Starting : TCI / Electric
Transmission : Wide ratio 5-speed transmission
Primary ratio : 2.609 (60/23)
Secondary ratio : 3.846 (50/13)
1st gear 2.417 (29/12)
2nd gear 1.733 (26/15)
3rd gear 1.313 (21/16)
4th gear 1.050 (21/20)
5th gear 0.840 (21/25)
Final Drive : O-ring chain
Suspension (Front) : 48 mm inverted fork / 310 mm (12.2″) wheel travel
Suspension (Rear) : Fully Adj. Link Monocross / 318 mm (12.5″) wheel travel
Brakes (Front) : 270 mm floating disc / twin-piston caliper
Brakes (Rear) : 245 mm disc / single-piston caliper
Tires (Front) : 90/90-21
Tires (Rear) : 130/90-18
Length : 2,165 mm (85.2″)
Width : 825 mm (32.5″)
Height : 1,280 mm (50.4″)
Wheelbase : 1,465 mm (57.7″)
Ground Clearance : 325 mm (12.8″)
Seat Height : 965 mm (38″)
Fuel Capacity : 7.9 litres (1.7 Imp. gal.)
Wet Weight : 119 kg (262 lbs)

CRF250RALLY TRIP

เที่ยวแบบแอดเวเจอร์กับ CRF250RALLY ลุยป่าเมืองกาญจน์ เส้นทางขึ้นเขาปลาน้อย กับสภพาอากาศฝนตกพร่ำๆ ทั้งวัน ทางทางลูกรังดินอัดแน่น กลายเป็นทะเลโคลน อากาศเย็นสบาย ชุ่มฉ่ำกับเม็ดฝน สนุกกับเส้นทาง ได้ประสบการณ์ใหม่รถดีก็ไปได้ดี การออกแบบ CRF250Rally ที่ตอบโจทย์การขับขี่เดินทางไกล และในเส้นทางที่วิบาก ดิน โคลน หลุ่มบ่อ ทราย น้ำ ฯลฯ ความสูงของตัวรถทำให้การผ่านอุปสรรคนั้นทำได้ง่าย ไรดิ้งโพลสิชั่นการควบคุมง่าย การขับขี่ด้วยท่านั่งหรือยืน กระชับกับตัวรถ ระบบการทำงานของโช้คอัพหน้า และหลัง ของเดิมๆ สามารถรับแรงกระแทกช่วยการทรงตัวให้ผ่านอุปสรรคไปได้เป็นทริปที่สนุกถึงจะเหนื่อย จะเมื่อย แต่มันก็ได้อรรถรสของความมัน กับเส้นทาง และบรยยากาศอันสดชื่น เพราะฉะนั้น ออกมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กับ CRF250Rally คู่ใจของคุณดูสักครั้ง

2020 Yamaha PW50 & TT-R50E

สำหรับก้าวแรกของนักบิดยุวชนที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Yamaha ได้ส่งตัวเลือกแรกของบรรดาผู้ชื่นชอบทางวิบากที่ทั่วโลกคุ้นเคยกันดีกับ PW50 ที่ว่ากันว่านี่คือ “ตัวเลือกแรก” สำหรับ ประสบการณ์ครั้งแรกของหนูน้อยนักบิด

ซึ่งโมเดลล่าสุดนี้ มีองค์ประกอบเพิ่มเติมที่น่าสนใจอย่างเช่น คันเร่งแบบปรับตั้งค่าได้ และระบบเกียร์อัตโนมัติ แบบ fully automatic transmission ที่มีการส่งกำลังเพียงเกียร์เดียว ดังนั้นในการขับขี่จึงทำได้ง่ายๆ ด้วยการปิดเปิดคันเร่งเท่านั้น โดยไม่ต้องกังวลกับการเปลี่ยนเกียร์และต้องใช้คลัทช์ให้ยุ่งยาก ภายใต้นิยามที่ว่า twist the throttle and Go นั่นเอง ด้วยเครื่องยนต์แบบสองจังหวะในพิกัด 50 ซีซี ที่ออกแบบมาให้มีความเป็นมิตรกับผู้ขับขี่ ด้วยพื้นฐานโมเดลล่าสุดจะมีเครื่องยนต์สองจังหวะสูบเดียว ปริมาตรความจุ 49 ซีซี reed valve ระบายความร้อนด้วยอากาศจ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ Mikuni VM12SC ที่ส่งกำลังได้นุ่มนวลและให้ย่านกำลังที่กว้าง กับน้ำหนักตัวรถที่มีเพียง 39 กก.จึงเพียงพอสำหรับนักแข่งหรือผู้ขี่ที่จะเริ่มต้นเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าในส่วนของระบบการส่งกำลังนั้น PW50 ยังคงรูปแบบเดิมด้วยการใช้การส่งกำลังด้วยเพลาหรือ shaft drive system ที่ไม่ต้องมีการเซอร์วิสหรือปรับแต่งใดๆแบบระบบส่งกำลังด้วยโซ่ ความสูงของรถจากพื้นถึงเบาะนั่งนั้นมีระยะเพียง 485 มม.ที่คำนวณให้เหมาะสมกับสรีระของนักขี่ในระดับยุวชน ซึ่งโครงสร้างแชสซีส์นั้นเริ่มต้นด้วยการออกแบบเฟรม เป็น rugged steel backbone-type frame พร้อมด้วยเลือกฟอร์คหน้าแบบ telescopic front fork ขนาด 22 มม. ที่มีช่วงยุบตัว 60 มม. เพียงพอสำหรับการขับขี่บนทางวิบาก ส่วนกันสะเทือนหลังนั้นเป็น dual rear shock suspension ที่มีระยะยุบตัวที่ 50 มม. โดยระบบเบรกนั้นเป็นแบบดรัมเบรกทั้งหน้าและหลัง

ระดับอนุบาล 1 แล้ว ทาง Yamaha ยังได้เตรียมบทเรียนที่สองในระดับ อนุบาล 2 หรือ ประถมต้น ด้วยตัวเลือกอย่าง TT-R50 ไว้เป็นสเตปถัดไป ซึ่งเจ้าโมเดลล่าสุดของ Yamaha TT-R50 นี้ จะเป็นรถแบบ tree-speed automatic-clutch gearbox หรือสามเกียร์อัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้คลัทช์ โดยมาพร้อมกับพื้นฐานเครื่องยนต์แบบสี่จังหวะ 2 วาล์ว SOHC ปริมาตรเครื่องยนต์ 50 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศที่มีการจ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ Mikuni VM11 พร้อมกับระบบสตาร์ทไฟฟ้า เพิ่มเติมในส่วนของวาล์วนั้นได้ระบุว่า จะมีระยะในการปรับเซ็ทภายในเป็นระยะเวลาใช้งานนานถึง 150 ชม. ขณะที่ในส่วนโครงสร้างแชสซีส์นั้นใช้เฟรมขนาดเล็กแบบ steel backbone-type frame อีกทั้งยังมีสวิงอาร์มหลังแบบ triangulated steel tube swingarm ที่นอกจากรองรับนักขี่ในระดับยุวชนแล้วก็ยังแข็งแกร่งพอที่ผู้ใหญ่จะขี่เล่นได้เช่นกัน ขณะที่ระบบกันสะเทือนหน้านั้นติดตั้งฟอร์คหน้าเป็น showa front fork ขนาด 22 มม. ที่มีระยะยุบตัวที่ 96 มม.ส่วนระบบกันสะเทือนหลังนั้นเป็น monocross single-shock rear suspension ที่มีระยะยุบตัว 71 มม. จากโครงสร้างของแชสซีส์ที่ออกแบบมานี้มีส่วนให้ความสูงของเบาะนั่งอยู่ที่ 556 มม. โดยที่ระบบเบรกหน้าและหลังนั้นก็ใช้ระบบดรัมเบรกทั้งหน้าและหลังเช่นกัน

สเปคของ2020Yamaha PW50
Engine: 2-stroke, air-cooled, reed-valve, single
Displacement: 49cc
Bore and Stroke: 40 x 39.2mm
Compression Ratio: 6.0:1
Maximum Torque: 0.36kg-m (2.6 ft-lb)@ 4,500 rpm
Fuel Delivery: Mikuni VM12SC
Ignition / Starting: CDI / Kick
Transmission: Single-speed automatic (no clutch)
Final Drive: Shaft
Suspension (Front): 26 mm fork / 60mm (2.4″) wheel travel
Suspension (Rear): Unit swingarm / 50 mm (2″) wheel travel
Brakes (Front): Drum
Brakes (Rear): Drum
Tires (Front): 2.50-10 4PR
Tires (Rear): 2.50-10 4PR
Length: 1,245 mm (49″)
Width: 610 mm (24″)
Height: 705 mm (27.8″)
Wheelbase: 855 mm (33.7″)
Ground Clearance: 95 mm (3.7″)
Seat Height: 475 mm (18.7″)
Fuel Capacity: 2 litres (0.4 imp. gallons)
Wet Weight: 41 kg (90 lb)

สเปคของ2020 Yamaha TT-R50E
Engine: 4-stroke, air-cooled, SOHC, 2-valve, single
Displacement: 50cc
Bore and Stroke: 36 x 48.6 mm
Compression Ratio: 9.5:1
Maximum Torque: 0.32 kg-m (2.3 ft-lb) @ 5,500 rpm
Fuel Delivery: Mikuni VM11
Ignition / Starting: CDI / Electric
Transmission: Constant mesh, 3-speed, semi automatic
Final Drive: Chain
Suspension (Front): 26 mm conventional fork / 96mm (3.8″) wheel travel
Suspension (Rear): Monocross, single shock / 71mm (2.8″) wheel travel
Brakes (Front): Drum
Brakes (Rear): Drum
Tires (Front): 2.50-10 4PR
Tires (Rear): 2.50-10 4PR
Length: 1,305mm (51.4″)
Width: 595mm (23.4″)
Height: 795mm (31.3″)
Wheelbase: 925mm (36.4″)
Ground Clearance: 135mm (5.3″)
Seat Height: 555mm (21.9″)
Fuel Capacity: 3.1 litres (0.7 imp. gal.)
Wet Weight: 58 kg (128 lb)

Yamaha Tenere 700 Accessory Packs

หลังจากเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ในประเภทแอดเวนเจอร์จากค่าย Yamaha ส่ง Tenere 700 ออกมาสู่ตลาด ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ high-torque CP2 ขนาด 689 ซีซี ออกแบบมาให้สามารถตอบสนองการขับขี่ในแบบแอดเวนเจอร์ได้อย่างเต็มสมรรถนะ เน้นให้เป็นยอดรถในพิกัดเดียวกันนี้

นอกจากนี้ Yamaha ก็ตั้งเป้าหมายว่ารถรุ่น Tenere700 จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายเป็นนักขับขี่หน้าใหม่ที่สนใจจะค้นหาความสนุกสนานาเร้าใจกับการค้นพบโลกใหม่ของการขับขี่ในแบบแอดเวนเจอร์ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเน้นแคมเปญ Where the Next Horizone มาอย่างต่อเนื่องด้วยการนำเสนอเส้นทางการขับขี่ใหม่ๆ ผ่านการเดินทางของเซเลบ โดยเฉพาะนักแข่งชั้นนำของ Yamaha มาอย่างต่อเนื่อง แม้จะเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการก็ได้มีการเปิดชุดคิทอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ขับขี่ ที่มีความต้องการใช้งานแตกต่างกันด้วยการส่ง Genuine Accessary Packs สำหรับ Tenere700 ที่เจ้าของรถจะสามารถตกแต่งเพิ่มเติมรถได้อย่างอิสระตามความต้องการและเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ด้วยการส่งชุดแต่งอย่างเป็นทางการออกมา ซึ่งแบ่งเป็น
Explorer Pack – เป็นชุดแต่งที่ออกแบบมาเพื่อเน้นถึงการใช้งานในรูปแบบการขับขี่ทางไกล long distance road riding เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ขับขี่โดยไฮไลท์ของ Explorer Pack อยู่ที่กล่องสัมภาระขนาดความจุ 72 ลิตร เป็นกล่องอลูมิเนียมที่แข็งแกร่ง ล้อคได้แน่นหนา อีกทั้งยังมีแผ่นกันกระแทกที่มีความหนามากกว่าของติดรถถึง 33% ช่วยปกป้องทั้งเครื่องยนต์และตัวถัง รวมทั้งยังมี mono seat rack มาให้อีกด้วย
Rally Pack – เป็นชุดแต่งสำหรับคนที่ต้องการจริงจังกับการขับขี่บนทางวิบาก และด้วยชุดแต่งนี้ จะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเค้นสมรรถนะการขับขี่ในสไตล์แอดเวนเจอร์ได้อย่างเต็มสมรรถนะมากขึ้น ด้วยเบาะนั่งแบบชิ้นเดียวจะช่วยให้ผู้ขับขี่มีอิสระในการเคลื่อนไหวในทุกๆ จังหวะของการขับขี่สามารถเคลื่อนย้ายร่างกายหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำหนักตัวได้คล่องตัวกับทุกสภาพเส้นทาง อีกทั้งยังมีชุดท่อไอเสียน้ำหนักเบสจากแบรนด์ Akrapovic ที่เป็นสเปคสำหรับการขับขี่ในแบบรถแรลลี่ขนานแท้ นอกจากนี้ยังมี chain guard กับ chain guide รวมทั้ง radiator protector หรือการ์ดป้องกันหม้อน้ำ อีกทั้งยังมีแผ่นยึดป้ายทะเบียน ,ไฟกระพริบแบบ LED และแผ่นกันถังน้ำมัน protective tank pad อีกด้วย

ในเบื้องต้นชุดแต่ง Yamaha Tenere700 ทั้ง Explorer Pack และ Rally Pack ก็จะมีชิ้นส่วนดังกล่าว คาดว่าจะมีเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะสามารถติดตามเพิ่มเติมเลือกอุปกรณ์เพื่อการตกแต่งเพิ่มเติมได้ผ่านแอพลิเคชั่นที่ทาง Yamaha ได้จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้เลือกตกแต่งรถด้วยตนเองและสามารถที่จะลองตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเสมือนไปเลือกชมเองที่ตัวแทนจำหน่าย โดย Genuine Accessories สำหรับ Tenere 700 จะเริ่มมีจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป พร้อมกันนี้ยังจะมี Riding gear ต่างๆมารองรับความต้องการอีกด้วย สำหรับแอพลิเคชั่นที่กล่าวถึงนี้ ก็คือ MyGarageAPP ซึ่งผู้ใช้ Tenere700 จะสามารถเข้าไปสร้างรถในฝันที่มีรูปแบบเฉพาะตนรวมทั้งหาอุปกรณ์พวกไรดิ้งเกียร์ได้ตามความต้องการ ต้องยอมรับว่า Yamaha Tenere700 คือหนึ่งในรถถแอดเวนเจอร์ขนาดกลางที่น่าหลงไหลรุ่นหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้เป็นรถที่มีสมดุลที่ดีระหว่างกำลังและการควบคุมการขับขี่ได้ดี ในฐานะรถขนาดกะทัดรัดที่สามารถสร้างความเย้ายวนใจให้กับผู้ขับขี่ที่จะออกไปค้นหาโลกใบใหม่ ในเส้นทางการขับขี่ใหม่ๆ และเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจทาง Yamaha ได้มีโปรเจ็คที่ชื่อ Yamaha Tenere700 Demo Tour เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่รุ่นใหม่ได้เรียนรู้หรือศึกษาเส้นทางการขับขี่โดยจะเป็นการนำเสนอเส้นทางการขับขี่ที่น่าสนใจเพื่อว่าผู้สนใจจะสามารถตัดสินใจร่วมแพ็คเกจขับขี่ในเส้นทางจริงหรือเส้นทางใกล้เคียงได้ด้วย Tenere700 นั่นเอง

สำหรับ Yamaha Tenere700 นี้ เราได้เคยนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถมาแล้วในไรดิ้งก่อนหน้านี้หลังจากที่เพิ่งเปิดตัวไม่นาน และครั้งนี้ก็เป็นข่าวสารที่ Yamaha Europe ส่งออกมาถึงการเปิดชุดแต่งหรือชุดคิทดังกล่าว ไรดิ้งเราก็เลยถือโอกาสนำมาฝากกันอีกครั้งกับภาพสวยๆพร้อมชุดแต่งจาก Yamaha Tenere700 ในฉบับนี้

2020 KTM 450 EXC-F SIXDAY

ถ้าพูดถึงเกมเอ็นดูโร่ในระดับโลกคงยากจะปฏิเสธว่า KTM คือหนึ่งในยอดรถสายนี้ โดยเฉพาะจากการแข่งขันที่สุดของเกมประเภทนี้อย่าง International Six Days Enduro หรือ ISDE แล้วล่ะก็ นี่คือรถที่ได้รับความไว้วางใจในการแข่งขันรวมทั้งประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงเท่านั้น KTM เองยังพัฒนารถแข่งเวอร์ชั่นพิเศษเพื่อส่งต่อวิวัฒนาการของรถจักรยานยนต์วิบากสายเอ็นดูโร่จากสังเวียนแข่งสู่ไลน์ผลิตโปรดักชั่น ว่ากันว่า จากความสำเร็จในแต่ละปีบนสังเวียน ISDE ได้ถูกนำมาส่งต่อสู่รถโมเดลล่าสุดในปีถัดไปเช่นกันจากความสำเร็จใน 2019 ISDE ที่ได้มีการส่งต่อวิวัฒนาการด้วยเครื่องยนต์ 4 จังหวะ จากสมรรถนะของผู้ชนะในสนามแข่งชั้นนำของโลกในการสนับสนุนของ KTM ได้กลั่นกรองผ่านเครื่องยนต์ใหม่ที่ทรงพลังเหล่านี้ ซึ่งสามารถนำพาคุณตรงไปยังแถวหน้าตั้งแต่เริ่มออกตัว เครื่องยนต์ที่ออกแบบใหม่นี้เป็นเครื่องยนต์น้ำหนักเบา กะทัดรัด และมีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดในตลาด ทั้งในด้านสมรรถนะ การขับขี่ง่าย และความเชื่อถือได้สำหรับเกมเอ็นดูโร่ที่มีศักยภาพที่จะชนะได้ตั้งแต่ระดับมือสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพเครื่องยนต์ของ KTM 450 EXC-F SIX DAYS มีขนาดกะทัดรัดและสามารถส่งผ่านกำลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยเครื่องยนต์ SOHC จ่ายเชื้อเพลิงหัวฉีด ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ในพิกัด 450 ซีซี ที่ทรงพลังและพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีศักยภาพสูงสุดในตลาดซึ่งตัวเครื่องยนต์ใหม่นี้ได้รับการออกแบบจนสามารถลดน้ำหนักเหลือเพียง 29.2 กก. อีกทั้งยังเสริมสร้างสมรรถนะเพิ่มเติมด้วยการออกแบบพัฒนาชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ ระบบไอเสีย และระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ล้วนได้มีการพัฒนาใหม่ นอกจากเพิ่มความแรงแล้ว ยังได้คำนึงถึงด้านสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro IV homologation
เครื่องยนต์ 450 EXC-F ติดตั้ง cylinder head หรือ ฝาสูบแบบ SOHC ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดขึ้นอย่างมากมีตำแหน่งต่ำลง 15 มม. และเบาลง 500 กรัม อีกทั้งในส่วนของ crankshaft หรือเพลาข้อเหวี่ยงของ KTM 450 EXC-F SIX DAYS วางตำแหน่งไว้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการพัฒนาให้จัดวางตำแหน่งได้ใกล้กับจุดศูนย์ถ่วงที่มีผลทำให้ได้การควบคุมที่ง่ายขึ้น และในส่วนของ crankcasesและ engine covers ของเครื่องยนต์เวอร์ชั่นนี้ได้รับการที่ออกแบบใหม่ จนสามารถลดน้ำหนักลงได้เกือบ 300 กรัม ซึ่งจากการออกแบบในส่วนนี้จึงมีส่วนโดยตรงที่ทำให้ตำแหน่งของเพลาจัดวางอยู่ใกล้กับจุดรวมศูนย์ตรงกลางของเครื่องยนต์มากยิ่งขึ้น

KTM 450 EXC-F SIX DAYS ใช้ระบบส่งกำลัง 6 เกียร์ใหม่ PANKL RACING SYSTEMS ซึ่งนำเสนอวัสดุหล่อขึ้นรูปที่แข็งแกร่งมากขึ้น พร้อมด้วยระบบการจัดการเครื่องยนต์ Keihin Engine Management System สุดล้ำสมัยที่จะทำงานรวมกับระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงไฟฟ้ามีลักษณะเด่นที่ตัวเรือนปีกผีเสื้อขนาด 42 มม. ใหม่ เช่นเดียวกับภายในกระบอกสูบแบบสั้นที่มีขนาด 95 มม. ทำงานร่วมกับลูกสูบใหม่ แบบ box-in-box type ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแกร่งซึ่งออกแบบและ สร้างโดย König ที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตระดับโลกแบรนด์หนึ่ง นอกจากนี้ในส่วนของ balancer shaft แบบมัลติฟังก์ชันที่ยึดอยู่ด้านข้างเป็นตัวสร้างสมดุลให้กับทุกๆการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของการทำงานในเครื่องยนต์ได้อย่างมีสมดุล ขณะเดียวกันก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวขับปั๊มน้ำอีกด้วย
และ KTM 450 EXC-F มีการติดตั้งคลัทช์แบบ DDS หรือ damped diaphragm steel เหล็กไดอะเฟรมกันกระเทือน ที่มีความทนทานสูงยิ่งที่ KTM พัฒนาขึ้นมา ควบคู่กับ wear-free steel basket ชามคลัทซ์เหล็กแบบไร้การสึกหรอและแน่นอนว่ารถวิบากสมัยใหม่ได้ใช้การสตาร์ทไฟฟ้าเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน ซึ่งสตาร์ทเตอร์ไฟฟ้าเป็นการติดตั้งชุดมาตรฐานจากโรงงาน ซึ่งของที่ใช้กับ KTM 450 EXC-F SIX DAYS ใช้ตัวขับสตาร์ทเตอร์และมอเตอร์สตาร์ทเตอร์ที่แข็งแกร่งที่ผลิตโดยโรงงาน Mitsuba ในส่วนของโครงสร้างตัวรถนั้น ต้องบอกว่า KTM จริงจังกับการปรับลดน้ำหนักอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสร้าง 2020 KTM EXC-F ให้เป็นจักรยานยนต์ Enduro ที่บาง เบา และเลี้ยวโค้งได้คล่องตัวที่สุด และด้วยระบบสตาร์ทไฟฟ้าที่ให้มาเป็นมาตรฐาน การเข้าถึงขุมพลังเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่กดปุ่มติดเครื่องยนต์ก็พร้อมทะยานออกไปลุยได้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยความมั่นใจในโครงสร้างที่แข็งแรง ซึ่งไฮไลท์ในส่วนของโครงสร้างตัวรถนั้น เริ่มด้วย สวิงอาร์มอลูมินัมชิ้นเดียวของ KTM 450 EXC-F SIX DAYS ผลิตโดยใช้กระบวนการหล่อในแบบด้วยแรงโน้มถ่วง
KTM ใช้ดุมล้อน้ำหนักเบาที่ผลิตด้วยเครื่อง CNC และขอบล้อไฮเอนด์จากผู้ผลิตชั้นนำของโลก โดยในทุกรุ่นของรถประเภท Enduro สามารถการันตีประสิทธิภาพของวงล้อได้ถึงเสถียรภาพสูงสุดและมีน้ำหนักน้อยที่สุด

ขณะที่ในส่วนของระบบกันสะเทือนนั้น ทุกรุ่นในรหัส EXC ทั้งหมดจะติดตั้งโช้คหัวกลับขนาด 48 มม. เวอร์ชั่นล่าสุดของ WP XPLOR ที่พัฒนาเฉพาะภายใต้ความร่วมมือกันระหว่าง WP กับ KTM และในส่วนของกันสะเทือนหลังเป็นโช้คอัพหลัง WP XPLOR แบบ PDS หรือ progressive damping system อีกส่วนที่จะต้องกล่าวถึงก็คือชุด Airbox ใหม่ ที่พัฒนามาใช้ใน KTM 450 EXC-F SIX DAYS ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจถึงการไหลของอากาศที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อกำลังเครื่องยนต์และประสิทธิภาพการตอบสนองคันแร่งที่ดีที่สุด แม้การออกแบบใหม่นั้นจะเน้นเพื่อเป้าหมายในการปรับปรุงสมรรถนะอย่างชัดเจนแต่ก็ยังคำนึงการป้องกันความสกปรกของไส้กรองอากาศ ด้วยการใช้หม้อกรองอากาศ Twin Air ขนาดใหญ่ ยึดอยู่บนตัวเรือนแข็งที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ซึ่งจะช่วยลดกรณีที่อาจจะผิดพลาดจากการติดตั้งที่ไม่ถูกต้องให้น้อยที่สุด การบำรุงรักษาไส้กรองนั้นรวดเร็วและง่ายดายเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า และไม่ต้องใช้เครื่องมือ และนี่เป็นคุณสมบัติมาตรฐานดั้งเดิมของ KTM ปิดท้ายด้วยระบบการจัดการเครื่องยนต์ที่เป็น KEIHIN engine management system ที่กล่าวถึงแล้วว่ามาพร้อมกับระบบหัวฉีดเชื้อเพลิงไฟฟ้า ที่มีเรือนลิ้นเร่งขนาดขนาด 42 มม. ซึ่งให้การตอบสนองฉับพลันและสมรรถนะสูงสุดด้วยตำแหน่งหัวฉีดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล่องอีซียูทำการเซ็ทค่าแมปใหม่ซึ่งได้รับการปรับให้มีความเหมาะสมสำหรับระบบไอเสีย ชุดกรองอากาศ และเครื่องยนต์ที่พัฒนาออกมาใหม่นี้ โดยสามารถเปิดหรือเลือกแมปที่เหมาะสมด้วยสวิตช์เลือกแมปที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานให้กับรถจักรยานยนต์รุ่นนี้ โดย ECU จะคำนวน การสั่งจ่ายเชื้อเพลิงและการจุดระเบิดให้เหมาะสมตามค่าแมปที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้คุณลักษณะด้านกำลังที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเกียร์ โดยเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับจากเซ็นเซอร์เกียร์นั่นเอง

สเปคข้อมูลของรถมีดังนี้

DISPLACEMENT: 449.9 cm³
DESIGN: 1-cylinder, 4-stroke engine
BORE: 95 mm
STROKE: 63.4 mm
STARTER: Electric starter
TRANSMISSION: 6-speed
CLUTCH: Wet, DDS multi-disc clutch, Brembo hydraulics
EMS: Keihin EMS
FUEL CONSUMPTION: 3.68 l/100 km
FRAME DESIGN: Central-tube frame with double-cradle
REAR SUSPENSION: WP Xplor PDS shock absorber
SUSPENSION TRAVEL (FRONT): 300 mm
SUSPENSION TRAVEL (REAR): 310 mm
FRONT BRAKE: Brembo twin-piston floating calliper, brake disc
REAR BRAKE: Brembo single-piston floating calliper, brake disc
FRONT BRAKE DISC DIAMETER: 260 mm
REAR BRAKE DISC DIAMETER: 220 mm
CHAIN: X-Ring 5/8 x 1/4”
STEERING HEAD ANGLE: 63.5 °
GROUND CLEARANCE: 355 mm
SEAT HEIGHT: 960 mm
TANK CAPACITY (APPROX.): 9 l
WEIGHT READY TO RACE (WITHOUT FUEL): 106 kg

2020 Yamaha YZ250F

หลังจากที่ออกแบบใหม่หมดในแบบที่เรียกว่า redesign สำหรับโมเดล 2019 ของ Yamaha YZ250F จนส่งผลให้กลายเป็นรถโมโตครอสที่พร้อมสำหรับเกมการชิงชัยมากยิ่งขึ้นในกลุ่มรถ 250F ด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานในสนามแข่งขันที่เห็นได้ชัดเจนจาก Dylan Ferrandis ที่ชนะใน AMA Supercorss West Championship

ซึ่ง Yamaha ได้นำข้อมูลต่างๆระหว่างฤดูกาลแข่งขันมาต่อยอดสู่โมเดลล่าสุดในปี 2020 กับ The Ultimate YZ250F หรือ ที่สุดของ YZ250F ที่ว่ากันว่ามันคือการพัฒนาสูงสุดของรถในซีรี่ส์นี้ แน่นอนว่ามันเป็นรถที่พร้อมสำหรับการแข่งขันในทุกๆระดับมากที่สุดโมเดลหนึ่งที่ Yamaha ผลิตออกมาหลังจากที่เสริมแต่งความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ติดตั้ง electric start พร้อมกับตกแต่งเครื่องยนต์บางส่วนในโมเดลที่ผ่านมาให้กับเครื่องยนต์ 250 ซีซี สี่จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำจนมีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้นพร้อมติดตั้งบนโครงสร้าง aluminium bilateral beam frame ที่มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนชั้นนำอย่าง KYB ทั้ง KYB spring type forks และ KYB rear shock จนกระทั่งมาถึงโมเดล 2020 YZ250F นี้ ได้มีการเสริมสมดุลในส่วนของสมรรถนะต่างๆ ที่มีผลต่อการคว้าชัยชนะ ทั้ง performance-rideability-comfort กล่าวคือ นี่จะเป็นรถที่มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม มีองค์ประกอบในการขับขี่ที่ดี และให้ความสบาย มาพร้อมกับเทคโนโลยีจากการแข่งขันของ Yamaha ไม่ว่าการปรับเปลี่ยนโหมดการขี่ การต่อเชื่อมแบบไร้สาย กับ Yamaha Power Tuner App เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้คำจำกัดความที่ว่า Tune-Race-Win นั่นเอง

สำหรับไฮไลท์เบื้องต้นของ 2020 YZ250F ที่มีแนบมาให้กับไฟล์ภาพนั้นมีข้อมูลเทคนิคดังนี้
-เครื่องยนต์เปี่ยมสมรรถนะแบบ DOHC 250cc liqquid cooled 4-stroke engine ที่มาพร้อมกับ 4-valve cylinder head ให้อัตราส่วนกำลังอัด 13.8:1
-ฝาสูบแบบ Reverse cylinderhead โดยจะใช้ Lightweight titanium valves ซึ่ง titanium intake valves จะมีขนาด 31 มม. ขณะที่ titanium exhaust valves จะมีขนาด 25 มม. ซึ่งtitanium valve สามารถลดน้ำหนักได้ระหว่าง 40-45% ของ steel valves
-ปรับเซ็ทสะดวกด้วย Power Tuner smartphone app สามารถปรับให้สมาร์ทโฟนทั้งระบบแอนดรอย และไอโอเอส สามารถที่จะใช้งานได้คล้ายกับ อุปกรณ์ GYTR Power Tuner
-ปรับโหมดการขี่ได้ถึงสองแบบด้วย 2 position engine mapping switch
-เบาแรงด้วยสตาร์ทไฟฟ้า Lighweight electric starter พร้อม lithium-ion battery
-โครงสร้างเพรียวกะทัดรัดSlim and Compact bodywork and seat
-เฟรมแกร่งด้วย Strong bilateral aluminium beam frame
-ฟอร์คหน้า KYB front forks พร้อม speed sensitive damping
-ชุดกันสะเทือนหลัง Link type rear suspension พร้อม KYB rear shock
-Heavy duty clutch ที่รองรับการใช้งานหนักมาพร้อมกับ quick access ใช้งานง่ายน้ำหนักเบาด้วยการที่มือคลัทช์ออกแบบมาให้ใช้แรงกดน้อยลง ช่วยให้สบายขึ้นในขณะขับขี่ โดยฝาครอบด้านนอกเป็นวัสดุแมกนีเซียม
-ออกแบบหม้อน้ำที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นด้วย High efficiency angled radiator design

สเปคของตัวรถมีดังนี้
Engine type : liquid-cooled, 4-stroke, 4-valves, DOHC
Displacement : 250cc
Bore x stroke : 77.0 mm x 53.6 mm
Compression ratio : 13.8 : 1
Lubrication system : Wet sump
Clutch type : Wet, Multiple Disc
Ignition system : TCI
Starter system : Electric
Transmission system : Constant Mesh, 5-speed
Final transmission : Chain
Fuel system : Electronic Fuel Injection
Frame : Aluminium
Front travel : 310 mm
Caster angle : 27º1
Trail : 119mm
Front suspension system : Upside-down
telescopic fork
Rear suspension system : Monoshock
Rear travel : 315 mm
Front brake : Hydraulic single disc, Ø270 mm
Rear brake : Hydraulic single disc, Ø245 mm
Front tyre : 80/100 – 21 51M
Rear tyre : 100/90 – 19 57M
Overall length : 2175 mm
Overall width : 825 mm
Overall height : 1285 mm
Seat height : 970 mm
Wheel base : 1475 mm
Minimum ground clearance : 335 mm
Wet weight (including full oil and fuel tank) : 106 kg
Fuel tank capacity : 6.2L
Oil tank capacity : 0.95L